ตอนที่ 3 โลกสดใสของนกน้อย
ในบ้านพักร้างหลังเดิมที่คณะทัศนศึกษาถูกกลุ่มโจรจับมัดไว้ และโสมสุดายอมเสี่ยงภัยเบี่ยงเบนความสนใจของโจรจากหลี่จิงจิง คู่กัดของตน
เมื่อจัดให้เด็กสาวนอนลงแล้วไอ้โจรหนุ่มก็ก้มลงเตรียมจะจูบ
“ เดี๋ยวพี่ ”โสมสุดาร้องขัดขึ้น
“ อะไรอีกวะเดี๋ยวก็ซัดเปรี้ยงให้เลย ”
“มือหนูมัดอยู่ข้างหลังแบบนี้ก็นอนไม่สะดวกน่ะสิ แทนที่จะได้โอบกอดพี่ มันก็ไม่ถนัดพี่แก้มัดหนูหน่อยนะ อย่าโกรธหนูนะ เดี๋ยวจะให้พี่ทำเต็มที่เลย นะนะ”
“ เออ ก็ได้เื่เยอะจริง ๆ อ่ะ แก้มัดให้แล้ว ”
เมื่อมือเป็อิสระโสมสุดาก็แสร้งทำตาพริ้มเชิดหน้าเตรียมรับรสจูบเมื่อเห็นไอ้โจรเผลอหลับตาขณะก้มลงมา สาวน้อยก็พ่นเมล็ดบ๊วยที่อมไว้ออกจากปากเจาะเข้าที่คอหอยของคนร้ายจนนอนชักดิ้นชักงออยุ่ตรงนั้น โสมสุดาก็กลิ้งตัวหลบแล้วจับแขนคนร้ายไพล่หลัง ก่อนจะฟาดกำปั้นลงที่ท้ายทอยของมันจนสลบจากนั้นก็หยิบปืนจากเอวของโจรหนุ่มนั้น เดินไปเปิดประตูห้องชะโงกคอไปบอกกับโจรคนอื่นว่า
“ พี่คะพี่เข้ามาร่วมสนุกด้วยกันสิ มาทีละคนนะ ” สาวน้อยกระดิกนิ้วชี้เชิญชวน
ไอ้หนุ่มกลัดมันก็เดินเรียงแถวเข้าไปในห้องทีละคนแล้วก็เงียบหาย จนกระทั่งคนสุดท้ายเข้าไปสักพักแต่ผู้ที่เดินออกมามีแต่โสมสุดาคนเดียว หล่อนเดินไปแก้มัดให้หลี่จิงจิงเป็คนแรกก่อนจะแก้มัดให้ครูแอนนาและคนอื่น ๆ จนหมดและทุกคนก็ได้พบว่าพวกคนร้ายนอนสลบอยู่ในห้อง จึงช่วยกันจับพวกมันมัดไว้เพื่อรอให้ตำรวจมาควบคุมตัวไป เมื่อตำรวจมาถึงพวกคนร้ายก็สารภาพว่าครูซูซี่เป็คนจ้างวานให้มาฆ่าพวกครูแอนนา แต่ไม่ทราบสาเหตุที่จ้างว่าเพราะอะไร
ขณะจะเดินทางกลับหลี่จิงจิงก็เข้าไปจับมือโสมสุดา และกล่าวว่า
“ ขอบใจเธอมากนะโสมสุดา ที่เสี่ยงชีวิตช่วยคนอย่างฉัน ทั้ง ๆ ที่ฉันเคยทำไม่ดีกับเธอถ้าไม่ได้เธอช่วยป่านนี้ฉันคงจะถูกพวกโจรมันย่ำยีไปแล้วต่อไปนี้เรามาเป็เพื่อนกันนะ”หลี่จิงจิงก็เกี่ยวก้อยกับโสมสุดาด้วยความซาบซึ้งใจที่เสี่ยวเยี่ยนช่วยเหลือโดยไม่คิดว่าเคยเป็ศัตรูกันมาก่อน
สามวันต่อมา
หนังสือพิมพ์ปีนังเดลี่ลงข่าวหน้าหนึ่งว่า
“ รวบตัวซิสเตอร์โรงเรียนดัง ข้อหาจ้างวานฆ่าคาดปมขัดแย้งชิงตำแหน่งแม่อธิการ ”
คณะกรรมการโรงเรียนพร้อมเหล่าซิสเตอร์ในโรงเรียนเซนต์มารีอามาประชุมพร้อมกันในวันลงมติเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแม่อธิการของโรงเรียน
“ในเมื่อซิสเตอร์ซูซี่ถูกจับกุมไปแล้ว จึงขาดสิทธิจากผู้เข้าชิงตำแหน่งไปโดยปริยายดังนั้นผู้ที่จะได้รับเลือกเป็อธิการิณีจึงมีแต่ซิสเตอร์แอนนาผู้เดียวท่านใดมีมติเห็นชอบโปรดยกมือค่ะ “
ทุกคนในห้องก็ยกมือเป็เอกฉันท์
“มติเห็นชอบโดยเอกฉันท์จึงขอเชิญซิสเตอร์เทเรซ่าและซิสเตอร์แอนนาร่วมลงนามในหนังสือมอบหมายหน้าที่การงานและให้โอวาทสำหรับผู้รับตำแหน่งใหม่ค่ะ” ประธานกรรมการผู้ดำเนินการประชุมกล่าว
เมื่อลงนามเสร็จ แม่ชีเทเรซ่าอดีตแม่อธิการก็กล่าวว่า
“ขออวยพรให้ซิสเตอร์แอนนารักษาคุณความดีและทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งอดทนขอพระเ้าทรงคุ้มครองให้ผ่านพ้นอุปสรรคทุกอย่างไปได้ด้วยดี “
ณ บ้านเ้าสัวหลี่จื้อโหย่ว ประเทศสิงคโปร์
หลี่หงหมินนั่งอยู่ในห้องริมหน้าต่างเขามองดูผ้าเช็ดหน้าที่เสี่ยวเยี่ยนใช้พันแผลให้เขามันถูกซักจนสะอาดปราศจากรอยเืแล้วแต่ภายในใจเขากลับถูกรบกวนด้วยความพิศวาสในเ้าของผ้า นึกถึงใบหน้างาม ๆและดวงตาหวาน ๆ คู่นั้นของเธอ นึกถึงความกล้าหาญที่หล่อนเข้าประจันกับผู้ประทุษร้ายเ่าั้
“อยากรู้จังว่าเธอชื่ออะไร ไว้จะต้องถามน้องเล็กให้ได้ ”
แล้วห้วงคำนึงของเขาก็ถูกรบกวนด้วยเสียงของเว่ยถิงถิงดังมาจากหน้าห้อง
“ ลีองคะทำอะไรอยู่คะ มานั่งเงียบอยู่คนเดียว ” หล่อนเรียกชื่อเล่นของเขาพร้อมก้าวฉับ ๆเข้ามาในห้องอย่างคนคุ้นเคย หงหมินรีบซ่อนผ้าเช็ดหน้าไว้แล้วลุกขึ้นจับมือถิงถิงไว้ พลางกล่าวว่า
“ ถิงถิงเธอเป็ผู้หญิง ไม่ควรเข้ามาในห้องผู้ชายสองต่อสองแบบนี้นะ เรายังไม่ได้แต่งงานกันเดี๋ยวคุณย่ามาเห็นจะโดนดุใหญ่นะ”
“ แหมถึงจะยังไม่แต่ง แต่อีกไม่นานเราก็ต้องแต่งกันอยู่แล้วละค่ะ คุณย่าท่านไม่ว่าหรอกท่านอยากให้เราแต่งงานกันเร็ว ๆ ด้วยซ้ำฉันว่าเราไปหาอะไรรับประทานข้างนอกกันดีกว่ามั๊ยคะ ฉันอยากไปฟังเพลงและเต้นรำ ที่สิงคโปร์คลับ ( Singapore Club ) เพิ่งจะเปิดใหม่ที่ชั้นบนของโรงแรมฟูลเลอร์ตัน( Fullerton Hotel ) ใกล้ปากแม่น้ำสิงคโปร์ ไปนะคะ”ถิงถิงพูดจบก็ดึงตัวหงหมินออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
เมื่อเดินลงมาชั้นล่าง ผ่านห้องรับแขกถิงถิงก็กล่าวว่า
“ คุณย่าคุณพ่อคุณแม่คะ หนูจะพาพี่หงหมินไปรับประทานข้าวข้างนอกนะคะ “
“ ไปเถอะอย่ากลับดึกนักนะ” คุณย่ากล่าว เมื่อเห็นสองหนุ่มสาวออกไปแล้วก็หันไปกล่าวกับเ้าสัวหลี่ว่า
“ จื้อโหย่วเอ้ยแม่อยากจะให้อาหมินหมั้นกับหนูถิงถิงไว้ก่อนนะรอจนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วจะให้แต่งงานกัน ไหน ๆแกกับพ่อของถิงถิงก็เป็หุ้นส่วนการค้ากันอยู่แล้วถ้าได้เกี่ยวดองเป็ทองแผ่นเดียวกันจะได้ช่วยเสริมให้กิจการของเรารุ่งเรืองยิ่งใหญ่นะ“
“ ลูกก็บอกมันแล้วแต่มันว่ายังไม่อยากหมั้น จะรอให้เรียนจบ ได้ทำงานก่อนค่อยคิดเื่แต่งไอ้ลูกคนนี้มันเคยฟังผมที่ไหนแทนที่จะเรียนบัญชีหรือการพาณิชย์จะได้มาช่วยดูแลกิจการของเรานี่กลับไปเรียนวิชาพัฒนาชุมชนบ้าบออะไรของมันไม่รู้ จบแล้วจะมาช่วยงานครอบครัวเราได้อย่างไรผมยังมองไม่ออกเลยแม่ ไม่เหมือนอาซันที่เอาใจใส่กิจการมากกว่า “
เหล่าคนรับใช้ในครัวก็ซุบซิบกันเื่คุณชายหลี่หงหมินของพวกหล่อน
“คุณชายใหญ่เป็ลูกคุณนายใหญ่มีสิทธิคุมกิจการต่อจากท่านเ้าสัวแท้ ๆแต่ไม่ค่อยสนใจกิจการ สงสัยคุณชายรอง ลูกคุณนายรองจะได้คุมอำนาจแทนละสินะ อาเกียว”
“ นั่นนะสิ อาเตียงแต่ก็แปลก ที่คุณหนูเล็กซึ่งเป็ลูกสาวคุณนายรองกลับสนิทสนมกับคุณชายใหญ่ที่เป็ลูกคุณนายใหญ่มากกว่าคุณชายรองที่เป็พี่น้องท้องเดียวกันเสียอีก ”
พลันก็มีเสียงตวาดมาจากหน้าห้องครัว
“ซุบซิบพูดคุยอะไรกัน หลักซาที่ให้ทำเสร็จหรือยังล่ะ เสร็จแล้วก็เอามาเสริฟเร็ว ๆปลานึ่งด้วยนะ”
“ ค่ะ ได้แล้วค่ะคุณนายรอง “
ณ สิงคโปร์คลับ โรงแรมฟูลเลอร์ตัน
เว่ยถิงถิงควงหลี่หงหมินเข้าไปหาที่นั่งแล้วสั่งเครื่องดื่มมาดื่มเคล้าเสียงเพลงจากวงดนตรีบิ๊กแบนด์สักพักสาวร้อนถิงถิงก็จูงมือหงหมินไปกลางฟลอร์ พากันลีลาศในจังหวะฟอกซ์ทรอต (Foxtrot ) โดยฝ่ายชายนั้นเต้นรำไปแบบไม่ค่อยมีอารมณ์เท่าใดนักถิงถิงก็รู้สึกได้ เต้นรำกันไม่ทันจบเพลงข้อศอกของถิงถิงก็ไปกระทบเข้ากับหลังของใครคนหนึ่งเมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็หลี่จื้อซาน ลูกคุณนายรองน้องชายต่างมารดาของหลี่หงหมินนั่นเอง
“ อ้าว เจสันขอโทษค่ะ ” ถิงถิงเอ่ยขอโทษหลี่จื้อซาน หรือชื่อฝรั่งว่า เจสัน ลี ( JasonLee )
“ โอไม่ยักรู้ว่าคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ก็มีอารมณ์สุนทรีย์มาเต้นรำเหมือนกันนะครับปกติไม่ค่อยเห็นหน้าเลยนี่ วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับเนี่ยคุณหนูเว่ยก็ดูสวยเป็พิเศษนะครับ ”หลี่จื้อซานพูดกระทบกระเทียบพี่ชายร่วมบิดาเดียวกัน
“มาเป็เพื่อนถิงถิงเขาน่ะ แล้วนายล่ะ มากับใคร ” หงหมินตอบด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก
“ผมมาสังสรรค์กับเ้าหน้าที่ของรัฐบาลอังกฤษน่ะ ขอตัวก่อนนะ ”เดินไปที่โต๊ะซึ่งมีฝรั่งและคนจีน นั่งอยู่ราวสี่ห้าคน
“ เฮ้ เจสันสาวสวยคนเมื่อกี้เป็ใคร” ฝรั่งถามจื้อซาน
“ อ๋อเพื่อนสาวของพี่ชายผมน่ะ ทำไม สนใจหรือ ”
“ดูไม่ค่อยเหมาะกับพี่ชายยูเลยนี่หว่า ทำไมยูไม่จีบวะ ”
“หล่อนหลงใหลพี่ชายผมอย่างกับอะไรดี ตามติดดังเงาตามตัวแบบนี้ เธอคงไม่สนผมหรอก ”
“ เอาเถิดพยายามเข้า ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ว่าแต่เื่การส่งสินค้าไปลอนดอนของยูน่ะไม่ต้องห่วงนะ ไอจัดการให้หมดแล้ว ต่อไปก็เข้าออกสะดวกไม่ยุ่งยากเื่ภาษีและด่านศุลกากร ”
“ ขอบคุณมากมิสเตอร์เจฟฟรี่ ”
ทั้งสองคนก็จับมือกันแล้วนั่งสังสรรค์กันต่อไปในคลับแห่งนั้น
ณ วิคตอเรียโอเปอร่าฮอลล์ เมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง ประเทศมะลายา
โสมสุดาและเพื่อน ๆไปร้องเพลงประสานเสียงในนามของโรงเรียนเนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระเ้าจอร์จที่8 แห่งสหราชอาณาจักร เสียงอันสดใสปานนกการะเวกของหล่อนสะกดผู้ฟังซึ่งประกอบด้วยบุคคลสำคัญของรัฐและเอกชนจำนวนมากให้เคลิ้มคล้อยไปตามเสียงเพลง
หลังจากการแสดงนักเรียนก็ทยอยเดินไปขึ้นรถบัสกลับโรงเรียน ม.ล.บุญเหลือซึ่งมาร้องเพลงพร้อมกับเสี่ยวเยี่ยนก็กล่าวว่า
“ โสมสุดาตอนเย็นนี้ท่านพ่อของฉันจะมารับที่โรงเรียน ท่านมาจากกรุงเทพั้แ่วันวานแล้วแหละและจะพาฉันไปรับประทานอาหารข้างนอก ฉันจะขอท่านให้อนุญาตพาเธอไปด้วยนะ ”
“ ขอบใจจ้าดีจังเลยเนอะ ที่ท่านมาเยี่ยม ท่านมากับใครล่ะ ”
“ มากับน้าพิกุลแม่เลี้ยงของฉันน่ะ ท่านก็เลี้ยงฉันมาั้แ่เล็กแล้ว ในบรรดาเมีย ๆร่วมครึ่งร้อยของพ่อฉัน ก็มีน้าพิกุลนี่แหละ ที่ดีกับฉันที่สุด ”
ณ ภัตตาคารนิวเส่งกี่
“ เป็ยังไงบ้างลูกอาหารจีนที่นี่เทียบกับห้อยเทียนเหลาที่บางกอกพอจะได้ไหม ” ม.ร.ว.ทองทับอุทัยวงศ์ถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน เมื่อลองชิมอาหารราวห้าหกอย่างบนโต๊ะจีนในห้องพิเศษของเหลาชื่อดังแห่งปีนัง
“รสชาติค่อนข้างอ่อน ถ้าเทียบกับที่บ้านเราค่ะ แต่ถ้าเทียบกับที่โรงเรียนของลูกแล้วดีกว่าราวร้อยเท่าเชียวค่ะคุณพ่อ ” ม.ล.บุญเหลือกล่าว หลังจากชิมขาห่านยัดไส้กุ้งราดน้ำเกรวี่อันเป็เมนูเด็ดของภัตตาคารนี้
“แล้วหนูโสมสุดาล่ะจ๊ะ มาอยู่ไกลบ้านอย่างนี้ คิดถึงคุณพ่อคุณแม่บ้างมั๊ย ”น้าพิกุลของคุณบุญเหลือถาม
โสมสุดาก็หันไปสบตากับม.ล.บุญเหลือเป็สัญญาณว่าอึดอัดที่จะพูด คุณบุญเหลือก็ตอบแทนเพื่อนว่า
“ขอประทานโทษค่ะคุณน้า คุณแม่ของดาเสียมาั้แ่อยู่มัธยมต้นแล้วค่ะส่วนขุนพิทักษ์บิดาของเธอก็หายสาบสูญไปหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติปี 1912ดาจึงต้องอยู่ในอุปการะของคุณปู่คุณย่าและญาติ ๆ น่ะค่ะ”
“ ตายจริงน้าขอโทษนะคะ ไม่น่าถามเื่ที่ะเืใจเลย น้าไม่รู้จริง ๆ ”
“ ไม่เป็ไรค่ะหนูไม่ได้คิดอะไร คุณแม่สอนให้หนูเข้มแข็งมาั้แ่เด็กแล้ว ” โสมสุดายิ้ม
“ เอ้า นี่จ้ะทานเป็ดย่างนี่นะ น้าคีบให้ ยังมีผัดโหงวก๊วยนี่อีก อร่อยนะใส่แปะก๊วยกับพุทราจีนด้วย ” น้าพิกุลไถ่โทษตนเอง ด้วยการคีบอาหารให้โสมสุดา
“ชื่อเสียงของขุนพิทักษ์คุณพ่อของหนู อาก็เคยได้ยินมาก่อน ท่านมีเจตนารมณ์แน่วแน่เด็ดเดี่ยว น่านับถือมากไม่น่าจะประสบความล้มเหลวเพราะคนทรยศอย่างพระยากำแหงหาญเลยอาเองก็มีเพื่อนอยู่ในหลายประเทศ เอาไว้จะให้เขาช่วยสืบหาข่าวของคุณพ่อหนูอีกทางหนึ่งนะ ” คุณชายทองทับกล่าว
“ขอบคุณอาหม่อมมากค่ะ ” โสมสุดายกมือไหว้
รับประทานอาหารกันไปได้สักพักโสมสุดาก็ขอตัวไปห้องน้ำ เมื่อออกจากห้องน้ำมาก็พบหลี่จิงจิงกับหลี่หงหมินมานั่งรับประทานอาหารที่ภัตตาคารนี้ด้วย
“ อ้าว จิงจิงมาั้แ่เมื่อไร สวัสดีค่ะ พี่ชาย ” เสี่ยวเยี่ยนทักทายจิงจิงกับหงหมิน
“มาได้สักพักแล้วละจ้ะ เธอมากับใครหรือ ” จิงจิงเอ่ยถาม
“มากับม.ล.บุญเหลือน่ะ หม่อมพ่อของเธอมาเยี่ยม ”
“ คุณหนูเติ้งครับผมคืนผ้าเช็ดหน้าให้ ขอบคุณมากสำหรับการช่วยเหลือในวันนั้น ”หลี่หงหมินยื่นผ้าเช็ดหน้าที่เสี่ยวเยี่ยนเคยพันแผลให้เขาคืนให้สาวน้อย
“ ไม่เป็ไรค่ะเรียกหนูว่าเสี่ยวเยี่ยนก็ได้ค่ะ พี่ชาย แล้วมาทำอะไรที่ปีนังคะคงไม่ได้มาแข่งบาสเก็ตบอลอีกนะ ” โสมสุดารับผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้ในมือ
“พี่มาประชุมสัมมนาและศึกษาดูงานทางด้านพัฒนาชุมชนที่สมาคมวายเอ็มซีเอปีนังนี่แหละครับมันเป็หลักสูตรที่พี่เรียนอยู่ ต้องทำคอร์สเวิร์คส่งอาจารย์ด้วยกว่าจะกลับก็ปลายสัปดาห์หน้า ถ้าไม่รังเกียจพี่อยากจะให้น้องเสี่ยวเยี่ยนเป็ไกด์พาเที่ยวเกาะปีนังนี้นะครับ ” หลี่หงหมินพยายามจะสานต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนของน้องสาว
“คงจะไม่สะดวกกระมังคะ หนูเรียนโรงเรียนประจำ ปกติจะไม่ได้ออกมาข้างนอกบ่อยนักนอกจากเป็กิจกรรมที่โรงเรียนส่งไป หรือไม่ก็ญาติมารับออกไปข้างนอก นอกจากนี้แล้วก็หมดสิทธิที่จะคิด ขอโทษด้วยนะคะ พี่ชาย ขอตัวก่อนค่ะ ไปนะจิงจิง ”
ในใจโสมสุดาก็คิดว่าหมอนี่คงจะเป็คนเ้าชู้สาวสวยที่มาเชียร์บาสเก็ตบอลในวันนั้นคงจะเป็คนรักของเขาละสิแล้วยังคิดจะมากะลิ้มกะเหลี่ยเพื่อนของน้องตัวเองอีก ฝันไปเถอะย่ะ ฉันไม่อยากจะตอแยด้วยหรอก
โบราณว่า ยิ่งเกลียดสิ่งใด ก็ยิ่งเจอสิ่งนั้นและไม่ทราบเป็เพราะพรหมลิขิต หรือกรรมบันดาลจึงจัดสรรให้เกิดเหตุการณ์ูเาถล่มใส่หมู่บ้านเชิงเขาแถบตะวันตกของเกาะปีนังอันเนื่องมาจากมีพายุฝนฟ้าคะนองติดต่อกันหลายวัน มีผู้เสียชีวิตและาเ็ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก องค์กรการกุศลต่าง ๆ เช่น กาชาดสากล มูลนิธิคริสตจักรต่างๆ รวมถึงโรงเรียนที่โสมสุดาเรียนอยู่ ก็นำสิ่งของยังชีพต่าง ๆไปปลอบขวัญผู้ประสบภัยและนักเรียนอย่างโสมสุดาก็ต้องไปเป็แรงงานในการแจกจ่ายถุงยังชีพเ่าั้
แล้วโสมสุดาก็ได้พบกับหลี่หงหมินอีกครั้งเขาเองก็มาแจกจ่ายสิ่งของในนามของคณะศึกษาดูงานเช่นกัน
“เจอกันอีกแล้วนะครับ พระเ้าคงจะเป็ใจ จึงบันดาลให้เรามาพบกันอีก เหนื่อยไหมครับพี่ช่วยแจกนะ ” หลี่หงหมินพูดทักทายเสร็จก็ทำท่าจะช่วยยกถุงยังชีพแต่โสมสุดาเข้าห้ามไว้
“ ไม่ต้องก็ได้ค่ะพวกหนูทำเองได้ เหลืออีกไม่มาก เดี๋ยวก็หมดแล้ว พี่ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ”สาวน้อยพยายามจะไม่มองหน้าเขา
“อย่างนั้นพี่ไปช่วยคนเจ็บทางโน้นก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่ ”หลี่หงหมินวิ่งไปทางด้านเต๊นท์ที่มีผู้าเ็นอนพักรักษาตัวอยู่อีกด้านหนึ่งก็มีคณะขุดค้นหาผู้รอดชีวิตกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้นชายหนุ่มรูปงามคนที่โสมสุดาเกลียดนี้ก็ไปช่วยแบกหามคนเจ็บมายังเต๊นท์พยาบาลนี้พวกนักเรียนหญิงแจกของเสร็จก็ต้องมาเป็ผู้ช่วยพยาบาล ทำการล้างแผล ปิดผ้าพันแผลโสมสุดาจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องเห็นการทำงานกู้ภัยของหลี่หงหมินด้วย หล่อนจึงคิดว่า
“ ดู ๆเขาก็เป็คนดี มีความเสียสละนี่นะ คบไว้เป็พี่ชายก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก ”ท่าทีของโสมสุดาต่อหลี่หงหมินก็เป็ไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากนั้น
เมื่อถึงเวลาพักกลางวันโสมสุดาก็หิ้วห่อข้าวแบบพื้นเมืองมาเลย์ ที่เรียกว่า นาซี เลอมัก (Nasi lemak ) *ไปให้หลี่หงหมินและทีมกู้ภัย
“ พี่ชายพักทานข้าวได้แล้วค่ะ นี่ค่ะ นาซิเลอมัก ”
“ ขอบใจมากกำลังหิว ๆ อยู่เลย ” ชายหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ โสมสุดา แล้วเปิดห่อข้าวออกรับประทานด้วยมือเปล่า
“ชาวบ้านแถวนี้น่าสงสารนะคะ อยู่ไกลจากตัวเมือง โรงพยาบาลก็ไม่มีเวลาเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องลำบากไปส่งกันถึงในเมือง ” สาวน้อยกินไปบ่นไป
“ถ้าหากว่ารอแต่ความช่วยเหลือจากทางการหรือองค์การกุศลชาวบ้านก็จะพึ่งตนเองไม่ได้สักที จึงต้องพัฒนาให้พวกเขารวมกลุ่มกันพี่งพาตนเองทั้งเื่อาชีพ ทักษะความรู้ และการบริหารงาน เมื่อถึงเวลานั้นประชาชนก็จะเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะมั่นคง ” หนุ่มนักพัฒนาบรรยายพิเศษให้สาวมัธยมฟัง
“ พี่พูดอะไรหนูฟังไม่ค่อยรู้เื่หรอกค่ะ ว่าแต่ คนรักของพี่ไม่มาด้วยหรอกหรือ คนสวย ๆที่มาคราวก่อนน่ะ ”
“ คนไหน อ๋อเว่ยถิงถิง เราคบกันมาั้แ่เด็กเพราะคุณพ่อของเราสองคนเป็หุ้นส่วนทำการค้ากันน่ะ พี่คิดกับเธอแค่น้องสาวเท่านั้นพี่ยังไม่มีคนรักหรอกจ้ะ ”
“พี่คิดกับเขาแค่น้องสาว แล้วเขาล่ะ คิดกับพี่อย่างไรถ้าเขารู้ว่าพี่มาสนิทสนมกับหนูเช่นนี้ เขาจะไม่มาฉีกอกหนูหรอกหรือ ” เสี่ยวเยี่ยนพยายามพูดจี้ใจของหลี่หงหมิน
หนุ่มหล่อดื่มน้ำแล้วตอบว่า
“ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ถ้าพี่ไม่ไปมีสัมพันธ์ด้วย เขาจะทำอะไรได้ ”
แม้เขาจะตอบเช่นนั้นแต่โสมสุดาก็ยังระมัดระวังในการไปข้องแวะกับผู้ชายคนนี้
สัปดาห์ต่อมาก็เป็่ปิดเทอมกลางปีหลี่จิงจิงจึงถือโอกาสชักชวนโสมสุดาไปเที่ยวบ้านของเธอที่สิงคโปร์ด้วยหวังจะให้พี่ชายของตนได้ใกล้ชิดกับเสี่ยวเยี่ยนเพราะหลี่หงหมินได้มาตระเตรียมกับน้องสาวเอาไว้แล้ว่ที่กลับมาปีนังเมื่อสัปดาห์ก่อน หลี่จิงจิงบอกว่าจะเป็แม่สื่อให้
“ถ้าจะให้ฉันไปก็ต้องชวนกาวิต้า กับบุญเหลือไปด้วยและยังต้องหาคนมาเซ็นรับรองกับแม่อธิการก่อน ฉันจึงจะไปได้ ”โสมสุดาตั้งเงื่อนไขให้หลี่จิงจิง
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง ให้สองคนนั้นไปด้วยก็ได้เื่คนรับรองฉันจะให้ญาติที่ทำงานอยู่สถานกงสุลในปีนังเป็ผู้เซ็นรับรองให้ ”
เมื่อจัดการเื่ขออนุญาตกับทางโรงเรียนและเื่เดินทางเข้าเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้วหลี่จิงจิงก็พาพวกโสมสุดาไปถึงสิงคโปร์ และหล่อนยังทำหน้าที่เป็ไกด์บรรยายเื่ราวเกี่ยวกับบ้านเกิดของตน
“ ถนนสายนี้เป็ทางไปบ้านฉันนะเรียกว่าถนนออชาด แต่เดิมเมื่อร้อยปีก่อนเคยเป็สวนพริกไทและจันทน์เทศก่อนที่มันจะกลายเป็สวนร้างเพราะเกิดโรคระบาด เวลาฝนตกน้ำไหลลงมาจากูเาถนนก็จะเฉอะแฉะเป็โคลน ส่วนบ้านฉันจะปลูกอยู่ในชุมชนเชิงเขามรกต ( EmeraldHill ) ใกล้ ๆ นี่แหละ สำหรับกิจการทางบ้านก็ค้าขายเครื่องเทศสมุนไพร และชิ้นส่วนสัตว์ป่าตากแห้งส่งไปขายเมืองจีนอีกด้วยแต่พี่หงหมินเป็นักอนุรักษ์สัตว์ป่า จึงไม่อยากทำกิจการนี้ของพ่อทำให้พ่อไม่ค่อยชอบหน้าลูกคนนี้เท่าไหร่ นอกจากนี้เรายังมีกิจการซึ่งคุณพ่อร่วมหุ้นกับเว่ยเชียนพ่อของเว่ยถิงถิง ได้แก่ โรงงานผลิตยาหม่อง โรงงานแป้งมัน โรงผลิตเบียร์บริษัทรับจ้างขนส่งสินค้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และสถานบันเทิงอีกด้วย ”
เมื่อบรรยายจบหลี่จิงจิงและเพื่อนก็มาถึงบ้านสไตล์เปอรานากันซึ่งผสมผสานความเป็ตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนรั้วบ้านซึ่งมีความสูงไม่มาก ทำให้ลมพัดถ่ายเทเข้าบ้านได้สะดวกเสาบ้านสไตล์โครินเธียน หน้าต่างและบานเกล็ดแบบเมดิเตอร์เรเนียน พื้นปูกระเบื้องแผ่นใหญ่ลวดลายเครือเถาว์แบบสวยงามตามผนังนอกบ้านก็ประดับด้วยกระเบื้องแบบจีนเป็ลายดอกไม้ ลายนกต่าง ๆเฟอร์นิเจอร์แบบจีนในบ้านก็เป็ไม้ประดับมุกดูขรึมขลัง
“ อาเกียว อาเตียงนี่เพื่อน ๆ ของฉันนะ ไปเอาน้ำมาต้อนรับหน่อย แล้วอาม่า อาเตี้ย อามะอยู่หรือเปล่า ”
“นายไปทำบุญที่โรงเจกันหมดค่ะ ่บ่าย ๆ ก็คงจะกลับเดี๋ยวบ่าวไปเอาน้ำมาเสริฟนะคะ”
หลี่จิงจิงก็บรรยายเื่ราวของครอบครัวต่อ
“ครอบครัวของฉันเป็ลูกผสมจีนกับมาเลย์ ที่เรียกว่าเปอรานากันถ้าเป็ผู้ชายเรียกว่า บาบ๋า ถ้าเป็หญิงเรียกว่า ญอนยามีวัฒนธรรมที่สืบทอดมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว มาดูรูปวาดเก่า ๆ ทางนี้สิ
ในอดีตราวคริสต์ศตวรรษที่ 14ชาวฮกเกี้ยนได้เดินทางมาค้าขายแถบช่องแคบมะละกาและแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองชาวมลายู จนเกิดลูกผสมขึ้นมา
กว่า 800 ร้อยปีก่อน สมัยราชวงศ์ิฮ่องเต้ได้ส่งเ้าหญิงหังลี่ป๋อมาอภิเษกสมรสกับสุลต่านมันโซซาห์แล้วประทับอยู่ด้วยกันบนูเาบูกิตจีนาพร้อมเชื้อพระวงศ์กว่า 500 คน
พวกเขายังนำเอาส่วนดีของทั้งสองวัฒนธรรมมารวมกันผู้ชายสวมเสื้อแขนยาวแบบจีน แต่นุ่งผ้าคล้ายโสร่ง ผู้หญิงสวมเสื้อฉลุปักลายที่ชายเสื้อ รอบคอ รอบเอว อย่างสวยงาม นุ่งผ้าซิ่นแบบปาเต๊ะแม้แต่อาหารการกินก็ยังผสมผสานแบบจีนกับมลายู มีหลายชนิดที่ปรุงด้วยกะทิ เครื่องแกงและน้ำมะขาม ตัวอย่างเช่น หมูสะเต๊ะ แกงกาปิตันไก่บางครั้งก็มีเนื้อหมูเป็ส่วนประกอบ เพราะชาวมลายูดั้งเดิม ไม่ได้เป็มุสลิมซึ่งวัฒนธรรมของเปอราปากันก็ยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ”
คนรับใช้ถือถาดแก้วน้ำและขนมหวานมาเสริฟให้แขกของคุณหนูหลี่
“ ลองชิมดูสิขนมเหล่านี้เป็แบบที่ชาวเปอรานากันเขานิยมกินกัน ทั้งยังใช้ในการมงคลต่าง ๆ ด้วยเรียกรวมๆ กันว่า ญอนยาก้วย ( Nyonya Kuih ) นี่เรียกว่าลาปิส หรือเก้าเต๊งก้วย ( Nyonya Kuih Lapis 九层糕) หรือขนมเก้าชั้น”
“ อุ๊ยบ้านฉันเขาเรียกว่าขนมชั้น ” ม.ล.บุญเหลือ ตื่นเต้นเมื่อเห็นขนมแบบเดียวกับที่เคยกินในเมืองสยาม
“ นี่เรียกว่าจุ๊ยก้วย ( Chwee kueh 水粿 ) ”จิงจิงชี้ขนมที่เป็แบบขนมถ้วยมีหลุมตรงกลางโรยไช่โป๊วผัด
“ อุ๊ยฉันเคยกินที่เยาวราช ขายอยู่ข้างทาง เรียกว่า จุ๋ยก้วย ของโปรดฉันเลย ”ม.ล.บุญเหลือยังไม่หายตื่นเต้น
“ นี่เรียกก้วยดาดาร์ ( Kuih Dadar ) สอดไส้มะพร้าวเคี่ยวน้ำตาลห่อด้วยแป้งปอะเปี้ยะสีเขียว ”
“ เอออันนี้ไม่เคยเห็น เคยกินแต่โรตีสายไหม ” ม.ล.บุญเหลือค่อยคลายตื่นเต้น
“ นี่เรียกว่าอั้งกูก้วย หรือขนมเต่าแดงทำจากแป้งข้าวเหนียวใส่สีแดงห่อไส้กดใส่พิมพ์รูปเต่าแล้วนำไปนึ่ง”
“อันนี้ก็ไม่เคยเห็น แต่เมืองไทยเคยเห็นแบบที่เป็รูปหัวใจสีชมพูคนจีนเขาเอาไปไหว้เ้าน่ะ”
“ อ๋อแบบนั้นที่นี่ก็มี เขาเรียกท้อก้วย ”
“ นี่เรียก รมป๊ะอูดัง ( RempahUdang ) เป็ข้าวเหนียวใส่กะทิและน้ำตาล มีไส้กุ้งกับไส้มะพร้าวห่อด้วยใบกล้วยแล้วเอาไปปิ้งไฟ ”
“บ้านฉันเรียกข้าวเหนียวปิ้ง แต่ไส้ไม่เหมือนกัน ที่บางกอกเขาใช้ไส้กล้วยส่วนไส้กุ้งกับไส้มะพร้าวนี่ พวกฉันเขาเอาไว้โรยหน้าข้าวเหนียวมูนเป็หน้ากุ้งกับหน้ากระฉีก ”
โสมสุดากับกาวิต้านั่งขำที่เห็นหลี่จิงจิงและม.ล.บุญเหลือมาประชันกันว่าขนมชนิดไหนเหมือนในบ้านเมืองของตัวบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร นั่งจิ้มขนมกินกับเครื่องดื่ม แล้วก็เดินชมบริเวณรอบ ๆ บ้าน
บ้านของคนเปอรานากันมักจะมีห้องโถงตรงกลางที่หลังคาโปร่งแสงช่วยให้ภายในบ้านไม่มืดจนเกินไปและไม่อับชื้นเพราะคาบสมุทรมลายูนี้เป็เมืองร้อนชื้น อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรนับเป็ภูมิปัญญาของคนโบราณที่น่าทึ่งยิ่งนัก
จากห้องโถงชั้นล่างที่เปิดโล่งสามารถมองเห็นระเบียงชั้นบนได้ แต่เสี่ยวเยี่ยนไม่กล้าขึ้นไปโดยเ้าบ้านไม่ได้เชิญจึงเดินดูภาพวาด ภาพถ่ายที่ประดับตามฝาผนังภายในบ้านมีภาพชายหญิงชาวเปอรานากันในชุดโบราณ หล่อนมาหยุดอยู่ที่ภาพเด็กผู้ชายในชุดบาบ๋า หน้าตาน่ารักคนหนึ่งกำลังดูเพลิน ๆ ก็พลันมีเสียงของชายมาขัดจังหวะ
“ น่ารักไหมครับรูปผมเองตอนเด็ก ๆ” เป็หลี่หงหมินนั่นเอง
“ แหมมาไม่ให้สุ้มให้เสียง ใหมดเลย ตอนเด็กพี่ก็น่ารักอยู่คะ แต่โตมา...น่า...หึหึ ”โสมสุดาแกล้งยั่ว
“ ทำไมโตมาแล้วเป็ไง ” หนุ่มหล่อยื่นหน้ามาถามใกล้กับแก้มของสาวน้อยด้วยสีหน้าฉุนเฉียว
“ น่ากลัว ”เสี่ยวเยี่ยนตอบแล้วก็เดินหนีห่างออกมา แล้วไปยืนดูภาพถ่ายครอบครัวของบ้านนี้
“นี่เป็ภาพครอบครัวของผมครับ มีทั้งปู่ ย่า พ่อ แม่ใหญ่ แม่รอง อาชาย อาหญิงอาสะใภ้ ตัวผมและน้อง ๆ อีกหลายคน แต่ปู่เสียไปแล้วเมื่อตอนผมยังเด็ก ๆ ครับ ”หลี่หงหมินบรรยายภาพนั้น
“ครอบครัวใหญ่อย่างนี้ คงจะอบอุ่นดีนะคะ ญาติพี่น้องพร้อมหน้า ”โสมสุดาถามเพราะตนเองไม่คุ้นกับครอบครัวใหญ่เช่นนี้ด้วยตนเองก็ต้องพลัดพรากทั้งพ่อและแม่มาั้แ่เด็ก
“ ดูเหมือนจะดีแต่ความจริงก็มีกฎระเบียบประเพณีมากมาย ยิ่งมากคนก็มากเื่ นั่นทำให้ผมอึดอัดไม่ค่อยอยู่ติดบ้านชอบออกไปทำงานช่วยเหลือสังคมข้างนอกเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายน่ะครับเดี๋ยวตอนเย็นน้องก็จะได้เห็นเอง ตอนร่วมรับประทานอาหารกัน ”
หนุ่มสาวคู่นี้เดินออกมาถึงห้องโถงหลี่หงหมินก็กล่าวกับสาว ๆ ว่า
“เดี๋ยวพี่จะพาไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ( Singapore BotanicGarden ** ) มีดอกไม้สวย ๆ เยอะเลย อยู่ไม่ไกลจากนี้นักหรอก ”
“ นี่ค่ะอาหารเที่ยง บ่าวจัดเตรียมไว้ในตะกร้านี้แล้วค่ะ ”อาเตียงหิ้วตะกร้าปิกนิกส่งให้หลี่หงหมิน
หนึ่งหนุ่มกับอีกสี่สาวก็ไปถึงสวนดังกล่าวในเวลาราวๆ สิบนาฬิกาเดินผ่านหน้าประตูอันสวยงามเข้าไปก็จะพบกับป้ายบอกประวัติความเป็มาของสวนสวยแห่งนี้บรรยากาศแรกั้แ่ทางเข้า จะแวดล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และพรรณไม้โบราณเช่น ปาล์มบอนขนาดใหญ่ ต้นเฟิร์น ซึ่งปกติจะพบได้แต่ในป่าดงดิบเท่านั้น แม้เป็เวลาใกล้เที่ยงแต่ก็มีความร่มครื้มและััได้ถึงไอเย็นจากแมกไม้ ทำให้ไม่เหนื่อยในการเดินชม
เดินเข้าไปทางทิศตะวันตกของสวนก็พบกับสระน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า Swan Lake เพราะที่กลางสระมีรูปปั้นฝูงห่านกำลังเหินบินและมีห่านฟ้าจริง ๆ ลอยน้ำเล่นอยู่หลายตัว มีทั้งสีดำและสีขาวในน้ำยังมีปลานานาชนิด และมีเต่ากับตะพาบน้ำด้วยที่นี่ดูจะเป็ที่ถูกใจของโสมสุดามาก หล่อนมีท่าทีร่าเริงอย่างเห็นได้ชัดแม้เพื่อนสาวของเธอทั้งสามคนก็เช่นกัน
เดินถัดไปอีกก็จะเป็น้ำตกจำลองขนาดไม่ใหญ่นัก เขาสร้างอุโมงค์ให้เดินลอดด้านหลังน้ำตกได้ด้วย จากนั้นก็จะเป็บึงบัววิคตอเรียแล้วก็ไปถึงสวนขิง ( Ginger Garden )มีพืชตระกูลขิงมากมายหลายพันธุ์ มีดอกหลากสีงดงามน่าตื่นตาตื่นใจนัก
และแล้วก็มาถึงไฮไลท์ของสวนนี้คือ สวนกล้วยไม้ ( Orchid Garden ) มีกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ หลายสีจากประเทศต่าง ๆ มารวมกันไว้ที่นี่พวกเขาและเธอเดินลอดอุโมงค์กล้วยไม้ไปอยู่ในบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติคมองไปทางไหนก็เห็นแต่กล้วยไม้แสนสวยประดับประดาไว้เต็มไปหมด
โสมสุดาเกิดอารมณ์สุนทรีย์ร้องเพลงให้หลี่หงหมินฟังในสวนนั้น
“กล้วยไม้เอย เ้าสวยนักหนา ชื่นตา ชื่นใจ อยู่ในแมกไม้ ในดงพนา
มีหลากสีสรร ต่างพันธุ์นานา พาสุขอุราเมื่อมาได้ชม
ต่อมาวันหนึ่ง ถึงคราวแย้มบาน คนมาพบพาน เขาพลันเด็ดดม
ต้องพรากจากต้น เพราะคนนิยม ให้เขาสุขสมรื่นรมย์กมล
เหมือนดังใจสาว แวววาวผ่องใส มองไปหนใด สวยไปทุกหน
ต้องหม่นหมองไป ด้วยน้ำใจคน ชอกช้ำเหลือทน โอ้คำคนลวง”
หลี่หงหมินก็ร้องแก้ว่า
“ โอ้น้องเอ๋ย พี่ไม่เคย ได้เชยชื่น แสนระรื่น ตื่นตา พาใหลหลง
หากทิ้งไว้กลางไพรในแดนดง จักเหี่ยวลงอย่างไร้ค่าน่าเสียดาย
อันนารี ที่มีค่า น่าแหนหวง ต้องมีดวง ใจซื่อถือมั่นหมาย
มีใจรักหนึ่งเดียวให้แก่ชาย แม้นตัวตายยังคงรักปักอุรา
ถ้านางใดไร้ความดีเป็ศรีส่ง นางนั้นคง ไม่น่าสนิท เสน่หา
เหมือนดอกหญ้าเกลื่อนไปไร้ราคา กล้วยไม้ป่า นั้นมีค่าเมื่อคนชม ”
มัวแต่เพลิดเพลินกับการร้องเพลงหันไปอีกทีเพื่อนของโสมสุดาไม่รู้หายไปไหนกันหมด ทั้งสองก็ออกค้นหาจนไปเจอกำแพงวงกตที่ตัดแต่งด้วยพุ่มไม้ จึงลองเดินเข้าไปแยกกันดูสองทาง หนุ่มสาวต่างเดินหลงทางอยู่ในวงกตนั้นครู่ใหญ่เมื่อเห็นทางที่น่าจะใช่ทางออกแล้ว ต่างฝ่ายก็รีบเดินไปที่ทางออกนั้นโสมสุดาก็ไปกระแทกเข้ากับหน้าอกของหลี่หงหมิน ชายหนุ่มก็กอดตัวสาวน้อยไว้ตาต่อตามาประสาน
“ อุ๊ย ขอโทษค่ะ ”
“ ขอโทษครับ ”
โสมสุดารู้สึกร้อนวูบวาบในจิตใจเมื่อได้สติก็รีบตัดบทชักชวนหลี่หงหมินออกตามหาเพื่อนกันต่อ
“พวกนั้นไม่รู้เป็อย่างไรบ้าง ป่านฉะนี้คงร้องไห้จ้าแล้วไม่รู้ ”เสี่ยวเยี่ยนเดินไปพูดไปพลาง
ทั้งสองเดินลัดเลาะผ่านร่มไม้ใบบังจนไปพบสระใหญ่อีกแห่งหนึ่งมีป้ายบอกว่า Symphony Lake หรือสระแห่งดนตรีและเห็นเพื่อนสาวของโสมสุดากำลังสุขสำราญกับอาหารปิกนิกที่เตรียมไปอยู่ ณสนามหญ้าริมสระนั้นเอง ที่กลางสระยังมีวงซิมโฟนี่เล็ก ๆกำลังบรรเลงเพลงของโมสาร์ทอยู่บนเวทีอย่างไพเราะด้วย
“ แหมพวกเธอนี่ทิ้งกันเลยนะ แอบมากินสบายอารมณ์อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวแม่จับโยนลงสระเลย ”โสมสุดาไปยืนเท้าสะเอวอยู่ใกล้ ๆ เพื่อน
“ก็เห็นคนบางคนกำลังล่องลอยในความฝัน กลัวจะตื่นซะก่อน เลยไม่กล้าไปกวนน่ะ ”หลี่จิงจิงกำลังฉีกซาลาเปาใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย
“ ใช่ ๆ ๆอย่าโกรธพวกเราเลยนะ” กาวิต้ากับม.ล.บุญเหลือพูดเสริม
“ ช่างเถอะฉันหิวแล้ว มีอะไรกินบ้างล่ะ ” เสี่ยวเยี่ยนแก้เขินด้วยการเปลี่ยนเื่คุยในขณะที่หลี่หงหมินก็มานั่งลงข้าง ๆจ้องมองแก้มสีชมพูที่เต็มไปด้วยเืฝาดของสาวรุ่นแล้วก็ยิ้มอย่างเงียบ ๆ
เย็นวันนั้น ที่คฤหาสน์ตระกูลหลี่เอ็มเมอรัลด์ฮิลล์
“กลับมากันแล้วหรืออาหมิน ไปเที่ยวไหนกันมาล่ะ กินข้าวกันมาหรือยัง ”คุณนายใหญ่แม่ของหงหมินลุกมาต้อนรับลูกชายและเพื่อน ๆ ของลูกเลี้ยงขณะที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ ในบ้านกำลังคร่ำเคร่งกับไพ่นกกระจอก
“ ผมพาน้อง ๆเขาไปเที่ยวดูกล้วยไม้ที่สวนพฤกษศาสตร์มาครับ อาหารเย็นยังไม่รับประทานเลยครับ ”
“ พวกเรานี่แม่ใหญ่ เป็คุณแม่ของพี่หงหมิน แม่ใหญ่คะ นี่เพื่อน ๆ นักเรียนที่ปีนังคนนี้ชื่อ เสี่ยวเยี่ยน นั่นกาวิต้า และโน่นชื่อบุญเหลือเป็เชื้อเ้าจากเมืองสยามค่ะ ”
“ อ๋อตามสบายเลยนะหนู ๆ เดี๋ยวพักทานอาหารว่างก่อนกำลังให้คนครัวจัดเตรียมอาหารมื้อเย็น จะได้รับประทานร่วมกันทั้งบ้านอาเกียวไปเอาน้ำชากับขนมมาซิ ” คุณนายใหญ่ต้อนรับขับสู้ด้วยความเมตตา
“พวกเธอนั่งกันก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะไปเปลี่ยนชุดแบบญอนยามาให้ดู ”หลี่จิงจิงบอกเพื่อน
ขณะนั้นคุณนายรองก็ประคองอาม่าหรือคุณย่าของหงหมินลงมาจากชั้นบน
“ อาหมินมาแล้วหรือย่าไม่ได้เจอหน้าแกตั้งนานแล้วนะ นั่นพาใครมากัน มานั่งคุยกันหน่อยสิ ”
หลี่หงหมินเข้าไปช่วยประคองย่าแล้วกล่าวว่า
“ เป็เพื่อน ๆของน้องเล็กน่ะครับ มาจากปีนัง น้อง ๆ นี่คุณย่าของพี่ ”
“ สวัสดีค่ะ คุณย่า” สามสาวกล่าวพร้อมกัน
“ ดีจ้ะหนู เออ อีหนูคนนี้ทำไมหน้าตาคุ้นๆ ชื่ออะไรน่ะ เป็คนจีนหรือเปล่า ” อาม่าพูดกับโสมสุดา
“ หนูชื่อเสี่ยวเยี่ยน แซ่เติ้ง ค่ะ เป็ลูกครึ่งจีนฮกเกี้ยนเมืองกันตังทางพ่อส่วนแม่เป็ชาวเมืองทอง ประเทศโซวันนา ” โสมสุดาแนะนำตนเอง
“ แซ่เติ้ง...ปู่ของหนูชื่ออะไร แล้วย่าชื่ออะไร ”คุณย่าซักถามด้วยความตื่นเต้นราวกับรู้จักกันมาก่อน
“อากงชื่อเติ้งเซ่งชวนค่ะ อาม่าชื่อ ไช่หวินเฟย ” เสี่ยวเยี่ยนตอบ
“อาม่าของเธอเป็คนที่ไหน ” ย่าของหงหมินถามต่อ
“อาม่าเกิดและโตที่มะละกา แล้วแต่งงานกับอากงซึ่งมาจากสยามก่อนจะไปตั้งรกรากกันอยู่ที่เมืองกันตัง คุณย่ารู้จักท่านด้วยหรือคะ”เสี่ยวเยี่ยนถาม เพราะเริ่มสงสัยว่าคุณย่าผู้นี้จะถามไปทำไม
“ เอ่อ ไม่มีอะไรไม่มีอะไร ฉันจำคนผิดน่ะ งั้นก็ตามสบายนะหนู ๆ ” คุณย่าปฏิเสธ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางอื่นขณะเดียวกันกับที่หลี่จิงจิงซึ่งไปเปลี่ยนชุดมาใหม่ เดินสวนเข้ามา
“ โอโห ”สามสาวร้องอุทานพร้อมกัน เมื่อเห็นหลี่จิงจิงในชุดญอนยาดูงามระหงแปลกตาไปกว่าปกติเธอสวมเสื้อแขนยาวสีแดง ปักลายที่ปกและชายเสื้อ นุ่งผ้าปาเต๊ะสีเข้มลวดลายสวยงามสวมรองเท้าผ้าปักลายนกยวนยางน่ารัก หล่อนดูงามราวกับเ้าสาวของสุลต่านในยุคโบราณ
“ถ้าฉันเป็ผู้ชายละก็ จะจีบเธอมาเป็เ้าสาวของฉันเดี๋ยวนี้แต่ไฉนเธอไม่เคยแยแสใครเลยล่ะ” โสมสุดากล่าวขณะที่จับดูเนื้อผ้าของหลี่จิงจิงไปพร้อมกัน
“ถึงจะมีมาจีบฉันก็ไม่สนหรอก ฉันเคยสนใจผู้ชายที่ไหนกันเล่า ” หลี่จิงจิงตอบ
สาว ๆ คุยกันยังไม่ทันจบก็มีแขกหน้าใหม่เข้ามาอีก เป็เว่ยถิงถิงนั่นเอง
“ ลีองคะมาั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมไม่โทรไปหาฉันเลย คิดถึงนะเนี่ย ” สาวร้อนก้าวเข้าไปเกาะแขนหนุ่มหล่อ
“ฉันเพิ่งเดินทางมาถึงน่ะ พอดีเพื่อน ๆ ของน้องเล็กเขามาเที่ยวก็เลยต้องต้อนรับเขาหน่อย ” ลีองกล่าว
ถิงถิงหันไปมองพวกเด็กสาวเมื่อเห็นโสมสุดาก็จำได้ จึงกล่าวว่า
“ อ๋อ เธอนี่เองฮีโร่ในงานแข่งบาสวันนั้น จะตามมาโชว์อะไรที่นี่อีกล่ะ”
“ ถิงถิงทำไมพูดกับน้องเขาอย่างนั้นล่ะ” หงหมินกระซิบห้าม
“ คุณอย่าบอกนะว่าสนใจเด็กคนนี้แล้ว ”ถิงถิงผู้สวยโฉบเฉี่ยวตะคอกใส่เขาแล้วทำถลึงตาใส่เสี่ยวเยี่ยน
“ ไม่เอาน่ามาทางนี้ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ” หงหมินดึงตัวถิงถิงออกไปทางอื่น
ในห้องส่วนตัวของไท่ไท่ คุณย่าของหงหมิน
หญิงชราวัยใกล้เจ็ดสิบนั่งรำลึกถึงความหลังครั้งยังสาว ภาพแห่งความทรงจำเก่า ๆผุดขึ้นในมโนสำนึกฉากแล้วฉากเล่า เป็ภาพของชายหนุ่มนามว่าเติ้งเซ่งชวนกับสาวนามซิ่วหยก ซึ่งก็คือย่าของหงหมินนี่เอง
“ น้องหยกพี่ต้องแต่งงานกับหวินเฟยในวันมะรืนขอให้ความหลังครั้งก่อนของเราเป็เพียงอดีตเถิดนะ ที่ผ่านมาพี่รักเธอเหมือนน้องสาวตัดใจจากพี่เสียเถิด ”
“ ไม่ชีวิตน้องขาดพี่ไม่ได้ พี่เซ่งชวน อย่าทิ้งน้องไป กลับมาก่อน ฮือ ๆ ๆ ”
สาวหยกทรุดลงนั่งร้องไห้คร่ำครวญขณะที่หนุ่มเซ่งชวนหันหลังเดินจากไป
“ แก นังหวินเฟยแย่งคนรักฉันไปแล้วยังจะส่งหลานสาวมาแย่งหลานชายฉันไปอีกพวกแกจะตามราวีฉันไปถึงไหน ฉันไม่ยอมให้อาหมินแต่งกับแกหรอก นังลูกหลานศัตรู ”
ที่แท้คุณย่าของหลี่หงหมินก็เคยมีความสัมพันธ์กับปู่ของโสมสุดามาก่อนนั่นเอง
ที่โต๊ะอาหารในตอนเย็น
ท่านเ้าสัวหลี่จื้อโหย่วนั่งที่หัวโต๊ะถัดมาสองฝั่งก็จะมีคุณย่าซิ่วหยก คุณนายใหญ่ คุณนายรอง และคนอื่น ๆ อีกหลายคนโดยมีพวกโสมสุดานั่งอยู่ทางปลายโต๊ะ บนโต๊ะอาหารก็เรียงรายไปด้วยอาหารนับสิบอย่างๆ ละหลายชุด
“ น้อง ๆพี่จะแนะนำให้รู้จักญาติในครอบครัวอีกหลายท่านที่น้องยังไม่รู้จักนะ ”
“ นี่คุณอาหญิง อาผู้ชาย อาสะใภ้ น้าหญิง น้าชายจื้อซานเป็น้องชายของพี่ ” หลี่หงหมินแนะนำตามลำดับ
“ เอาล่ะเราเริ่มรับประทานกันเลยนะ ” ท่านเ้าสัวหลี่ผายมือเชื้อเชิญทุกคน
“ นี่ปองเตไก่นี่เรียกอาซัมกุ้ง นี่ซัลบัลอูดัง(กุ้งราดพริก) นี่จิวฮูฉะ(หมูผัดกะหล่ำซอย แครอท) นี่กาปิตันไก่ นี่จับฉ่าย นี่โลบะ (คนจีนในไทยเรียกโหงวเฮียงบะ เป็หมูคลุกเครื่องเทศชุบแป้งทอด) นี่...”หงหมินแนะนำเมนูอาหารบนโต๊ะให้พวกโสมสุดารู้จัก ยังไม่ทันจบคุณย่าหยกก็ขัดขึ้นว่า
“ทางบ้านเธอไม่เคยทำให้กินหรือ เสี่ยวเยี่ยนย่าของเธอคงจะลืมอาหารญอนยาหมดแล้วกระมัง ”
“ หนูเคยกินตอนเล็กๆ น่ะค่ะ พอโตมาสักหน่อยก็ไปเรียนที่ปีนัง จึงจำได้ไม่หมด ”
“ เออ ถิงถิงหนูจะเรียนจบเมื่อไรนะ ” คุณย่าหยกถาม
“ อีกสองปีค่ะคงจบพร้อมลีอง ” ถิงถิงตอบ
โสมสุดาหันไปมองหลี่หงหมินชายหนุ่มจึงพูดกับเธอว่า
“ถิงถิงชอบเรียกพี่ว่าลีองน่ะ เป็ภาษาสเปน แปลว่า สิงโต ”
“ ย่าว่าจะให้เธอกับหงหมินหมั้นกันไว้ก่อนรอจนเรียนจบค่อยแต่งงานกัน ” ย่าหยกพูดกับถิงถิง
ลีองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีโสมสุดากับเพื่อน ๆ ก็ทำหน้างง ๆ กัน แต่ถิงถิงแอบยิ้มด้วยความพึงพอใจท่านเ้าสัวก็มองหน้ากับคุณนายใหญ่
“แต่ผมยังไม่คิดเื่แต่งงานหมั้นหมายนะครับ คุณย่า ”ลีองกล่าวกับย่าด้วยความนอบน้อม
“ ย่าก็อายุมากแล้วไม่รู้จะรอดูวันแต่งงานของหลานได้อีกกี่ปี ถ้าไม่รักย่าไม่เห็นว่าอีแก่คนนี้อยู่ในสายตาก็ช่างเถอะ ”
ทุกคนก็ไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยในยามนี้เสี่ยวเยี่ยนสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่จื้อซานก็มีอาการวิตกกังวลอยู่ในแววตาและเขาก็จับจ้องอยู่ที่ถิงถิงไม่เว้นว่างนับแต่ได้ยินเื่หมั้นที่คุณย่าเอ่ยปากเมื่อครู่
เ้าสัวหลี่จื้อโหย่วจึงเปลี่ยนเื่คุยโดยถามเื่การค้ากับลูกชายคนรอง
“ จื้อซานแล้วเื่สินค้าที่ส่งไปลอนดอนว่ายังไง ”
“ เรียบร้อยดีครับผมได้ประสานกับมิสเตอร์เจฟฟรี่ เ้าหน้าที่ทางรัฐบาลอังกฤษแล้วเขาอำนวยความสะดวกเื่ภาษีและศุลกากร ผมก็แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้เขานิดหน่อยสินค้าก็มีเครื่องเทศ สมุนไพร หนังและกระดูกเสือ นอแรด อุ้งตีนหมี ดีงูเขากวางอ่อน และวัตถุโบราณอีกจำนวนหนึ่งครับ ”
“ ดีมากถ้าพี่ชายแกเก่งได้ครึ่งหนึ่งของแกก็ดีสิ ” เ้าสัวแกล้งชมลูกคนรองเพื่อกระทบหลี่หงหมิน
คุณนายรองก็แอบยิ้มด้วยความดีใจที่ลูกชายของตนมีความสำคัญเหนือลูกคุณนายใหญ่
คืนนั้นหลี่จิงจิงพาเพื่อนทั้งสามอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนอนในห้องของเธอ
“ดูท่าทางพ่อของเธอจะรักพี่รองมากกว่าพี่ใหญ่นะ ” ม.ล.บุญเหลือถามหลี่จิงจิง
“ ใช่เพราะพี่ใหญ่ชอบขัดใจพ่อ ให้ทำอย่างหนึ่ง ก็ไปทำอีกอย่าง ”
“ สำหรับคนจีนแล้วลูกชายเป็ความหวังของตระกูลเลยทีเดียว เมื่อคนโตทำไม่ได้คนรองจึงต้องมีบทบาทและความสำคัญแทนที่ ” โสมสุดาแสดงความเห็น
“ แล้วพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันดีล่ะ ” กาวิต้าถาม
“ฉันจะพาไปเที่ยวไชน่าทาวน์และลิตเติ้ลอินเดีย ” จิงจิงกล่าว
“เผื่อกาวิต้าจะได้เจอหนุ่มอินเดียหล่อ ๆ ใช่มั๊ยล่ะ ” ม.ล.บุญเหลือหยอก
“ บ้าฉันไม่เอาหรอก มีแต่ซูด้านี่แหละ คงจะได้เจอหนุ่มตี๋หล่อ ๆ บ้างละนะ ”กาวิต้าเอาหมอนตีบุญเหลือ โสมสุดาก็เอาหมอนตีกาวิต้า ตีกันไปตีกันมาเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังไปทั่วห้อง แต่มันก็ต้องหยุดลงเมื่อโสมสุดาได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
มันเป็เสียงร้องขอให้ช่วยของหญิงสาวทั้งสี่สาวจึงรีบออกไปดูที่ระเบียงห้องนอนภาพที่ปรากฏเป็เด็กสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีกลุ่มชายฉกรรจ์ราวห้าหกคนมาทางหน้าบ้านหลังนี้
“ ช่วยด้วยช่วยฉันด้วย แม่จ๋า ช่วยด้วย ” สาวน้อยวิ่งไปร้องไปพวกชายที่ไล่ล่ายังคงตามมาติดติด จนกระทั่งเข้ารุมล้อมเธอไว้ โสมสุดาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปีนระเบียงชั้นสองก่อนจะรูดตัวลงจากท่อระบายน้ำฝนที่ติดตรึงกับเสาบ้านลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วแล้วเธอก็วิ่งเข้าไปหาคนกลุ่มนั้น ร้องห้ามให้หยุด
“เื่อะไรจะหยุดให้โง่ เฮ้ย จับอีนี่ไปด้วยดีกว่า ”หนึ่งในชายเ่าั้ปรี่เข้าหาเสี่ยวเยี่ยนหมายจะจับตัว แต่เสี่ยวเยี่ยนก็ใช้วิชาปันจักสีลัตที่ฝึกมากับแม่ชีจินตาเข้าต่อสู้กับชายพวกนั้นอย่างรวดเร็วและพริ้วไหว ทั้งหักแขนหักขาบิดแขนจับทุ่มจนคนร้ายล้มลงไปนอนร้องครวญครางด้วยความเ็ป
คนในบ้านจิงจิงได้ยินเสียงวิ่งออกมาดูหน้าบ้านสาวใช้ชื่ออาเตียงเมื่อเห็นหน้าเด็กสาวก็ร้องว่า
“ กุ้ยซิมลูกมาได้ยังไง ”
สาวน้อยวิ่งเข้ามากอดแม่
“ หนูมาหาแม่นะสิ “
หลี่หงหมินมาเห็นก็บอกให้พาเด็กเข้าไปคุยกันในบ้านก่อน
กุ้ยซิมก็เล่าให้แม่และเ้านายตระกูลหลี่ฟังว่า
“พ่อของฉันเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนแห่งหนึ่งที่เซนโตซ่า แรก ๆ ก็เล่นได้ แต่่หลังเล่นเสียตลอดเมื่อเล่นเสียก็ยังกู้เงินจากบ่อนเพื่อเล่นต่อ จนเป็หนี้ทบต้นทบดอกและไม่มีปัญญาจ่าย เงินที่แม่ส่งไปให้เก็บก็หมดไปกับบ่อนพ่อจึงนำฉันไปทำงานแทนการใช้หนี้ ตอนแรกเขาให้ฉันเป็พนักงานเสริฟในบาร์แต่ต่อมาผู้จัดการเขาเห็นฉันหน้าตาดี จึงบังคับให้ไปนอนกับแขก แต่ฉันไม่ยอมจึงแอบหนีออกมา พวกนั้นก็ไล่ล่าเพื่อตามฉันกลับไปจนกระทั่งมาถึงหน้าบ้านนี้นั่นแหละจ้ะ ”
หลี่จิงจิงได้ฟังจึงขอร้องพ่อให้รับกุ้ยซิมเข้าทำงานในบ้านหลี่จื้อโหย่วก็อนุญาต โดยให้ไปทำงานในครัวกับแม่ของหล่อน อาเตียงกับกุ้ยซิมก็กล่าวขอบคุณโสมสุดาและหลี่จิงจิงไม่ขาดปากที่ช่วยชีวิตของกุ้ยซิม
วันรุ่งขึ้น ทั้งสี่สาวก็ไปเที่ยวย่านคนจีน( ไชน่าทาวน์ )
“ไชน่าทาวน์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1821เมื่อเรือสำเภาจีนลำแรกมาจากเมืองเซี้ยะเหมิน มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีนโดยผู้โดยสารเป็ชายทั้งหมด พวกเขาสร้างบ้านขึ้นทางตอนใต้ของแม่น้ำสิงคโปร์ปัจจุบันเรียกว่า เทอลอค อะเยอ ( Telok ayer ) หรือชื่อภาษาจีนว่า หนิวเชอสุ่ย ( Niu che sui )แปลว่าน้ำเกวียนวัว เพราะสมัยนั้นน้ำจืดหายาก ชาวจีนต้องเอาเกวียนลากด้วยวัวไปลำเลียงน้ำจืดมาจากูเาอันเซียง ( Ann Siang Hill )สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญคือ วัดเทียนฮกเกง นั่นไงถึงแล้ว ”หลี่จิงจิงทำหน้าที่มัคคุเทสก์
“วัดนี้แต่เดิมเป็วัดจีนที่สร้างขึ้นริมทะเลโดยชาวจีนที่เดินทางมาจากตอนใต้ของประเทศจีน ในวัดมีพระรูปหม่าโจ้วหรือพระแม่แห่งทะเล ซึ่งชาวเรือนับถือ สร้างมาั้แ่ประมาณปี ค.ศ.1821พร้อมกับเมืองนี้ ”
ไหว้พระขอพรเสร็จแล้วก็ไปเที่ยววัดฮินดูที่ตั้งอยู่ในไชน่าทาวน์ ชื่อวัดพระแม่ศรีมารีอัมมัน ถนนพาโกด้าซึ่งบนยอดโคปุรัมตกแต่งด้วยรูปปั้นเทพฮินดูมากมาย ทั้งพระศิวะ พระนารายณ์พระขันธกุมาร พระกฤษณะ และที่ขาดไม่ได้คือพระแม่อุมา
“วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1827โดยชาวอินเดียซึ่งติดตามเป็คนงานและทหารของเซอร์สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล (Sir Stamford Raffles )ผู้บุกเบิกสิงค์โปร์จากป่าทึบกลายเป็เมืองท่าสำคัญในศตวรรษที่ 19ผู้ที่จะเข้าไปไหว้จะต้องถอดรองเท้าไว้ข้างนอก เคาะระฆังที่ประตูเข้าไปล้างมือล้างเท้าแล้วพรมน้ำลงบนศีรษะของตนเองบางคนก็ทุบมะพร้าวในบริเวณที่จัดให้เพื่อเป็สัญลักษณ์แห่งการทำลายความเห็นแก่ตัวและแสดงความบริสุทธิ์จากภายในบางคนก็ถวายกล้วย และผ้าส่าหรีสำหรับเทพธิดา ”
ออกจากวัดมาหลี่จิงจิงก็พาไปเที่ยวย่านร้านค้าในไชน่าทาวน์ และในระหว่างที่พวกเพื่อน ๆกำลังยืนดูของอยู่นั้น โสมสุดาก็สังเกตเห็นในกระจกเงาหน้าร้านค้าปรากฏภาพชายสองคนกำลังแอบดูพวกเธอจากด้านหลังหล่อนจำได้ว่าเห็นชายคู่นี้ั้แ่พวกเธอไปเที่ยววัดจีนแล้ว เสี่ยวเยี่ยนจึงกระซิบบอกหลี่จิงจิงและวางแผนล่อผู้สะกดรอยตามไปยังตรอกเล็กๆ ด้านหลังตึกแถวนั้น ซึ่งคนคู่นั้นก็เดินตามเข้าไปแต่ไม่ทราบว่าพวกเด็กสาวหายไปไหน ขณะกำลังหันรีหันขวางอยู่นั้นโสมสุดากับหลี่จิงจิง ก็ปรากฏตัวดักไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
“แกตามพวกฉันมาทำไม ” เสี่ยวเยี่ยนะโถาม
“มาตามหานังเด็กชื่อกุ้ยซิมน่ะสิ นายฉันให้มาคิดบัญชีกับแกที่แส่เข้ามายุ่งไม่เข้าเื่ด้วย ”ชายคนหนึ่งตอบก่อนจะชักมีดวิ่งเข้าหมายจะทำร้ายโสมสุดาแต่หล่อนะโแบบซิกแซกสองสามครั้งแล้วถีบเข้าไปเต็มหน้าของคนร้ายจนหงายหลังไปหลี่จิงจิงก็ฟาดชายอีกคนด้วยไม้หน้าสาม แล้วทั้งสี่สาวก็ช่วยกันรุมซ้อมจนชายสองคนนั้นน่วมไปทั้งตัว ก่อนจะคาดคั้นว่าใครเป็ผู้บงการ
“ หวงหู่ลิ ”หนึ่งในสองชายตอบ
“เป็มันนี่เองหรือ ” หลี่จิงจิงอุทาน
“เธอก็รู้จักด้วยหรือ ” เสี่ยวเยี่ยนถามเพื่อน
“ ใช่มันเป็มือขวาของเว่ยเชียน พ่อของถิงถิงน่ะ ไว้ฉันจะเล่าให้ฟังอีกที ”
แล้วพวกหล่อนก็ปล่อยชายสองคนนั้นไป
ชายสองคนนั้นกลับไปรายงานให้เ้านายรู้ก็ถูกตบหน้าโดยชายที่คิ้วหนาตาดุเหมือนเสือ แต่งตัวภูมิฐาน นามของเขาคือ หวงหู่ลิเป็มือขวาของเว่ยเชียน หุ้นส่วนใหญ่ของหลี่จื้อโหย่ว และเป็พ่อของถิงถิง
“พวกแกเลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งยังสู้มันไม่ได้ไปนุ่งกระโปรงซะ แล้วรีบไปจับตัวพ่อของนังกุ้ยซิมมาด้วยฉันจะใช้เป็เครื่องมือบีบเอาตัวลูกสาวมันมา มันคงไม่กล้าดูพ่อตายต่อหน้าหรอก ”
“ แต่นายครับนังกุ้ยซิมมันเข้าไปอยู่ในบ้านของหลี่จื้อโหย่วและเด็กสาวที่ช่วยมันก็มีลูกสาวของจื้อโหย่วรวมอยู่ด้วยมันจะไม่กระทบถึงนายใหญ่ของเราหรือครับ ” ลูกน้องของหวงหู่ลิกล่าว
“ มันก็จริงนังกุ้ยซิมเป็สินค้าชั้นยอดของเรา กลับถูกขัดขวางโดยคนใกล้ชิดของนายเราเองมันยุ่งยากอะไรเช่นนี้ คงต้องรายงานนายใหญ่เพื่อขอคำสั่งการอีกที ”คนแซ่หวงพูดเสร็จก็อัดควันบุหรี่เข้าเต็มปอดแล้วพ่นออกมาเบื้องหน้า
หลี่จิงจิงกลับไปเล่าเื่ลูกน้องของหวงหู่ลิให้หลี่จื้อโหย่วผู้เป็พ่อฟัง
“พวกมัน้าตัวกุ้ยซิมเพื่อนำไปขายตัว พ่ออย่ายอมมันนะ ช่วยกุ้ยซิมหน่อยนะพ่อของเธอไปติดหนี้พวกหวงหู่ลิอยู่เป็แสน อาเตียงก็คนเก่าคนแก่ของบ้านเราเคยเลี้ยงหนูมาั้แ่แบเบาะ สงสารเขาเถิดนะ”
“ อืม่นี้ก็อย่าให้กุ้ยซิมออกไปไหน ยังไม่ปลอดภัยอย่าให้คนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านเราด้วย ส่วนอาซวง พ่อของกุ้ยซิมก็คงไม่ยอมเลิกเล่นการพนันง่าย ๆ ถึงแม้พ่อจะช่วยครั้งนี้ได้เพราะหวงหู่ลิก็คือลูกน้องของเว่ยเชียน หุ้นส่วนของพ่อแต่ครั้งต่อไปถ้าอาซวงไปเล่นอีกล่ะ ไว้พ่อจะพูดกับเว่ยเชียนให้ว่าต่อไปอย่าให้พ่อของกุ้ยซิมเข้าไปเล่นในบ่อนอีก ” หลี่จื้อโหย่วรับปาก
“ ขอบคุณค่ะพ่อ “หลี่จิงจิงกอดและหอมแก้มพ่อ
เช้าวันต่อมา
โสมสุดาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เมอไลอ้อน( MerLion) พาดหัวข่าวการเรียกร้องสิทธิของแรงงานสตรีในสิงคโปร์โดยนางสาวมาร์กาเรต บราวน์ ( Miss Margaret Brown ) นักหนังสือพิมพ์และแกนนำนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและเด็กชาวอังกฤษซึ่งในห้วงเวลานั้นระบบทุนนิยมเริ่มแผ่อำนาจเข้ามาในดินแดนอาณานิคมของเครือจักรภพอังกฤษเ้าของโรงงานในสิงคโปร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็ฝรั่งตะวันตกกดขี่คนงานให้ทำงานหนักแต่ได้ค่าแรงต่ำ ไม่มีสวัสดิการใด ๆทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ถ้าตั้งครรภ์ก็จะถูกไล่ออกจากงานนอกจากนั้นยังเกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา เช่นชุมชนแออัดหรือสลัมซึ่งเป็ที่อยู่อาศัยของคนงานที่มาจากชนบท ปัญหาเด็กที่พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลกลายเป็เด็กเกเร มั่วสุมติดยาฝิ่น ฉกชิงวิ่งราว และปัญหาขอทาน ฯลฯ
เสี่ยวเยี่ยนได้อ่านแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเป็นักข่าวนักต่อสู้เพื่อสังคมแบบมาร์กาเรตบ้างจึงตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนต่อด้านหนังสือพิมพ์ที่สิงคโปร์หลังจากจบมัธยมที่ปีนังแล้วโดยเธอมีเป้าหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะทำให้ได้คือ สืบหาข่าวของขุนพิทักษ์ทวยหาญ พ่อของหล่อนที่หายตัวไปเกือบยี่สิบปีให้พบ
สัปดาห์ต่อมา
โสมสุดา กาวิต้าและม.ล.บุญเหลือ ก็ขอตัวกลับไปปีนังโดยมีหลี่หงหมินและหลี่จิงจิงตามไปส่งที่ท่าเรือ
เหลือเวลาอีกเทอมเดียวพวกหล่อนก็จะจบการศึกษาชั้นมัธยมเสี่ยวเยี่ยนหวังว่าเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ ชีวิตของเธอคงจะได้พบกับสิ่งดีๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า
แล้วพบกันใหม่ สิงคโปร์
จบตอนที่ 3 โปรดติดตามตอนที่4 ชีวิตใหม่ในแดนสิงคโปร์.
หมายเหตุ *
นาซี เลอมัก ( Nasi lemak )
ประกอบด้วย ข้าวเ้าหุงกับกะทิและใบเตย ( บ้านเราเรียกว่าข้าวมัน ) ปลาตัวเล็ก ๆ ทอดไข่ต้ม ถั่วอบ ราดซัมบัล (Sambal) เป็ซอสคล้าย ๆน้ำพริกเผา บางแห่งรับประทานกับไก่ทอด หรือแกงไก่ แกงเนื้อ ห่อในใบตอง พกพาสะดวกเป็อาหารที่นิยมทั่วไปในแถบมาเลเซีย
** Singapore Botanic Garden
สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1822โดยท่านเซอร์ Stamford Raffles นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษเพื่อเป็สวนทดลองทางด้านพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะพืชมีค่าทางเศรษฐกิจ บนพื้นที่ GovernmentHill (Fort Canning Hill) อย่างไรก็ตามสวนฯได้ปิดตัวลงหลังจากการเสียชีวิตของท่านเซอร์ ในปี ค.ศ. 1829ต่อมาสวนได้กลายเป็แหล่งการแสดงพรรณไม้ จนถึงในปี ค.ศ. 1888 HenryNicholas Ridley เป็ผู้ริเริ่มดำเนินการการพัฒนาสวนเป็ในรูปแบบสวนพฤกษศาสตร์ซึ่ง Ridley เองเป็ผู้นำเอายางพารามาปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็ครั้งแรกและประสบผลสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์และสามารถเจาะน้ำยางได้ รูปแบบของสวนในปัจจุบันจริงๆได้เริ่มพัฒนามาั้แ่ปี ค.ศ. 1859 โดยสมาคมพืชสวน (AgricHorticultural Society) ของรัฐบาลอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์เริ่มมีชื่อเสียง เื่การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้โดยผู้อำนวยการสวน ในขณะนั้น ( ค.ศ. 1928 ) Professor Eric Holttum และได้ตั้ง National Orchid Garden ในเวลาต่อมานอกจากนี้ยังมีการผสมพันธุ์กล้วยไม้ Vanda Miss Joaquim ซึ่งกำหนดให้เป็ดอกไม้ประจำชาติของสิงคโปร์(the national flower of Singapore)