-[ วันต่อมา ]-
พานลี่รีบวิ่งเข้าบ้านหลังน้อย เมื่อเปิดประตูบ้านออกก็เห็นคนที่คุ้นเคย
ดวงตากลมใสของนางส่องสว่าง พร้อมรอยยิ้มสดใส
“ศิษย์พี่ท่านเรียกหาข้าหรือเจ้าคะ เจ้าหลีกังมาบอกข้าในสำนัก พอพานลี่ศิษย์น้องที่น่ารักของท่านรู้ก็รีบมาทันที”
"อืมพานลี่ เป็นศิษย์พี่ฝากบอกหลีกังเอง ข้ามีเรื่องต้องให้เจ้าช่วยสักหน่อยนะ" เฉียวเฟิงลืมตาขึ้นออกจากสมาธิและการเดินลมปราณ ไอปราณลอยออกทางปากและจมูกของมันทันที ในครั้งนี้คล้ายมีไฟปะทุออกมาด้วย
พานลี่เห็นเช่นนี้ก็รู้ได้ว่าศิษย์พี่บรรลุวิชาระดับกลางอีกแล้วแน่ๆ
"เรื่องอะไรรึศิษย์พี่ หากเป็นความต้องการของท่านพานลี่คนนี้พยายามเต็มที่อยู่แล้ว" พานลี่ตบหน้าอกของตัวเองอย่างมั่นใจ
"ข้าปรารถนาจะหาซื้อบ้านใหม่สักหลัง ต้องการที่สะดวกสบายมากขึ้น และข้ายังต้องการรับสาวใช้สักจำนวนหนึ่งเพื่อมาคอยดูแลท่านแม่ของข้าโดยเฉพาะ"
เมื่อพานลี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจ นั่นไม่ใช่เพราะอะไร นางรู้ว่าเฉียวเฟิงนั้นมีเงินทองมากมาย นางเคยพูดและเสนอให้ศิษย์พี่ซื้อบ้านดีๆ และหาคนรับใช้มาคอยดูแลท่านป้าตั้งนานแล้ว
หลายปีมานี้นางที่เข้าๆ ออกๆ บ้านหลังเก่าโทรมนี้ ทำให้นางสนิทกับมารดาของเฉียวเฟิงยิ่ง
นางจึงรักท่านรักมารดาของเฉียวเฟิงไม่ต่างจากมารดาของตัวเอง เพราะนางกำพร้ามารดาแต่เด็ก พอได้ใกล้ชิดมารดาของเฉียวเฟิงที่มีจิตใจงดงาม ความรู้สึกขาดมารดาของนางก็เหมือนได้เติมเต็ม
นางจึงยิ่งรักมารดาของเฉียวเฟิงยิ่งขึ้นไปอีก จนตอนนี้ไม่ต่างจากมารดาแท้ๆ ของตัวเองจริงๆ แล้ว
ดังนั้นเมื่อพานลี่ได้ยินเฉียวเฟิงพูดแบบนี้นางจึงดีใจและมีความสุขอย่างมาก
พานลี่ยิ้มหน้าบานพร้อมพยักหน้ารับทันที "ในที่สุดศิษย์พี่ก็ทำในสิ่งที่ข้าบอกเสียที ได้เลย ได้เลย ศิษย์พี่ ข้ารีบทำเต็มที แต่ศิษย์น้องคนนี้บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่ได้ทำเพื่อท่านนะ แต่พานลี่คนนี้ก็รักท่านป้ามากเลยทีเดียว ข้าจะรีบให้พ่อบ้านของข้าดำเนินการให้ทันทีในการติดต่อนายหน้า และข้าจะเป็นผู้เลือกแบบบ้านที่ดีที่สุดให้ท่านป้าเอง ศิษย์พี่ท่านก็รู้ใช้ไหม ศิษย์น้องคนนี้มีหัวเรื่องของสวยๆ งามที่สุด ท่านต้องไม่กังวลเลย ท่านจะได้บ้านสวยและอลังการแน่นอน ใช้สิพวกเราต้องหาของแต่งบ้านด้วย ส่วนเรื่องเงิน" พานลี่นางนิ่งครู่สั้นก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วพูดพร้อมแววตาทะเล้น "ศิษย์พี่ท่านก็ต้องจ่ายเหมือนเดิมนะ คิกคิกคิก"
เฉียวเฟิงยิ้มอย่างพอใจก่อนจะพยักหน้ารับคำ พร้อมทำมือไล่เด็กหญิงตัวน้อยของมันให้รีบๆ ไปทำงานเสีย
พานลี่ร่าเริงกระโดดโลดเต้นจากไป
ด้วยฐานะของศิษย์ชั้นในของพานลี่ทำให้มีเวลาว่างมากกว่าหลีกังเยอะ เพียงแค่นางออกปากของตัวจากอาจารย์หญิง นางก็จะมีเวลาว่างทันที สองอาจารย์หญิงรักนางยิ่ง
นั่นแสดงถึงการปฏิบัติที่แตกต่าง เมื่อเทียบกับหลีกัง ที่เป็นศิษย์นอกต้องออกไปทำภารกิจหาสมุนไพร จับสัตว์ร้าย และบางครั้งก็ต้องเป็นเวรยามรักษาเมือง
เฉียวเฟิงที่มีความทรงจำเดิมของจ้าวหมื่นมารในฐานะลูกศิษย์ของยอดหญิงงามและเป็นเด็กรับใช้แห่งสำนักบรรจบฟ้าทำให้มันเข้าใจโครงสร้างของสำนักบรรจบฟ้าได้บางส่วน
โดยในสำนักบรรจบฟ้าแห่งนี้ สิ่งที่จ้าวหมื่นมารต้องพบเจอในอดีตนั้นมีแต่ความยากลำบาก
โดยในส่วนของศิษย์ชั้นนอกนั้นมีการแข่งขันกันที่สูงกว่าศิษย์ชั้นในมาก ทั้งแผนการและอุบายที่ต่างมีเรื่องราวชิงชัยกันไม่ว่างเว้น ด้วยต้องการโอสถและเคล็ดวิชาระดับสูงในการฝึกฝน เพราะสิ่งเหล่านี้มีอย่างจำกัด
หากศิษย์คนใดอยากได้มันมาก ก็จำเป็นต้องขยันทำงานให้กับสำนัก ยิ่งงานยากก็ยิ่งได้ทรัพยากรมาก
ต่างกับศิษย์ชั้นในที่จะมีวิชาและโอสถวิเศษรองรับในทันที แต่หาสำนักมีภารกิจให้ศิษย์ชั้นใน ทรัพยากรที่ศิษย์ชั้นในจะได้รับก็มากเป็นเท่าตัว นี่จึงเป็นความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงของศิษย์นอกและศิษย์ใน
โชคดีของหลีกังที่มีศิษย์พี่ใหญ่นามเฉียวเฟิงคนนี้ดูแล
ทำให้หลีกังไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องของการหาทรัพยากร โอสถวิเศษหรือยอดเคล็ดวิชาเลย เพราะมีเฉียวเฟิงดูแลเรื่องพวกนี้ให้อยู่แล้ว
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้หลีกังก็ยังต้องไปทำงานเพื่อสำนักอยู่เป็นระยะๆ เพื่อคงสถานะศิษย์ชั้นนอกต่อไป
ต่างกับพานลี่ที่เมื่อฝึกวิชายุทธ์สำเร็จการงานสิ่งใดก็ไม่มีให้ทำ ส่วนใหญ่กินนอนเที่ยวเล่น และไปท่องเที่ยวกับอาจารย์หญิงทั้งสองของนางมากกว่า
พานลี่นางจึงคล้ายได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยู่กับการกิน เที่ยว พักผ่อน มากกว่าการฝึกวิชานัก ช่างเป็นชีวิตที่สุขสบายจริงๆ ในสายตาของใครหลายๆ คน
.
.
.
- [ณ ตำหนักใน ศิษย์สำนักบรรจบฟ้า] -
สวีอันฉีศิษย์พี่และยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกับยอดหญิงงาม
นางได้เดินเข้ามายังหอฝึกยุทธ์ฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นสถานที่เฉพาะที่ถูกกันไว้ให้เหล่าอัจฉริยะของสำนักเท่านั้นที่จะเข้ามาได้
หอฝึกยุทธ์นี้มีทั้งหมด 9 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะบรรจุไปด้วยศิลายอดยุทธ์ของแต่ละยุคสมัยเก็บไว้ ยิ่งขึ้นไปชั้นสูงเท่าไรก็จะเจอศิลาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจอมยุทธ์ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
ว่ากันว่าที่ชั้น 9 ของหอฝึกยุทธ์ฝั่งซ้าย ‘ศิลายอดยุทธ์’ ได้ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มีระดับฐานพลังระดับจ้าวยุทธภพขั้น 9 ผู้ก่อตั้งสำนักบรรจบฟ้า
ว่ากันว่ามีแต่ยอดอัจฉริยะเท่านั้น ที่จะเข้าใจความในของศิลายอดยุทธ์อันนี้ และอดทนกับแรงกดดันอันมหาศาลของจิตเจตนาที่ฝั่งไว้ในศิลายอดยุทธ์ ของปฐมาจารย์แห่งสำนักบรรจบฟ้าแห่งนี้ได้
"ชั้นที่ 7 แล้วรึ นางก้าวล้ำข้าไปอีกแล้วรึ…" สวีอันฉีพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะหน้าเชิดเล็กน้อย มันคืออารมณ์หมั่นไส้เล็กๆ ของผู้ที่เป็นพี่สาว ครู่สั้นต่อมานางตะโกนดังไปถึงหอฝึกยุทธ์เพื่อที่จะให้คนด้านในได้ยิน "สวีอี้เฟย เจ้าหยุดฝึกได้แล้ว ถ้าเจ้ายังฝึกแบบนี้อีกเจ้าจะเก่งกว่าข้า และอาจจะเก่งจนไม่อาจจะหาสามีได้แล้วนะ" สวีอันฉีนางพูดไปพลางหัวเราะไป
สิ้นเสียงแห่งพี่หญิงอันฉี ไม่นานสวีอี้เฟยยอดหญิงงามก็กระโดดลงจากหอฝึกยุทธ์
ร่างของนางล่องลอยดังวิหคสวรรค์ ใบหน้าของนางดังเทพธิดาที่ไม่แปดเปื้อนมลทินใดๆ หากมีบุรุษใดพบเห็นนางยามโบยบินเช่นนี้คงคิดว่านางเป็นนางอัปสร หรือเทพธิดานางสวรรค์มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์ปุถุชนแน่ๆ