
รุ่งอรุณแห่งนครฉางอันเริ่มต้นด้วยความเงียบเชียบอันน่าประหลาด หมอกจาง ๆ สีขาวนวลลอยล่องปกคลุมยอดหลังคาสีทองอร่ามของพระราชวังต้องห้าม ราวกับ์จงใจส่งม่านหมอกลงมาปกคลุมความลับบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ บรรยากาศภายในวังหลวงวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าปกติ ทหารองครักษ์ในชุดเกราะเหล็กแวววาว แค่ขยับกายเพียงนิดเสียงโลหะกระทบกันก็ดังสะท้อนก้องไปตามระเบียงทางเดินที่ยาวสุดลูกหูลูกตา
หลี่เฟิ่งเหลียนเดินทอดน่องตามหลังเสนาบดีหลี่ผู้เป็บิดาไปอย่างไม่รีบร้อน ท่วงท่าการเดินของเขานั้นเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หากเป็หลี่เฟิ่งเหลียนคนเก่า เขาคงเดินไหล่ห่อ ใบหน้าซีดเซียวจากการอดนอน และมีกลิ่นสุราโชยออกมาจากตัวทุกรูขุมขน แต่ในยามนี้ร่างกายที่เคยดูอ่อนแอแหลกเหลวนั้นกลับตั้งตรงสง่างาม แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับกิ่งไผ่ที่ขัดเกลามาอย่างดี
ดวงตาเรียวหงส์ของเขากวาดมองไปรอบตัวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพิจารณามากกว่าความยำเกรง เขาไล่มองั้แ่กระเบื้องปูวันที่สลักลายมงคล ไปจนถึงคานหลังคาที่ลงรักปิดทองอย่างประณีต
‘อืม... ศิลปะของพวกมนุษย์ในยุคนี้ก็นับว่าพัฒนาขึ้นมาบ้างแล้ว’ เฟิ่งเหลียนคิดพลางยิ้มในใจอย่างเยือกเย็น ‘แต่การวางผังวังหลวงที่พยายามจะเลียนแบบ์เก้าชั้นฟ้านี่มันช่าง... ช่างน่าขันยิ่งนัก ดึงปราณัมากักขังไว้ในที่แคบ ๆ เช่นนี้ มิน่าล่ะ... จ้าวิถึงได้มีอาการปวดหัวเรื้อรังบ่อย ๆ พลังมันอุดตัน เ้าเด็กโง่’
“หลี่เฟิ่งเหลียน! เ้าหยุดทำหน้าตาประหลาด ๆ เช่นนั้นเดี๋ยวนี้นะ!” เสนาบดีหลี่หันมากระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหยดเหงื่อที่ผุดพรายแม้ลมตอนเช้าจะเย็นจัดก็ตาม “วันนี้เ้าต้องสำรวมกาย วาจา และใจให้ถึงที่สุด ที่ที่เรากำลังจะไปคือท้องพระโรงที่ฝ่าาประทับอยู่ หากเ้าเผลอพูดจาส่งเดชหรือทำกิริยาที่ไม่สมควรจะทำ มิเช่นนั้นข้าจะมิอาจช่วยเ้าได้แม้แต่ก้าวเดียว!”
เฟิ่งเหลียนเลิกคิ้วมองบิดาในชาตินี้ด้วยความรู้สึกระคนขำเข่น ‘ท่านพ่อเอ๋ย... ท่านควรห่วงหัวของฮ่องเต้มากกว่าห่วงหัวของข้านะ’
“ท่านพ่อ ท่านกังวลมากเกินไปแล้ว ข้าแค่กำลังชื่นชมความวิจิตรของวังหลวงก็เท่านั้นเอง” เฟิ่งเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยน้ำหนักที่ทำให้เสนาบดีหลี่ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงนี้ไม่ใช่เสียงยียวนของคุณชายจอมเสเพล แต่มันคือเสียงที่เปี่ยมด้วยอำนาจอย่างที่เสนาบดีหลี่ไม่เคยได้ยินจากปากบุตรชายมาก่อน
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงหน้าตำหนักไท่เหอ ซึ่งเป็สถานที่ใช้ประชุมขุนนางในยามเช้า บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนจากความสงบเป็ความกดดันที่หนักอึ้ง เหล่าขุนนางชั้นสูงในชุดเครื่องแบบเต็มยศต่างพากันยืนเรียงรายกันอยู่หน้าประตูใหญ่ ทุกคนต่างหันมามองทางสองพ่อลูกสกุลหลี่เป็จุดเดียว สายตาเ่าั้เต็มไปด้วยความเหยียดหยามความสงสัย และบางส่วนก็เต็มไปด้วยความสะใจที่กำลังจะได้เห็น ‘เศษสวะแห่งเมืองหลวง’ ถูกกำจัด
ทว่า ท่ามกลางกระแสความเกลียดชังเ่าั้ กลับมีสายตาคู่หนึ่งที่แตกต่างออกไป
บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำทมิฬยืนนิ่งราวกับรูปสลักหินอยู่ข้างประตูบานใหญ่ บนแผ่นหลังของเขามีกระบี่โบราณเล่มใหญ่พาดอยู่ กลิ่นไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นรุนแรงจนขุนนางรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้เกินสามก้าว เขาคือ แม่ทัพใหญ่เว่ยเจา ผู้กุมอำนาจทางการทหารทั้งแผ่นดิน
เว่ยเจาที่หลับตาทำสมาธิอยู่ จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นทันทีที่เฟิ่งเหลียนก้าวเข้ามาในระยะสิบก้าว สัญชาตญาณนักรบของเขากรีดร้องเตือนว่ามี ‘สิ่งผิดปกติ’ กำลังใกล้เข้ามา
เขามองเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางกำลังเดินใกล้เข้ามา ท่าทางดูเหมือนคุณชายเ้าสำราญทั่วไป แต่ในััพิเศษของเขากลับมองเห็นร่างนั้นเป็ความว่างเปล่าที่ลึกล้ำ ปกติมนุษย์ทุกคนจะมีกลิ่นอายอารมณ์ที่ขุ่นมัว แต่หลี่เฟิ่งเหลียนผู้นี้กลับมีกลิ่นอายสะอาดบริสุทธิ์จนดูน่าขนลุก
สายตาของทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศ
เฟิ่งเหลียนชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เขาหันไปมองแม่ทัพใหญ่ตรง ๆ ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยอย่างนึกสนุก ‘โอ้... มีมนุษย์ที่มีจิติญญาแกร่งกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ไอสังหารเข้มข้นจนเกือบจะกลายเป็ศาสตราเทพได้เลยแฮะ... แม่ทัพผู้นี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ’
เว่ยเจาขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืในจิตใจเมื่อสบตากับเด็กหนุ่มคนนั้น มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็ความรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของิญญา เขาแค่นเสียงในลำคอพลางกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น
“เสนาบดีหลี่... บุตรชายของท่านดูเหมือนจะฟื้นตัวได้รวดเร็วนัก” เว่ยเจาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยอำนาจข่มขวัญ
เสนาบดีหลี่รีบก้มหัวคำนับ “ทะ... ท่านแม่ทัพเว่ย ท่านกล่าวล้อเล่นแล้ว มันก็แค่ซากศพที่เดินได้เท่านั้นเองขอรับ”
เฟิ่งเหลียนไม่ได้หลบตาแม่ทัพใหญ่ แต่กลับยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก “ท่านแม่ทัพเว่ยเจา... ขอบคุณที่ให้เกียรติชื่นชมความฟื้นตัวของข้า หวังว่าวันนี้ท่านคงจะไม่ทำให้ท้องพระโรงเปื้อนเืเพราะความหงุดหงิดของท่านหรอกนะ”
ขุนนางรอบข้างอ้าปากค้าง ไอ้เด็กนี่มันกล้าต่อปากต่อคำกับแม่ทัพใหญ่เชียวนะ!
เว่ยเจาจ้องมองเฟิ่งเหลียนด้วยสายตาเ็า “ถ้าเ้าทำตัวเป็สวะที่รกท้องพระโรง... เืของเ้าก็อาจจะเป็สิ่งแรกที่เปื้อนพื้นหินอ่อนนี่”
เฟิ่งเหลียนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูใสกระจ่างและไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินนำบิดาเข้าสู่ท้องพระโรงไปอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งให้เว่ยเจายืนนิ่ง ขนลุกเกรียวไปทั่วแผ่นหลังด้วยความรู้สึกท้าทายที่เขาไม่เคยััจากใครมานานหลายปี
ก้าวแรกที่หลี่เฟิ่งเหลียนเหยียบย่างข้ามธรณีประตูมหาตำหนักไท่เหอ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปราวกับก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง กลิ่นกำยานัพันปีลอยอบอวลปะทะจมูก มันเป็กลิ่นที่หนักอึ้ง แฝงไปด้วยอำนาจแห่งการปกครองที่มนุษย์ใช้ข่มขวัญกันเอง เพดานสูงลิบสลักลวดลายัทะยานเมฆาปิดทองคำเปลวสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ ดูราวกับัเ่าั้มีชีวิตและกำลังจ้องมองลงมาพิพากษาผู้ที่อยู่เบื้องล่าง
ขุนนางนับร้อยในชุดเครื่องแบบหลากสีสันยืนเรียงรายกันตามลำดับศักดิ์ ทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ ทุกคนอยู่ในท่าทางสำรวมขั้นสูงสุด ก้มหน้าคางชิดอก มือประสานกันอยู่ที่เอว ความเงียบในโถงกว้างนี้ช่างน่าอึดอัดจนได้ยินเสียงหยดเหงื่อที่ไหลซึมผ่านขมับของเสนาบดีหลี่
ที่้าสุดของบันไดหินอ่อนเก้าขั้นอันศักดิ์สิทธิ์ คือที่ประทับของฮ่องเต้จ้าวิ
พระองค์ประทับอยู่บนบัลลังก์ัทองคำ ฉลองพระองค์สีเหลืองสว่างปักลวดลายัห้าเล็บด้วยด้ายไหมทองคำแท้ดูสง่างามเหนือคำบรรยาย ในยามนี้พระพักตร์ของฮ่องเต้จ้าวิดูเคร่งขรึมและเ็า ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่ผ่านการเคี่ยวกรำด้วยราชกิจหนักอึ้ง ทว่า ในสายตาของเฟิ่งเหลียน เขาสามารถมองเห็นสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น... พระองค์มี ‘รัศมีสีทองจาง ๆ’ ปกคลุมร่างกายอยู่ มันคือตบะบารมีของเซียนชั้นผู้น้อยที่ถูกส่งลงมาสะสมกุศลในฐานะจักรพรรดิมนุษย์
‘จ้าวิเอ๋ย... ผ่านไปตั้งหลายสิบปีในโลกมนุษย์ เ้าก็ยังชอบทำหน้าอมทุกข์เหมือนตอนที่เ้าทำพู่กันข้าหักไม่มีผิด’ เฟิ่งเหลียนลอบหัวเราะในใจ ขณะที่เขาก้าวเดินไปหยุดอยู่กลางโถงเคียงข้างบิดา
“เสนาบดีหลี่... วันนี้เ้าพาผู้ใดมาด้วยรึ?” สุรเสียงของฮ่องเต้ทุ้มต่ำกังวานก้องไปทั่วโถง ทรงต้องแสร้งทำเป็ไม่รู้จักเด็กหนุ่มตรงหน้าตามธรรมเนียมราชสำนัก
เสนาบดีหลี่รีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง “กราบทูลฝ่าา! กระหม่อมหลี่ซ่างซู มีความผิดมหันต์ที่สั่งสอนบุตรชายไม่ดี วันนี้กระหม่อมนำตัว ‘หลี่เฟิ่งเหลียน’ บุตรชายคนที่สามของกระหม่อม ผู้เสเพลและล่วงละเมิดจารีตประเพณีมาให้ฝ่าาลงอาญาพ่ะย่ะค่ะ! จะปะาหรือเนรเทศ กระหม่อมมิอาจบิดพริ้ว!”
จ้าวิกวาดสายตาลงมามองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องล่าง เดิมทีพระองค์ทรงกะว่าจะตำหนิพอเป็พิธีแล้วสั่งกักบริเวณเพื่อไว้หน้าเสนาบดีหลี่ แต่ทันทีที่สายตาของพระองค์ปะทะกับใบหน้าของคุณชายสามสกุลหลี่...
โลกทั้งใบของจ้าวิก็เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เฟิ่งเหลียนที่ยืนอยู่เบื้องล่างไม่ได้ก้มหน้าหมอบกราบเหมือนคนอื่น เขาเพียงแค่ประสานมือคารวะตามมารยาทธรรมเนียมพื้นฐาน ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบเกินไป นิ่งเสียจนจ้าวิรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ
‘หึ... แกล้งจำข้าไม่ได้งั้นหรือจ้าวิ งั้นข้าจะช่วยเตือนความจำเ้าสักหน่อยแล้วกัน’
เฟิ่งเหลียนหลับตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ขยับร่างกายแม้แต่น้อย แต่กลับปลดผนึกพลังิญญาที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิติญญาออกมาเพียง ‘หนึ่งในล้านส่วน’ เท่านั้น มันเป็พลังที่เบาบางราวกับหมอกควันสำหรับเขา แต่สำหรับเซียนที่อยู่ในร่างมนุษย์อย่างจ้าวินั้น... มันคือมหาภัยพิบัติชัด ๆ
วิ้งงงงงงงง!
ในโสตประสาทของฮ่องเต้จ้าวิ จู่ ๆ ก็มีเสียงระฆัง์กัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ภาพท้องพระโรงที่มืดสลัวกลับสว่างจ้าไปด้วยแสงสีเงินบริสุทธิ์ที่ะเิออกมาจากร่างของหลี่เฟิ่งเหลียน รัศมีทรงกลมซ้อนทับกันเก้าชั้นแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง เงาร่างเทพ์สวมชุดตี้จวินสีขาวขลิบเงินั์ปรากฏขึ้นซ้อนทับร่างของเด็กหนุ่ม
แรงกดดันมหาศาลบีบอัดชั้นบรรยากาศจนจ้าวิรู้สึกเหมือนปอดจะแตกสลาย รัศมีโอรสมหาเทพนั้นสูงส่งและบริสุทธิ์จนรัศมีสีทองจาง ๆ ของจ้าวิดับวูบลงราวกับเปลวเทียนที่เจอลมแรงพายุ
“เฮือก!!!”
จ้าวิสะดุ้งสุดตัว ร่างกายที่เคยสง่างามบนบัลลังก์สั่นเทาอย่างรุนแรงจนเห็นได้ชัด ดวงตาของพระองค์เบิกกว้างด้วยความสยดสยอง พระหัตถ์ที่วางบนที่เท้าแขนสั่นระริกจนมุกที่ประดับอยู่หลุดร่วง พระองค์พยายามจะลุกขึ้นคุกเข่าถวายบังคมตามสัญชาตญาณทาสรับใช้์ แต่ร่างกายมนุษย์กลับอ่อนแรงจนพระองค์หงายหลังกระแทกพนักบัลลังก์ัเสียงดัง ‘ปัง!’
“ฝ่าา!!!” ขันทีใหญ่และเหล่าองครักษ์ต่างพากันร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้าไปรุมล้อมบัลลังก์ด้วยความใ “เกิดอันใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ! ทรงประชวรหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
เหล่าขุนนางเบื้องล่างที่มองไม่เห็นรัศมีเทพต่างพากันแตกตื่น บางคนโขกศีรษะอ้อนวอน์เพราะคิดว่าฮ่องเต้ทรงถูกิญญาร้ายสิงสู่ มีเพียงแม่ทัพเว่ยเจาที่ยืนอยู่ด้านข้างเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้ใบหน้าของเขาจะซีดลงและมือที่กำด้ามกระบี่จะสั่นเทาด้วยสัญชาตญาณนักรบที่ััได้ถึง ‘พลังทำลายล้าง’ ที่มองไม่เห็น
จ้าวิไม่ได้ยินเสียงของใครทั้งนั้น ในสายตาของพระองค์มีเพียงภาพของคุณชายสามสกุลหลี่ที่กำลังส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ ยิ้มที่ดูเหมือนจะบอกว่า ‘จำข้าได้หรือยัง?’
‘ทะ... ท่าน... ท่านโสมเทพเฟิ่งเหลียน!!!’ จ้าวิร่ำร้องในจิตใจอย่างบ้าคลั่ง ‘ท่านลงมาทำอันใดที่โลกมนุษย์พ่ะย่ะค่ะ! แล้วเหตุใดต้องมาอยู่ในร่างของบุตรชายของเสนาบดีหลี่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!!!’
เฟิ่งเหลียนยังคงยืนนิ่ง ท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัว เขาเริ่มการสื่อสารทางจิตที่เจาะจงไปยังจ้าวิเพียงคนเดียว
‘จ้าวิเอ๋ย... ข้าอุตส่าห์แต่งตัวดูดีมาหาเ้า แต่เ้ากลับจะต้อนรับข้าด้วยการตกบัลลังก์ให้ข้าและขุนนางพวกนี้ดูเช่นนี้หรือ? ช่างเสียมารยาทกับข้าจริงเชียว’
จ้าวิเหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลังจนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม พระองค์พยายามรวบรวมลมหายใจที่สั่นพร่าตอบกลับทางจิตไปอย่างละล่ำละลัก ‘ทะ... ท่านโสมเทพพ่ะย่ะค่ะ! ข้าน้อยสมควรตาย! ข้าน้อยไม่ทราบจริง ๆ ว่าท่านจะจุติลงมาในร่างนี้! ท่านมหาเทพทรงทราบเื่นี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!’
‘ตาแก่นั่นไม่รู้เื่หรอก!... และเ้าก็ห้ามให้ผู้ใดรู้เื่นี้เด็ดขาด!’ เฟิ่งเหลียนกำชับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบในจิต ‘ตอนนี้ข้าคือคุณชายสามหลี่เฟิ่งเหลียน ข้าจะมาใช้ชีวิตสงบ ๆ ที่นี่ เ้าจงทำหน้าที่ฮ่องเต้ของเ้าต่อไป... และที่สำคัญ ห้ามให้ผู้ใดแตะต้องตัวข้าเด็ดขาด! โดยเฉพาะพ่อของเ้าของร่างนี้! ที่กำลังจะขอให้เ้าปะาข้าอยู่เนี่ย!’
จ้าวิสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พระองค์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักเหล่าขันทีที่เข้ามาประคองออกไป และพยายามนั่งตัวตรง จัดฉลองพระองค์ให้เข้าที่ แม้ว่าภายในใจจะหวาดกลัวจนอยากจะมุดหนีลงไปใต้บัลลังก์ก็ตาม
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบจะหยุดหายใจ ฮ่องเต้จ้าวิพยายามเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อพยุงร่างกายที่สั่นเทาให้นั่งตัวตรง พระองค์ปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายเต็มพระขนอง (แผ่นหลัง) พลางลอบชำเลืองมองคุณชายสามสกุลหลี่ที่ยืนปั้นหน้าซื่อตาใสอยู่เบื้องล่าง
‘ท่านโสมเทพนะท่านโสมเทพ... เล่นแรงเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ! ข้าน้อยเกือบจะหัวใจวายตายกลายเป็ผีเฝ้าบัลลังก์แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ!’ จ้าวิโอดครวญในใจ เพราะไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้
“เสนาบดีหลี่...” ฮ่องเต้กระแอมไอหนึ่งครั้ง สุรเสียงที่เคยทรงอำนาจบัดนี้กลับสั่นพร่าเล็กน้อยจนขุนนางบางคนขมวดคิ้ว “เื่บุตรชายของเ้า... ข้าพิจารณาดูแล้ว... การที่เขา ‘ตายแล้วฟื้น’ ขึ้นมาได้นั้น มิใช่เื่บังเอิญ แต่มันคือลิขิตจาก์จากเบื้องบน!”
เสนาบดีหลี่ที่ยังหมอบกราบอยู่ เงยหน้าขึ้นมามองอย่างงงงวย “...ลิขิต์หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่!” จ้าวิเริ่มแถสดด้วยทักษะการเอาตัวรอดที่ฝึกฝนมาสามชาติ “ข้ามองเห็นรัศมีมงคลบางอย่างรอบตัวของหลี่เฟิ่งเหลียน แววตาของเขาในยามนี้กระจ่างใสและเปี่ยมไปด้วยปัญญา (ซึ่งจริง ๆ คือความกวนประสาท) ชัดเจนว่า์ประทานโอกาสให้เขาได้กลับมาเพื่อทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ให้แก่แคว้นต้าจ้าวของพวกเรา!”
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง บางคนถึงกับแอบขยี้ตาเพื่อมองหลี่เฟิ่งเหลียนใหม่อีกครั้ง ‘รัศมีมงคล? ปัญญา? ฝ่าาทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งเ่าั้จากคุณชายสวะผู้นี้ได้อย่างไรกัน!’
“แต่ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ...” ขุนนางฝ่ายตรวจการผู้หนึ่งก้าวออกมา “ความผิดที่เขาได้ก่อไว้ที่หอนางโลมนั้น และการที่เขาทำตัวเสเพลที่ผ่านมานั้น...”
“นั่นมันคือชาติที่แล้วของเขา!” ฮ่องเต้ตวาดขัดคอทันทีจนขุนนางผู้นั้นสะดุ้ง “เมื่อตายแล้วฟื้น... ย่อมถือเป็คนใหม่ ความผิดในอดีตให้ถือเป็โมฆะ! ต่อไปนี้ผู้ใดกล้ากล่าวหาว่าหลี่เฟิ่งเหลียนเป็คนเสเพลอีก... ก็เท่ากับดูิ่ข้า!”
‘จ้าวิ... เ้าแถได้เก่งขึ้นเยอะเลยนะ ข้าชื่นชมในตัวเ้าจริง ๆ!’ เสียงของเฟิ่งเหลียนดังขึ้นในจิตของฮ่องเต้ พร้อมกับรอยยิ้มลึกลับที่มุมปาก
จ้าวิแทบอยากจะสำลักน้ำตาออกมา ‘ข้าน้อยทำเพื่อรักษาชีวิตตัวเองและแคว้นทั้งนั้นแหละพ่ะย่ะค่ะท่านโสมเทพ!’
ขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะคลี่คลายไปในทางที่ไม่มีใครคาดคิด แม่ทัพใหญ่เว่ยเจาที่ยืนนิ่งสงบราวกับพยัคฆ์ซุ่มก็ก้าวออกมาท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมากลางโถง ร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่ขยายเงาทะมึนทับซ้อนร่างของเฟิ่งเหลียนไว้อย่างจงใจ
เว่ยเจาไม่ได้ก้มหน้า เขามองตรงไปยังฮ่องเต้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาเป็มนุษย์ที่ไม่ได้มีตรรกะแบบเทพเซียน เขาเชื่อเพียงสิ่งที่สัญชาตญาณของนักรบััได้เท่านั้น... และเขาััได้ว่าหลี่เฟิ่งเหลียน ‘อันตราย’ เกินกว่าจะปล่อยให้ลอยนวลอยู่ในเมืองหลวง
“กราบทูลฝ่าา...” เว่ยเจาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ “ในเมื่อคุณชายหลี่เฟิ่งเหลียนได้รับโอกาสใหม่จาก์ และท่านเสนาบดีหลี่้าจะดัดนิสัยบุตรชายให้เป็ผู้เป็คน... กระหม่อมขอเสนอว่า... การให้เขาไปบำเพ็ญเพียรในวัดหรืออยู่แต่ในจวนคงไม่อาจดึงพลังที่์มอบมาให้ได้อย่างเต็มที่”
เว่ยเจาหันมาจ้องหน้าเฟิ่งเหลียนตรง ๆ ดวงตาคมกริบดุจกระบี่ที่พร้อมจะฟาดฟัน “กระหม่อมขอรับตัวหลี่เฟิ่งเหลียน เข้าสังกัดกองทัพพยัคฆ์ดำของกระหม่อม เพื่อไปเป็ ‘นายกองฝึกหัด’ ที่ค่ายทหารทิศอุดร กระหม่อมจะขอเป็ผู้ขัดเกลาเขาด้วยมือของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ!”
ท้องพระโรงเงียบสนิทจนได้ยินเสียงนกที่บินผ่านหลังคา เสนาบดีหลี่เบิกตากว้าง ค่ายทหารทิศอุดรคือสถานที่ที่กันดารที่สุดและมีการฝึกโเี้ที่สุดในแผ่นดิน
จ้าวิที่ได้ยินข้อเสนอเกือบจะตกบัลลังก์เป็รอบที่สอง ‘ไอ้แม่ทัพเว่ยเจา! เ้าจะเอาท่านเทพไปอยู่กลางดินกินกลางทรายในค่ายทหารงั้นรึ! เ้าอยากจะเห็นกองทัพพยัคฆ์ดำกลายเป็กองทัพแมวเหมียวเพราะโดนท่านเทพเสกหรืออย่างไร!’
‘ท่านโสมเทพ... ทรงปฏิเสธเลยนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่อยากให้แผ่นดินนองเืเพราะความปากดีของแม่ทัพคนนี้นะพ่ะย่ะค่ะ!’ ฮ่องเต้ะโในใจหวังจะสื่อสารกับโสมเทพ
ทว่า... เฟิ่งเหลียนกลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เขาเงยหน้ามองเว่ยเจาที่สูงกว่าเขาเกือบหนึ่ง่ศีรษะ รอยยิ้มซุกซนที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
‘จ้าวิ... ตกลงตามที่เขาว่าสิ’ เสียงเฟิ่งเหลียนในจิตราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ‘ค่ายทหารงั้นหรือ? ก็น่าสนใจดีนะ ข้าเบื่อที่จะต้องฟังพ่อคนนี้บ่นทั้งวันแล้ว ไปดูสักหน่อยว่าแม่ทัพที่กล้า ‘ท้าทาย’ ข้าคนนี้ จะมีดีเท่าใดกันเชียว’
จ้าวิอ้าปากค้าง ‘ท่านโสมเทพพ่ะย่ะค่ะ! ท่านแน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะ?’
‘ข้าบอกให้ตกลงไปอย่างไรเล่า! และเ้าจงสั่งให้เว่ยเจามารับผิดชอบชีวิตข้าด้วยล่ะ ถ้าข้าถลอกแม้แต่นิดเดียว... ข้าจะไปถอนขนคิ้วตาแก่มหาเทพนั่นทิ้งซะ!’
ฮ่องเต้จ้าวิสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเป็ทางการที่สุด “อืม... ข้อเสนอของท่านแม่ทัพเว่ยช่างยอดเยี่ยม! หลี่เฟิ่งเหลียน! เ้าจงเดินทางไปที่ค่ายทหารทิศอุดรในวันรุ่งขึ้น และแม่ทัพเว่ยเจา... เ้าจงดูแลเขาให้ดีที่สุด อย่าให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่นิดเดียว!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เว่ยเจาประสานมือคารวะ มุมปากของเขาหยักลึกขึ้นเป็รอยยิ้มแห่งชัยชนะ
เฟิ่งเหลียนเองก็ประสานมือคารวะอย่างยียวน “ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าา... และขอบคุณท่านแม่ทัพเว่ยเจาที่จะช่วย ‘ขัดเกลา’ ข้า ข้าจะตั้งตารอการฝึกของท่านอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียวขอรับ”
สายตาที่ประสานกันระหว่างแม่ทัพใหญ่และโอรสเทพในร่างมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิในท้องพระโรงดูจะพุ่งสูงขึ้นราวกับมีพายุที่มองไม่เห็นกำลังก่อตัว
จ้าวิรีบโบกมือสะบัดแขนเสื้อด้วยความเร่งรีบ “จบการประชุมเพียงเท่านี้! ข้าปวดหัว... ข้าจะไปพักผ่อน!”
ฮ่องเต้รีบเผ่นหนีเข้าหลังม่านไปทันที ทิ้งให้ขุนนางทั้งหมดนิ่งอึ้ง เสนาบดีหลี่พยายามจะเรียกบุตรชาย แต่เฟิ่งเหลียนกลับเดินตรงไปหยุดต่อหน้าเว่ยเจา
“เจอกันวันรุ่งขึ้นนะท่านแม่ทัพ... หวังว่าท่านคงจะเตรียมเตียงนุ่ม ๆ และสุราดี ๆ ไว้ต้อนรับข้านะ” เฟิ่งเหลียนกระซิบเสียงแ่เบาที่ข้างหูแม่ทัพใหญ่ ก่อนจะเดินสะบัดชายเสื้อจากไปอย่างอารมณ์ดี
เว่ยเจายืนนิ่ง กลิ่นหอมจาง ๆ ดุจดอกไม้์ที่ลอยมาจากตัวเด็กหนุ่มยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก หัวใจของแม่ทัพผู้เ็ากลับกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน เขาจ้องมองแผ่นหลังบางนั้นไปจนสุดสายตา