กว่าข้าวจานใหม่จะมาทั้งสี่หนุ่มก็กินกันจนอิ่มแล้ว อยู่ๆ พิมมาดาก็รู้สึกเกรงใจที่ทำให้พวกเขาต้องมาเสียเลารอเธอ
" พีทไปก่อนก็ได้นะเดี๋ยวพี่ตามไป"
" รอได้"
คนตอบไม่ใช่พีรวิชญ์ที่เธอเจาะจงคุยด้วยแต่เป็อีกคนที่หน้าละม้ายคล้ายกันเป็คนส่งเสียงตอบมาแทน
" คือ...พรีมเกรงใจน่ะค่ะกลัวจะเสียเวลากัน"
คราวนี้เธอเจาะจงพูดกับเขาเพราะเล็งเห็นแล้วว่าพูดกับคนอื่นก็คงเปล่าประโยชน์เขาคงจะตอบแทนมาอีกเหมือนเคย รู้สึกว่าอำนาจการตัดสินใจของคณะนี้คงขึ้นอยู่กับเ้าของเสียงนี่แหละ
" ไม่ต้องเกรงใจหรอกพี่พรีมตอนนี้เราเป็ทีมเดียวกันแล้วเดี๋ยวพีทกับไอ้พวกนี้เดินถ่ายรูปเล่นอยู่แถวนี้ก่อนก็ได้"
" ใช่พี่พรีมไม่ต้องรีบนะเมื่อกี้เก่งเห็นแก๊งค์สาวๆ เพิ่งเดินผ่านไปกะจะไปหลีสักหน่อยเพราะฉะนั้นพี่พรีมนั่งนานๆ เลยก็ได้" กรวิชญ์สำทับมาอีกคนทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยจึงส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณ
สามหนุ่มเดินออกจากร้านไปแล้วแต่คนตรงหน้าเธอก็ยังไม่มีทีท่าจะลุกตามออกไปด้วยจนเธอต้องเอ่ยปากถาม
" พี่พีไม่ไปกับพีทเหรอคะ"
" ไล่? "
" เปล่าค่ะพรีมแค่ถามเฉยๆ"...ทำไมอีตาพี่พีนี่ชอบหาเื่เธออยู่เรื่อย
" จุก ลุกไม่ไหว" คำตอบง่ายๆ ออกมาจากปากคนชอบหาเื่
" แล้วใครใช้ให้พี่พีทานเยอะล่ะคะ"...ขอว่าหน่อยเถอะได้เวลาเธอเอาคืนบ้าง
" ปล่อยให้พรีมกินต่อกลัวกระดาษทิชชูหมดร้าน"
...ก็ได้! ยกนี้เธอแพ้ก็ได้แต่อย่าให้ถึงทีเธอบ้างก็แล้วกัน!!!
พีรพัฒน์ปล่อยให้หญิงสาวนั่งกินข้าวต่อโดยที่ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรด้วยอีกแต่แอบนั่งพิจารณาอยู่เงียบๆ เขายอมรับว่าพิมมาดาจัดได้ว่าเป็ผู้หญิงที่หน้าตาดีคนหนึ่งไม่ได้ถึงขั้นสวยสะดุดตาจนต้องตะลึงในครั้งแรกที่มองแต่เรียกได้ว่ามองแล้วไม่เบื่อมองแล้วสบายตา สวยแบบธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางหนาเตอะเหมือนสาวๆ ทั่วไปที่มักจะแต่งเติมจนจำหน้าเดิมไม่ได้ ถ้าถามว่าเขาชอบแบบไหนมากกว่ากันเขาบอกได้เลยว่า...
เขาชอบแบบนี้...
โดยเฉพาะดวงตากลมโตที่ไม่เคยปิดบังความคิดของผู้ที่เป็เ้าของแต่เขาก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่าตกลงเธอเป็คนอย่างไรกันแน่
ตอนแรกที่ได้ยินเธอคุยกับเ้าหน้าที่อุทยานว่ามาคนเดียว เขาคิดไปว่าเธอคงจะเป็ประเภทลุยๆ กล้าบ้าบิ่น แต่พอได้มาเจอได้มาคุยเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เธอเหมือนคุณหนูบอบบางที่เหมือนจะ้าคนปกป้องมากกว่าแต่ที่กล้าฟันธงแน่ๆ คือ เธอคนนี้คิดอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าและแววตาหมด
...เขาอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ และเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเธอถึงร้องไห้...
.....
ทั้งหมดเริ่มต้นเดินทางอีกครั้งภายหลังจากที่พีรพัฒน์จัดการชำระค่าอาหารเรียบร้อยแล้วโดยมื้อนี้เขาปฏิเสธรับเงินค่าอาหารของหญิงสาวด้วยประโยคที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคือ...
...ไม่เอา รวย!
อากาศในตอนนี้ถึงแม้จะเป็เวลาใกล้เที่ยงวันแต่ก็ไม่ได้ร้อนจนเกินไปนักด้วยมีต้นไม้น้อยใหญ่เป็ร่มเงาคอยช่วยบังแดดให้ซึ่งเธอสังเกตว่าจะเป็ต้นไผ่เสียส่วนใหญ่ สายลมอ่อนๆ ที่พัดมาเป็ระยะๆ ก็พาให้สดชื่นผิดกับอากาศในเมืองถ้าเป็เวลานี้คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ
ทางเดินขึ้นเขาเริ่มลาดชันขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็เป็ทางเดินเรียบๆ แต่บาง่ก็มีลักษณะเหมือนเดินขึ้นเขา ตลอดระยะทางจะมีลูกหาบหาบสัมภาระเดินผ่านให้เห็นอยู่ตลอดเธอเห็นแล้วก็อดนึกทึ่งในพละกำลังไม่ได้ ลูกหาบทั้งชายหญิงแบกคานไม้ไผ่ที่รับน้ำหนักเกินตัวค่อยๆ เหยียบแง่งหินและรากไม้ที่โผล่พ้นพื้นดินออกมาน้อยนิดเพื่อเป็หลักแล้วก็ค่อยๆ ก้าวออกเดินไปสู่ทางที่สูงขึ้น ส่วนลูกหาบที่แข็งแรงและชำนาญทางหน่อยก็จะกึ่งวิ่งกึ่งเดินถ้าทางไม่ลาดชัน คนไหนเหนื่อยก็วางสัมภาระโดยอาศัยกิ่งไม้ที่มีตามธรรมชาติเป็คานพักหาบพอหายเหนื่อยก็ออกเดินทางแบกหามกันต่อ บางคนก็พกวิทยุเล็กๆ ไว้เป็เพื่อนแก้เหงาโดยผูกติดไว้กับคานหาบ เสียงเพลงที่ดังแว่วออกมาเป็ภาษาพื้นเมืองในจังหวะสนุกสนานช่วยให้บรรยากาศครึกครื้นยิ่งขึ้นไปอีกสามหนุ่มเพื่อนสนิทถึงขั้นขยับตามจังหวะเลยด้วยซ้ำ
ต้องขอบคุณนิสัยที่เป็กันเองและสนุกสนานคอยกระเซ้าเหย้าแหย่กันของทั้งสามคนที่ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกเก้อเขินในการร่วมเดินทางไปด้วยแต่เธอคงจะเบาใจมากกว่านี้ถ้าผู้ร่วมทางอีกคนไม่คอยจ้องแต่จะหาเื่เธอ...
กว่าจะมาถึงจุดพักที่ชาวพื้นเมืองเรียกกันว่าซำก็เป็เวลาบ่ายคล้อย พีรพัฒน์ตัดสินใจให้ท้้งหมดหยุดพักเติมพลังหาอาหารใส่ท้องอีกครั้งก่อนจะเดินทางเข้าสู่ระยะทางที่ทรหดที่สุดก่อนจะถึงยอดภูเพราะกะเอาว่ากว่าจะได้กินมื้อค่ำก็คงจะดึกเอาการอยู่เพราะตั้งใจจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินก่อน
พิมมาดาเลือกเพียงไข่ต้มสองฟองกับน้ำอีกหนึ่งขวดเพื่อเป็เสบียงเพราะยังไม่รู้สึกหิวแล้วแยกตัวออกมานั่งพักชมวิวอยู่ที่ก้อนหินใหญ่ใต้ร่มไม้ เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดูแล้วก็พบกับความว่างเปล่าไม่มีการแจ้งเตือนจากการโทรเข้าหรือข้อความใดๆ เลยทั้งสิ้น
" ไม่มีใครโทรมาเลยเหรอเนี่ย"
...พวกเขาคงอยากให้เวลาเธอสินะหรือไม่ก็คง...ไม่ได้สนใจเธอเลย
พิมมาดาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเช่นเดิม
" เป็อะไรถอนหายใจเป็คนแก่"
พิมมาดาเงยหน้ามองคนที่มายืนค้ำหัวเธอั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
...พีรพัฒน์...
ให้ตายสิอีตานี่ชอบมาเงียบๆ ให้เธอใอยู่เรื่อย!
" อ้าว...ไม่ตอบสงสัยคิดถึงแฟน"
แน่ะทายถูกอีกไปเป็หมอดูดีไหมเนี่ย!
พิมมาดานึกค่อนขอดอยู่ในใจ
"ทำไมไม่กินข้าว"
" พรีมยังไม่หิว อ๊ะ! อย่าเพิ่งบ่นพรีมเตรียมเสบียงเรียบร้อยแล้วค่ะ" เธอรีบพูดเมื่อเห็นพีรพัฒน์ทำท่าจะหาเื่ต่อว่าพร้อมชูหลักฐานในมือให้ดู
" แล้วพี่พีล่ะคะทำไมไม่กินข้าว"
" ออกมาตามหาคนในปกครองเห็นหายไปเลยเดินออกมาดู"
" พรีมเป็คนในปกครองพี่เมื่อไหร่กัน! พรีมโตแล้ว...นะคะ" พิมมาดาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแต่หางเสียงดูเหมือนจะเบาลงเมื่อเห็นคนตรงหน้าทำตาวาววับเอาเื่แต่แปลกคราวนี้เขากลับไม่ได้หาเื่ชวนทะเลาะเหมือนเคย พีรพัฒน์ทำเพียงแค่หันหลังแล้วเดินจากไป
...เธอควรดีใจสิยกนี้เธอชนะแต่ทำไมมันกลับรู้สึกโหงๆ อย่างบอกไม่ถูก...