วันที่สองของการเดินทาง
ถนนดินสีแดงทอดยาวสุดสายตา ตัดผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวขจีแกมเหลืองหม่นของ่ปลายฤดูวสันต์ ข้างทางประดับด้วยหมู่ไม้ใหญ่น้อยยืนต้นเป็ระยะ แว่วเสียงแมลงกรีดร้องระงมท่ามกลางไอความชื้นหลังสายฝนโปรยปราย
กู่ฉางเซิงสาวเท้าเดินนำหน้าอย่างมั่นคง โดยมิได้หยิบยึดไม้เท้าติดมือมาด้วยเฉกเช่นวันวาน
มันมิจำเป็สำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
หลินชิงเสวียก้าวเท้าเดินตามหลังห่างหนึ่งก้าว ตะกร้าสมุนไพรสะพายแแ่อยู่บนแผ่นหลัง ดวงตาคู่สวยคอยกวาดมองและจดจำทุกสรรพสิ่งข้างทาง ละม้ายคล้ายมิปรารถนาจะปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดสายตาไปแม้เพียงอย่างเดียว
"ท่านตา..." เด็กสาวเอ่ยเรียก
"มีสิ่งใดก็ว่ามา"
"หญ้ากู้ที่อยู่กลางทุ่งนั้น" เธอชี้ชวนให้ดูตรงกอหญ้าข้างทาง "ท่านพ่อเคยบอกกล่าวว่ามันเป็สมุนไพรที่หาได้ยากยิ่งนัก ที่เรือนยาของเรามีเก็บไว้เพียงสามมัดเท่านั้นเอง"
กู่ฉางเซิงเหลียวไปมองตามทิศทางที่นิ้วเรียวชี้ชวน แลเห็นกอหญ้าสีเขียวอ่อน ลักษณะใบแหลมยาวตระการตา ขึ้นแซมอยู่ท่ามกลางดงหญ้าทั่วไป
"หากจะลงมือเก็บ จงเลือกเด็ดมามิเกินสิบก้านต่อหนึ่งกอ และห้ามถอนรากของมันขึ้นมาเด็ดขาด" เขาเอ่ยชี้แนะ "ทำเช่นนี้...มันจึงจะสามารถแตกหน่องอกเงยขึ้นมาใหม่ได้"
หลินชิงเสวียก้าวเท้าแยกออกจากเส้นทางเดิน นางคุกเข่าลงข้างกอหญ้าอย่างระมัดระวัง นิ้วมือเรียวบางแยกแยะระหว่างต้นอย่างประณีต บรรจงเด็ดก้านสั้น ๆ ขึ้นมาทีละก้านอย่างตั้งใจ
กู่ฉางเซิงหยุดยืนเฝ้ามองกิริยานั้น
นางเอาใจใส่ต่อพืชพรรณละม้ายคล้ายการดูแลคนไข้ — ทั้งระแวดระวัง มิรีบร้อน ล่วงรู้แจ้งว่าควรลงมือเพียงใด มิหักโหมจนเกินเลยและมิปล่อยปละให้ขาดตก
"เก็บกู้เสร็จสิ้นแล้ว" หลินชิงเสวียลุกขึ้นยืน ฝ่ามือของนางยังคงสะอาดสะอ้าน ก้านหญ้าทั้งสิบก้านถูกมัดรวมกันไว้อย่างเรียบร้อยด้วยเส้นด้ายบางที่นางตระเตรียมติดตัวมา "ท่านตาเป็ผู้คิดค้นกฎการเก็บเพียงสิบก้านนี้ขึ้นมาเองหรือ"
"พ่อของเ้าเป็คนสอนข้า"
"ทว่าท่านพ่อกลับบอกข้าว่าสามารถเก็บได้ถึงครึ่งกอ มิต่างจากสิบก้านเลย" เธอเอ่ยเรียบ ๆ แววตามิได้มีเจตนาจับผิด ทว่าเป็การบอกเล่าตรงไปตรงมา
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองเด็กสาว
"กฎเกณฑ์ของพ่อเ้านั้น...คือวิถีของคนที่เก็บงำสมุนไพรเพื่อนำไปใช้สอยส่วนตน" เขาอธิบาย "ทว่ากฎเกณฑ์ของข้านั้น...คือวิถีของคนที่ตระหนักรู้ว่าจะต้องย้อนกลับมาใช้เส้นทางสายนี้อีกคราในวันหน้า"
หลินชิงเสวียนิ่งอึ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะน้อมศีรษะรับคำ
"ข้าเข้าใจแล้ว"
คนทั้งสองออกก้าวเดินต่อไปท่ามกลางความเงียบสงบอันผ่อนคลายจิตใจ
มันมิใช่ความเงียบอันอึดอัดที่จำเป็ต้องสรรหาถ้อยคำมาเติมเต็ม และมิใช่ความเงียบของคนแปลกหน้าที่ไร้เื่ราวจะสนทนา หากแต่เป็ความเงียบอันลึกซึ้งของคนที่ล่วงรู้ใจกันและตระหนักดีว่ามิจำเป็ต้องเอ่ยปากพูดจาอยู่ตลอดเวลา
ในระหว่างที่ก้าวเดิน กู่ฉางเซิงคอยเฝ้าสังเกตสภาวะร่างกายของตนเองไปด้วย
ยามย่างเข้าสู่ก้าวที่ห้าพัน — ท่อนขาไร้ซึ่งความล้า ยามบรรลุถึงก้าวที่หนึ่งหมื่น — หัวเข่ามิปรากฏอาการตึงเครียดอันใด หากแปรเปลี่ยนเป็สภาวะร่างกายเดิมในวันแรกที่ลืมตาตื่น...เพียงเดินเท้าได้หนึ่งพันก้าวก็คงต้องหยุดพักเหนื่อยล้าเป็แน่
ตัวยาชุดที่สองสำแดงฤทธิ์เดชบำรุงได้ดีเยี่ยม ทว่าร่างกายในยามนี้ยังคง้าตัวยาชุดที่สาม ซึ่งจำเป็ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ของต้นเทพสังหารมาเป็ส่วนผสมหลัก ทั้งยังต้องใช้ความระมัดระวังในการปรุงโอสถอย่างถึงที่สุด — หากหักโหมเร่งรัดเกินการณ์ พลังยาอาจย้อนกลับมาทำลายล้างสังขารแทนการเยียวยาแก้ไข
เวลานี้...จึงยังมิถึงเวลาอันสมควร
"ท่านตารู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้างหรือไม่"
"มิได้เหนื่อยล้าอันใด...เหตุใดจึงถามเช่นนั้น"
"ก็ท่านหยุดยืนนิ่งอยู่กลางถนนฉะนี้" หลินชิงเสวียเอ่ยถาม "กำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่หรือ"
กู่ฉางเซิงก้มมองสำรวจฝ่าเท้าของตนเอง เขาเพิ่งระลึกรู้ตัวว่าตนเองได้หยุดก้าวเดินไปั้แ่เมื่อใดก็มิอาจล่วงรู้ได้
"ข้ากำลังคิดเื่ตำรับยา"
"คิดเื่ตำรับยา...ถึงขั้นทำให้ท่านตาเกิดความตื้นตันใจจนต้องหยุดยืนนิ่งอยู่กลางทางหลวงเชียวหรือ"
กู่ฉางเซิงเหลือบสายตามองเด็กสาว
หลินชิงเสวียยังคงรักษาใบหน้านิ่งเรียบ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นมิได้แสดงอาการยักคิ้วหลิวตาอันใด ทว่ากลับแฝงแววรู้ทัน
"ออกเดินทางต่อได้แล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงขรึม
เด็กสาวก้าวเท้าเดินตามหลัง มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มบาง ๆ ของผู้ที่ล่วงรู้แจ้งว่าตนเองเป็ฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกวาทะครานี้
ภาพของเมืองหยินฉวนเริ่มปรากฏเด่นชัดเหนือขอบฟ้าใน่สายของวัน
กำแพงหินแกร่งโบราณตระหง่านสูงใหญ่กว่ากำแพงใด ๆ ที่หลินชิงเสวียเคยพบพานมาในชีวิต บานประตูเมืองเปิดกว้างขวางขนาดที่เกวียนสองเล่มสามารถวิ่งสวนทางกันได้อย่างสบาย บรรยากาศของมหานครใหญ่ — ทั้งกลิ่นควันไฟฟืน กลิ่นไอชื้นของผืนดิน กลิ่นคาวปลาคละคลุ้งจากตลาดริมน้ำ และกลิ่นอายของผู้คนจำนวนมหาศาล — ลอยล่องมาสบนาสิกั้แ่อยู่ในระยะไกล
หลินชิงเสวียหยุดชะงักฝีเท้าลงตรงบริเวณปากทางเข้าสู่ตัวเมือง
นางแหงนหน้ามองยอดกำแพงสูง ทอดสายตามองทิวแถวของร้านรวงที่ตั้งเรียงรายลึกเข้าไปด้านในกำแพงเมือง ทั้งเฝ้ามองฝูงชนที่เดินขวักไขว่สวนทางกันไปมาในทิศทางต่างๆ
ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อยโดยมิรู้ตัว
กู่ฉางเซิงก้าวเท้าไปข้างหน้าได้สามก้าว ครั้นระลึกรู้ว่าเด็กสาวมิได้เดินตามหลังมา จึงได้หันกลับมามอง
"เดินต่อได้แล้ว"
"เมืองนี้...ช่างใหญ่โตมโหฬารยิ่งนัก" เธอเอ่ยเสียงแ่ละม้ายคล้ายรำพึงกับตนเอง "หมู่บ้านชิงหยานของเรา หากนำมาจัดวางในที่แห่งนี้ จะจุได้สักกี่หมู่บ้านกันนะ"
"ราว ๆ ยี่สิบหมู่บ้านเห็นจะได้...จงก้าวเดินต่อไปเสียก่อนเถิด"
หลินชิงเสวียสืบเท้าเข้าสู่เขตเมือง สายตาของนางกวาดมองซ้ายขวา มิยอมหยุดนิ่ง
ร้านขายผ้าแพรพรรณสีสันสดสะดุดตาตั้งอยู่ทางด้านซ้าย เ้าของร้านส่งเสียงะโเรียกร้องเชิญชวนลูกค้าดังก้อง แผงขายขนมปิ้งสองสามชนิดหน้าร้านทางขวาส่งกลิ่นหอมหวนชวนลิ้มลอง คนหาบเร่เดินตัดหน้าผ่านไปเกือบจะชนร่างของนางโดยมิคิดจะเอ่ยคำขออภัย กลุ่มนกพิราบสีขาวโผบินขึ้นจากหลังคาเรือน สองปีกกระพือรัวส่งเสียงดังก้องกังวาน
หลินชิงเสวียสะดุ้งใกับเสียงนกพิราบ นางขยับเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทว่ากลับไปเหยียบเข้ากับฝ่าเท้าของคนที่เดินตามหลังมาอย่างจัง
"โอ๊ย!"
เธอรีบหันกลับไปในทันใด "ขออภัยด้วย...ข้ามิได้ตั้งใจ—"
ชายร่างใหญ่มหึมาผู้กำลังแบกโอ่งดินใบเขื่องก้มมองลงมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงขุ่นเคือง "เ้าตาบอดหรือไร เดินเหินมิจักดูตาม้าตาเรือบ้างเลย"
หลินชิงเสวียอ้าปากตระเตรียมจะเอ่ยคำอธิบาย
กู่ฉางเซิงรีบสืบเท้าเข้ามาเคียงข้าง "ต้องขออภัยท่านด้วยที่ศิษย์ของข้าเดินซุ่มซ่ามไปเหยียบท่านเข้า ตัวท่านได้รับาเ็ตรงส่วนใดหรือไม่"
ชายแบกโอ่งเหลือบมองกู่ฉางเซิง สีหน้าขุ่นมัวแปรเปลี่ยนเป็ความประหลาดใจเล็กน้อย — ชายชราผู้นี้รูปลักษณ์ภายนอกดูมิใช่บุคคลธรรมดาสามัญทว่าก็มิได้ดูมีสิ่งใดพิสดาร น้ำเสียงที่เอ่ยช่างสุภาพและกิริยาท่าทางดูกระจ่างสงบนิ่งยิ่งนัก
"มิเป็ไร" ชายแบกโอ่งออกก้าวเดินต่อไป พลางบ่นพึมพำสิ่งใดบางอย่างในลำคอ
หลินชิงเสวียทอดสายตามองตามหลังชายผู้นั้น ก่อนจะหันกลับมาหากู่ฉางเซิง
"ในเมืองใหญ่นี้...ผู้คนช่างหนาตาและสับสนอลหม่านจริง ๆ"
"เมื่อผู้คนหนาตา ย่อมหมายความว่าเ้าจักต้องเพิ่มความระแวดระวังให้มากยิ่งขึ้น" กู่ฉางเซิงเอ่ยพร่ำสอนพลางออกเดินต่อ "ตะกร้าสมุนไพรนั้น จงเปลี่ยนมาสะพายไว้ทางด้านหน้าเสีย มิควรสะพายไว้ข้างหลัง"
เด็กสาวก้มมองตะกร้ายาบนแผ่นหลังของตน ก่อนจะรีบสลับสับเปลี่ยนมาสะพายไว้ทางด้านหน้าตามคำสั่งทันที
"ในเมืองแห่งนี้...มีพวกมิจฉาชีพชุกชุมหรือ"
"ขโมยขโจรย่อมมีซ่อนตัวอยู่ซุกซ่อนในทุกหนแห่ง ั้แ่คนแบกโอ่งผู้มีกิริยาหยาบกระด้าง ไปจนถึงผู้ลากมากดีที่สวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณราคาแพงในเหลาน้ำชา"
หลินชิงเสวียนิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "คนสวมเสื้อผ้าหรูหราในเหลาน้ำชาเ่าั้...พวกเขาคิดจะขโมยสิ่งใดหรือ"
"ขโมยชื่อเสียงเกียรติยศ ขโมยความศรัทธาเชื่อถือ และในบางครา...พวกมันก็ลอบขโมยไปทั้งชีวิตของผู้คน" กู่ฉางเซิงเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "พวกมันนับว่าเป็ภัยอันตรายยิ่งกว่าพวกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าทั่วไปหลายเท่าพันทวี"
เด็กสาวนิ่งสงบรับฟังข้อมูลนั้น แววตาที่นางใช้มองสำรวจเมืองใหญ่เริ่มแปรเปลี่ยนไปจากคราแรกอย่างสิ้นเชิง
เด็กคนนี้...ช่างเรียนรู้ได้รวดเร็วนัก มิจำเป็ต้องอธิบายซ้ำความให้มากเื่
ที่ทำการอำเภอหยินฉวนตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมือง มีกำแพงสูงสีแดงชาดโอบล้อมรอบด้าน ทหารยามสองนายยืนประจำการอยู่ที่หน้าประตูด้วยท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรง
กู่ฉางเซิงสาวเท้าเดินเข้าไปหาตรงๆ
"หยุดก่อน" ทหารยามนายหนึ่งยกมือขึ้นขวางเส้นทาง "พวกเ้ามีธุระอันใด"
"ท่านเว่ยเป้าจงอยู่ด้านในหรือไม่ จงไปแจ้งแก่เขาว่า กู่ฉางเซิงจากหมู่บ้านชิงหยานเดินทางมาพบ"
ทหารยามทั้งสองนายสบสายตากันแวบหนึ่ง นายหนึ่งรีบสาวเท้าเดินเข้าไปรายงานด้านใน ส่วนอีกนายยังคงยืนประจำการรักษาการณ์อยู่ตามเดิม
หลินชิงเสวียยืนเคียงข้างกู่ฉางเซิงท่ามกลางความเงียบ สายตาของนางทอดมองไปยังกำแพงสีแดงชาด เลื่อนผ่านป้ายไม้ที่แขวนประดับ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ทหารยามผู้กำลังยืนเกร็งร่างกายฝืนทนอยู่
"ทหารยามของเมืองใหญ่...เหตุใดจึงต้องฝืนตนถึงเพียงนี้" เธอเอ่ยกระซิบเสียงเบา
กู่ฉางเซิงเหลียวมองนาง
"ยืนอยู่ผู้เดียวคงจักเกิดความเบื่อหน่ายกระมัง" เขาเอ่ยเย้า
"มิใช่เช่นนั้น...ข้าหมายถึงเหตุใดพวกเขาจึงต้องฝืนยืนนิ่งสนิทเป็เวลานานปานนั้น ยืนด้วยท่าร่างเช่นนั้นย่อมต้องทำให้หัวเข่าได้รับความบอบช้ำ ท่าทางดูตึงเครียดบีบคั้นยิ่งนัก ท่านตามิสังเกตเห็นหรอกหรือ"
นางเฝ้ามองผู้คนจากสรีรวิทยากายภาพ มิใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก — ช่างเป็ปฏิภาณไหวพริบของหมอที่ดีแท้
"ข้าสังเกตเห็นอยู่แล้ว" กู่ฉางเซิงตอบ "ท่วงท่ายืนประจำการเช่นนั้นถูกฝึกปรือมาเนิ่นนานจนกล้ามเนื้อเกิดความจดจำจารึกรูปแบบไปเสียแล้ว แม้จะสามารถแก้ไขเยียวยาได้ทว่าก็จำเป็ต้องเริ่มต้นฝึกปรือท่าร่างกันใหม่ทั้งหมด ซึ่งมันมิใช่ธุระกงการอันใดของเรา"
หลินชิงเสวียขมวดคิ้วมุ่น "ทว่าหากเขาต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการาเ็ที่หัวเข่าจริง ๆ—"
"ข้าบอกแล้วว่า...มันมิใช่เื่ของเรา" กู่ฉางเซิงเอ่ยสำทับเสียงเรียบ
เด็กสาวรีบหุบปากลงทันควัน ทว่าสายตายังคงลอบมองทหารยามนายนั้นด้วยความห่วงใยมิคลาย
กู่ฉางเซิงััได้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่นางพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ — มันคือสัญชาตญาณความอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อันเป็เนื้อแท้ของลูกสาวหมอยา ผู้เติบโตมาท่ามกลางกลุ่มคนไข้และคนเจ็บป่วยมาตลอดทั้งชีวิต
ชีวิตของนางแม้นจะเคยจำกัดอยู่เพียงแค่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทว่าจิตใจของนางกลับยิ่งใหญ่เกินกว่าที่หมู่บ้านแห่งนั้นจะโอบอุ้มไว้ได้หมดสิ้น
เว่ยเป้าจงสืบเท้าก้าวเดินออกมาจากด้านในด้วยสีหน้าที่บ่งบอกชัดแจ้งว่าขาดการพักผ่อน ขอบตาของเขามีรอยแดงช้ำ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแม้จะสะอาดสะอ้านทว่าก็ยับย่นอยู่บ้าง ละม้ายคล้ายสวมใส่ชุดนี้ติดต่อกันมาสองวันเต็มแล้ว
ครั้นเขาเหลือบไปเห็นกู่ฉางเซิง ฝีเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงักลง
สายตาของเขาเพ่งพิินิจมองชายชราอีกครา
และครานี้...เขากลับจ้องมองเนิ่นนานกว่าทุกคราที่ผ่านมา
"ท่านกู่..." เว่ยเป้าจงเอ่ยเสียงแ่ สายตาไล่สำรวจั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า "ตัวท่านดู..."
"ดูแปรเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย...ข้ารู้อยู่แล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยตัดบทเพื่อมิให้เสียเวลา "ยามนี้เกิดเื่ราวเร่งด่วนประการใดขึ้นงั้นหรือ"
เว่ยเป้าจงรีบหุบปากเื่รูปลักษณ์ของชายชราลงทันควัน พลางกลืนน้ำลายลงคอคำหนึ่ง
"มีเื่ด่วนจริง ๆ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เชิญพวกท่านเข้ามาด้านในก่อนเถิด"
ภายในห้องทำงานของนายอำเภอ
โต๊ะเขียนหนังสือเต็มไปด้วยกองเอกสารราชการสูงท่วมหัว แผนที่รายละเอียดของเมืองถูกกางแขวนประดับไว้บนผนัง กลิ่นหมึกจีนและกลิ่นกระดาษเก่าผสมปนเปกันจนเป็เอกลักษณ์
เว่ยเป้าจงทรุดตัวลงนั่ง พลางผายมือเชื้อเชิญให้คนทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"ใน่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนป่วยรายใหม่ถูกส่งตัวเข้ามาในเมืองถึงสิบสี่คนแล้ว" เขาเอ่ยเข้าประเด็นตรงไปตรงมา มิคิดอ้อมค้อม "อาการของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไป บางรายมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง บางรายิัหลุดลอก ส่วนบางรายกลับมีอาการชาตามมือตามเท้า ทว่าทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน...คือพวกเขาล้วนกินยาบำรุงชนิดเดียวกันมาล่วงหน้า"
"มันคือยาประการใดกัน"
"มันคือยาบำรุงที่ร้านยาแห่งใหม่ตรงตลาดทิศตะวันออกนำมาวางจำหน่าย" เว่ยเป้าจงเอื้อมมือไปหยิบขวดดินเผาขวดหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ "ยามีชื่อว่า 'ยาเบญจรัตน์หยินฉวน' วางขายมาได้ร่วมสองเดือนแล้ว ราคาของมันถูกกว่าร้านยาอื่น ๆ ถึงครึ่งหนึ่ง พวกชาวบ้านจึงพากันแห่ซื้อหามาเปิดกินกันมากมาย"
กู่ฉางเซิงเอื้อมมือไปหยิบขวดดินเผานั้นขึ้นมา เปิดจุกผ้าออก แล้วจึงวางฝ่ามืออังไว้เหนือปากขวด
ััแรกที่รับรู้ — กลิ่นอายของสมุนไพรแห้งหลายชนิดที่ผสมผสานเข้าหากัน ดูกลมกลืนน่าเชื่อถือยิ่งนัก
ััที่สอง — ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้กลิ่นสมุนไพรเ่าั้ มันมีกระแสกลิ่นบางอย่างที่หวานล้ำจนเกินขอบเขตของยาบำรุงทั่วไป
กระแสลมปราณตรวจสอบ — พลังงานที่กักเก็บอยู่ภายในตัวยาขวดนี้มิมีความสม่ำเสมอเลย บางส่วนปรากฏพลังลมปราณิญญาอยู่จริง ทว่าบางส่วนกลับว่างเปล่าไร้สาระ ละม้ายคล้ายยาที่จงใจผสมสมุนไพริญญาแท้เข้ากับพืชพรรณธรรมดาสามัญในอัตราส่วนที่มั่วซั่วสับสน
"มันคือนำยาปลอม" กู่ฉางเซิงเอ่ยพลางวางขวดลงตามเดิม "เป็การนำของจริงมาปนเปื้อนเข้ากับของปลอมในอัตราส่วนที่สูงยิ่ง"
"สิ่งปนเปื้อนที่ว่านั้น...มันคือสิ่งใดหรือ" หลินชิงเสวียเอ่ยถาม พลางโน้มกายเข้ามาเพ่งมองขวดยาด้วยความสนใจ
"เ้าจงสังเกตกลิ่นหวานล้ำที่ผิดปกตินั่นให้ดี" กู่ฉางเซิงชี้แนะ "ในตำรับยาบำรุงธรรมดาสามัญย่อมมิจักปรากฏกลิ่นอายเช่นนี้ ยาบำรุงที่มีกลิ่นหวานเอียนเกินควร มักเกิดจากการนำเปลือกไม้หอมราคาถูกมาบดผสมเพื่อปูพรมปิดบังกลิ่นของสารเติมแต่งที่ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มน้ำหนักตัวยา"
เว่ยเป้าจงตั้งใจเงี่ยหูฟังอย่างจดจ่อ
"สารเติมแต่งเพื่อเพิ่มน้ำหนักในตำรับยาโบราณ" กู่ฉางเซิงเอ่ยสืบไป "มักจะเป็พวกแป้งธัญพืชหยาบหรือดินขาว ซึ่งตัวมันเองมิได้มีพิษภัยอันใดร้ายแรง ทว่าหากนำมาผสมผสานเข้ากับสมุนไพรบางชนิดที่ไม่ถูกโฉลกกัน—"
"มันย่อมส่งผลให้ตัวยาที่ควรจะให้คุณ...กลับกลายเป็โทษมหันต์" หลินชิงเสวียเอ่ยต่อความทันควัน "ดินขาวหากนำมาผสมผสานเข้ากับรากโกฐน้ำเต้า ย่อมเกิดปฏิกิริยาที่มิดีต่อร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสียอย่างรุนแรง"
เว่ยเป้าจงทอดสายตามองเด็กสาววัยสิบห้าปีด้วยความทึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาจับจ้องที่ชายชรา
"ตัวข้าพยายามจะสั่งปิดร้านยาแห่งนั้นมานานร่วมสัปดาห์แล้ว" เขาเอ่ยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ทว่าเ้าของร้านยาผู้มีนามว่า เต๋อหัว กลับหนังสือรับรองความประพฤติจากสมาคมพ่อค้ารายใหญ่ในเมืองอาน และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น...หนังสือรับรองฉบับนั้นกลับประทับตราลับของท่านผู้ว่าราชการมณฑลไว้ด้วย"
"ผู้ว่าราชการมณฑลงั้นหรือ"
"ถูกต้องแล้ว" เว่ยเป้าจงเอ่ยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ "ตัวข้าเป็เพียงแค่นายอำเภอตัวเล็ก ๆ มิมีอำนาจวาสนาพอจะไปงัดข้อกับท่านผู้ว่าราชการได้ หากข้าผลีผลามสั่งปิดร้านยาโดยมิต้องมีหลักฐานที่แ่าพอ ข้าเองนั่นแหละที่จะต้องถูกฟ้องร้องเอาผิดจนสิ้นอนาคต"
ระบบข้าราชการที่ผู้มีอำนาจล้นฟ้าคอยกางปีกปกป้องคนพาล...นับว่าเป็ปัญหาเรื้อรังที่มีให้พบเห็นซุกซ่อนอยู่ในทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองขวดยาขวดนั้นอีกครา
"จงนำทางข้าไปตรวจดูอาการของคนป่วยเ่าั้โดยเร็ว"
คนป่วยทั้งสิบสี่ชีวิตถูกจัดให้อาศัยอยู่กระจายกันไปตามเรือนพักที่นายอำเภอจัดเตรียมไว้ให้ ยามที่กู่ฉางเซิงสืบเท้าเข้าไปตรวจอาการ เขาใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในการพินิจพิเคราะห์คนไข้แต่ละคน ทั้งเฝ้าสังเกตอาการภายนอก ลงมือจับชีพจรตรวจสอบ และเพ่งมองสีผิวอย่างละเอียด
หลินชิงเสวียก้าวเท้าเดินตามหลัง พลางลอบจดบันทึกทุกกระบวนท่าที่กู่ฉางเซิงกระทำไว้ในใจอย่างแม่นยำ
จนกระทั่งมาถึงคนป่วยรายที่สิบสอง — หญิงชราผู้มีสภาวะิัหลุดลอกตามฝ่ามือ ทั้งยังมีอาการชาตามปลายนิ้วมิต่างกัน
"เ้าจงพินิจดูสีผิวของนางให้ดี" กู่ฉางเซิงเอ่ยชี้แนะหลินชิงเสวีย "สีเหลืองมัวอมส้มที่ปรากฏอยู่บนฝ่ามือนั้น เ้าพอจะแยกแยะความแตกต่างออกหรือไม่"
หลินชิงเสวียโน้มกายลงไปเพ่งพิจารณาดูใกล้ ๆ "แยกแยะออกแล้ว ิัชั้นนอกเริ่มปรากฏสภาวะหลุดลอก สีสันแปรเปลี่ยนผิดไปจากสีผิวบริเวณใบหน้าและท่อนแขนอย่างเห็นได้ชัด"
"เป็เพราะในตัวยาที่นางกินเข้าไป มีส่วนผสมของสารพิษในปริมาณสะสมที่ตับมิอาจขับออกได้ทันการณ์" กู่ฉางเซิงอธิบาย "ิัที่หลุดลอกนี้...คือสัญญาณเตือนภัยประการที่สองรองจากระบบย่อยอาหาร หากมิรีบลงมือเยียวยารักษา อาการตับล้มเหลวย่อมต้องตามมาทวงชีวิตอย่างแน่วแน่"
"แล้วเราจะปรุงยาแก้ไขอย่างไรดี"
"ต้องขับพิษร้าย กระตุ้นการทำงานของตับ และให้ยาต้านอาการอักเสบภายใน ข้าจะลงมือปรุงยาให้พวกเขาวันนี้เอง" กู่ฉางเซิงลุกขึ้นยืน "ทว่านั่นเป็เพียงการเยียวยารักษาที่ปลายเหตุ...มิใช่การถอนรากถอนโคนต้นตอของปัญหา"
เว่ยเป้าจงที่ยืนเฝ้ารออยู่ตรงทางเดินนอกห้องผู้ป่วยรีบสืบเท้าเข้ามาหา
"ท่านกู่...พอจะเยียวยารักษาพวกเขาได้หรือไม่"
"รักษาได้...ทว่าตราบใดที่ร้านยาแห่งนั้นยังคงเปิดจำหน่ายยาพิษอยู่เฉกนี้ ในวันพรุ่งนี้ย่อมต้องมีคนป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมามิจักจบสิ้น" กู่ฉางเซิงเอ่ย "ทางเดียวคือต้องสั่งปิดร้านยาแห่งนั้นเสีย"
"ข้าบอกท่านไปแล้วอย่างไรเล่าว่า ตามกฎหมายแล้ว...ข้ามิอาจกระทำได้"
"หากมิอาจกระทำได้ตามตัวบทกฎหมาย" กู่ฉางเซิงเอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบ "เราก็ยังมีวิถีทางอื่นซ่อนเร้นอยู่"
เว่ยเป้าจงเบิกตากว้างจ้องมองเขา "วิถีทางอันใดกัน"
"สร้างหลักฐานที่แ่าชิ้นหนึ่งขึ้นมา...หลักฐานที่แม้แต่ผู้มีอำนาจล้นฟ้าก็มิอาจเอ่ยปากปฏิเสธได้ มันมิใช่หลักฐานที่จารึกไว้บนแผ่นกระดาษ ทว่ามันคือหลักฐานความจริงที่ผู้คนสิบคนร้อยคนได้ประจักษ์แจ้งกับตาของตนเอง"
"ท่านกู่...หมายความว่าอย่างไรกันแน่"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองออกไปทางทิศทางอันเป็ที่ตั้งของตลาดทิศตะวันออก
"จงนำทางข้าไปยังร้านยาแห่งนั้นซะ"
ตลาดทิศตะวันออกของเมืองหยินฉวนมีความคึกคักและเบียดเสียดของผู้คนมากกว่าตลาดในหมู่บ้านชิงหยานถึงยี่สิบเท่าเห็นจะได้
ร้านยาเต๋อหัวตั้งตระหง่านอยู่ตรงมุมถนนที่ดีที่สุดในย่านตลาด ตัวอาคารกว้างขวางโอ่อ่า ป้ายชื่อร้านแกะสลักด้วยตัวอักษรสีทองงดงามวิจิตร หน้าร้านประดับประดาด้วยกระถางต้นไม้ประดับดูร่มรื่น ทั้งยังมีม้านั่งไม้เนื้อดีจัดวางไว้ให้บรรดาลูกค้านั่งพักคอย
พวกชาวบ้านต่างเดินเข้าออกร้านยาแห่งนี้สลับสับเปลี่ยนกันมิตขาดสาย
กู่ฉางเซิงหยุดยืนเฝ้ามองบรรยากาศอยู่ภายนอกร้าน โดยรักษาระยะห่างไว้พอประมาณ หลินชิงเสวียยืนเคียงข้างขนาบกาย ส่วนเว่ยเป้าจงยืนคุมเชิงห่างออกไปหนึ่งก้าว
"ภายในร้าน...มีสมุนรับใช้อยู่กี่คนกัน" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามเว่ยเป้าจง
"ราว ๆ ห้าถึงหกคน นอกจากนั้นยังมีคนงานแบกหามของอีกสองสามคน" นายอำเภอเอ่ยบอก "ส่วนตัวเต๋อหัวผู้เป็เ้าของร้านนั้น เป็ชายร่างใหญ่มหึมา มีเส้นผมหยักศกสีน้ำตาลปนเทาเป็เอกลักษณ์"
"บริเวณด้านในร้าน..." หลินชิงเสวียเอ่ยกระซิบเสียงเบา "มีชั้นวางสมุนไพรตั้งตระหง่านอยู่สองฝั่ง โต๊ะชั่งน้ำหนักยาจัดวางไว้ตรงกึ่งกลาง และมีบานประตูหลังอีกบานซ่อนอยู่ด้านในสุด คาดว่าน่าจะเป็ห้องคลังเก็บสินค้า"
กู่ฉางเซิงเหลียวมองนางด้วยความทึ่ง "เ้ายืนอยู่ตรงนี้...กลับมองเห็นรายละเอียดลึกซึ้งปานนั้นเชียวหรือ"
"ข้าลอบมองผ่านช่องบานหน้าต่างเข้าไปน่ะ" เธอเอ่ยตอบเรียบ ๆ
เว่ยเป้าจงชำเลืองมองเด็กสาวด้วยความอัศจรรย์ใจ "สายตาของลูกศิษย์ท่านกู่นี่...ช่างเฉียบคมปานเหยี่ยวจริง ๆ"
"นางถูกเคี่ยวเข็ญฝึกปรือมาั้แ่เยาว์วัย" กู่ฉางเซิงเอ่ย พลางออกก้าวเดินตรงไปยังร้านยา
ภายในร้านยาเต๋อหัว
อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรแห้งผสมผสานเข้ากับกลิ่นไม้เนื้อดีจากชั้นวาง บรรดาลูกค้าสี่ถึงห้าคนกำลังยืนเลือกซื้อหาตัวยาอย่างขะมักเขม้น เสมียนร้านสองคนกำลังลงมือชั่งน้ำหนักยาด้วยความเชี่ยวชาญ
กู่ฉางเซิงสาวเท้าตรงไปยังชั้นวางสินค้าในทันที
เสมียนร้านคนหนึ่งรีบสืบเท้าเดินตามเข้ามาต้อนรับ "ท่านผู้เฒ่าปรารถนาจะเลือกซื้อหาสิ่งใดหรือ"
"ข้า้าดู ยาเบญจรัตน์หยินฉวน สักหน่อย"
เสมียนร้านรีบเอื้อมมือไปหยิบขวดดินเผาออกมาจากชั้นวางทันควัน "นี่ขวดรับ...ยาสูตรนี้มีส่วนผสมของสมุนไพริญญาถึงห้าชนิด มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังลมปราณ ทั้งยังกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต—"
"ราคาค่างวดของมันตกอยู่ที่เท่าใดกัน"
"เพียงสามเหรียญทองแดงเท่านั้น...ราคาถูกกว่าร้านยาอื่น ๆ ในเมืองถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว"
กู่ฉางเซิงรับขวดดินเผานั้นมาดม พลางวางฝ่ามืออังไว้ใกล้ ๆ เพื่อตรวจสอบ
ตัวยาที่บรรจุอยู่ภายในขวดนี้...มีความแตกต่างจากขวดยาที่เว่ยเป้าจงนำไปให้เขาดูอยู่เล็กน้อย — อัตราส่วนของสมุนไพรแท้มีปริมาณมากกว่า ทว่าก็ยังคงปรากฏกลิ่นหวานเอียนที่ผิดปกติซ่อนเร้นอยู่มิต่างกัน
พวกมันช่างเ้าเล่ห์นัก...จงใจจัดทำขวดยาออกมาเป็สองรูปแบบ — รูปแบบแรกตระเตรียมไว้เพื่อให้ข้าราชการทางการตรวจสอบ จึงใส่ของจริงไว้ในปริมาณมาก ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งที่นำมาวางจำหน่ายจริงให้แก่ชาวบ้าน...กลับเป็ของปนเปื้อนแป้งและดินขาวในอัตราส่วนมหาศาล
"ข้าขอซื้อขวดนี้" กู่ฉางเซิงเอ่ย
ใบหน้าของเสมียนร้านพลันเบิกบานแจ่มใสขึ้นมาในทันใด
กู่ฉางเซิงล้วงเงินจ่ายค่าหยิบยึดขวดดินเผานั้นมาไว้ในมือ ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังพอที่จะทำให้ผู้คนทั่วทั้งร้านได้ยินอย่างทั่วถึง
"ยาสูตรเบญจรัตน์ในขวดนี้...มีส่วนผสมของสมุนไพรแท้จริงอยู่เพียงสี่สิบส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกหกสิบส่วนกลับเป็เพียงแป้งข้าวเหนียวบดผสมเข้ากับดินขาวราคาถูก หากผู้ใดฝืนกินเข้าไปติดต่อกันนานเกินสองเดือน ย่อมต้องเกิดสภาวะิัหลุดลอกและมีอาการชาตามมือตามเท้าอย่างแน่วแน่"
ความเงียบสงัดพลันเข้าปกคลุมทั่วทั้งร้านยาในทันควัน
บรรดาลูกค้าทุกคนต่างพากันเหลียวขวับมามองชายชราเป็ตาเดียว
ข้างฝ่ายเสมียนร้านทั้งสองนายถึงกับตัวแข็งทื่อไปในทันที
"ท่าน...ท่านเอ่ยปากวาจาเหลวไหลสิ่งใดกัน!" เสมียนคนแรกเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือ
"ข้าเพียงเอ่ยปากพูดความจริง" กู่ฉางเซิงยืนตัวตรงสง่า น้ำเสียงนิ่งเรียบทว่าเฉียบคมชัดถ้อยชัดคำ "ยามนี้ ณ ที่ทำการอำเภอ มีคนป่วยถึงสิบสี่ชีวิตที่หลงเชื่อกินยาจากร้านของพวกเ้าเข้าไป แล้วเกิดอาการเจ็บป่วยปางตายเฉกเช่นที่ข้าว่าไว้มิติดเพี้ยน"
บรรดาลูกค้าภายในร้านเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ เกิดเป็เสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนกใ
ลูกค้าคนหนึ่งรีบก้าวเท้าถอยห่างออกมาจากชั้นวางยาในทันที ส่วนอีกคนรีบวางขวดยาที่กำลังจะเลือกซื้อลงบนโต๊ะตามเดิม
ทันใดนั้น...พลันปรากฏเสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังแว่วมาจากทางด้านหลัง
ชายร่างใหญ่มหึมา เส้นผมหยักศกสีน้ำตาลปนเทา สืบเท้าก้าวเดินออกมาจากบานประตูหลังด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธจัด
ชายผู้นี้...ย่อมต้องเป็ เต๋อหัว เ้าของร้านยาแห่งนี้มิผิดแน่
"ไอ้แก่สาระเลวผู้นั้น!" เขาชี้นิ้วมาทางกู่ฉางเซิงด้วยความเดือดดาล "บังอาจมาเอ่ยปากวาจาพล่อย ๆ ทำลายชื่อเสียงอันดีงามของร้านยาข้าพเ้างั้นหรือ—"
"ตัวข้าเพียงเอ่ยปากพูดความจริงเท่านั้น" กู่ฉางเซิงจ้องมองเต๋อหัวด้วยแววตาที่นิ่งสงบไร้ซึ่งความหวั่นไหว "หากท่านปรารถนาจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าตัวข้าเป็ฝ่ายปรักปรำ ก็จงลงมือเปิดขวดยาเหล่านี้สักขวด แล้วนำไปให้ท่านหมอยาที่เป็กลางท่านอื่นในเมืองช่วยตรวจสอบดูเถิด"
เต๋อหัวขบกรามแน่นจนเป็สัน สาวเท้าก้าวเข้ามาหาด้วยความดุดัน
"พวกเ้า...จงไปลากตัวไอ้แก่นั่นไปทุบตีสั่งสอนซะ!"
สมุนรับใช้ร่างกำยำสามนายพุ่งตัวออกมาจากหลังชั้นวางสมุนไพรขนานใหญ่
กู่ฉางเซิงหมุนกายเบี่ยงหลบถอยหลังไปสองก้าวอย่างแ่เบา พาตนเองไปยืนปักหลักอยู่ข้างชั้นวางสมุนไพรทางด้านซ้ายมือ
หลินชิงเสวียที่ยืนคุมเชิงอยู่ตรงบริเวณประตูหน้าร้านอุทานออกมาด้วยความใ "ท่านตา!"
สมุนรับใช้นายแรกพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ฝ่ามือกางออกหมายจะคว้าจับคอเสื้อของชายชรา
กู่ฉางเซิงขยับเท้าเบี่ยงหลบไปทางด้านข้างเพียงหนึ่งก้าว ส่งผลให้ร่างของสมุนผู้นั้นพุ่งเข้าหาชั้นวางสมุนไพรทางด้านซ้ายมือเข้าอย่างจัง
โครม!
ขวดดินเผามากมายที่จัดวางเรียงรายอยู่บนชั้นสั่นะเืเลื่อนลั่น เศษสมุนไพรแห้งกระเด็นกระดอนหลุดลอยออกมา กลิ่นอายสมุนไพรหลากหลายชนิดผสมปนเปกันพุ่งกระจายออกมาในอากาศทันที
สมุนรับใช้นายที่สองกำลังพุ่งทะยานเข้ามาในทิศทางเดียวกันพอดี
เขาจึงต้องสูดดมกลุ่มควันกลิ่นสมุนไพรอันหนาทึบและฉุนเฉียวนั้นเข้าไปเต็มรัก
พลันเกิดอาการสำลักควันอย่างรุนแรง ไอโขลก ๆ จนร่างเซแซด ๆ เสียหลักไป
ส่วนสมุนรับใช้นายที่สามเลือกใช้วิธีอ้อมตัดมาทางด้านขวา ในมือถือท่อนไม้ยาวขนาดพอเหมาะยกขึ้นสูงตระเตรียมจะฟาดฟัน
กู่ฉางเซิงขยับเท้าถอยหลังไปสองก้าว หลบฉากไปอยู่ทางด้านหลังของโต๊ะชั่งน้ำหนักยา ก่อนจะใช้ฝ่ามือปัดกวาดถาดดีบุกชั่งยาที่มีน้ำหนักพอประมาณให้ร่อนตกจากโต๊ะไป
ถาดดีบุกร่อนละลิ่วไปกระทบพื้นเสียงดังลั่น ตัดหน้าฝ่าเท้าของสมุนรับใช้นายที่สามในจังหวะกระชั้นชิด
เปรี้ยง!
สมุนผู้นั้นสะดุดเข้ากับถาดดีบุกอย่างจัง ร่างกายเสียหลักพลิกคว่ำ ล้มคะมำหน้ากระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ
กู่ฉางเซิงก้าวเท้าข้ามร่างที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น พาตนเองก้าวออกมายืนประจันหน้าตรงพื้นที่โล่งกลางร้าน
เต๋อหัวสืบเท้าก้าวเข้ามาหาด้วยตนเอง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด
"ข้าจักเด็ดหัวเ้า—"
"หยุดมือเด็ดขาด ท่านเต๋อหัว!"
เสียงตวาดกร้าวอันทรงพลังดังแว่วมาจากทางด้านหน้าประตูร้าน
เว่ยเป้าจงสืบเท้าก้าวเข้ามาด้านในพร้อมด้วยกลุ่มทหารยามในสังกัดอีกสี่นาย ในมือชูตราประจำตำแหน่งนายอำเภอเด่นชัด
เต๋อหัวชะงักงันไปในทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความซีดเผือด
"ทางการอำเภอหยินฉวน" เว่ยเป้าจงเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด "ตัวข้าได้รับรายงานว่ามีการลักลอบจำหน่ายสินค้าอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในร้านยาแห่งนี้ ยามนี้ข้าขอใช้อำนาจสั่งตรวจสอบตำรับยาทุกชนิดที่วางจำหน่าย"
"ท่าน...ท่านมิมีอำนาจวาสนาพอจะสั่งตรวจสอบร้านของข้าพเ้า—"
"ตัวข้ามีอำนาจชอบธรรมเต็มเปรียบในการตรวจสอบสินค้าที่เป็ภัยต่อชีวิตของชาวเมืองทุกคน" เว่ยเป้าจงเอ่ยขัดจังหวะตัดบท "เื่ราวนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่คุ้มครองของนายอำเภอ...มิใช่เื่ในขอบเขตการบริหารของท่านผู้ว่าราชการมณฑล"
เต๋อหัวยังคงมิยอมสยบถอยฉาก "ข้าหนังสือรับรอง—"
"หนังสือรับรองฉบับนั้น...มิได้ประทานอำนาจให้ท่านสามารถลักลอบวางยาพิษเข่นฆ่าผู้คนได้ตามใจชอบดอก" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัดขึ้นมา น้ำเสียงของเขาแม้นจะราบเรียบทว่ากลับทรงพลังจนทำให้ทั่วทั้งห้องต้องเงียบกริบลง "ตัวข้าได้ทำการตรวจสอบตัวยาของร้านแห่งนี้เสร็จสิ้นแล้ว และข้าพร้อมจะไปเป็พยานยืนยันต่อทางการว่า ขวดยาสมุนไพรทั้งสิบสองขวดที่ริบมาได้นั้น...ล้วนเป็ยาปลอมปนเปื้อนสารพิษทั้งสิ้น"
"ท่านกู่ได้ทำการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานเสร็จสิ้นแล้วงั้นหรือ" เว่ยเป้าจงเอ่ยถามละม้ายคล้ายล่วงรู้บทบาทกันล่วงหน้า
กู่ฉางเซิงหยิบขวดดินเผาที่ตนเองเพิ่งควักเงินซื้อขึ้นมาจากแขนเสื้อ พร้อมกับขวดดินเผาอีกสองขวดที่เขาฉวยเก็บมาจากชั้นวางในจังหวะที่พวกสมุนพุ่งเข้ามา
"ขวดยาทั้งสามขวดนี้...ข้าได้ทำการซื้อหาและเก็บงำมาต่อหน้าต่อตาของบรรดาลูกค้ามากมายในร้าน"
บรรดาลูกค้าที่ยังคงยืนสังเกตการณ์อยู่ต่างสบสายตากันไปมา ก่อนที่บางคนจะเริ่มพยักหน้ายืนยันข้อเท็จจริง
เต๋อหัวกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนเป็เส้นตรง ดวงตาคู่ร้ายกวาดมองไปรอบห้องเพื่อหาทางหนีทีไล่
เขากำลังคำนวณสถานการณ์อย่างรวดเร็ว — ยามนี้สมุนรับใช้ทั้งสามนายต่างนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ทหารยามร่างแกร่งสี่นายยืนปิดทางเข้าออกไว้อย่างแ่า ตัวนายอำเภอก็กำลังชูตราประจำตำแหน่งค้ำคอ ทั้งยังมีพยานบุคคลยืนอยู่เต็มห้อง...ราคาค่างวดของการคิดต่อสู้ขัดขืนในยามนี้ นับว่าสูงลิ่วจนมิคุ้มค่าจะเสี่ยงดวงเลย
ชายร่างใหญ่นิ่งสงบอยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่เฝ้ารอคอยดูท่าที
ทว่าทันใดนั้น...เขากลับหมุนกายพุ่งตัวทะยานเข้าหาบานประตูหลังร้านอย่างสุดกำลัง!
"จงไปลากตัวมันกลับมาให้ได้!" เว่ยเป้าจงสั่งการเสียงกร้าว
ทหารยามสองนายรีบพุ่งตัวไล่กวดตามหลังเข้าไปในทันที
บานประตูหลังเปิดออกสู่ตรอกซอยที่แคบและคดเคี้ยว
เต๋อหัวสอยเท้าวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต ่หัวไหล่ที่กว้างขวางของเขาชนเข้ากับขอบผนังกำแพงทั้งสองข้างเป็ระยะ ทว่าเขาก็ยังคงสามารถรักษาความเร็วในการวิ่งไว้ได้ดีเยี่ยม
ทหารยามทั้งสองนายไล่กวดตามหลังมาติด ๆ แม้จะมี่ขาที่ยาวกว่าทว่าชุดเกราะเหล็กอันหนักอึ้งกลับกลายเป็อุปสรรคบั่นทอนความเร็ว
เสียงฝีเท้าสามคู่ดังก้องสะท้อนไปตามตรอกซอยอันแคบสงัด
ทว่าในจังหวะนั้นเอง...กลับปรากฏเสียงฝีเท้าคู่ที่สี่ดังขึ้น
กู่ฉางเซิงสอยเท้าวิ่งออกมาจากบานประตูข้างอาคาร ซึ่งเป็เส้นทางลัดที่เว่ยเป้าจงได้จัดตระเตรียมแจ้งไว้ล่วงหน้า พาตนเองมาดักรออยู่ตรงบริเวณปลายตรอกซอยอันเป็ทิศทางที่เต๋อหัวกำลังวิ่งใกล้เข้ามาพอดี
ชายร่างใหญ่เหลือบเห็นชายชราผมขาวสลวยยืนขวางทางอยู่ เขากลับะเิเสียงหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ โดยมิคิดจะชะลอความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย
"ไอ้แก่เสียสติ! ในเมื่ออยากรนหาที่ตายนัก...ข้าก็จะจัดให้!"
ข้างฝ่ายกู่ฉางเซิง ยังคงยืนปักหลักนิ่งสงบ มิคิดขยับเขยื้อนหลบฉากไปไหน
เต๋อหัวพุ่งทะยานเข้ามาถึงระยะกระชั้นชิด ยามก้าวเท้าขวาสุดท้ายเขาเงื้อท่อนแขนใหญ่มหึมาขึ้นหมายจะตบกวาดศีรษะของชายชราให้หลุดกระเด็นไป
กู่ฉางเซิงเอี้ยวตัวก้มศีรษะหลบหลีกได้อย่างฉับไวเฉียดฉิว แรงลมจากการตบกวาดของฝ่ามือใหญ่พุ่งผ่านเหนือเส้นผมของเขาไปเพียงหนึ่งองคุลีเท่านั้น
ทว่าเขามิได้ถอยหลังหน่วงรั้ง หากแต่กลับสืบเท้าชิดเข้าไปด้านในแทน
มันมิใช่การเข้าไปแลกหมัดต่อสู้ด้วยกำลังหักโหม — หากแต่เป็การพาตนเองเข้าสู่ "จุดบอด" ที่ชายร่างใหญ่ตรงหน้ามิอาจใช้พละกำลังมหาศาลจู่โจมได้ในระยะประชิดเฉกนี้
ฝ่ามือซ้ายของกู่ฉางเซิงยื่นออกไปคว้าจับข้อมือของเต๋อหัวได้อย่างแม่นยำราวกับคีมเหล็ก ก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือลงแรงกดลงไปตรงจุดชีพจรที่เส้นเืดำใหญ่ไหลผ่านด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะพอดี
น้ำหนักมือนั้น...มิได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ถึงแก่ชีวิต ทว่าก็เพียงพอที่จะส่งกระแสความชาวาบพุ่งเข้าสู่เส้นประสาทนิ้วมือทั้งหมดในทันที
เต๋อหัวร้องอุทานออกมาด้วยความเ็ป ฝ่ามือใหญ่ที่กำลังจะเงื้อตบกวาดอีกคราพลันอ่อนแรงคลายออกหมดสิ้น
ทหารยามนายแรกพุ่งทะยานเข้ามาถึงกึ่งกลางลำตัวทันควัน ท่อนแขนแกร่งล็อคเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายจากทางด้านหลังอย่างแ่า
ส่วนทหารยามนายที่สองลงมือจัดการสกัดขัดขาเต๋อหัวเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงสองวินาที
ร่างใหญ่มหึมาของเต๋อหัวล้มโครมลงบนพื้นตรอกซอยอันแคบเหน็บ ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายตลบอบอวลไปทั่ว
เว่ยเป้าจงสืบเท้าเดินตามมาทันเห็นภาพเหตุการณ์นั้นพอดี เขาหยุดยืนเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่งด้วยความทึ่ง
"ท่านกู่...วิชาความรู้ที่ท่านใช้เมื่อครู่นี้ คือวิชาประการใดกัน"
"มันเป็เพียงวิชาการกดจุดประสาทบริเวณข้อมือเท่านั้นเอง" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบ ๆ "เพียงลงแรงกดสามวินาที นิ้วมือย่อมเกิดอาการชาวาบไร้กำลัง และจังหวะนั้นพวกทหารของท่านก็พุ่งเข้ามาจัดการได้พอดีประเหมาะ"
"ข้าส่งทหารยามไปอ้อมดักทางอื่นและล่อมันมาทางเส้นทางนี้ตามแผนการณ์ที่วางไว้" เว่ยเป้าจงเอ่ย "ทว่าข้ากลับมิคาดคิดเลยว่าท่านจะเอาตัวมาขวางมันไว้ตรงจุดนี้ด้วยตนเอง"
"ข้าเพียงคาดเดาว่ามันย่อมต้องเลือกวิ่งหนีออกทางประตูหลังร้านอย่างแน่นอน"
"และท่าน...ก็คาดเดาได้แม่นยำเที่ยงตรงยิ่งนัก"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองเต๋อหัวที่กำลังถูกทหารยามใช้เชือกเส้นหนามัดพันธนาการข้อมือไว้อย่างแ่า "ชายผู้นี้เป็เพียงแค่คนกลางคอยรับ่มาเท่านั้น ข้อมูลหลักฐานอันแท้จริงย่อมต้องซุกซ่อนอยู่ในห้องคลังสินค้าด้านในร้านยาอย่างแน่นอน"
หลินชิงเสวียวิ่งกระหืดกระหอบมาจากทางปากซอย ใบหน้าหวานฉายแววตื่นตระหนกเป็กังวลยิ่ง
"ท่านตามิได้รับาเ็ตรงส่วนใดใช่ไหม"
"ข้ามิเป็ไรอันใดดอก"
เธอเพ่งพินิจมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียดลออเฉกเช่นที่เคยกระทำมาทุกครา ครั้นแลเห็นว่าเขาสมบูรณ์พร้อมดีจึงได้ผ่อนลมหายใจออกยาวด้วยความโล่งอก
"ยามที่ข้าแลเห็นท่านตาวิ่งเลี้ยวเข้าซอยมา...ข้าก็รีบวิ่งไล่ตามมาในทันทีเลย"
"ข้ามิได้เอ่ยปากสั่งให้เ้าวิ่งตามมาเสียหน่อย"
"ทว่าท่านตาก็มีได้เอ่ยปากสั่งห้ามมิให้ข้าวิ่งตามมามิต่างกัน" เธอย้อนคำเสียงใส
กู่ฉางเซิงจ้องมองเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะหันกลับไปหาเว่ยเป้าจง "จงนำกำลังคนไปตรวจค้นห้องคลังสินค้าด้านในร้านยาได้เลย"
ภายในห้องคลังสินค้าของร้านยาเต๋อหัว
ปรากฏกล่องบรรจุตำรับยาสามระดับ จัดวางเรียงรายแบ่งแยกประเภทไว้บนชั้นวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ยาชุดแรก — มีส่วนผสมของสมุนไพรแท้จริงอย่างสมบูรณ์แบบ บรรจุอยู่ในขวดดินเผาเนื้อดีงดงามวิจิตร ประทับตราลับของท่านผู้ว่าราชการมณฑลเด่นชัด
ยาชุดที่สอง — มีส่วนผสมของสมุนไพรแท้เพียงสี่สิบส่วน และของปลอมปนเปื้อนอีกหกสิบส่วน บรรจุอยู่ในขวดดินเผาธรรมดาสามัญ ตระเตรียมไว้สำหรับวางจำหน่ายหน้าร้านทั่วไป
ยาชุดที่สาม — มีส่วนผสมของสมุนไพรแท้จริงเพียงยี่สิบส่วน และของปลอมปนเปื้อนแป้งดินขาวสูงถึงแปดสิบส่วน บรรจุอยู่ในขวดดินเผาเนื้อหยาบ ติดป้ายชื่อแปรเปลี่ยนไป ตระเตรียมไว้ส่งไปขายในแถบชนบทห่างไกลความเจริญ
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองสินค้าทั้งสามระดับนั้นด้วยความสมเพชใจ
เป็ระบบกลไกการฉ้อโกงที่ถูกออกแบบวางแผนมาเป็อย่างดี...ยาชุดแรกตระเตรียมไว้เพื่อรองรับการตรวจสอบจากเ้าหน้าที่ทางการ ส่วนยาชุดที่สองและสามคือสินค้าตัวจริงที่ใช้ทำกำไรบนหยาดเหงื่อและชีวิตของผู้คน
หลินชิงเสวียเดินสำรวจตรวจสอบทีละชั้นวาง ฝ่ามือเรียวบางขยับเข้าไปใกล้ขวดเพื่อััตรวจวัดกระแสพลังงาน นอกเหนือจากวิชาความรู้ที่กู่ฉางเซิงเพียรสั่งสอนมาตลอดสองสัปดาห์แล้ว นางยังคงเลือกใช้ประสาทััการดมกลิ่นอันเป็พร์เดิมของนางร่วมด้วย
"ยาชุดที่สามนี้...หากผู้ใดกินติดต่อกันเกินกว่าสองเดือนขึ้นไป ระบบตับย่อมต้องถูกทำลายจนเกิดสภาวะวิกฤตอย่างแน่วแน่" เธอเอ่ยพยากรณ์โรค สายตาจดจ้องอยู่ที่ขวดยาเนื้อหยาบ "และยาชุดที่สองที่พวกมันนำมาวางจำหน่ายหน้าร้าน หากกินเข้าไปในปริมาณที่มากพอ ย่อมต้องสำแดงอาการเจ็บป่วยเฉกเช่นคนไข้ทั้งสิบสี่ชีวิตที่เราได้พบพานมา"
"ถูกต้องแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยสำทับ
เว่ยเป้าจงยืนสงบนิ่งรับฟังคำอธิบายอยู่ตรงบริเวณหน้าประตูห้องคลังสินค้า
"หลักฐานทั้งสามชุดนี้..." กู่ฉางเซิงหันไปหาเขา "เพียงพอที่จะส่งเื่ร้องเรียนขึ้นไปเอาผิดถึงตัวท่านผู้ว่าราชการมณฑลได้หรือไม่"
"หากมีคำวินิจฉัยจากท่านหมอยาชื่อดังช่วยลงนามรับรองว่าตัวยาเหล่านี้เป็ภัยอันตรายต่อชีวิต" เว่ยเป้าจงเอ่ยด้วยความหวัง "และหากมีพยานบุคคลอันเป็คนเจ็บป่วยคอยให้การยืนยัน..."
"คนเจ็บป่วยทั้งสิบสี่ชีวิตยามนี้ก็พำนักรักษาตัวอยู่ในเรือนพักของท่านอยู่แล้วมิใช่หรือ" กู่ฉางเซิงบอกกล่าว "ส่วนหมอยาที่จะคอยลงนามรับรองความถูกต้อง...ยามนี้ก็ยืนอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว"
เว่ยเป้าจงจ้องมองชายชราตรงหน้านิ่งสนิทเนิ่นนาน
"ท่านกู่..." เขาเอ่ยน้ำเสียงแ่เบาลงด้วยความซาบซึ้งใจ "ตัวข้า...คงต้องขอกราบขอบพระคุณท่านจากใจจริง ทั้งเื่ราวในคราก่อนและเื่ราวในครานี้"
"มิจำเป็ต้องรีบร้อนเอ่ยคำขอบพระคุณข้าในยามนี้หรอก" กู่ฉางเซิงเอ่ยตัดบท "จงรอให้คนเจ็บป่วยทั้งสิบสี่ชีวิตนั้นเยียวยารักษาจนหายขาดจากโรคภัยเสียก่อนเถิด"
ใน่บ่ายของวันนั้น
กู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียร่วมแรงร่วมใจกันปรุงยาสมุนไพรอยู่ภายในห้องหับที่เว่ยเป้าจงจัดเตรียมไว้ให้
ตำรับยาทั้งเจ็ดชุด ถูกจำแนกแยกแยะเพื่อรองรับกลุ่มอาการของผู้ป่วยทั้งเจ็ดกลุ่ม โดยมีกู่ฉางเซิงคอยทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการปรุงยา และมีหลินชิงเสวียคอยทำหน้าที่จัดเตรียมตัวยาและตรวจสอบความถูกต้อง
"กลุ่มอาการิัหลุดลอก" กู่ฉางเซิงเอ่ยสั่งการในระหว่างที่กำลังลงมือบดยาสมุนไพร "จำเป็ต้องใช้ตัวยาที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นให้ตับสามารถขับสิ่งปนเปื้อนออกไปจากร่างกายให้รวดเร็วที่สุด...รากหวงฉีและใบชิงเกา ควรใช้ในอัตราส่วนเท่าใดกัน"
"รากหวงฉีสองส่วน และใบชิงเกาหนึ่งส่วน" หลินชิงเสวียเอ่ยตอบทันควันโดยมิต้องหยุดคิด "ทว่าหากคนไข้มีอายุล่วงเลยเกินกว่าหกสิบปีขึ้นไป จำเป็ต้องลดอัตราส่วนของรากหวงฉีลงไปหนึ่งในสามส่วน"
"ถูกต้องแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ยชมโดยมิได้หันหลังกลับมามอง "แล้วกลุ่มอาการชาตามมือตามเท้าเล่า"
"จำเป็ต้องใช้ตัวยาที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของกระแสโลหิตให้พุ่งทะยานไปสู่บริเวณปลายแขนและปลายเท้า" เธอครุ่นคิดวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง "ดอกงิ้วแดงและพริกไทยดำ ควบคู่ไปกับการลงเข็มฝังเข็มตรงบริเวณจุดชีพจรหลังมือ"
"แล้วเ้า...มั่นใจพอจะลงมือฝังเข็มด้วยตนเองได้หรือไม่"
เธอแสดงอาการลังเลใจอยู่เล็กน้อย "ข้ายังมิค่อยมั่นใจในตำแหน่งพิกัดที่เที่ยงตรงนัก...ท่านตาช่วยชี้แนะจุดที่แน่นอนให้ข้าอีกคราเถิด"
"จงขยับเข้ามาดูใกล้ ๆ"
กู่ฉางเซิงวางมือจากงานบดยาชั่วคราว เขาหันกลับมาคว้าจับข้อมือของหลินชิงเสวียยกขึ้น พลางใช้นิ้วชี้ระบุตำแหน่งพิกัดที่เที่ยงตรงลงบนหลังมือของนาง
"ตรงจุดนี้...ถอยห่างออกมาทางด้านนี้สองมิลลิเมตร หากลงเข็มได้ถูกพิกัดตำแหน่ง นิ้วมือย่อมต้องััได้ถึงกระแสความชาวาบแผ่กระจายตัวออกไปเล็กน้อย"
หลินชิงเสวียจ้องมองหลังมือของตนเอง พลางบันทึกจดจำตำแหน่งพิกัดนั้นไว้ในใจอย่างแม่นยำ
"ข้าจดจำตำแหน่งได้ขึ้นใจแล้ว"
กู่ฉางเซิงปล่อยมือจากนาง ก่อนจะหันกลับไปสาละวนกับการบดยาสมุนไพรตามเดิม
"จงไปฝึกปรือฝีมือลงบนแผ่นกระดาษเสียก่อน จงวาดภาพโครงสร้างกายวิภาคของระบบมือออกมา แล้วทำเครื่องหมายระบุพิกัดจุดชีพจรสำคัญทั้งสิบสองจุดให้เที่ยงตรง ข้าจะทำการตรวจการบ้านของเ้าในวันพรุ่งนี้เช้า"
"ท่านตา...คิดจะสั่งการบ้านให้ข้าในระหว่างที่เรากำลังตรากตรำเยียวยารักษาคนไข้มากมายฉะนี้เชียวหรือ" นางเอ่ยประท้วง
"ตัวข้าสั่งการบ้านให้แก่เ้าอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว มันจะกลายเป็ปัญหาข้อขัดข้องประการใดกัน"
หลินชิงเสวียอ้าปากค้างตระเตรียมจะเอ่ยปากประท้วงสืบไป ทว่าสุดท้ายก็ต้องยอมหุบปากลง แต่นางก็รีบหยิบแผ่นกระดาษเปล่าใบเล็กออกมาจากตะกร้ายาด้วยกิริยาแง่งอนเล็กลง
"ข้าทราบแล้ว..."
กระบวนการเยียวยารักษาคนป่วยทั้งสิบสี่ชีวิตเสร็จสิ้นลงภายในเวลาเพียงสองชั่วยามเท่านั้น
กู่ฉางเซิงสืบเท้าเดินตรวจดูอาการของคนไข้ทีละคน ทั้งคอยแจกจ่ายตัวยาที่ถูกปรุงขึ้นมาเป็พิเศษสำหรับกลุ่มอาการเฉพาะ และลงมือฝังเข็มกระตุ้นในบางราย โดยมีหลินชิงเสวียคอยเฝ้าสังเกตการณ์และคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือในทุกขั้นตอนมิต่างกัน
ผู้ป่วยที่มีอาการหนักหนาสาหัสที่สุดคือ หญิงชราผู้หลงเชื่อกินยาพิษสะสมมาเนิ่นนานถึงสามเดือนเต็ม ส่งผลให้ระบบตับเริ่มปรากฏสภาวะวิกฤตเด่นชัด กู่ฉางเซิงจึงต้องอุทิศเวลาในการเยียวยารักษานางเนิ่นนานกว่าคนอื่น ๆ
"นาง...พอจะมีหนทางเยียวยารักษาให้หายขาดได้หรือไม่" หลินชิงเสวียเอ่ยถามเสียงเบา ยามที่พากันเดินออกมานอกห้องพักคนไข้
"หากนางยอมกินยาบำรุงสูตรนี้ติดต่อกันนานสิบสี่วันเต็ม ย่อมมีหนทางหายขาด" กู่ฉางเซิงตอบ "ทว่าตัวข้า...คิดจะพำนักอยู่ที่เมืองแห่งนี้เพียงแค่สองสามวันเท่านั้น"
"แล้วหากท่านตาจากไป...ผู้ใดจักคอยทำหน้าที่ดูแลเยียวยาพวกเค้าสืบไปเล่า"
"เว่ยเป้าจงย่อมต้องมีท่านหมอยาฝีมือดีในสังกัดคอยดูแลประจำเมืองแห่งนี้อยู่แล้ว" กู่ฉางเซิงบอกกล่าว "ตำรับยาสูตรนี้ข้าได้จารึกเขียนทิ้งไว้ให้พร้อมสรรพ หมอยาที่มีฝีมือและความตั้งใจดีย่อมสามารถปรุงยาตามเทียบยานี้ได้อย่างง่ายดาย"
"แล้วหาก...หมอยาประจำเมืองแห่งนี้มิได้มีฝีมือดีพอเล่า"
"หากเป็เช่นนั้น...มันย่อมเป็คราวเคราะห์และปัญหาของตัวคนไข้เองแล้ว"
หลินชิงเสวียแสดงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที
"ข้า...มิพึงใจในคำตอบของท่านตาเลย"
"คำตอบที่ถูกอกถูกใจผู้คน...มิได้หมายความว่าจะต้องเป็คำตอบที่เป็สัจธรรมความจริงเสมอไป" กู่ฉางเซิงเอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบ "ตัวข้ามีเส้นทางและจุดหมายสำคัญที่จำเป็ต้องเดินทางไปให้ถึง หากข้าต้องหยุดก้าวเดินเพื่อยื่นมือเข้าช่วยเหลือทุกชีวิตที่ประสบพบพานกับความทุกข์ยากข้างทาง...ข้าก็คงมิอาจบรรลุถึงจุดหมายปลายทางใด ๆ ได้เลยในชีวิตนี้"
หลินชิงเสวียนิ่งสงบอึ้งไปแสนนาน
"ข้าทราบแล้ว..." ในที่สุดเธอก็เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ทว่ากู่ฉางเซิงกลับััได้ถึงกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในน้ำเสียงนั้น — เป็กระแสความรู้สึกที่มิได้เห็นพ้องต้องกันกับคำอธิบายของเขาเลยทั้งหมด
ในยามค่ำคืนของวันนั้น
เว่ยเป้าจงได้จัดเตรียมห้องพักแรมภายในที่ทำการอำเภอให้แก่คนทั้งสอง เป็ห้องหับขนาดเล็กสองห้อง ภายในมีเตียงนอนไม้กระด้างทว่าก็สะอาดสะอ้านเรียบร้อยดี
กู่ฉางเซิงนั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องพัก เขาเอื้อมมือไปเปิดถุงผ้าใบหนาออกดู
เมล็ดพันธุ์ของต้นเทพสังหารจำนวนสองเมล็ด...
ขนาดของมันช่างเล็กจ้อย มีสีเทาเงินสะท้อนประกายมันวาวตระการตา
เส้นทางการเดินทางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ยังคงต้องใช้เวลาอีกร่วมสองเดือนเต็มกว่าจะบรรลุถึงสำนักโอสถอันดับหนึ่ง ในระหว่างเส้นทางย่อมต้องผ่านเมืองหลิงหยางอันเป็ที่ตั้งของตลาดซื้อขายสมุนไพริญญาขนาดใหญ่ และตัวเขาเองก็ยังคงต้องรักษาพยาบาลสังขารร่างกายอย่างต่อเนื่องมิต่างกัน
เมล็ดพันธุ์ทั้งสองเมล็ดนี้...จำเป็ต้องถูกนำมาใช้สอยในห้วงเวลาที่ประเหมาะและเหมาะสมที่สุด มิใช่ในยามนี้ที่สภาพร่างกายยังมิพร้อมจะรองรับมหาพลังงานิญญาระดับล้ำลึกปานนั้นได้
กู่ฉางเซิงบรรจงผูกปมถุงผ้าเก็บงำเข้าอกเสื้อตามเดิม
พลันปรากฏเสียงเคาะประตูห้องเบา ๆ ดังกังวานขึ้น
"เข้ามาได้"
หลินชิงเสวียผลักบานประตูเดินเข้ามาด้านใน ในมือประคองแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งไว้
"การบ้านของท่านตา..." เธอเอ่ยพลางยื่นส่งแผ่นกระดาษให้ "ข้าลงมือวาดเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว"
กู่ฉางเซิงรับแผ่นกระดาษมาคลี่ออกดู
มันคือภาพวาดลายเส้นโครงสร้างกายวิภาคของระบบมือที่คมชัด ถี่ถ้วน และเที่ยงตรงยิ่งนัก ปรากฏเครื่องหมายระบุพิกัดตำแหน่งจุดชีพจรสำคัญทั้งสิบสองจุดพร้อมสรรพ ทั้งยังมีการจารึกชื่อและคำอธิบายสรรพคุณสั้น ๆ กำกับไว้ในแต่ละจุดอย่างเป็ระเบียบ
และตรงบริเวณมุมล่างขวาของแผ่นกระดาษ...กลับปรากฏข้อความเพิ่มเติมซ่อนอยู่ จารึกด้วยลายมือตัวอักษรขนาดเล็กจิ้มลิ้ม
‘พิกัดตำแหน่งชีพจรที่ท่านตาช่วยชี้แนะข้าเมื่อ่บ่าย แท้จริงแล้วมันสถิตอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างจุดชีพจรที่สามและที่สี่ ข้าได้ทดลองลงเข็มฝังเข็มตรวจสอบกับนิ้วมือของตนเองดูแล้ว พบว่าเกิดกระแสความชาวาบแผ่กระจายตัวออกมาเฉกเช่นที่ท่านตาบอกเล่าไว้มิติดเพี้ยนเลย’
กู่ฉางเซิงจ้องมองข้อความสั้น ๆ นั้นด้วยความทึ่ง
นางถึงขั้นลงมือทดสอบปักเข็มลงบนร่างกายของตนเอง...เพื่อพิสูจน์ยืนยันข้อเท็จจริงว่าวิชาความรู้เ่าั้สามารถนำมาใช้สอยได้จริง มิใช่เพียงแค่ท่องจำไว้ในสมองอย่างเดียว
"เ้าลงเครื่องหมายระบุพิกัดได้ถูกต้องเที่ยงตรงในทุก ๆ จุด" เขาเอ่ยชื่นชมพลางวางแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะ "ในวันพรุ่งนี้เช้า...ข้าจะเริ่มสั่งสอนวิชาการฝังเข็มตรงบริเวณจุดชีพจรหลังสืบไป"
"เป็บริเวณหลังมือ...หรือแผ่นหลังของร่างกายหรือ"
"เป็แผ่นหลังของร่างกาย...วิชานี้นับว่ามีความยากเย็นและซับซ้อนยิ่งกว่า ทว่ามันกลับมีความสำคัญอย่างถึงที่สุด"
หลินชิงเสวียน้อมศีรษะรับคำ ตระเตรียมจะหมุนกายเดินกลับห้องพักของตน
"ชิงเสวีย..."
เด็กสาวชะงักฝีเท้า พลางเหลียวหลังกลับมามอง
"เกี่ยวกับเื่ราวที่เ้าเอ่ยปากพูดกับข้าเมื่อ่บ่าย..." กู่ฉางเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ช้าลง "เื่ที่เ้าบอกว่ามิพึงใจในคำตอบของข้านั้น..."
เธอวิเอ่ยถ้อยคำใด ๆ ทำเพียงแค่ยืนนิ่งสงบรับฟัง
"ตัวเ้า...มิได้เป็ฝ่ายกระทำความผิดดอก" กู่ฉางเซิงบอกกล่าว "ตัวข้าเอ่ยปากพูดจาออกไปในวิสัยของคนที่มุ่งมั่นจะมุ่งสู่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว" เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง "ทว่า...มันก็มิใช่เื่ผิดอันใดมิใช่หรือ ที่เราย่อมต้องตระหนักรู้แจ้งในพละกำลังและความสามารถของตนเองว่าสามารถกระทำได้เพียงใด"
หลินชิงเสวียจ้องมองใบหน้าของชายชราเนิ่นนาน
"ท่านตา...แท้จริงแล้วท่านสามารถกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายยิ่งกว่าถ้อยคำที่ท่านเอ่ยปากออกมาเสียอีก" เธอเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงหนักแน่น "ตัวข้าเฝ้าสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวท่านมาโดยตลอด"
ห้องพักพลันตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครา
"จงกลับไปนอนพักผ่อนเสียเถิด" กู่ฉางเซิงเอ่ยตัดบท
หลินชิงเสวียสืบเท้าก้าวเดินออกไปจากห้อง พลางลงมือปิดบานประตูลงอย่างแ่เบา
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองบานประตูที่ปิดสนิทอยู่นั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีผู้นี้...กลับสามารถมองเห็นความนัยบางประการที่ตัวเขาเองมิปรารถนาจะให้ผู้ใดล่วงรู้แจ้งเลย
ล่วงรู้ว่าในทุก ๆ คราที่เขาเอ่ยปากพูดคำว่า "มันมิใช่เื่ของเรา" หรือ "ข้ามีเส้นทางสำคัญที่ต้องเดินทางไป" แท้จริงแล้วภายในส่วนลึกของจิตใจกลับซ่อนเร้นสภาวะบางอย่างเอาไว้...มันมิใช่เพียงแค่ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ทว่ามันคือความชินชาของหมอที่ตรากตรำทำงานหนักเกินตัวมานานนับสิบปี จนเรียนรู้ที่จะสลักปิดหัวใจของตนเองไว้ส่วนหนึ่ง...เพื่อเปิดโอกาสให้หัวใจอีกส่วนหนึ่งสามารถฝืนทำงานต่อไปได้มิจักพังทลายลงไปเสียก่อน
เป็สภาวะจิตใจ...ที่เขาแบกรับติดตัวข้ามภพข้ามชาติมาจากโลกใบเก่ามิผิดเพี้ยน
กู่ฉางเซิงลุกขึ้นยืน สืบเท้าเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปสู่ผืนฟ้ายามค่ำคืนของเมืองใหญ่ที่ดูสว่างไสวกว่าฟ้านเหนือหมู่บ้านชิงหยานมากมายนัก แสงไฟฟืนจากบ้านเรือนนับร้อยนับพันดวงส่องประกายระยิบระยับ แว่วเสียงแห่งความสับสนอลหม่านของเมืองใหญ่ในยามราตรียังคงมิเงียบสงบลงเลย
พำนักอยู่ที่เมืองแห่งนี้สืบไปอีกสองวันถึงสามวัน ลงมือเยียวยารักษาคนป่วยให้หายดี ส่งมอบหลักฐานความจริงทั้งหมดให้แก่เว่ยเป้าจงเสร็จสิ้น จากนั้นจึงจะออกเดินทางไกลสืบไป
ยังคงหลงเหลือระยะทางอีกแสนไกลนักระหว่างเมืองแห่งนี้...กับสำนักโอสถอันดับหนึ่ง
และในโลกใบใหญ่ที่กว้างขวางเกินกว่าที่เคยคาดคิดไว้ ย่อมต้องมีกลุ่มคนที่ปรารถนาจะเสาะหาโอสถประทังชีวิต และมีกลุ่มคนที่ปรารถนาจะไขว่คว้าหาอำนาจวาสนา...ซึ่งแท้จริงแล้ว สิ่งสองสิ่งนี้กลับมิได้มีความแตกต่างกันมากมายเท่าใดเลย
เขาหันหลังกลับมามองถุงยาสมุนไพรที่วางจัดวางอยู่บนโต๊ะ
ทว่า...ก่อนที่จะบรรลุถึงสำนักโอสถอันดับหนึ่ง ตัวเขาจำเป็ต้องสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์พร้อมกว่านี้ จำเป็ต้องมีวิชาความรู้อันลึกซึ้งแตกฉานยิ่งกว่านี้ และจำเป็ต้องมีสิ่งศักดิ์ศรีที่จะสามารถพิสูจน์ให้ผู้คนยอมรับในคุณค่าของตนเองได้อย่างแท้จริง
และสิ่งทั้งสามประการนั้น...ยามนี้กำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทว่าก็นับว่ามั่นคงเที่ยงตรงยิ่งนัก
กู่ฉางเซิงทรุดตัวลงนั่งตรงบริเวณขอบเตียงนอน เขาหลับตาลง พลางเริ่มต้นโคจรลมปราณฝึกปรือก่อนนอนตามความชินชาของตนเอง
กระแสความอบอุ่นอันคุ้นเคยเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากจุดตันเถียน หลั่งไหลไปตามเส้นลมปราณที่เขาเพียรฝึกปรือมาตลอดยี่สิบกว่าวัน
ยี่สิบกว่าวันผ่านพ้น...
สภาพร่างกายที่เริ่มแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เส้นทางการเดินทางที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และลูกศิษย์ตัวน้อยที่มองเห็นความนัยในตัวเขามากกว่าที่ควรจะเป็
รวมถึงเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดในอกเสื้อ...ที่เฝ้ารอคอยวันเวลาอันเหมาะสมเพื่อจะถูกนำมาใช้สอย
กู่ฉางเซิงผ่อนลมหายใจออกยาวช้า ๆ ปล่อยวางจิตใจให้ร่างกายได้พักผ่อนหลับใหล
ในวันพรุ่งนี้...ย่อมต้องมีภารกิจการงานใหญ่โตหลวงรอคอยให้เขาไปสะสางอีกมาก
และภารกิจการงานที่จะตามมาในภายภาคหน้า...ย่อมต้องทวีความยากเย็นและแสนสาหัสยิ่งกว่าในวันนี้หลายเท่าพันทวี
ทว่าในทุก ๆ ย่างก้าวที่เขาเลือกจะก้าวเดินออกไป ไม่ว่ามันจะหนักหนาสาหัสหรือเหน็ดเหนื่อยปานใด...มันล้วนเป็หนทางชีวิตที่ตัวเขาเองเป็ผู้เลือกสรรเองทั้งสิ้น
และนั่น...คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตใหม่ในภพชาตินี้ แตกต่างไปจากทุกสรรพสิ่งในอดีตอย่างสิ้นเชิง