ร่างเฉินหนาน มายืนข้างหน้าสัตว์อสูรนกอินทรีหัวล้าน ไม่นาน…เขาก็เริ่มก่อกองไฟ พักบริเวณซากป่าเก่าแห่งนั้นทันที
เมื่อเอาหน่อแรดสัตว์อสูรเขาไฟ ที่ได้มาจัดเป็สมบัติกระดูก แล้วขัดเกลาเปลี่ยนมันเป็มีดแหลมคม ส่วนที่เหลือ เฉินหนาน ก็ใช้มันทำปลายหอก
…ครั้นเวลาล่วงเลยไป เสียง แปะๆ ก็เริ่มดังขึ้นมาไม่ขาด จากกองไฟที่มีเนื้อสัตว์อสูรย่าง ส่งกลิ่นควันหอมลอยคละคลุ้ง
ทว่าเฉินหนาน ไม่ได้ก่อกองไฟ ใกล้ซากศพสัตว์อสูรนกอินทรีหัวล้าน ครั้นรับรู้มันจะดึงดูดกลุ่มนักล่าเนื้อหิวโหยมาเยือน เมื่อมีหมาป่าขนสีน้ำตาล กำลังร้องเรียกฝูง เข้ามากัดกิน ลากซากศพไป
เฉินหนาน กินเนื้อสุกสีเหลืองทองเข้าปากไปคำโต ก่อนเคี้ยวเนื้อเหนียวๆ กล่าวพึมพำเบาๆ “พวกเราต่างคนต่างอยู่แล้วกัน”
เมื่อมองพวกหมาป่าขนสีน้ำตาลเ่าั้ พวกมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเฉินหนาน แม้แต่เ้าแรดเขาไฟตัวนั้นก็เช่นกัน
แต่ไม่ใช่สำหรับสัตว์อสูรมีปีกครองเวหา ถือว่าเป็ปัญหาใหญ่กับเฉินหนานไม่น้อย
เนื่องด้วยเขายังไม่สามารถเหาะทะยานได้ ผู้ที่จะบินทะยานบนฟ้าอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีขั้นพลัง ระดับเซียน ที่จะถูกเรียกว่าจอมยุทธ์แท้จริง ของวิถียุทธ์9ขั้น แบ่งแยกย่อยเป็สามขั้นการฝึกฝนใหญ่ ฝึกกาย ฝึกปราณ แล้วก็ฝึกจิต
“สตรีมอบน้ำเต้าสายตาเ็า สวมผ้าคลุมบางปกปิดใบหน้า สตรีนางนั้นเอง ก็น่าจะไปอยู่ระดับฝึกปราณ แรกเริ่มแล้วซินะ”
“ตี้เทียนเองก็ใกล้จะถึงขั้นนั้น…อีกไม่ช้าแล้วกระมัง?”
“เฮ้อ!” เฉินหนานอดไม่ได้จะกล่าวงึมงำบ่นกับตนเอง มองสำรวจร่างกายตนเองที่ผิดแปลกกว่าผู้ฝึกฝนคนอื่นๆ แม้แต่ระดับพลังของเขาเอง ก็ยังไม่สามารถรับรู้ได้
ทำให้เฉินหนานค่อนข้างลำบาก เวลาประเมินศัตรู กับกำลังของตนไม่น้อย เมื่อค่อยๆ ข่มตาหลับพักผ่อน แขนเท้าไปที่หัวเข่า มืออีกข้างจับด้ามหอก เฝ้าระวังตลอดเวลา แม้จะปิดเปลือกตา แต่ปฏิกิริยาการรับรู้ความอันตราย ยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
…ยามค่ำคืน ที่อันตรายของแดนเถื่อน เฉินหนาน
ก็สามารถรอดพ้นค่ำคืนไปได้อีกวัน เมื่อดับกองไฟ หอบสัมภาระออกเดินทางอีกครั้ง
เขาก็มักเลี่ยงพื้นที่หมู่บ้านของคนเผ่าพื้นถิ่น จากสายตาไม่เป็มิตรชาวบ้านเ่าั้ อาจจะนำพาปัญหามาสู่เขาได้ ทว่าก็แลกมาด้วยความอันตราย เสี่ยงเจอสัตว์อสูรอยู่ไม่น้อย
การเดินทางเฉินหนาน เต็มไปด้วยความว่องไว ราวกับจะไม่มีเหนื่อย เขามาไกลมาก หากเทียบแล้วเท่าม้าหนุ่มวิ่งมาสองวันเต็ม เมื่อยามพระอาทิตย์ตกดิน ใกล้มาเยือนอีกครั้ง
ร่างผอมเฉินหนานแอบอยู่บนต้นไม้ ใกล้บริเวณลำธารน้ำไหลเชี่ยวกราก มองสัตว์อสูร มาดื่มกินน้ำด้วยสายตาของนักล่า
เฉินหนานพลันกระชับหอกในฝ่ามือไว้มั่น ครั้นฝึกปาหอกมาตลอดทาง หาแมลง งูพิษ ใส่เข้าไปภายในน้ำเต้าหล่อเลี้ยงไม่ขาด
เฉินหนานก็พุ่งปาหอก ทะลวง ฟิ้ว! ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างสัตว์อสูรกวางขาว ร่างถูกตรอกตรึงกับพื้นบริเวณลำธาร ชนิดมันตายตกคาที่
…ร่างคนสวมชุดหนังสัตว์ ถักทอหยาบๆ หนุ่มน้อยออกมาจัดการกับเนื้อสัตว์อสูรอย่างทะมัดทะแมง แล้วเริ่มก่อกองไฟยามมืดสลัวคืบคลานมาเยือนอีกครั้ง
เฉินหนานคิดว่าค่ำ คืนนี้จะผ่านพ้นไปอีกวันเสียอีก เฮ้ย!
แต่เหมือนว่าจะไม่เป็เช่นนั้นเสียทีเดียว เมื่ออีกทิศทางหนึ่ง มีเปลวไฟสีแดงลุกโชนขึ้นมา ทำให้พื้นป่าสว่างวาบกันเชียว
“หืม! เขตหมู่บ้านคนไม่ใช่หรือ?” เฉินหนานที่ว่าจะไม่คิดสนใจ แต่ครั้นได้ยินเสียงกรีดร้องดังแว่วเข้ามาภายในโสตประสาท
มันก็กระตุ้นนิสัย ความอยากรู้ อยากเห็นของเขาขึ้นมาไม่น้อย
เฉินหนานกล่าวกับตนเอง “อย่างไรข้าต้องเดินทางในแถบป่าเถื่อน ละแวกนี้อยู่แล้ว รู้ตัวศัตรูก่อน ก็น่าจะไม่เสียหายอะไร”
ฉับพลันร่างเขาก็ลุกพรวดพราด จากกองไฟตรงไปยัง บริเวณหมู่บ้านสว่างวาบด้วยเปลวเพลิงทันที
ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้ เฉินหนานยิ่งได้กลิ่นคาวเื ความตายรุนแรงขึ้นมาทุกเสี้ยวขณะ ชนิดเตะจมูก ย้นถูมันอย่างไร กลิ่นเืก็ไม่จางหาย “หมู่บ้านชนเผ่าพื้นถิ่นถูกโจมตีงั้นหรือ?”
เฉินหนานเข้าไปภายในบริเวณหมู่บ้าน เต็มไปด้วยกองไฟทันที เมื่อไม่เห็นผู้บุกรุก รอบเสาหินทางเดิน เต็มไปด้วยรอยกรงเล็บ ของสัตว์ร้าย ผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาด ราวกับถูกฟาดฟัน จากความเคียดแค้น
‘ไม่มีผู้รอดชีวิตเลยงั้นหรือ?’ เฉินหนานกวาดสายตาราวกับปลาตาย ก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจสั่นสะท้าน
“ไม่ใช่” ครั้นเฉินหนานเห็นเด็กสาวสตรีน้อย ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่ง นางน่าจะอายุ ราวๆ 8-9ปี สวมใส่ชุดคนพื้นถิ่น ยิ้มออกมาแล้วล้มลง เมื่อเห็นเฉินหนาน จากที่ไกลๆ