ตอนที่ 7
วันรุ่งขึ้น เทียนิที่ขอบตาดำอย่างกับหมีแพนด้า เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม เขาที่ไม่ได้หลับทั้งคืนเพราะมัวแต่ไล่ตบยุงเพื่อเพิ่มค่าประสบการณ์ จนตอนนี้เขาได้เลื่อนระดับเป็ระดับ 3 แล้ว เขาได้แต้มสถานะคงเหลือมา 4 แต้มและเขาได้นำแต้มสถานะไปเพิ่มให้กับค่า ความเร็วและความทนทานอย่างละแต้ม แม้เขาจะไม่ได้นอนทั้งคืนนอกจากขอบตาที่ดำแล้วเทียนิก็ไม่ได้รู้สึกอ่อนเพลียแต่อย่างได
“อยากรู้จังว่าตอนนี้ข้ามีความแข็งแกร่งระดับไดแล้วหากเทียบกับจอมยุทธ์ทั่วๆไป ”
ตามที่บิดาของเทียนิได้บอกไว้ ในเมืองนภาล่องจอมยุทธ์ส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นเสริมแกร่ง โดยแบ่งเป็ขั้นย่อย 9 ระดับที่เหนือกว่าขั้นเสริมแกร่งก็จะเป็ขั้น กำเนิดปราณ และแบ่งออกเป็ 9 ขั้นย่อยเช่นกัน โดยที่มีเพียงเ้าเมืองเมฆาล่องเท่านั้นที่บรรลุถึงขั้น กำเนิดปราณ ขั้นที่ 9 และก็ตามมาด้วยผู้นำตระกูลทั้งสาม ที่บรรลุระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 7
“คงมีแต่ต้องลองปะทะดูถึงจะรู้สินะ”
ในยามนี้เทียนิมีความรู้สึกว่าเขาน่าจะมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าระดับเสริมแกร่งขั้นแรกแน่นอน เพราะคนเฝ้าประตูของตระกูลเขาก็อยู่ขั้นเสริมแกร่งขั้นที่ 1 นั่นเอง เขาคุ้นเคยกับระดับนี้ดีอย่างน้อยๆพวกเขาก็ต้องใช้คนถึงสามคนถึงจะยกกระถางธูปใบใหญ่ที่เทียนิยกขึ้นมาโดยง่ายดาย แต่สามคนนั้นต้องใช้แรงทั้งหมดถึงจะยกขึ้นมาได้ ถ่าเปรียบเทียบเื่พละกำลัง คงจะมีแต่ ขั้นเสริมปราณขั้นที่ 4 เท่านั้นที่จะยกกระถางธูปใบนี้ขึ้นอย่างง่ายดาย
“ไปหาของกินดีกว่า”
เทียนิออกจากศาลเ้าร้างมุ่งหน้าไปยังตลาดระหว่างทางเขาเจอมด แมลง หรือพวกสัตว์ตัวเล็กๆ เขาก็ทำการฆ่ามันเพื่อเพิ่มค่าประสบการณ์ไปด้วย เทียนิค้นพบว่า สิ่งมีชีวิตต่างชนิดจะให้ค่าประสบการณ์ที่ต่างกันออกไป โดยที่ฆ่ามดตัวเล็กๆ เขาจะได้รับค่าประสบการเพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น แต่ถ้าเป็มดตัวใหญ่หรือมดมีปีก เข้าจะได้รับค่าประสบการณ์ 2 แต้ม และพวกแมลงต่างๆก็เช่นกัน เทียนิจึงอนุมานได้ว่าค่าประสบการณ์ที่ได้รับจะแปลผันตรงกันความแข็งแกร่งของเหยื่อที่เขาได้ทำการสังหารนั่นเอง ในระหว่างทางเทียนิก็พบเข้ากับรังมด เขาก็ทำการฆ่าพวกมันยกรังโดยการใช้เท้าเหยียบ ไม่นานระดับของเขาก็เพิ่มขึ้น ณ ขณะนี้เทียนิก็รู้สึกทึ่ง ไม่ใช่ทึ่งในค่าประสบการณ์จำนวณมากที่เขาได้รับ แต่ทึ่งในความโง่ของตนเองต่างหาก เขาอดหลับอดนอนทั้งคืนเพื่อรอคอยให้ยุงบินเข้ามาหาเขา เพื่อที่จะได้ทำการสังหารเอาค่าประสบการณ์ แต่ตอนนี้แค่ยามที่เขาเดินไปหาข้าวกิน เหยียบรังมดเล่นไปแปปเดียว เขาก็ได้ค่าประสบการณ์จำนวนมาก พอคิดถึงเื่เมื่อคืนเทียนิก็ยิ้มเจื๋อนๆ จะมีอะไรที่ขมขื่นเท่ากับการที่คนโง่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองนั้นเป็คนโง่
“เอิ่มมมม ข้าว่าตอนนี้ ข้าควรจะเพิ่มค่าความฉลาดก่อนดีกว่า บัดซบ !!! นี่ข้าโง่เหง้าขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย ไล่ตบยุงทั้งคืนโดนที่ไม่ได้นอน บัดซบจริง ๆ ”
เทียนิเลิกคิดถึงเื่ความโง่ของตน แล้วเรียนหน้าต่างสถานะออกมา หลังจากที่ไล่เหยียบมดตายไปยกรัง ตอนนี้เขาก็มีระดับอยู่ที่ ระดับ 6 ตอนนี้ค่าประสบการณ์ที่้าเพื่อยกระดับต่อไปคือ 600 มันเพิ่มขึ้นทีละ 100 หลังจากตรวจสอบหน้าต่างสถานะแล้ว เขาพบว่าตอนนี้เขามีแต้มสถานะคงเหลืออยู่ที่ 10 แต้ม เขาจัดการนำแต้มไปเพิ่มค่าสติปัญญา จนถึง 5 แต้ม และเพิ่มค่าความเร็วอีก 1 แต้ม ตอนนี้เทียนิก็รู้สึกสงบขึ้นมาความคิดของเขาก็เริ่มมีเหตุมีผลมากขึ้น เขาตรวจสอบหน้าต่างสถานะอีกครั้ง
- สถานะ
- ผู้ฝึกฝน : เทียนิ
- ระดับ : 6 [ ค่าประสบการณ์ 74/600 ]
- อาชีพ : ขอทานผู้เชี่ยวชาญ
- เผ่าพันธุ์ : มนุษย์
- พลังชีวิต 70
- พลังปราณ 16
- ความแข็งแกรง 15+1 >
- ความเร็ว 7+1 >
- ความทนทาน 7+1 >
- ความฉลาด 5+1 >
- โชค 1+1 >
- แต้มสถานะคงเหลือ 0
- วิชาติดตัว เมตตามหานิยม
“ถึงข้าจะมีพลังดิบเถื่อนที่มาก แต่จอมยุทธ์ขั้นเสริมแกร่งคนอื่นๆ ก็มีเปรียบข้า เพราะพวกเขาล้วนฝึกฝนวิชายุทธ์กันทั้งนั้นถ้าข้าต้องสู้กับคนที่มีพละกำลังใกล้เคียงกันคงจะเป็ข้าที่ต้องพ่ายแพ้ ”
ระดับขั้นของพลังก็คือพลังดิบของคนๆนั้น ส่วนวิชายุทธ์ก็คือวิธีนำพลังดิบมาใช้ ถ้าจอมยุทธ์สองคนที่อยู่ในขีดขั้นเดียวกันมาปะทะกัน ผู้ที่มีวิชายุทธ์ก็จะสามารถเอาชนะผู้ที่ใช้พลังดิบอย่างเดียวได้โดยง่าย โดยวิชายุทธ์ก็แบ่งออกเป็ประเภทต่างๆ เช่น วิชายุทธ์สายบ่มเพาะ วิชายุทธ์สายจู่โจม วิชายุทธ์สายป้องกัน วิชายุทธ์สายเคลื่อนที่ พลังดิบ้าวิชายุทธ์ในการสำแดงพลัง และวิชายุทธ์ก็ต้องใช้พลังดิบในการขับเคลื่อนด้วย ในระดับเสริมแกร่งวิชายุทธ์ที่สามารถฝึกฝนใช้งานได้จะอยู่ที่ระดับสามัญ โดยวิชายุทธ์ระดับสามัญจะแบ่งออกเป็ ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูงหลังจากนั้นก็จะเป็วิชายุทธ์ระดับปฐี และแบ่งเป็ ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูงเช่นเดียวกัน โดยวิชายุทธ์ระดับปฐีจำเป็ต้องใช้พลังปราณในการใช้งาน จึงมีแค่เพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขึ้นไปเท่านั้นจึงจะฝึกฝนใช้งานได้
“หลังจากหาอะไรกินเสร็จแล้วข้าคงต้องหาวิชายุทธ์มาใช้งานบ้าง ไม่งั้นหากต้องเจอกับศัตรูที่เชี่ยวชาญวิชายุทธ์ข้าคงทำได้แค่หวังพึ่งวิชาเมตตามหานิยมอย่างเดียวแล้ว”
เทียนิที่กำลังเดินทางไปยังตลาดระหว่างทางหากพบเจอแมลงหรือสัตว์เล็กๆเขาก็จะฆ่ามันทันที เสียงแจ้งเตือนของระบบดังเข้าหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้เทียนิก็เริ่มจะชาชินกับมันแล้ว เขาเดินไป ย่ำไป อีกสักพักก็มาถึงตลาด เทียนิเดินผ่านร้านข้าวต้มมาโดยที่เถ้าแก่ร้านข้าวต้มไม่ได้สักเกตุเห็นเขา ตอนนี้เทียนิมีเงินจำนวนมากแล้วแต่เขาก็ยังคงใส่เสื้อผ้าชุดเดิมอยู่เขาดูซอมซ่อสกปรกมอมแมมมาก เทียนิจึงตัดสินใจว่าจะไปซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนก่อนค่อยหาข้าวกิน เมื่อมาถึงร้านขายเสื้อผ้า เ้าของร้านที่สังเกตุเห็นลูกค้าก็รีบเดินมากล่าวทักทาย
“สวัสดีครับ ท่าน้าชุดแบบไหนบอกข้ามาได้เลย เสื้อผ้าในร้านเราคุณภาพดีทั้งนั้น”
แม้สารรูปของเทียนิจะดูย่ำแย่ แต่เ้าของร้านก็ไม่ได้ดูถูกหรือต่อว่าอะไรเขา มีเพียงแค่สีหน้าเวทนาสงสารเท่านั้น สิ่งนี้น่าจะเป็ผลมาจากวิชาเมตตามหานิยมของเขา เ้าของร้านขายเสื้อผ้าคิดในใจว่า ถ้าชายหนุ่มคนนี้ไม่มีเงินเขาก็จะยกเสื้อผ้าให้สักชุดหนึ่ง เทียนิเห็นท่าทางของเ้าของร้านที่ปฏิบัติต่อเขาด้วยดี เทียนิก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเขาคิดว่าเ้าของร้านที่เห็นสารรูปเขาแล้วจะไล่เขาออกจากร้านซะอีก เทียนิจึงยิ้มและตอบกลับเ้าของร้านไปด้วยความสุภาพ
“เถ้าแก่ข้าขอดูเสื้อผ้าธรรมดาๆสักชุดก็พอครับ”
แม้เทียนิจะมีเงินจำนวณมากแล้วแต่เขาก็้าเพียงเสื้อผ้าธรรมดาๆ ที่ดูไม่โดดเด่น เขากลัวว่าศัตรูของเขาจะพบเจอแล้วทำการเข่นฆ่าตัดไฟแต่ต้นลม เ้าของร้านได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าตอบแล้วพาเทียนิเข้าไปเลือกเสื้อผ้าภายในร้าน เทียนิได้เลือกชุดสีดำที่ดูคล่องตัวมาชุดหนึ่ง เพราะเขาว่างแผนว่าเขาจะไปหาเลือกซื้อวิชายุทธ์มาฝึกฝน สีดำจึงเป็ตัวเลือกที่ดี หลังจากสอบถามราคาจากเ้าของร้านแล้วเทียนิก็จ่ายทำการหยิบถึงเงินในอกเสื้อออกมาก่อนที่จะหยิบเหรียญจำนวณหนึ่งส่งให้เ้าของร้าน แล้วถามหาห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เ้าของร้านก็ถามเทียนิว่า้าจะอาบน้ำก่อนไหม เทียนิเห็นถึงความมีน้ำใจของเ้าของร้านเขาจึงไม่ได้ปฏิเสธ เ้าของร้านก็พาเทียนิไปที่ห้องอาบน้ำแล้วเดินจากมา หลังจากที่เทียนิได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาก็เดินไปขอบคุณเ้าของร้านและออกจากร้านมุ่งหน้าไปยังร้านขายอาหารข้างทาง เขาสั่งข้าวและกับอีก 1 อย่าง เมื่อเสร็จจากการรับประทานอาหารแล้ว เทียนิก็มุงหน้าไปยังร้านขายตำรายุทธ์เพื่อเลือกซื้อตำรายุทธ์มาฝึกฝน