“ถึงตายเชียวหรือ?หวังว่าป่านี้คงไม่มีคนเคยตายนะเ้าคะ?” ซิวลู่ถิงขนลุกซู่เมื่อได้ยินคำว่าค่ายกลนี้ทำให้คนตายได้
จินวั่งซูหัวเราะหึๆ“ที่นี่น่ะหรือ? ไม่มีหรอก ข้าพูดถึงว่าหากค่ายกลไม่มีผู้ดูแลอยู่น่ะแต่ที่นี่อาจารย์ใหญ่หวังคอยให้เ้าสายฟ้าคอยดูแล ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีคนตายในนี้นะเอาล่ะ รีบกินรีบเดินกันเถอะ หากได้เวลาเ้าสายฟ้ามาลาดตระเวนจะยุ่งเอา”
ชายหนุ่มผู้ช่ำชองเื่ค่ายกลเมื่อเดินผ่านจุดแยกที่สิบเอ็ดพลันขมวดคิ้วมุ่น “ทุกคนหยุดก่อน”
“เกิดอะไรขึ้นหรือหัวหน้าจิน?”
“พระชายาดูเหมือนข้างหน้าจะมีกับดักพะยะค่ะ ระวังพระองค์ด้วย!”
ชิงหลานหรี่ตาลงนางกวาดตามองไปรอบสองมือชักกระบี่ทั้งสองออกมาเตรียมไว้ ชิงเว่ยเว่ยประหลาดใจนักครั้งก่อนที่พวกนางเข้ามาอาจารย์ใหญ่หวังไม่เห็นจะเจอกับดักเลยสักนิด
“หมอบลง!”ไห่ฮ่าวที่อยู่ข้างหลังตาไวเห็นเงาตะคุ่มๆ จำนวนหนึ่งไหววูบอยู่หลังพุ่มไม้
เด็กทั้งหมดที่ได้ยินคำเตือนจากหัวหน้าจินพากันย่อตัวลงและคอยมองซ้ายมองขวาอยู่แล้วเมื่อได้ยินคำสั่งว่าหมอบลงก็แนบร่างลงกับพื้นในทันที ฉีเหยียนนึกถึงใบหน้าของอาจารย์หูผู้สอนหมัดมวยที่ฝึกการหมอบคลานให้คล่องแคล่ว
‘วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวสำคัญอย่างนี้นี่เองไม่คิดเลยว่าเพิ่งเรียนมาก็จะได้นำมาใช้แล้ว’
ฟิ้ว!ฟิ้ว! ฟิ้ว!
คนทั้งหมดที่หมอบอยู่รวมทั้งจินวั่งซูที่ย่อกายหลบหลังต้นไม้และชิงหลานที่ยืนจังก้าถือกระบี่ให้มือทั้งซ้ายขวาเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้าพร้อมกันลูกธนูหลายสิบดอกลอยละลิ่วขึ้นสูงและพร้อมจะปักลงยังร่างของคนทั้งหมดที่หมอบอยู่เ้าของกระบี่ทิวาราตรีมิได้ประสานกระบี่เพราะเกรงจะมีสายฟ้าฟาดลงมานางตวัดกระบี่ทั้งสองหมุนวนเกิดลมหมุนเอาลูกธนูทั้งหมดกระเด็นกระดอนออกไปไห่ฮ่าวที่ชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมตวัดธนูที่หลงทิศมาใกล้เขาให้หักเหไปปักบนลำต้นของต้นไม้ใหญ่ข้างๆ
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
“ขยับเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่เร็ว!” ไห่ฮ่าวร้องบอกเด็กทั้งหมดรีบคลานอย่างรวดเร็วไปอยู่หลังต้นไม้ที่เลยไปหลังหัวหน้าจิน
เงาตะคุ่มเมื่อครู่ครั้นเห็นฝีมือของสตรีที่ถือกระบี่คู่ก็รีบหลบวูบวาบ
“อย่าตามพะยะค่ะ! รีบออกไปจากที่นี่ก่อนดีกว่าไม่ปลอดภัยแล้ว” จินวั่งซูรีบสอดส่ายสายตามองหาเงาคนร้าย“พวกมันแค่มาขู่เราเฉยๆ”
คนทั้งกลุ่มรีบเดินตามหลังจินวั่งซู่ที่ก้าวเท้าเร็วและบอกให้สังเกต“ดูที่โคนต้นไม้ให้ดี เป็เพราะเราเดินมาถูกทางแล้วแยกต่อไปโคนต้นไม้ที่เป็ทางออกจะมีโพรงเล็กๆ ปรากฏขึ้น แต่คนทั่วไปจะไม่สังเกตเพราะจะมีกอหญ้าบังเอาไว้คนช่างสังเกตและสุขุมรอบคอบเท่านั้นที่จะมองเห็น”
เด็กๆตื่นใกับห่าธนูเมื่อครู่จนมิได้สังเกตอย่างที่หัวหน้าจินสอนนักพวกเขารีบร้อนเดินตามหลัง มีเพียงชิงเว่ยเว่ยที่มองดูโคนต้นไม้ตามที่จินวั่งซูบอก เป็เพราะนางมีพื้นฐานวรยุทธ์พอสมควรจึงก้าวเดินได้เร็วและสายตาว่องไว
“เราออกมาได้แล้ว!”ฉีเหยียนที่สองเค่อก่อนหัวใจแทบจะหยุดเต้นเพราะมองเห็นห่าธนูลอยละลิ่วลงมาหาตนร้องออกมาด้วยความลืมตัว
“ฉีเหยียนอย่าเพิ่งเสียงดังรีบเดินหลบไปทางโน้นเร็วเข้า”จินวั่งซูชี้เส้นทางที่พวกเขาแอบขึ้นเขาไข่ัมาทางด้านชายป่าด้านหลังซึ่งเป็ผาสูงพอประมาณต้องใช้การไต่บันไดเชือกลงไป
ซิวลู่ถิงสะกดกลั้นอาการปวดขาเอาไว้อย่างสุดความสามารถนางกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามหลังฉีเหยียนโดยมีพี่ชายคอยช่วยผลักหลังเพราะรู้ว่าน้องสาวตัวอ้วนผู้ี้เีออกกำลังเริ่มจะเดินไม่ไหวเด็กชายลอบกระซิบปลอบนาง
“อดทนหน่อยถิงเอ๋อร์! เ้าเป็นักสืบดาวขาวเชียวนะ”
เมื่อได้ยินตำแหน่งนักสืบของตนเองซิวลู่ถิงก็ฮึกเหิมขึ้นมา นางไม่กล้าบ่นว่าเหนื่อยให้ผู้ใดได้ยินในยามนี้เพราะว่าตำแหน่งนักสืบของนางอาจจะถูกหัวหน้าจินปรับลดลงไปเหลือนักสืบดาวแดงก็ได้แต่มือกับแขนของนางก็เริ่มอ่อนล้าตอนที่ไต่ลงจากผาไปตามบันไดเชือกใกล้จะถึงพื้นนางถึงกับไถลลงแทนการปีนลงจนไห่ฮ่าวที่ช่วยรอรับอยู่คนละข้างกับจินวั่งซูเกือบประคองไว้ไม่ทัน
พลั่ก!
“โอ๊ย!”
“คุณหนูซิวเจ็บหรือไม่ขอรับ?”
ซิวลู่ถิงที่หงายลงกระแทกร่างของไห่ฮ่าวเจ็บจนน้ำตาเจียนจะหยดแต่ก็อดทนเอาไว้หันไปขอโทษผู้อารักขาหนุ่มที่ทำให้เขาต้องลำบาก
“ไห่ฮ่าวเ้าไม่เจ็บใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็อะไรขอรับคุณหนูไม่เจ็บก็ดีแล้ว”
จินวั่งซูบอกให้ซิวอี้เซิงวิ่งนำหน้าไปขึ้นบันไดปีนเข้ากำแพงบ้านบัณฑิตชราแล้วเร่งเด็กที่เหลือให้ตามไปติดๆ ไห่ฮ่าวเข้ามาเป็คนสุดท้ายเขาคอยเก็บบันไดเชือกที่ทุกคนใช้ปีนลงจากผาเด็กทั้งสามที่เพิ่งเคยเห็นวิชาตัวเบาของผู้อารักขาชิงเว่ยเว่ยครั้งแรกถึงกับตกตะลึงเมื่อเขากระโจนตามบันไดเชือกกลับขึ้นไปบนเขาไข่ัอย่างรวดเร็วม้วนบันไดเชือกเสร็จก็ร้องบอกจินวั่งซูให้พลิกบันไดไม้กลับมาพาดฝั่งผาเล็กๆนั่นไว้จากนั้นเขาก็ะโลงมาด้วยวิชาตัวเบาแตะปลายบันไดแล้ววิ่งไต่ลงมาคล้ายเดินบนก้อนเมฆ
“พวกเ้ารีบเข้าไปบ้านบัณฑิตาุโก่อนเดี๋ยวไม่ทัน”หูของเขาได้ยินเสียงหวีดร้องของเ้าสายฟ้ามาแต่ไกล จึงรีบหันไปเตือนไห่ฮ่าวกับพระชายา ชิงหลาน
“เร็วเข้า! ดูเหมือนเหยี่ยวระวังภัยจะมาแล้ว!”
ไห่ฮ่าวกับจินวั่งซูใช้วิชาตัวเบากระโจนขึ้นบนกำแพงดึงบันไดไม้ไผ่ยาวเข้ามาเก็บอย่างรวดเร็วก่อนที่เหยี่ยวระวังภัยตัวนั้นจะบินโฉบผ่านมา
“เฮ้อ! เกือบไปแล้ว! หากว่าเ้าสายฟ้าพบพวกเราเข้า ข้าล่ะี้เีทะเลาะกับหวังต้าจิ้ง”
เด็กทั้งสี่หันไปสบตากันพวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าอาจารย์ใหญ่หวังเคยทะเลาะกับจินวั่งซูชายหนุ่มที่บ่นเมื่อครู่คล้ายจะรู้ตัวจึงหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้เด็กๆ
“พวกเ้าไม่ต้องใส่ใจหรอกน่าข้ากับอาจารย์ใหญ่หวังของเ้าคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่หลายอย่างเป็ผู้ใหญ่แล้วจะทะเลาะกันบ้างย่อมเป็เื่ธรรมดา”
ซิวอี้เซิงที่ยังติดใจเื่ของกลุ่มเงาที่มายิงธนูใส่พวกตนรีบเอ่ยถาม“หัวหน้าจินขอรับ พวกที่มาข่มขู่พวกเรา ท่านว่าเป็ผู้ใด?”
จินวั่งซูสีหน้าเคร่งขรึม“เห็นทีเื่นี้จะต้องให้อาจารย์ใหญ่หวังของพวกเ้าจัดการแล้วล่ะ”
“พวกเราเข้าไปสืบกันเองไม่ได้หรือขอรับ?”
“ไม่ควรอย่างยิ่ง!เื่นี้อันตรายเกินกว่าพวกเ้าจะรับมือได้เ้าไม่เห็นหรือว่าเมื่อครู่คนพวกนั้นไม่ได้โผล่หน้ามาให้เราเห็นแม้สักคนดูเหมือนพวกเขาจะพยายามปกปิดตัวตนและซ่อนอยู่ในป่าไข่ั”
ชิงเว่ยเว่ยหันมาหาหัวหน้าสำนักข่าว“ตอนที่ข้าหลงป่าคราวก่อน เงาที่ข้าเห็นน่าจะเป็คนพวกนี้ล่ะเ้าค่ะทีแรกข้านึกว่าเป็ิญญาหรือไม่ก็ตนเองตาฝาดแต่มาวันนี้รู้แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่!”
******************************

