บันทึกตำนานยอดปรมาจารย์

    บทที่ 45 เผ่าพันธุ์อีกาศักดิ์สิทธิ์?

            บทที่ 45 เผ่าพันธุ์อีกาศักดิ์สิทธิ์?


            ปราณอันเกิดจากการฟาดฟันของกระบี่เล่มยักษ์ พัดให้ชายผ้าของเขาปลิวไสว ผมของเขาปลิวไหวไปด้านหลัง ต้องยอมรับว่าโม่ชาจับจังหวะการโจมตีได้ดีเยี่ยม แม้ว่าเขาจะมีความเร็วที่เกิดจากการใช้เคล็ดวิชาลับสิงจื่ออันเป็นเลิศในใต้หล้า ก็ยังได้รับผลกระทบจากปราณกระบี่เล่มนี้เข้าไปมิน้อย


            ดวงตาของฉู่ซิววาบขึ้นด้วยแสงสีทอง


            ปราณสีทองอ่อนพลุ่งพล่าน รวมตัวกันอยู่เหนือมือขวาของเขา ราวกับมันได้หล่อด้วยทองคำ เปล่งแสงประกายระยิบระยับ พร้อมกับร่างกายอันใหญ่โตที่เป็นสีทองสว่าง ปัดกระบี่ไปทางด้านหลัง


            มือและกระบี่ใหญ่ปะทะกัน เสียงดังกึกก้องพากเอาผืนพสุธาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สั่นไหวจนแทบจะยืนมิอยู่


            ปัง!! ตูม!


            แรงสะท้อนกลับอันน่ากลัว ทำให้โม่ชาเซถอยหลังไป เลือดสดพวยพุ่งออกจากฝ่ามือถูกทำให้ระเบิดออกเป็นจุน ตาของเขาเบิกกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ


            เขาใช้พลังปราณทั้งหมดฟาดฟันกระบี่ลงไป แต่กลับถูกอีกฝ่ายรับไว้ด้วยมือเปล่า ทั้งยังถูกสะท้อนกลับมาจนได้รับบาดเจ็บอีก ช่างเป็นร่างกายที่แข็งแกร่งเหลือเกิน


            ฉู่ซิวโยนเจ้าลูกนกไปด้านข้าง ใช้เคล็ดวิชาอักขระลับสิงจื่อ ในชั่วพริบตาร่างกายของเขาก็เคลื่อนไหวมาอยู่ตรงหน้าของโม่ชา ปราณอันมาศาลพุ่งขึ้นเป็นเสา ดวงตาปล่อยแสงสีทองออกมา ผมปลิวไสว สยายตามแรงลม ราวกับปีศาจและเทพเจ้าที่ยังคงจุติอยู่บนโลกมนุษย์ กำปั้นสีทองที่ห่อหุ้มด้วยพลังของสายฟ้าพลันชกใส่หน้าอกของเขาอย่างรวดเร็ว


            ‘กรอบกรึก!’ กระดูกหน้าอกของโม่ชายุบลง หักไปนับไม่ถ้วน เขาอ้าปากกระอักเลือดจำนวนมากออกมา ร่างกระเด็นออกไปนับหลายสิบจั้ง


            “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้! เจ้ามีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร” กลางอากาศ โม่ชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ในขณะนั้นเองฉู่ซิวก็มิรอช้า รีบย่างกรายไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ดวงตามิอาจมองตามได้ทัน บนพื้นปรากฎลวดลายสีทองเป็นวงงาม มือขวาของชายหนุ่มคว้าข้อเท้าของโม่ชาที่ยังไม่ทันตกถึงพื้น แล้วกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรง


            ตูม!!


            พื้นดินที่ถูกฟาดยุบตัวลงเป็นหลุมรูปคนลึก รอยแยกบนพื้นดินแตกระแหงออกแผ่ขยายออกไปรอบ ๆ อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขาได้ตื่นรู้ และสัมผัสถึงกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณขั้นต้นแล้ว พละกำลังของร่างกายนั้นทรงพลังเพียงใด


            เหมือนมังกรอันทรงพลังในร่างมนุษย์ มือของชายหนุ่มคว้าร่างของโม่ชาที่สูงถึงหนึ่งจั้งกว่า ๆ กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดแน่น กระแทกไปมาราวกับกระแทกตุ๊กตาผ้าโดยมิต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ


            “เจ้า...”


            โม่ชานอนแผ่หมดสภาพอยู่ในหลุมที่เป็นรูปคน มุมปากมีโลหิตสีแดงฉานไหลออกมา พลางมองไปที่ฉู่ซิวซึ่งอยู่เหนือกว่า


            สีหน้าของฉู่ซิวนั้นไร้ซึ่งอารมร์ใดใด มือของเขาคว้าตัวมันและกระแทกไปอีกทางอย่างแรง


            ตูม!!


            ตูม!!


            สายฟ้ารอบด้านได้หยุดลงแล้ว เมฆดำกระจายออก แสงอาทิตยสาดส่องลงมายังพื้นดิน ผู้คนที่อยู่ในค่ายกลรีบมองออกไปด้านนอก ผืนดินในรัศมีพันลี้กลายเป็นผืนดินที่ถูกเผาไหม้ ควันลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ไม่มีต้นหญ้าใดเหลืออยู่เลยแม้แต่ต้นเดียวเหล่ามารนับแสนตนกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา


            “พวกเผ่ามารตายหมดแล้วหรือ”


            “พ…พะ… พวกข้ายังไม่ตาย...” บางคนร้องไห้ด้วยความดีใจ


            “นั่นมันศิษย์พี่ใหญ่ฉู่ซิว~”


            “มิจริงแน่!” ผู้คนเกือบพันคนมองออกไปไกลหลายลี้ สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และตกตะลึงเป็นอย่างมาก บนพื้นที่ราบเตียนซึ่งถูกเผาจนดำสนิท ห่างออกไปสามลี้นั้นพบเพียงร่างสูงของใครบางคน…


            ฉู่ซิวเปลือยกายท่อนบน กางเกงขาดวิ่น ผมดำสยายออกพลิ้วไหวงดงาม รูปร่างเพรียวบาง กล้ามเนื้อสมส่วน ปราณสีทองอ่อนพวยพุ่งขึ้นฟ้าท่ามกลางหมอกควันโดยรอบ มือของเขากำลังคว้าข้อเท้าของหัวหน้าใหญ่เผ่ามารที่มีเกล็ดสีแดงปกคลุมทั่วตัว กระแทกไปมา ทุกครั้งที่กระแทกจะทิ้งหลุมลึกไว้บนพื้นทุกครั้ง ฝุ่นบรดินฟุ้งกระจายตลบอบอวล


            “ข้าจำได้ว่าหัวหน้าใหญ่ของเผ่ามารตนนั้นอยู่ในขอบเขตปี่อั้นขั้นปลายมิใช่รึ?... แต่เมื่อตกอยู่ในมือของศิษย์พี่ฉู่ซิว กลับไม่มีแม้แต่พลังจะต่อต้าน!”


            “ศิษย์พี่ใหญ่ฉู่ซิวแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งเกินไปยิ่งนัก!”


            “เหมือนเทพอันสูงส่งลงมาเกิดเลย!” 


            ซูหรูเสวี่ย หญิงงามพริ้มพราย อกของนางกระเพื่อมไม่เป็นจังหวะ ทั้งตกใจทั้งดีใจ


            “ดีแล้วที่ศิษย์พี่ฉู่ไม่เป็นอะไร”


            “น..นี่มัน?” เย่ฟ่านมองอย่างเหม่อลอย “แข็งแกร่งยิ่งนัก!”


            เขาลองจินตนาการว่าโม่ชาที่หมดสภาพในตอนนี้เป็นตนเอง แต่เพียงแค่คิดก็อดสั่นสะท้านไม่ได้ ขนลุกซู่ กระดูกสันหลังเย็นเยียบ


            “ไอ้มนุษย์... เจ้า! นี่มันเกินไปยิ่งนัก!”


            “อั๊ก! อั๊ก!” โม่ชาไอเป็นเลือดออกมาไม่หยุด ทั่วทั้งร่างไม่มีกระดูกชิ้นใดเลยที่ปกติ ในเวลาอันสั้นนั้น เขาถูกฉู่ซิวทุบกว่าร้อยครั้ง


            “บอกข้ามา ที่มาของกระจกหินนั่น!!” ฉู่ซิวคว้าข้อเท้าเขาด้วยมือขวา ถามเขาผ่านทางจิต แต่ปากโม่ชาเต็มไปด้วยคราบเลือด ทั้งยังมีฟองเลือดพ่นออกมาก่อนจะหัวเราะด้วยเสียงต่ำ


            ปัง!


            ฉู่ซิวคว้าร่างเขาด้วยมือข้างเดียว ทุบลงข้างกายอย่างหนัก ก่อนจะยกเท้าเหยียบลงบนคอของอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น ก้มหน้าลงมองโม่ชา พลางเอ่ยเบา ๆ ว่า


            “เสียงหัวเราะของเจ้านี่อุบาทยิ่งนัก ไม่เหมือนตัวร้ายเลยสักนิด! หากยังกล้าหัวเราะใส่ข้าอีกล่ะก็ ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นฉลามหูน้ำแดง!!”


            “ข้าเกลียดสายตาของเจ้า” โม่ชาเอ่ยอย่างยากลำบาก ฉู่ซิวกดเท้าลงอย่างแรงอีกครั้ง เกือบจะบดขยี้ลำคอของเจ้ามารฉลามให้แหลกละเอียด


            “ฆ่าข้าซะสิ!! ต่อให้ข้าตายข้าก็จะไม่มีวันบอกเจ้าหรอก”


            “ฮ่าๆ” โม่ชาเงยหน้าขึ้นหัวเราะ หยากน้ำตาสีเลือดไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง


            ภาพความทรงจำตลอดชีวิตผุดขึ้นในห้วงคำนึงไม่หยุดหย่อน แต่เดิมเขาเป็นเพียงมารตัวเล็ก ๆ ธรรมดาตัวหนึ่ง เกิดมาไม่นานก็ถูกแม่ทิ้ง ทั้งยังถูกพวกมารร่วมเผ่าพันธุ์รังแก โชคดีที่มีมารหมาป่าเฒ่าตนหนึ่งรับเขาไปเลี้ยง ทำให้เขาได้สัมผัสถึงความรู้สึกของการมีครอบครัว แต่โชคดีก็หาได้อยู่นาน อยู่มาวันหนึ่ง หมาป่าเฒ่าถูกศิษย์ผู้เข้าร่วมการทดสอบของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่สังหาร ถูกถลกหนัง ดึงเอ็นออก และเอาศพไปแขวนไว้ที่หน้าผา


            วันนั้น เขานำศพผู้มีพระคุณลงมา และนอนทับอยู่บนศพของหมาป่าเฒ่า ร่ำไห้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ในความทรงจำยังคงระลึกถึงคำพูดของหมาป่าเฒ่าไม่เลิกรา 


            “โม่ชา… โลกใบนี้เป็นเหมือนคุก พวกเราก็เป็นเหมือนหมู เหมือนแกะที่อยู่ในคุก”


            “ข้าเองก็แก่แล้ว แต่เจ้ายังหนุ่ม หากมีโอกาสก็หนีออกไปจากที่นี่เถอะ!” 


            จากนั้นเขาก็ได้รับกระจกหิน และทำลายกฎเกณฑ์ของโลกเล็ก ๆ ใบนี้ เลื่อนขั้นสู่ ขอบเขตปี่อั้น ไร้ผู้ต้านทานในแดนลับแห่งนี้ จากนั้นเขาก็รวบรวมเหล่ามารทั้งหมด และวางแผนมานานนับร้อยปี และในที่สุดก็ใกล้จะหนีออกจากคุกแห่งนี้ได้สำเร็จ


            แต่กลับถูกมนุษย์ตรงหน้าผู้นี้ ทำลายทุกสิ่งลงในชั่วข้ามคืนด้วยฟ้าผ่า!!


            ดวงตาของโม่ชามืดมัว พลางมองไปยังท้องฟ้าสีคราม เมฆขาวลอยละล่อง นกตัวหนึ่งบินโฉบไปมาอย่างอิสระ...


            ฉู่ซิวค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้น คิดจะคว้าอะไรบางอย่าง


            “ข้าอยากออกไปดูโลกภายนอกจริง ๆ!”


            “ท่านตา… อภัยให้ข้าด้วย ข้าเองก็ล้มเหลวเช่นกัน ไม่สามารถแทนที่ท่านไปดูโลกภายนอกได้!”


            กึก! คว้าง!


            กระบี่สีดำเล่มหนึ่งฟาดลงมา ทันใดนั้นโลหิตก็พลันพุ่งขึ้น ศีรษะของโม่ชากระเด็นขาดออกจากตัว สีหน้ากลับไร้ความรู้สึก ดวงตาที่ปราศจากความรู้สึกนั้นไม่มีความเกลียดชัง มีเพียงความเสียใจอย่างลึกซึ้ง


            ฉู่ซิวถือกระบี่สีดำไว้ในมือ โลหิตไหลย้อยตามใบดาบ มองศพไร้หัวของโม่ชาจากมุมสูง ก่อนที่จะก้มตัวลงค้นหากระจกหินสีเขียวบนร่างของเขา แล้วเก็บใส่อกเสื้อ


            เริ่มใช้ดาบสีดำนั้นขุดหลุม นำซากศพฝังลงไป และท้ายที่สุดก็ปักกระบี่สีดำขนาดใหญ่ของเขาไว้ที่หัวหลุม


            ลมแรงพัดผ่าน ปลายผมปลิวไสว จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเชื่องช้า


            เจ้าลูกนกสีเหลืองตัวน้อย วิ่งด้วยเร็วจนเกิดเงาลางมาถึงข้างเท้าของฉู่ซิวในทันใด จากนั้นมันก็เงยหน้าขึ้นมอง


            “เจ้าเด็กน้อย นี่ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะใจดีฝังศพให้เขา”


            “ข้าคิดว่าเจ้าจะทรมานเขา บังคับถามถึงความลับของกระจกหินเสียอีก” เจ้าลูกนกว่า


            “ข้าเกลียดเขา แต่ไม่ได้เกลียดคนที่ยอมตายบนเส้นทางเพื่อไขว่คว้าความฝัน อีกอย่างต่อให้ตาย เขาก็ไม่ยอมบอกข้าเกี่ยวกับที่มาของกระจกหินด้วย” เขาปล่อยพลังวิญญาณแท้จริงจากมือขวา คว้าไปที่ลูกนกตัวน้อย แล้วกำมันไว้


            “ข้าพึ่ง...”


            ลูกนกตัวน้อยสบถ 


            “เด็กบ้า! เจ้าใช้แรงเบา ๆ หน่อย อย่าบีบข้าตายล่ะ”


            “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าว่าเจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตอะไร แล้วก็ไอ้ไข่ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้กำเนิดเจ้าก็อยู่กับกระจกหินอีกครึ่งหนึ่งด้วย พวกเจ้ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่?” ฉู่ซิวหรี่ตายาวมองเจ้าลูกนกอย่างน่ากลัว


            ลูกนกตัวน้อยหดคอ ก่อนจะพูดเสียงอ่อนหวาน 


            “ตามความทรงจำที่สืบทอดมา ข้าน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์อีกาศักดิ์สิทธิ์”


            “ส่วนจะมีความเกี่ยวข้องกับกระจกหินหรือไม่ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”


            “อีกาศักดิ์สิทธิ์?”


            ฉู่ซิวจ้องมองลูกนกตัวน้อยอย่างจริงจัง


            ขนที่หัวของลูกนกตัวน้อยสั่นไหว มันกางปีกเล็ก ๆ กอดอก เชิดหน้า ท่าทางหยิ่งผยอง 


            “ตกใจหรือไม่?”


            “เผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์นับเป็นหนึ่งในราชวงศ์ของเผ่ามาร”


            “เด็กน้อย นี่เจ้ายังไม่คุกเข่าคารวะข้าอีกหรือ?” เจ้าลูกเจี๊ยวเอ่ยอย่างโอหัง แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่ซิวก็มีสีหน้าเรียบเฉย มือขวากำแน่น


            “อ๊ะ...อย่า อย่า อย่า!! ข้าผิดไปแล้วพี่ใหญ่!” ไก่เหลืองน้อยรีบยอมรับผิดทันที


            “ข้ารู้สึกได้ว่าเจ้ามีสายเลือดที่ไม่ธรรมดาอยู่ในร่างกาย ฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป ข้าคือนายของเจ้า...”


            “อืม~” ฉู่ซิวลูบคาง 


            “ข้าจะตั้งชื่อเจ้าว่า จีไท่เหม่ย!”


            “???”


            เจ้าลูกนกน้อยเหมือนมีเครื่องหมายคำถามสามอันลอยเหนือหัว ก่อนจะเปิดปากด่าทอทันที น้ำลายกระเด็นไปทั่ว 


            “ข้าเกิดมาไม่ธรรมดา ชาตินี้ถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่จะสำเร็จเป็นขอบเขตจักรพรรดิ เจ้าเด็กบ้านี่พูดอวดดีมิพอ ยังคิดจะเป็นนายของข้าอีกหรือ?”


            “ข้าว่าเจ้ายอมรับข้าเป็นนาย แล้วมาเป็นสัตว์เลี้ยงของข้า ก็พอจะเหมาะสมอยู่!”




    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานยอดปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน