เมื่อเห็นซุนเอ้อร์เหนียงเอาหมั่นโถวที่ทำจากแป้งข้าวฟ่างหลายลูกวางไว้ข้างๆสู่ขุยจึงหยิบตะกร้าไผ่อีกใบมาใส่หมั่นโถวข้าวฟ่าง
เวลาต่อมาทุกคนก็เริ่มกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา
ซุนเอ้อร์เหนียงลากตะกร้าซาลาเปาที่ซื้อจากร้านสกลุลู่มาใกล้ตัวใช้แสงของตะเกียงน้ำมันเลือกซาลาเปา เมื่อเลือกได้แล้วจึงส่งให้ไป๋ซิ่วหลินพร้อมพูดจานุ่มนวล “ซิ่วหลินนี่ซาลาเปาไส้ไก่สับที่เ้าชอบ!”
ไป๋ซิ่วหลินรับซาลาเปามากัดคำโต รู้สึกถึงรสชาติที่เต็มไปด้วยความอร่อย สดใหม่เขายิ้มกว้าง พูดว่า “ขอบคุณท่านแม่”
ซุนเอ้อร์เหนียงยิ้มดีใจเลือกซาลาเปาลูกหนึ่งส่งให้สู่ขุย “สู่ขุยเ้าก็กินด้วยสิ!”
สู่ขุยรับซาลาเปามาค่อยๆกิน
ที่ซุนเอ้อร์เหนียงส่งซาลาเปาไส้ปลาไหลให้สู่ขุยลูกหนึ่งเป็เพราะได้ชื่อว่าเป็แม่คนหนึ่งของสู่ขุยจึงจำต้องทำดีเข้าไว้ หลังจากให้สู่ขุยกินหนึ่งลูกก็ไม่ให้อีกดวงตาของซุนเอ้อร์เหนียงจ้องแต่ซาลาเปาที่เหลืออยู่ในตะกร้า จนเมื่อลูกชายกินซาลาเปาไปแล้วสี่ลูกนางจึงหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งมากิน
สู่ขุยหยิบหมั่นโถวข้าวฟ่างมาค่อยๆ กินโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว
นางชินชากับพฤติกรรมแบบนี้ของแม่เลี้ยงมานานต่อหน้าคนอื่นมักแสดงความรักใคร่เอ็นดูนางบ่อยๆ จึงไม่นำมาใส่ใจ
เมื่อเห็นสู่ขุยไม่พูดอะไรซุนเอ้อร์เหนียงเกิดละอายใจนิดหน่อยจึงแสดงสีหน้าเอ็นดูสู่ขุย “สู่ขุยน้องชายของเ้าเป็ลูกชายคนเดียวของบ้านสกุลไป๋ อนาคตก็มีแค่น้องที่เป็คนสืบทอดสกุลไป๋ให้บรรพบุรุษไม่อายใครเ้าเป็พี่ก็ต้องช่วยเหลือส่งเสริมน้องนะ!”
สู่ขุยทำได้แค่ยิ้มพูดกับแม่เลี้ยงว่า “ท่านแม่ ท่านดีต่อข้า ข้าเองก็จะทำดีต่อน้อง!”หากท่านทำร้ายข้า ข้าเองก็จะไม่ปล่อยท่านสองแม่ลูกให้อยู่ดีมีสุข!
ซุนเอ้อร์เหนียงเห็นสู่ขุยพูดประโยคนี้ด้วยใบหน้าที่ยิ้มราวดอกไม้แรกแย้มแล้วก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่คำตอบที่น่าฟังเลย รู้สึกเจ็บกับคำพูดนี้ ทำได้แค่ยิ้มเฝื่อนๆแล้วพูดว่า “งั้นก็ดี!”
หลังเสร็จมื้อค่ำสู่ขุยรีบเก็บชามกับตะเกียบบนโต๊ะ เช็ดโต๊ะให้สะอาด จากนั้นไปล้างจาน ล้างกระทะ เก็บของในห้องครัวอย่างคล่องแคล่ว
ไป๋เจิ้นเสียงซุนเอ้อร์เหนียง และไป๋ซิ่วหลินทั้งสามคนนั่งอยู่ในห้องโถง
เวลานี้ด้านนอกลมพัดแรงมากจนต้นไป๋หยาง[1]ที่ปลูกไว้ตรงลานบ้านเสียงดัง ‘ซ่า’ ยิ่งทำให้ในบ้านรู้สึกเงียบมากขึ้น
ในห้องโถงมีแค่แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกำแพงไป๋ซิ่วหลินใช้แสงจากตะเกียงคัดตัวอักษรโดยนั่งอยู่ด้านทิศเหนือของโต๊ะ ไป๋เจิ้นเสียงนั่งจิบชาอยู่ทิศใต้ส่วนซุนเอ้อร์เหนียงนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ทางทิศตะวันตก
ซุนเอ้อร์เหนียงสังเกตว่าสู่ขุยหายไปในครัวครู่หนึ่งคงยังไม่ออกมาง่ายๆ จึงตัดสินใจเริ่มพูดกับไป๋เจิ้นเสียง
นางก้มหน้าดึงเหล็กหมาดออกจากพื้นรองเท้า แล้วนำเข็มแทงเข้าไป พูดยิ้มๆ ปนหัวเราะว่า “ปีนี้ซิ่วหลินจะเจ็ดปีแล้ว อาจารย์หม่าที่สำนักศึกษาบอกว่าเขาเป็เด็กเรียนดีอีกหน่อยต้องได้เรียนในระดับสูง มีอนาคตที่ดีแน่ๆ จึงแนะนำให้เราเตรียมค่าเล่าเรียนไว้แต่เนิ่นๆเพื่อส่งเขาไปเรียนได้อย่างราบรื่น”
ไป๋เจิ้นเสียงวางถ้วยชาแล้วพูดว่า“เื่ส่งซิ่วหลินเรียนหนังสือเป็เื่ของครอบครัวเราไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง เ้ากับข้าต้องร่วมใจช่วยกันอยู่แล้ว”
ซุนเอ้อร์เหนียงมองหน้าสามีด้วยสายตาเคืองๆพูดเจื้อยแจ้ว “มันไม่ง่ายขนาดนั้น นอกจากเงินให้อาจารย์ ไหนยังต้องเตรียมเงินค่าหมึกค่ากระดาษอีก ค่าของกำนัลที่ต้องเตรียมไว้ให้สำนักศึกษาอีกเล่า! อีกอย่างตอนนี้บ้านเราก็ยังเช่าเขาอยู่ ถึงอย่างไรก็ควรมีเงินซื้อบ้านเป็ของเราเองอนาคตหากซิ่วหลินเข้าเรียนในระดับสูง ก็ต้องมีค่าเดินทางไปเรียนอีกไหมเล่าพูดไปพูดมาก็คือต้องมีเงิน!”
ไป๋เจิ้นเสียงไม่พูดอะไรได้แต่หันมามองซุนเอ้อร์เหนียงพูด
ซุนเอ้อร์เหนียงแสดงกิริยาเกินจริงถอนหายใจ “คนสกุลซุนที่ขายเต้าหู้อยู่ตรงตรอกนั้น ได้เฉียนผอจื่อเป็คนกลางขายลูกสาววัยสิบสี่ปีให้รับใช้อนุคนที่ห้าแห่งจวนเศรษฐีจิน ได้เงินมาตั้งสิบห้าตำลึงเงินเชียวต่อมาบ้านสกุลซุนเลยมีเงินแต่งลูกสะใภ้ให้ลูกชายคนโต!”
“คุณป้าต่งคนขายไหม ก็ขายลูกสาวคนเล็กให้เป็เมียพ่อค้าเร่ตามแม่น้ำอวิ้นคนในบ้านได้เงินยี่สิบตำลึงเงิน ลูกสาวก็มีที่ดีๆ ไป ไม่งั้นสองแม่ลูกคงได้อดตาย!”
นางพูดเสร็จแล้วมองไป๋เจิ้นเสียงเขายังนั่งอยู่ตรงนั้น เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องให้เห็นหน้าของสามี เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างจึงเดาอารมณ์ไม่ถูก
ซุนเอ้อร์เหนียงนึกถึงภาพเงินสีขาววาววับหกสิบตำลึงเงินแล้วใจร้อนรุ่มจนแสดงอาการออกมาชัดเจน นางยิ้มหวานพูดว่า “วันนี้เฉียนผอจื่อมาบ้านเรานางบอกว่าถงมามาแห่งจวนไท่เว่ยจากเมืองหลวงเป็คนมาเลือกเอง หากลูกสาวบ้านไหนได้รับเลือกให้ราคาที่คนละหกสิบตำลึงเงินเชียว”
เมื่อไป๋ซิ่วหลินได้ยินก็เกิดห่วงพี่สาวจึงค่อยๆ หันไปมองหน้าพ่อ
ไป๋เจิ้นเสียงค่อยๆวางจอกชา จ้องหน้าซุนเอ้อร์เหนียงตาไม่กะพริบ ยื่นคำขาดว่า “บ้านอื่นจะทำอะไรก็ช่าง แต่ข้าไป๋เจิ้นเสียงจะไม่ขายลูกสาวตัวเอง!”
เขามองหน้าซุนเอ้อร์เหนียง“ผู้ดูแลฟู่กับข้ารู้จักกันมานาน อีกอย่างฟู่อิงแห่งบ้านสกุลฟู่ก็เป็คนดีในเมื่อบ้านนั้นอยากได้สู่ขุย เราแค่รอให้แม่สื่อจากสกุลฟู่มาอีกครั้ง แล้วกำหนดวันแต่งงานของฟู่อิงกับสู่ขุยซะ!”
คำพูดของไป๋เจิ้นเสียงเหมือนเอาตะปูตอกหน้าอกของซุนเอ้อร์เหนียงนางแทบอาเจียนเป็เื
ซุนเอ้อร์เหนียงก้มหน้าถอนหายใจพร้อมยิ้มทำงานในมือของนางต่อไป แต่ในใจกลับยังคิดคำพูดตอบโต้ไป๋เจิ้นเสียงอยู่
สู่ขุยเข้ามาถึงเมื่อไรไม่รู้จับวงกบประตูยืนอยู่นอกธรณีประตู มองดูซุนเอ้อร์เหนียงที่นั่งอยู่ด้านในด้วยสายตาเ็า
แม้มีแค่แสงสว่างจากตะเกียงสู่ขุยก็ยังเห็นมืออันสั่นไหวของซุนเอ้อร์เหนียง
สู่ขุยรู้ดีว่าเื่นี้ไม่จบง่ายๆอย่างแน่นอน วันข้างหน้านางต้องระวังให้มาก
นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้ายิ้ม “ท่านพ่อ ท่านแม่ ซิ่วหลิน ข้าเข้าไปต้มสาลี่เชื่อมในครัวมา มีใครจะรับบ้าง”
ไป๋ซิ่วหลินเห็นสีหน้าแม่ไม่สู้ดีนักส่วนพ่อก็ไม่พูดอะไรจึงรีบเอ่ยปากว่า “ข้าจะกินขอหนึ่งชามนะท่านพี่”
สู่ขุยตอบรับด้วยเสียงหัวเราะ หันกลับเข้าครัวเพื่อไปเอาสาลี่เชื่อมให้น้อง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/003a2929fa2dd28f0e5a0bbc981a208f
[1] ต้นปอปลาร์