“ท่านผู้พันกับคุณนายเชิญทางนี้ครับ”ชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนกับเป็ผู้จัดงานรีบออกมาต้อนรับคนทั้งคู่ในทันที
หยินจินซีที่ได้ยินดังนั้นใบหน้าของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นในทันที
“ผู้พันเยว๋คะ รีบแก้ข่าวให้ฉันทีสิคะว่าฉันไม่ใช่คุณนายของคุณเขาน่าจะเข้าใจผิด”เธอแอบกระซิบเขาเมื่อเห็นว่าชายคนนั้นน่าจะกำลังเข้าใจผิดสถานะของเธอ
ใบหน้าหล่อส่งยิ้มหวานให้กับเธอก่อนจะจับมือเล็กของเธอให้ขึ้นมาคล้องที่แขนของเขา
“ทำไมต้องแก้ข่าวด้วยล่ะครับในเมื่อตำแหน่คุณนายก็ต้องเป็ของคุณอยู่แล้วไม่ช้าหรือเร็วคุณก็ต้องเป็คุณนายของผมอยู่ดี”
ใบหน้าเล็กๆที่แดงระเรื่ออยู่แล้วกลับยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปอีกด้วยความเขินอายก่อนจะยิ้มน้อยๆออกมา
“ไปกันเถอะครับ”เขาค่อยๆเดินประคองเธอขึ้นไปนั่ง้าของตัวอาคารที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆดาดฟ้าสูงด้านหน้ามีเวทีขนาดใหญ่อีกทั้งมีเก้าอี้ที่เรียงรายอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งมีไว้สำหรับแขกระดับสูงที่มาร่วมงาน
ครั้นเมื่อเธอนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆผู้พันเยว๋สายตาของคนในงานต่างจับจ้องมองมาที่เธอเป็ตาเดียวด้วยความชื่นชม
“นั่นคุณนายผู้พันเยว๋งั้นเหรอหน้าตาสะสวยเชียว”
“จริงด้วยดิฉันก็เพิ่งจะเคยเห็นท่านควงคู่มากับคุณนายก็งานนี้แหละ”
“เป็คู่ที่เหมาะสมกันจริงๆเลยค่ะ”เหล่าภรรยาของแขกในงานต่างพูดคุยกระซิบกระซาบกันด้วยความชื่นชม
หยินจินซีที่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเ่าั้ก็ทำให้เธออดยิ้มไม่ได้
ไม่นานนักผู้จัดงานก็ได้กล่าวเรียนเชิญให้ผู้พันเยว๋ขึ้นไปกล่าวเปิดงาน
เธอมองดูเขาที่ยืนอยู่บนเวทีอย่างสง่างาม คำพูดคำจาที่ดูฉะฉานช่างดูเป็ผู้นำที่มีเสน่ห์เหลือเกิน
ครั้นเมื่อเขาพูดจบเสียงปรบมือก็ดังลั่น เขาส่งยิ้มให้กับผู้คนในงานอย่างอ่อนน้อมก่อนจะรีบเดินมานั่งลงที่ข้างๆหญิงสาวในทันที
เมื่องานได้เริ่มต้นขึ้นเสียงพลุก็ดังขึ้นในทันที
ปั๊ง ปั๊ง ปั๊งเสียงนั้นดังกึกก้องไปทั่วทั้งงาน แสงไฟที่สว่างวาบกลายเป็ดอกไม้สีทองที่กำลังเบ่งบานไปทั่วทั้งท้องนภาอันมืดมิด
ใบหน้างามแหงนขึ้นมองด้วยความตื่นเต้น
เขาเหลือบมองใบหน้าที่ดูมีความสุขนั่นของเธอยิ่งในยามที่ใบหาขาวเนียนต้องกับแสงสว่างไสวของพลุไฟยิ่งทำให้เธอสวยงามโดดเด่นจนเขาหยุดที่จะจ้องมองและชื่นชมในความสวยงามน่ารักนั่นของเธอไม่ได้
“สวยมากเลยนะคะ”เธอหันมายิ้มให้กับเขาอย่างตื่นเต้น
เขาเปรยยิ้มหวานให้กับเธอ
“ครับสวยมาก แต่ผมว่าน่าจะสวยไม่สู้คุณนายของผมในตอนนี้”
ใบหน้าเล็กๆยิ้มมุมปากเบาๆด้วยความเขิน
“รู้มั๊ยคะว่าคำพูดของคุณในคืนนี้ฉันเก็บไว้หมดแล้ว ทุกคำที่คุณพูดออกมาจะเป็ของฉันแค่คนเดียว”
เขายิ้มให้เธออีกครั้ง“ทุกคำพูดของผมเป็ของคุณแค่คนเดียวั้แ่วินาทีแรกทีผมได้พบคุณ”
เธอยิ้มให้เขาอย่างพอใจก่อนจะหันกลับไปมองพลุไฟที่สว่างไสวอยู่บนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่นั่น
เมื่องานจบลงผู้พันเยว๋ก็รีบพาหยินจินซีกลับไปส่งที่บ้านในทันที เขารีบโค้งคำนับและกล่าวคำขอโทษจินหยงผู้เป็แม่ของหยินจินซีในทันทีเมื่อเห็นเธอมายืนรอบุตรสาวอยู่ที่หน้าบ้านด้วยความเป็ห่วง
“ผมต้องขอโทษคุณน้าที่พาคุณหยินจินซีมาส่งช้านะครับ”เขากล่าวอย่างสุภาพ
จินหยงยิ้มให้กับผู้พันเยว๋อย่างเอ็นดู
“น้ายังไม่ว่าอะไรเลยจ๊ะ น้าเข้าใจงานพลุไฟหนึ่งปีมีครั้งอีกอย่างจินซีก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนแค่เธอได้ออกไปเปิดหูเปิดตาพอมีความสุขบ้างน้าก็ดีใจ”
“คุณแม่ผู้พันเยว๋ดูแลลูกเป็อย่างดีค่ะ”
จินหยงยิ้มให้กับบุตรสาว
แม่เห็นหนูมีความสุขแม่ก็รู้แล้วจ๊ะว่าผู้พันดูแลหนูดีมาก”
เขายิ้มให้กับสองแม่ลูก
“นี่ก็ดึกมากแล้วผมคงจะรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณน้ากับคุณหยินจินซีมากไปถ้าอย่างนั้นผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ”เขาพูดขึ้นด้วยความเกรงใจ
“จ๊ะ ยังไงถ้ามีเวลาก็มาดื่มชากับน้าบ้างก็ได้นะเผื่อเราจะได้ทำความรู้จักกัน”
ผู้พันเยว๋ยิ้มกว้างด้วยความดีใจเพราะแค่เขาได้ฟังที่คุณแม่ของหยินจินซีพูดก็รู้แล้วว่าเธอเปิดทางให้เขากับกับบุตรสาวของเธอแล้ว
“ครับคุณน้าผมจะต้องหาโอกาสมาแน่นอนครับถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”เขาพูดขึ้นก่อนจะหันไปยิ้มให้กับหยินจินซี
“คืนนี้ฝันดีนะครับคุณหยินจินซี”
“คุณก็เช่นกันค่ะ”
เขายิ้มให้กับเธอพร้อมกับเดินขึ้นรถไป
หยินจินซียังคงส่งยิ้มหวานจ้องมองรถของเขาที่ขับออกไปจนไกลลับตา
“จินซีจ๊ะแม่ว่าลูกรีบเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเข้านอนได้แล้วจ๊ะมัวแต่ยิ้มอยู่นั่นแหละผู้พันเยว๋ไม่น่าจะเห็นแล้วกระมัง”จินหยงตำหนิบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
“คุณแม่น่ะ แซวลูกอีกแล้วถ้าอย่างนั้นลูกขอตัวกลับห้องก่อนะคะ”ใบหน้าเล็กๆยิ้มอย่างเขินอายก่อนจะรีบเดินกลับห้องของเธอในทันที