“ท่านป้าพูดอะไร ข้าจะไปรังแกน้องได้อย่างไร” ถังฉือหรงพยายามควบคุมสติอธิบายว่า “เขาเป็คนเข้ามาขวางข้าแล้วก็สะดุดล้มลงไปเองต่างหาก”
“ไอ้คนโกหก!” เหอซื่อสบถ ดวงตาแสดงความเกรี้ยวกราด “น้องโตเป็หนุ่มแล้วจะไปสะดุดล้มเองได้อย่างไร เหตุใดเ้าจึงไม่พูดความจริงไปว่าเป็เพราะเ้าเอางูขว้างใส่คอเขา เขาถึงได้สะดุดล้มน่ะ”
ถังฉือหรงนิ่งเงียบ เรียบเรียงความคิด ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “ข้าไม่ได้เป็คนเอางูโยนใส่คอเขา”
“หยินเอ๋อร์” เหอซื่อสับสนเล็กน้อยพลางหันกลับไปมองถังฉือหยิน “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เ้ารีบพูดความจริงมาเดี๋ยวนี้!”
“เป็เพราะเขา...” เด็กชายร่างอวบอ้วนกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ถังฉือหรง “เขานั่นแหละที่ทำให้ข้าสะดุดล้ม!”
ถังฉือเย่ที่ฟังมาตลอดรู้สึกตลกสิ้นดี นางคิดไม่ถึงเลยว่าถังฉือหยินจะเ้าเล่ห์ ทำเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่แบบนี้…ว่าแต่เพราะเหตุใดเด็กชายรูปร่างอ้วน ผิวดำคนนี้กลับไม่เอ่ยถึงนางแม้เพียงครึ่งคำ
หญิงสาวเหลือบมองและเห็นว่าเขาไม่ได้ดูเกกมะเหรกเกเรดังเช่นปกติ แต่กลับทำเป็หัวหดทำราวกับว่ากำลังกลัวเกรงนางเสียอย่างนั้น ซึ่งดูแปลกเอามาก ๆ …ถังฉือเย่ครุ่นคิด นางขมวดคิ้วเมื่อความทรงจำบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว
จังหวะนั้นวังซื่อรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้อย่ากล่าวโทษโกรธกันเลย พวกเราล้วนเป็คนในครอบครัวเดียวกัน พี่น้องแค่เล่นหยอกล้อกันเท่านั้น อย่าทำเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่เลย” นางพูดรอมชอมพลางหันไปสั่งบุตรชาย
“หรงเอ๋อร์! ยังไม่รีบไปขอโทษหยินเอ๋อร์อีก!”
เหอซื่อเบะปาก รู้สึกรำคาญขึ้นมาจึงพูดด้วยสุ้มเสียงกระแทกกระทั้นใส่หน้าวังซื่ออย่างไม่เกรงใจ “ตัวซวยที่นำพาโชคร้ายมาให้สามีและครอบครัวเช่นเ้า ผู้ใดจะอยากนับญาติกัน เพียงแค่เห็นหน้าข้าก็รู้สึกว่าตัวเองจะต้องดวงซวยโชคร้ายแน่! คงมีแต่พวกสัมภเวสีเท่านั้นแหละที่จะอยากเป็ครอบครัวเดียวกันกับพวกเ้าน่ะ หึ! อย่างที่ท่านแม่กล่าวไว้ไม่มีผิดจริง ๆ เ้ามันเป็คนจิตใจชั่วร้าย ส่งเสริมให้ลูก ๆ ของตัวเองมารังแกหยินเอ๋อร์ แล้วเ้าก็เสแสร้งเข้ามาทำดี คิดว่าข้าโง่ตามพวกเ้าไม่ทันอย่างนั้นรึ?”
ได้ยินดังนั้นวังซื่อก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะผลักถังฉือหรงแรง ๆ ครั้งหนึ่ง “เ้าลูกอกตัญญู! รีบไปขอโทษท่านป้าเดี๋ยวนี้!”
ชายหนุ่มลดสายตา เขากล้ำกลืนฝืนใจทำท่าจะก้มลงขอโทษตามคำสั่งของมารดา แต่ก็กลับถูกถังฉือเย่รั้งไว้เสียก่อน
“ขอโทษอะไรกัน ถังฉือหยินดิ้นรนเข้ามาหาเื่ ข้าเห็นกับตาว่าเขาลื่นล้มเอง ข้าและพี่ชายไม่ได้แตะต้องเขาแม้เพียงปลายเล็บ” นางพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล ประณีตยิ่งกว่าการปอกหัวไชเท้า ก่อนจะหันไปถามถังฉือหยิน “เ้าล้มแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้าด้วย จะให้ข้ากับพี่ชายรับผิดชอบเื่อะไร…เื่ที่เ้าซุ่มซ่ามลื่นล้มเอาหน้าจุ่มโคลนน่ะเหรอ?”
ถ้อยคำที่ได้ยินทำให้เหอซื่ออ้าปากค้างด้วยความใ นางยื่นมือที่อ้วนหนาชี้ไปที่ถังฉือเย่ พักใหญ่จึงกล่าวขึ้น “เ้า…เ้าปัญหาอ่อนอยู่มิใช่รึ?”
หญิงสาวอมยิ้มตรงมุมปาก นางเลิกคิ้วขึ้น หันมองชาวบ้านที่เพิ่งได้ยินเสียงและรีบเข้ามามุงดูกันอย่างคึกคัก ทุกคนต่างพากันใพูดไม่ออกกับสิ่งที่เห็น
“ตอนนี้ข้าไม่ได้ปัญญาอ่อนแล้ว ส่วนเื่ที่ข้าปัญญาอ่อนได้อย่างไรนั้น ถังฉือหยินคงจะรู้ดี!” พูดพลางหันไปมองเด็กชายที่ผงะเซถอยหลังด้วยความใ
ด้วยความที่ถังฉือเย่รู้เื่ราวเื้ัดี นางจึงกล่าวอีกครั้งด้วยเสียงดังฟังชัด “ในตอนแรกข้าและถังฉือหยินเข้าไปในูเาเพื่อหาผักป่า แต่ถังฉือหยินมัวแต่เล่นทั้งวัน ก่อนจะไปยังได้แย่งผักป่าของข้า ซ้ำยังสะเพร่าผลักข้าจนพลัดตกลงไปในบ่อน้ำร้าง หัวของข้าถูกกระแทกจนเืไหล ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เขาไม่เพียงไม่ช่วย แต่กลับวิ่งหนีกลับบ้านและไม่ยอมบอกเื่นี้กับใครเลย จนท่านพ่อต้องนำคนมาช่วยกันออกตามหาข้าจนพบ หากมิเช่นนั้นข้าคงกลายเป็ผีไปอยู่ปรโลกแล้ว”
“ข้าไม่ได้สะเพร่า!” ถังฉือหยินรีบพูดอย่างร้อนรน “ข้าจงใจผลักเ้าลงไปต่างหาก!”
ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันส่งเสียงร้องอื้ออึงเมื่อได้ยิน ถังฉือเย่จึงรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “ตอนนั้นเ้าอายุแค่เก้าขวบ เ้าอาจจะกลัว ข้าไม่โทษเ้าหรอก แต่อย่าลืมสิว่าข้าเป็น้องของเ้า เ้าไม่ช่วยข้าก็ช่าง แต่เมื่อกลับมาบ้านเ้ากลับปิดปากเงียบไม่กล่าวสิ่งใด หากข้าตายไปจริง ๆ จะเป็ยังไง เ้าไม่คิดบ้างหรอกเหรอ…นี่มันชีวิตคนทั้งคนเลยนะ ทำไมเ้าถึงได้ชั่วร้ายเช่นนี้!”
“เก้าขวบก็ไม่ถือว่าเด็กแล้ว! อายุเท่านี้ก็ทำเื่เช่นนั้นเสียแล้ว!” เสียงของใครบางคนพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่อีกคนจะกล่าวอย่างคลุมเครือ
“ในตอนนั้นคุณชายสามตระกูลถังกำลังไปได้ดีเลย แต่ละปีมีเงินเข้ามาไม่ขาดสาย”
“ข้าจำได้ว่าตอนนั้นท่านลุงเป็ผู้ที่ตามหาสาวน้อยเย่เย่ผู้นี้เจอ คุณชายสามก็ขอบคุณเขาเสียยกใหญ่ แต่พอมาคิดตอนนี้ ดูแล้วมันน่าจะเป็สิ่งที่เขารู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว”
“ก็ใช่น่ะสิ!” อีกคนรีบเสริมขึ้น “ข้ายังจำตอนนั้นได้ ก็ข้าเองนี่แหละที่ถามคุณชายสามตระกูลถังว่าเหตุใดจึงต้องพาเด็กไปด้วย เขายังบอกว่าหยินเอ๋อร์โตพอที่จะช่วยงานได้แล้ว!”
“น่าสงสารนางอยู่ไม่น้อย” พูดพร้อมกับหันมาทางถังฉือเย่ “ปัญญาอ่อนมาตั้งหลายปี ซ้ำร้ายคุณชายสามตระกูลถังยังมองศัตรูเป็ดั่งญาติสนิท”
“นี่นะเหรอญาติพี่น้อง!” ชายคนเดิมร้องเสียงสูงเยาะเย้ย “หากคุณชายสามตระกูลถังยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะโกรธมากเป็แน่”
ถังฉือเย่ฟังคนในหมู่บ้านซุบซิบนินทา พลางนึกว่าคนพวกนี้มีดีที่ไม่ซับซ้อนคิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น นางจึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีเอาไว้จะได้ไม่ถูกรังแกเนื่องจากเป็เด็กกำพร้าส่วนมารดาก็เป็หญิงหม้าย ขณะหญิงสาวกำลังคิดอยู่ในใจก็จะได้ยินเหอซื่อพูดอย่างโกรธจัด
“ดี! ดีมากวังซื่อฉิน ถังฉือเย่ ที่แท้พวกเ้าสองคนแม่ลูกก็เป็คนกลับกลอกหลอกลวง ตอนอยู่บ้านเสแสร้งทำเป็คนอ่อนโยน แกล้งโง่ แต่พอถูกท่านแม่ขับไล่ออกมาก็เผยธาตุแท้จนได้ โดยเฉพาะเ้า! ถังฉือเย่…” เหอซื่อชี้นิ้วอวบอูมไปที่ถังฉือเย่ “แท้จริงแล้วเ้าไม่ได้ปัญญาอ่อนั้แ่แรก แต่จงใจปิดบังไว้!”
“ไม่ใช่แต่แรก แต่เป็เมื่อครู่” ถังฉือเย่เถียง “ข้าถูกทุบตี และลูกโยนออกมา ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่งถึงได้ตาสว่าง มองเห็นความจริง แต่จะว่าไปข้าก็ต้องขอบคุณท่านป้านะที่ไล่ข้าออกมาจากบ้าน”
“พูดได้ดี! แต่พูดให้ตายข้าก็ไม่เชื่อเ้าหรอก!” ดวงตาของเหอซื่อแทบจะถลนออกมา ความเดือดดาลที่สุ่มอยู่ในอกทำให้นางร้อนรุ่ม
“ท่านไม่เชื่อ แต่ชาวบ้านเขาไม่ได้โง่ หากว่าข้าหายดีอยู่แล้ว ข้าก็คงไปอยู่กับครอบครัวตั้งนานแล้ว เหตุใดจะต้องมาทนทุกข์โดนทุบตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเยี่ยงนี้” ถังฉือเย่พูดรัวเร็ว แต่ละประโยคที่กล่าวออกไปนั้นมิใช่เป็การกล่าวหาที่เลื่อนลอย ตรงกันข้าม ทุกเื่กลับมีมูลเหตุ ดังนั้นชาวบ้านทุกคนที่มุงดูอยู่จึงต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเชื่อมั่น จนทำให้สะใภ้ตระกูลถังที่กำลังอดกลั้นอยู่นั้นเืขึ้นหน้า สวนกลับมาด้วยความกรุ่นโกรธ
“คนอย่างเ้าคงไม่ได้หวังดีกับข้าแน่ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเรามีความแค้นอะไรกัน ทำไมต้องจงใจทำลายชื่อเสียงของหยินเอ๋อร์ด้วย”
มุมปากข้างหนึ่งของถังฉือเย่รั้งขึ้นตอบว่า “คนชั่วที่สังหารน้องสาว ไม่ถูกส่งตัวไปศาลก็ถือว่าดีเท่าไหร่แล้ว มีชื่อเสียงอะไรให้คำนึงกัน” แม้ใบหน้าเล็กของหญิงสาวยังคงมีาแ แต่สีหน้าของนางนั้นกลับสงบนิ่งและยืนสง่างามแผ่นหลังตั้งตรง
เมื่อนั้นฝูงชนก็เปล่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง! หลังฟังคำพูดของหญิงสาวที่ระรื่นหู ทุกคนล้วนแปลกใจว่าเด็กสาวที่เคยคิดว่าปัญญาอ่อน ไม่รู้จักแม้แต่จะเรียกพ่อแม่นั้น ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนไปจากเดิมลิบลับ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงอดที่จะรู้สึกชื่นชมนางไม่ได้ ผิดกับเหอซื่อที่ใจยังเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ!
“นังเด็กชั่ว! ข้าต้องฉีกปากเน่า ๆ ของเ้าให้ได้!” พูดพร้อมกับปรี่ไปข้างหน้า วังซื่อกรีดร้องด้วยความตระหนก ถังฉือหรงรีบพุ่งตัวเข้ามาขวางนางไว้ ส่วนถังฉือเย่ที่หลบอยู่ในตอนแรก แต่พอเห็นเหอซื่อคว้าแขนของพี่ชายนางไว้แน่นจึงรีบเข้าไปช่วยดึงมือของเหอซื่อออก
ในระหว่างที่เหตุการณ์ทุกอย่างกำลังชุลมุนกันอยู่นั้น เสียงกระแอมของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้น ก่อนที่ใครคนนั้นจะก้าวเท้าเดินเอามือไพล่หลังเข้ามา แล้วจึงกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ยังไม่รีบปล่อยมืออีก!”
“ท่านพี่!” เป็เหอซื่อที่ยืดตัวขึ้นมาในทันที “ท่านรู้หรือไม่ว่านังเด็กชั่วผู้นี้พูดอะไรออกมาบ้าง พวกมันสามคนแม่ลูกกำลังทำลายชื่อเสียงของหยินเอ๋อร์ของเรานะ!”
“พอได้แล้ว! แค่นี้ยังอับอายไม่พออีกรึ! ปล่อยมือซะ!” ถังหย่งฟู่ สามีของเหอซื่อสั่ง ซึ่งนางถึงแม้จะทำท่าราวกับสตรีผู้มีอำนาจแต่ก็กลับยอมเชื่อฟังคำของสามี ยอมปล่อยมือแต่โดยดี
ถังหย่งฟู่ถอนหายใจแ่เบาพลางก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วพูดกับถังฉือเย่ว่า “เย่เอ๋อร์ เมื่อความทุกข์ผ่านพ้นไปความสุขก็จะเข้ามา จงทะนุถนอมความสุขเอาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ”
หญิงสาวได้ฟังคำพูดที่แฝงนัยสำคัญบางอย่างของเขาจึงก้มศีรษะลง จำได้ว่าเมื่อวานก็เป็ถังหย่งฟู่ผู้นี้ที่ช่วยเหลือพวกนางเอาไว้ แถมยังหาที่พักอาศัยให้ นางจึงตอบกลับไปด้วยเสียงแ่เบาว่า
“ท่านพูดถูก”
คุณชายใหญ่ตระกูลถังพยักหน้า ก่อนหันหน้าไปยังฝูงชน “พวกเ้าก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว! มันเป็เื่ของคนในครอบครัว ไม่มีอะไรน่าฟังหรอก”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะเบา ๆ และพากันแยกย้ายออกไปอย่างเชื่องช้า ผิดกับเหอซื่อที่ร้องขึ้นอย่างร้อนรน “ท่านพี่! ท่านแม่ขับไล่เ้าพวกตัวซวยนี่ออกมาจากตระกูลแล้ว คนในครอบครัวอะไรกัน นังเด็กคนนี้จิตใจชั่วร้าย คำพูดของมันล้วนแฝงไปด้วยหนามแหลมคม หยินเอ๋อร์ของเราจะทำอย่างไรได้”
“เื่นี้มันผ่านมานานหลายปีแล้ว ทำไมเ้าจะต้องขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกครั้ง หยินเอ๋อร์ในวันนี้ก็ได้รับบทเรียนแล้ว พอแค่นี้เถอะ”
“ท่านพี่!”
“เอาล่ะ ๆ ไปกันได้แล้ว” ถังหย่งฟู่เป็คนพูดคำไหนคำนั้น เขาเอามือไพล่หลังแล้วเดินออกไปทันที เหอซื่อจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามหลังไปด้วยอาการฮึดฮัด
ถังฉือเย่มองร่างสูงของเหอซื่อที่คาดคะเนจากสายตาน่าจะสูงอย่างน้อยก็เจ็ดฉื่อ ดูแล้วแข็งแรง อ้วนท้วน ผิดกับชายผู้เป็สามีที่เตี้ยกว่าเล็กน้อย รูปร่างค่อนข้างผอม ดูแล้วสุภาพเรียบร้อย
ถังหย่งฟู่เดินไปถึงหน้าประตู ไม่ทันจะพ้นก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง สายตาของเขามองไปรอบ ๆ มองเห็นชาวบ้านบางส่วนที่ยังรีรออยู่ในลานกว้างก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วเดินจากไป
ถังฉือเย่เลิกคิ้ว สายตาจับจ้องร่างของถังหย่งฟู่จนลับสายตา เหตุการณ์วุ่นวายวันนี้ความจริงต้องขอบคุณเขาที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แม้ว่านางจะไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเข้าข้าง แต่ก็ถือว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นสำเร็จลงแล้ว…ไม่ว่าจะมากเพียงใด นางก็ต้องวางแผนเื่นี้อย่างช้า ๆ
เมื่อชาวบ้านต่างทยอยกลับกันไปหมดแล้ว สถานการณ์เริ่มกลับคืนสู่ความสงบ วังซื่อก็พูดพึมพำขึ้นว่า “ครั้งนี้ทำให้คนไม่พอใจเป็อย่างมาก” จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องไปทั้งน้ำตา
ถังฉือหรงเอาผักหางไม้กวาดที่เขาเด็ดไว้เมื่อเช้าซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงครึ่งตะกร้าออกมาล้างในชาม เมื่อถังฉือเย่เข้าไปช่วย เขาจึงหันมาจุดไฟพร้อมกับถามนางเบา ๆ “เหตุการณ์ตอนนั้น มันเป็อย่างที่เ้าเล่าจริง ๆ เหรอเย่เย่!?”
.
.
.