ความเงียบปกคลุมห้องเก็บเอกสาร มีเพียงเสียงลมเบาๆที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง และเสียงหัวใจของริวที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แนนโน๊ะยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มใสๆเหมือนเดิม
“ถามเื่เอกสารเหรอคะ เื่เอกสารกู้ กยศ.เนี่ย… สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ” แนนโน๊ะพูดขึ้น น้ำเสียงของเธอฟังดูเหมือนคุยเล่น
ริวกลืนน้ำลาย แต่เขาพยายามคุมสีหน้าให้ดูปกติแล้วตอบ “ก็ครับ… ผมกลัวว่าจะเตรียมเอกสารไม่ครบ เลยอยากมาถามให้แน่ใจน่ะครับ”
“ถ้าเอกสารไม่ครบ มันก็จะยุ่งยากกับคนอยู่สถานสงเคราะห์ที่ส่งผมมาผมเลยอยากให้เอกสารครบในรอบเดียวน่ะครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเบาๆ เหมือนเข้าใจ “จริงสิด้วยคะเื่เงินเนี่ย… ใครๆก็ลำบากเหมือนกัน”
เธอก็เดินเข้ามาใกล้ตู้เอกสารเล็กน้อย ปลายนิ้วไล่ไปตามขอบลิ้นชักอย่างใจเย็น
“แต่แปลกจังนะคะ ปกติเื่เอกสารแบบนี้น่าจะไปถามฝ่ายงานทุนการศึกษา… มากกว่าจะมาหาดูเองนะคะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวสะดุ้งขึ้นทันทีแต่ยังคงพยายามรักษาน้ำเสียงและสีหน้าให้ปกติ
“เอ่อ… ผมคิดว่าเอกสารบางอย่างถ้าทำเองน่าจะง่ายกว่าน่ะครับ”
แนนโน๊ะหัวเราะเบาๆ “หึๆ”
ทว่า เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้สดใสเลยแม้แต่น้อยพร้อมกับแววตาของเธอที่จ้องมองมาที่เขาโดยตรง ทำให้ห้องแคบลงอย่างประหลาด
“ริวนี่… เป็คนรอบคอบจังเลยนะคะ ว่าแต่…เอกสารที่ริวอ่านอยู่เมื่อกี้ มันเกี่ยวกับ กยศ. ด้วยไหมคะ”
ริวเม้มริมฝีปากแน่น “เอ่อ… ก็…เป็เอกสารเกี่ยวกับนักเรียนน่ะครับ”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะ และรอยยิ้มยังอยู่ “แล้ว…ก่อนหน้านั้นล่ะคะ”
ประโยคนั้นทำให้ริวรู้สึกแปลกใจมาก เธอพูดเหมือนเธอเห็นในสิ่งที่เขาทำอยู่เมื่อครู่ทั้งๆที่ตอนนั้นริวอยู่ในห้องคนเดียว และแนนโน๊ะก็เข้ามาตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกที่เธอก็อยู่ด้านหลังเขาซะแล้วแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบประโยคนั้น แนนโน๊ะก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“แนนโน๊ะหมายถึง เอกสารแผ่นแรกที่อยู่ด้านหน้าสุดเลยแผ่นสีเหลืองๆ” เธอพูดด้วยท่าทีที่ใสซื่อ
ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่ได้ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม…มันกลับว่างเปล่า และการจ้องมองที่ลึก ราวกับทะลุลงไปสุดบึ้งของจิตใจจนริวรู้สึกถึงแรงกดดังบางอย่างที่แผ่ออกมา ก่อนที่เธอจะพูดต่อ
“อาจจะเป็หน้าปกหรือเปล่านะ… ทำไมริวไม่ลองอ่านปกดูก่อน ค่อยหยิบเอกสารในแฟ้มมาอ่านล่ะคะ”
ครั้งนี้น้ำเสียงของเธอกลับมาเรียบปกติ แต่แอบแฝงไปด้วยแววขี้เล่นจนมันฟังดูเหมือนจิกกัดไปด้วยในตัว
ริวถึงกับลังเลเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางของเธอมันกลับทำให้เขาหวาดผวาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเขาจะพยายามเบือนหน้ามองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก ทว่าสายตาของแนนโน๊ะที่จ้องมองมาเหมือนบีบบังคับให้เขาเปิดปากพูดแรงกดดันนั้นมากขึ้นทุกวินาที จนในที่สุดริวก็ทนไม่ไหว แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เฮ้อ… ผมก็แปลกใจเหมือนกันนะครับ นี่ก็เพิ่งเปิดเรียนมาได้ไม่กี่วันเอง แต่มีนักเรียนย้ายออกเยอะขนาดนี้”
“แต่ก็อาจจะเพราะ พวกเขา… ไม่ชอบเพื่อนหรือไม่ก็ปรับตัวไม่ได้ล่ะมั้งครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะก้าวเข้ามาใกล้เขาเล็กน้อยก่อนจะเดินวนรอบๆเขาช้าๆ แล้วหยุดต่อหน้า การกระทำนั้นเหมือนว่าจะสื่ออะไรบางอย่างที่ริวเองก็ยังไม่เข้าใจทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนมีปลายมีดที่คมกริบจ่ออยู่คอ แผ่นหลังของเขาเย็นวาบขึ้นพื้นโดยรอบก็แคบลง จนหายใจลำบาก แม้เธอจะไม่ได้ััตัวเลยก็ตาม
“แล้ว… ริวคิดว่าคนเราจะออกไปจากที่หนึ่ง ด้วยเหตุผลง่ายๆแบบนั้นจริงเหรอคะ”
แต่ริวก็รู้ว่า อีกฝ่ายก็น่าจะพอคาดเดาสิ่งที่เขาทำออกดังนั้นการโกหกต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ริวหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจที่จะพูดออกไป
“ตอนนั้น… ผมเดินเห็นบางอย่างครับ เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเท่าไหร่”
“งั้นเหรอคะ…” แนนโน๊ะเดินเข้ามาใกล้เขาอีกก้าวแล้วพูดต่อด้วยเสียงต่ำลงจนเกือบเป็กระซิบ “ริวก็ระวังหน่อยนะคะ”
“บางที… การรู้มากเกินไป อาจจะทำให้เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจรู้นั่นก็ได้นะคะ”
ริวเงยหน้าขึ้นมองเธอ สายตาของทั้งสองสบกันตรงๆเป็ครั้งแรกในวินาทีนั้น ทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าแนนโน๊ะ ไม่ใช่คนที่ไม่รู้อะไรเลย
“แนนโน๊ะ... คุณรู้เื่ใช่ไหมครับ!”
แนนโน๊ะไม่ตอบทันที เธอเพียงส่ายตัวไปมาเบาๆพร้อมกับยิ้มบางๆให้เขาเป็รอยยิ้มแบบเดียวกับตอนแรก แต่คราวนี้ริวรู้สึกว่า มันมีความหมายที่ต่างกันออกไป
“แล้วริวล่ะ รู้อะไรบ้างคะ”
ประโยคนั้นไม่ใช่คำถามที่ย้อนกลับมา แต่มันคือการทดสอบบางอย่างจากแนนโน๊ะริวยังคงไม่ละสายตาจากเธอ ความคิดที่อยู่ในหัวกลับตีกันยุ่งเหยิง ว่าเขาควรบอกเธอไปทั้งหมดหรือบอกแค่บางส่วนแต่เหมือนว่าแนนโน๊ะก็จะรู้เื่แล้ว จากที่เขาประเมินสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วริวจึงจำใจพูดออกไป
“นักเรียนที่เป็ข่าวลือว่าหายตัวไป แต่พวกเขาไม่ได้หายไปไหนหรอกครับแต่พวกเขาถูกฆ่าตาย ภายในโรงเรียนนี้ครับ”
สิ้นสุดประโยคนั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมทั่วห้องแนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
“ฟังดูเป็ความจริงสินะคะ ริวเนี่ย…เป็คนที่ไม่เหมาะกับการโกหกเลยนะ” เธอเดินเข้ามาใกล้เขาอีกก้าวแล้วกระซิบข้างหูเบาๆ “เพราะเวลาโกหก… สีหน้าจะออกมาชัดเจน”
ริวชะงักไปในทันที พร้อมกับความรู้สึกแปลกๆที่แ่ซ่านไปทั่วร่างและเขาเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่เธอพูด... เหมือนกำลังเตือนหรือกำลังบอกไบ้อะไรบางอย่าง
แต่ไม่ทันที่เขากำลังจะพูดอะไรต่อเสียง ครืด…คลืด…ดังขึ้นจากด้านนอก เป็เสียงโลหะลากไปกับพื้นปูนช้า ริวยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงนั้นที่เข้ามาใกล้ทำให้รู้สึกคุ้นหู แนนโน๊ะหันไปมองทางประตู สีหน้าเธอยังนิ่งๆเหมือนเดิม
ริวเดินไปเปิดประตู แล้วจะชะโงกหน้าออกไปดูด้านนอกเห็นว่ามีนักเรียนหญิงคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ แต่ชุดนักเรียนสีขาวเปื้อนของเหลวสีแดงเข้มเป็หย่อมๆแต่เด่นชัดแม้ในแสงไฟสลัวๆ มือของเธอถือขวานเล่มใหญ่ลากไปกับพื้น ซึ่งเธอก็เป็คนเดียวกับคืนนั้น
ลมหายใจของเขาพลันสะดุดกึกและเงียบหายไปในลำคอก่อนจะรีบดึงตัวเองกลับเข้ามาในห้อง แล้วปิดประตูในทันที แผ่นหลังพิงผนังแน่น ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วตามความหวาดกลัวที่พุ่งสูงริวเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกดลมหายใจที่สั่นพร่าให้เงียบกริบที่สุด
ถ้าวิ่งออกไป เธอคงต้องเห็นแน่ แต่ถ้าหลบอยู่ในห้องเธอก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่ต่างจากเป้านิ่ง เขาคิดในใจ ขณะที่เสียงขวานลากพื้นดังขึ้นอีกครั้งใกล้กว่าเดิม ใกล้ขึ้นทีละก้าว
ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็เดินผ่านเขาไปอย่างเงียบเชียบ ริวหันขวับ เห็นว่าแนนโน๊ะเดินผ่านเขาไปโดยไม่พูดอะไรสักคำมือเอื้อมไปเปิดประตู ราวกับด้านนอกไม่มีอะไร
“ดะ… เดี๋ยวก่อนสิครับ!!” หัวใจของริวหล่นวูบเขารีบวิ่งตามออกไปทันที
แนนโน๊ะเดินออกมาหยุดยืนอยู่กลางทางเดินหน้าห้องเธอยกมือขึ้นกอดอก มองไปยังนักเรียนหญิงถือขวานด้วยสีหน้านิ่งๆ ไม่มีความหวาดกลัวไม่มีความตื่นตระหนกใดๆ
ทางฝั่งนั้นนักเรียนหญิงหยุดเดินทันทีที่เห็นเธอ แล้วจ้องมองมาที่แนนโน๊ะ แววตานั้นดูใสๆ แต่หากจ้องมองให้ลึกเข้าไปจะพบกับความว่างเปล่า ก่อนมุมปากจะค่อยๆยกขึ้นเป็รอยยิ้มให้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่แฝงด้วยบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศเย็นลง
“เจอกันอีกแล้วนะ แนนโน๊ะ”
“ยูริมาทำอะไรที่นี่อีกล่ะ”
คำว่า ยูริ ที่เป็ชื่อเล่นของนักเรียนหญิงคนนั้นที่หลุดออกมาจากปากของแนนโน๊ะ ทำให้ริวถึงกับชะงัก เขาก้าวออกมาจากประตูอย่างลังเลได้ยินบทสนทนาทุกคำอย่างชัดเจน สายตาสลับไปมาระหว่างยูริกับแนนโน๊ะ
“พะ… พวกคุณ รู้จักกันด้วยเหรอครับ”
ทั้งสองคนหันมามองเขาพร้อมกัน สายตาของยูริเฉียบคมราวกับใบมีด สายตาของแนนโน๊ะลึกเกินจะอ่านออก ริวรู้สึกเหมือนตัวเองถูกมองทะลุไปถึงข้างในสิ่งที่ซ่อนไว้ ความคิด ความกลัว ทุกอย่างเหมือนถูกเปิดออกจนหมด แล้วแนนโน๊ะจึงตอบเขา
“แนนโน๊ะรู้จักยูริค่ะ”
“ไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดานะ แต่พวกเราสนิทกันเลยล่ะ” ยูริพูดแทรกพลางยิ้ม
แนนโน๊ะหันไปมองเธอเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเดิม “อาจจะแค่เคยนะยูริ”
คำพูดสั้นๆนั้นทำให้รอยยิ้มของยูริแข็งค้างไปชั่วขณะ ทางฝั่งของริว ในตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าควรกลัวใครมากกว่ากัน
ทันใดนั้นยูริเอียงคอเล็กน้อยดวงตาจับจ้องริวั้แ่หัวจรดเท้าราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าเขาควรมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่ขวานในมือเธอยังหยดของเหลวสีแดงลงพื้นเป็จังหวะช้าๆ
“นายรู้ป่ะ ว่าเงินที่พวกนั้นให้ยืมมันไม่ได้คืนด้วยเงิน”
“แต่มันต้องคืน ด้วยชีวิตคนที่ยืมไปก็ไม่ต่างจากของเล่นของเ้าหนี้ จะหัก จะทิ้ง จะฆ่า… ก็ทำได้หมด”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัวหัวใจของริวเต้นแรง ภาพนักเรียนหญิงที่นอนคุกเข่า เืเปื้อนเสื้อผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้ได้ทันทีว่ายูริหมายถึงกลุ่มสามสาวฮอต มาเบล ลิตาและเกรซ ที่เคยมาคุยกับเขาครั้งก่อนหน้าและชวนให้เขายืมเงินนั้นเช่นกัน แต่เขาก็ตอบปฏิเสธ
ริวกัดฟันแน่นก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ผะ…ผมไม่ใช่พวกเดียวกัน กับคนพวกนั้นนะครับ!”
ยูริหัวเราะเบาๆคล้ายเยาะเย้ย “คนที่พูดแบบนี้…มักจะเป็พวกเดียวกันทั้งนั้นแหละ”
“ไม่ใช่นะครับ!” ริวพูดทันทีน้ำเสียงชัดเจนกว่าที่คิด แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อช้าๆ “คืนที่ผมเห็นคุณ…ผมไม่ได้จะไปช่วยคนพวกนั้น และก็ไม่ได้จะไปห้ามคุณด้วยซ้ำ”
“ผมหนี หนีจากคนของพวกเขา เพราะผมเองก็เห็นกับตามาว่าพวกเขาทำอะไร”
“ผมรู้ว่านักเรียนที่หายตัวไป จริงแล้วไม่ได้หายไปไหนพวกเขาถูกฆ่าตาย แต่…”
“ผมเลือกที่จะไม่บอกใคร เพราะไม่อยากมีปัญหาส่วนตัวผมก็มีเื่อยากจะทำอยู่ เลยไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงตายก่อนครับ…”
ยูริไม่ตอบ มีเพียงั์ตากลับจ้องเขม็งมาที่เขาความเงียบปกคลุมชั่วขณะ กระทั่งแนนโน๊ะที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้น
“ริวไม่ได้โกหกนะยูริ”
เสียงของแนนโน๊ะไม่ได้ดังมาก แต่มันทำให้ยูริหันมามองเธอทันทีริวเผลอกำมือแน่น พยายามข่มความรู้สึกเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าแนนโน๊ะกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่แต่คำพูดนั่นก็ช่วยดึงเขาออกมาจากขอบเหว ก่อนจะพูดต่อ
“แล้ว… เื่ที่ผมเห็นตอนนั้นผมจะเงียบปากเอาไว้ครับ”
ยูริจ้องหน้าทั้งสองคนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็ได้…”
แม้จะพูดออกมาแบบนั้น แต่เธอก็ไม่ปักใจเชื่อทั้งหมดก่อนจะขวานในมือถูกยกขึ้นพาดไหล่อย่างสบายๆ แต่สายตายังคงคมกริบ
“ยูริจะปล่อยให้นายมีชีวิตอยู่ต่อนะ เพราะแนนโน๊ะอยู่ตรงนี้”
“แต่จำไว้ ถ้าวันไหน ยูริเจอนายในโรงเรียน…ที่ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย” เธอยิ้มขึ้น “ยูริจะฆ่านายโดยไม่ถามอะไรอีก”
จากนั้น ยูริหันหลังให้ทั้งสองก่อนจะลากขวานออกไปตามทางเดิน เสียงเสียดสีกับพื้นดังห่างออกไปเรื่อยๆ เหลือเพียงความเงียบและริวที่ยืนนิ่งอยู่กับแนนโน๊ะ
ทางเดินหน้าอาคารเงียบลงอย่างรวดเร็วหลังเสียงฝีเท้าของยูริจางหายไปในความมืด ลมพัดผ่านทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมาเล็กน้อยแต่สำหรับริว มันกลับเย็นเฉียบไปถึงกระดูก
ริวหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไปแล้วจริงๆ หัวใจที่เต้นแรงค่อยๆช้าลง แล้วกลับเป็ปกติอีกครั้งแต่ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงกดอยู่ที่หน้าอก ริวสูดลมหายใจลึกก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปตามทางเดิน มุ่งหน้าไปยังประตูทางออกของโรงเรียน เขาอยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดอยากกลับไปอยู่ในห้องพักเล็กๆที่เป็พื้นที่ส่วนตัว เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เขาจัดระเบียบความรู้สึกมากมายที่ตีกันยุ่งเหยิงในตอนนี้
แต่ยิ่งเดิน เสียงฝีเท้าเบาๆที่ด้านหลังกลับดังตามมาอย่างไม่หยุดเหมือนเงาที่ตั้งใจจะอยู่ตรงนั้น ริวเหลือบตามองเงาบนพื้น เขาก็รู้ทันทีว่าเป็แนนโน๊ะจึงชะลอฝีเท้าลงก่อนจะหยุดและหันกลับไปมอง
แนนโน๊ะเองก็หยุดเดินเช่นกันมือทั้งสองไขว้ไว้ด้านหลัง สีหน้านิ่งๆเหมือนทุกครั้งราวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้า ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมใดๆให้เธอเลย ริวมองเธอครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“แนนโน๊ะ คุณ…ไม่กลับบ้านเหรอครับ”
แนนโน๊ะหยุดเดิน เธอเอียงศีรษะเล็กน้อยคล้ายกำลังคิดคำตอบ ทั้งๆที่แววตานั้นดูเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว ก่อนที่รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าเป็รอยยิ้มที่ดูสดใสในแบบของเธอ แล้วตอบด้วยน้ำเรียบๆ
“แนนโน๊ะยังไม่กลับบ้านตอนนี้ค่ะ”
คำว่า บ้านถูกพูดออกมาโดยไม่มีน้ำหนัก ไม่มีความผูกพัน ราวกับมันเป็เพียงสถานที่หนึ่ง ที่คนทั่วไปตั้งชื่อให้เท่านั้นริวพยักหน้าเบาๆ เขาไม่ถามต่อ เขาหันกลับ เดินต่อไปยังประตูรั้วที่ด้านหน้าโรงเรียน
เมื่อมาถึง ริวจะจับประตูรั้วให้มั่นแล้วออกแรงผลักมันให้เลื่อนมันไปด้านข้างเสียงล้อประตูเลื่อนไปตามรางดังกุกกักเบาๆ แล้วก้าวออกมาด้านนอก เขาหยุดเดินชั่วขณะความรู้สึกหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาในใจ เหมือนพยายามจะบอกเขาให้หันมองแนนโน๊ะที่ด้านหลังสักนิดแต่เขาก็ไม่ได้หันกลับไปมอง แม้จะก็รู้ว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้น
ทางฝั่งของแนนโน๊ะ ที่ยังคงยืนมองริวที่เดินจากไปจนร่างนั้นเลือนหายไปในความมืดของถนนยามค่ำ บรรยากาศโดยรอบคืนสู่ความเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอค่อยๆจางลงเหลือเพียงสายตาที่แน่นิ่ง
ท่ามกลางความเงียบงัน ยูริปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของแนนโน๊ะเธอเดินเข้ามาใกล้แนนโน๊ะช้าๆ ยังมีคราบของเหลวสีแดงที่แห้งแล้ว ยังคงติดอยู่เสื้อนักเรียนสีขาวก่อนจะหยุดแล้วพูดขึ้น
“ยูริว่ามันแปลกๆนะ…”
แนนโน๊ะหันไปมอง แววตานั้นไม่มีความใ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะดักอยู่แถวนี้นั่นเป็เหตุผลที่เธอเดินตามริวมา
ยูริเอียงศีรษะเล็กน้อยรอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่ดวงตาไม่ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมแนนโน๊ะถึงไม่จัดการเขาก่อนล่ะ ทั้งๆที่เจอตัวแล้วเขาก็ยอมรับเอง ว่ากำลังวางแผนจะทำอะไร”
ยูริก้าวเข้าใกล้อีกนิด แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงต่ำ“ก่อนที่เขาจะกลายเป็ฆาตกรขึ้นมาจริงๆ”
แนนโน๊ะยกมือขึ้นกอดอก “ยูริก็รู้หนิคะว่าการตัดสินคนั้แ่แรก มันเร็วเกินไป…”
ยูริหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะตอบ “หึๆ… แต่เขาจะฆ่าแน่ ถ้าปล่อยไว้แบบนั้น”
“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ก็ได้นะคะ อีกอย่างริวก็เพิ่งออกมาจากสถานสงเคราะห์ เขายังไม่รู้จักโลกมากพอ”
“ริวเหรอ… แสดงว่าแนนโน๊ะก็คงจะสนิทกันแล้วในระดับหนึ่งเลยสินะ”
แนนโน๊ะหันไปมองทางที่ริวจากไป สายตานั้นไม่ได้มองปัจจุบันแต่มองไปไกลกว่านั้น
“ริวมีเหตุผลที่ต้องทำ แต่เขายังไม่รู้ว่าตัวเองจะได้รับผลของการกระทำนั้นยังไง”
ยูริขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำตอบนั้น แต่ยังไม่พูดแทรกแนนโน๊ะก็พูดต่อ
“แทนที่จะจัดการกับเขาแล้วค่อยไปจัดการกับคนอื่นๆในโรงเรียนทีหลัง”เธอคลี่ยิ้มบางๆรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเกินไป สำหรับคำพูดนั้น “แนนโน๊ะว่า… แนนโน๊ะอยากให้โลกเป็คนสอนเขาและให้เขาเลือกเอง”
“แล้วผลลัพธ์ที่เขาทำ… จะเป็คนตัดสินเองว่าริวควรได้รับบทลงโทษแบบไหน”
แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แนนโน๊ะก็รู้ดีว่า ต่อให้ริวจะรู้จักโลกมากขึ้นและได้พบเจอกับหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง มันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนความคิดของริว และก็ไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายของเขาเช่นกัน
แนนโน๊ะหันกลับไปมองทางที่ริวจากไปอีกครั้งเหมือนกำลังมองเส้นทางที่ถูกขีดไว้แล้ว ต่อให้เลี้ยวหลบ สุดท้ายก็ยังมุ่งไปยังเส้นทางเดิม
“แนนโน๊ะไม่ได้มาที่นี่เพราะริว แต่มาเพราะสิ่งที่อยู่เื้ัภายในโรงเรียนนี้…”
“ส่วนริวก็แค่เดินเข้ามาในเส้นทางเดียวกันเป้าหมายเดียวกัน แต่คนละเหตุผล”
ยูริไม่พูด เพียงฟังอย่างเงียบๆ และรอยยิ้มบนใบหน้านิ่งลงเล็กน้อยจากนั้นแนนโน๊ะหันกลับมาที่ยูริครั้ง แล้วพูดต่อ
“ที่ยูริพูดไม่ผิดนะคะ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ริวจะกลายเป็ปัญหาแน่ๆ แต่ตอนนี้… ยังไม่ใช่”
แววตาแนนโน๊ะฉายแววบางอย่าง เหมือนกำลังนึกย้อนไปในตอนก่อนหน้าที่เธอเคยถามเขาเพื่อที่ทดสอบแล้ว และริวเลือกจะพูดความจริง นั่นทำให้แนนโน๊ะรู้ว่าริวไม่ได้อยากจะปิดบังเื่แต่เพราะเขาไม่อยากสร้างปัญหาให้ใคร หรือกลัวว่าตัวเองจะตายก่อนเป้าหมาย
“เพราะงั้น… แนนโน๊ะถึงอยากรอดู ว่าถ้าวันหนึ่ง…ริวเดินไปถึงปลายทางจริงๆ จะเป็ยังไง”
สิ้นสุดเสียงนั้น รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าเป็รอยยิ้มที่อ่านไม่ออก ยูริจ้องหน้าเธออยู่นาน ราวกับพยายามมองให้ทะลุ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ยูริรู้สึกว่า… แนนโน๊ะดูเข้าใจผู้คนจังนะ”
“แนนโน๊ะเป็แบบนี้… ั้แ่ตอนนั้นหรือเปล่าน่า”
แนนโน๊ะไม่ตอบคำถามนั้น เธอเพียงยืนอยู่ท่ามกลางความมืดแววตายูริไหววูบ ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวนั่นคือตอนที่ครูหวาน กำลังจะสารภาพกับจุนโกะความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ราวกับทุกอย่างถูกตัดสินไปแล้ว เหมือนคนที่วางหมากลงบนกระดานและกำลังรอให้หมากตัวหนึ่งเดินไปถึงตำแหน่งที่เธอเลือกไว้ ก่อนที่แนนโน๊ะจะหันหลังแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองยูริอีกเลย
ไม่นานต่อมา แนนโน๊ะก็จะคลายแขนที่กอดอก แล้วหันหลังให้ยูริเธอไม่พูดอะไรอีก เพียงก้าวเดินย้อนกลับไปตามทางเดินยาวของโรงเรียน เสียงฝีเท้าดังกึก… กึก… สะท้อนกับผนังอาคารที่ไร้ผู้คน ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ยูริยืนมองแผ่นหลังนั้น จนร่างของแนนโน๊ะค่อยๆเล็กลงเลือนหายไปในความมืด เสียงฝีเท้าเริ่มเบาลง จากชัดเป็แ่ ก่อนจะเงียบสนิท เหลือเพียงความวังเวงสายลมหนาวพัดผ่านเบาๆทำให้กลิ่นของเหลวสีแดงที่ยังติดเสื้อนักเรียนของเธอฉุนขึ้นเล็กน้อย
ยูริลดขวานลงข้างตัว ปล่อยให้ปลายคมแตะพื้นเบาๆ“หวังว่าแนนโน๊ะจะคิดไม่ผิดนะ”
สายตาของยูริเลื่อนมองไปยังทางที่ริวจากไปแววตานั้นแข็งกระด้าง ไม่ไว้ใจ ไม่เมตตา เพราะเธอก็รู้ว่าสิ่งที่ริวพูดออกมานั้น ไม่ใช่ทั้งหมดเธอจึงยังไม่ปักใจเชื่อ
ยูริยกขวานขึ้นพาดไหล่ รอยยิ้มบางๆปรากฏที่มุมปากไม่ต้องรอให้ใครมาตัดสินหรอก ยูริจะเป็คนตัดสินเอง.. เธอคิดในใจก่อนจะก้าวเท้าเดินจากไปจากจุดยืน
ลมเย็นพัดผ่านทางเดิน ไฟเหนือศีรษะกะพริบวูบหนึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง