เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    บทที่ 30

    บทที่ 30 พู่กันที่กำลังขีดเขียนตัวอักษรมากมายลงไปในแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ ด้านข้างที่มีกองกระดาษมากมายที่เขียนเสร็จแล้วตั้งอยู่สูงจนถึงใบหน้า บุรุษชุดขาวงามสง่ากำลังนั่งตวัดพู่กันลงไปในกระดาษเปล่าอยู่ที่โต๊ะใจกลางห้องสี่เหลี่ยม หยางหลงนั้นกระทำเช่นนั้นอยู่ตั้งแต่ตนกลับมาจากวังหลวง เขาอดนอนทั้งคืนเพื่อเขียนตัวอักษรเหล่านี้ สิ่งที่เขากำลังเขียนอยู่คืออะไรกันมิมีผู้ใดรับรู้ กระทั่งตอนนี้แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วจนสว่างสไว บุรุษหนุ่มที่นั่งเขียนมาตั้งแต่กลางดึกจนบัดนี้ยังไม่หยุดมือ แม่นางเสวี่ยเฟยที่เห็นเช่นนั้นนางก็นั่งเฝ้าอยู่ที่ตรงเขาอยู่ตรงนั้นโดยไม่ถามไถ่สักคำว่าหยางหลงนั้นกำลังกระทำอันใดอยู่ นางนั่งเฝ้าตั้งแต่กลางดึกจนนางหลับไปเมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังคงเห็นหยางหลงนั้นทำเช่นเดิมอยู่ ท่าทางของหยางหลงขนาดที่กำลังเขียนอะไรบางอยู่นั้นมันดูจริงจังเอาเสียมากๆจนนางนั้นไม่กล้าจะเอ่ยถาม แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นได้ลุกออกไปเพื่อเตรียมอาหารมาให้หยางหลงที่ยังคงหมกมุ่นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่สนสิ่งรอบข้าง เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งแม่นางเสวี่ยเฟยนั้นยกอาหารเช้าเข้ามาภายในห้อง นางวางมันลงไปที่ส่วนที่ว่างอยู่ของโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองกระดาษ หลังจากที่นั่งวางมาลงที่โต๊ะพู่กันที่กำลังขีดเขียนตัวอักษรอยู่นั้นก็ได้หยุดลงหลังจากเขียนอักษรตัวสุดท้ายจบ เฮ้อ!!! หยางหลงถอนหายใจออกมา “ เสร็จสักที.... ” หยางหลงกล่าวหลังจากถอนหายใจ “ ท่านกำลังทำอะไรอยู่..? ” แม่นางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามออกมาหลังจากเห็นว่าหยางหลงนั้นกระทำเสร็จแล้ว นั่งได้เดินลงที่เก้าอี้ๆข้างกายของหยางหลง “ เนี่ยน่ะเหรอ... ” หยางหลงเอ่ยพลางกับหยิบกระดาษกองหนึ่งมาส่งให้มือของแม่นางเสวี่ยเฟย นางก็รับมันไว้ด้วยท่าทางมึนงงก่อนที่นางจะเริ่มกวาดสายตาอ่านตัวอักษรที่ถูกเขียนอยู่ในกระดาษในมือ มันคือกำหนดการณ์ของหมู่บ้านห้าธาตุปกติแล้วหยางหลงจะต้องเป็นคนส่งจดหมายให้กับกุ้ยตานทุกๆอาทิตย์ ว่าหมู่บ้านนั้นจะต้องพัฒนาต่อไปเช่นไร แต่ที่น่าแปลกก็คือมันเป็นกำหนดการณ์ที่มีความยาวถึงสองเดือน เมื่อได้อ่านแม่นางเสวี่ยเฟยก็รู้สึกประหลาดใจนางหันกลับไปมองที่หยางหลงด้วยความสงสัย “ ข้าเขียนไว้ในระยะเวลาสองเดือน เจ้าช่วยส่งจดหมายหลายนี้ไปที่หมู่บ้านทุกๆเจ็ดวันแทนข้าด้วย ” นางยังมิได้เอ่ยถามหยางหลงก็ตอบออกมาเองในทันทีที่เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของนาง นางมิใช่คนโง่เขลานางรู้ได้จากคำพูดของหยางหลงแล้วว่าความหมายของคำพูดนั้นคืออะไร หัวใจของนางเริ่มสั่นไหวความรู้สึกหวิวๆบังเกิดขึ้นภายในใจ “ ทำไมท่านถึงไม่ส่งให้พวกเขาเอง.... ” นางเอ่ยถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว ใบหน้าของหยางหลงนั้นเผยรอยยิ้มออกมา “ ข้ารู้ว่าเจ้านั้นรู้คำตอบดี... ” บุรุษชุดขาวงามสง่าได้เอ่ยพลางกับเอื้อมมือไปของตนนำไปวางไว้บนศีรษะของนางอย่างเบามือ มันเป็นการกระทำที่ยุคนี้มิค่อยมีผู้ใดทำสักเท่าไหร่ ฝ่ามืออุ่นๆได้วางลงบนศีรษะของนางแก้มทั้งสองของนางเริ่มแดงก่ำขึ้น ใจของนางเริ่มสั่นระรัวอีกครั้ง “ ข้าจำเป็นต้องจากไปสักระยะจริงๆก็ไม่ถึงขนาดที่ข้าเขียนไว้หรอก... ” หยางหลงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ ท่านจะเมื่อไหร่...? ” น้ำเสียงของแม่นางเสวี่ยเฟยที่เอ่ยออกมาเริ่มสั่นๆ “ ข้ากำลังจะไปแล้ว ” เมื่อได้ยินคำตอบกลับมาเช่นนั้นมันก็ทำให้หยดน้ำตาหนึ่งหยดไหลออกมาจากดวงตาของนางทั้งสองข้างของนาง หยางหลงสังเกตุเห็นมันอย่างชัดเจนแม้มันจะเป็นน้ำตาเพียงแค่หยดเดียวที่ไหลออกจากดวงตาของนาง “ อะไรกันเจ้าร้องไห้งั้นหรือ... ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่นางเสวี่ยเฟยก็นำมือของนางเช็ดหยดน้ำตาที่กำลังไหลลงมา นางส่ายหัวไปมาเพื่อบอกว่านางไม่ได้ร้องไห้ หยางหลงได้ยกฝ่ามือของตนเองออกมาจากศีรษะของนาง “ นี่เจ้าเริ่มหลงรักข้าแล้วใช่หรือไม่.... ” หยางหลงได้เอ่ยออกมานั้นทำให้แม่นางเสวี่ยเฟยที่กำลังเช็ดน้ำตาอยู่จ้องมองไปที่ใบหน้าของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้งดวงตาทั้งข้างของนางเริ่มแดงก่ำ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มแรกความสัมพันธ์ของทั้งสองมิได้เริ่มจากสิ่งที่เริ่มว่าความรัก แต่เมื่อนานวันไปทุกๆอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปรไปความใกล้ชิดมันทำให้หัวใจของนางเริ่มเปลี่ยนไป “ ท่านกินข้าวก่อนเถอะแล้วค่อยไป... ” นางเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของหยางหลง แม่นางเสวี่ยเฟยนั้น นางเบนใบหน้ากลับไปหาอาหารที่ตั้งเรียงรายอยูบนโต๊ะ แต่ทันใดนั้นเองใบหน้าของนางก็ถูกดึงกลับไปโดยมือของหยางหลงทันทีใบหน้าบุรุษตรงหน้าได้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆริมฝีปากของทั้งสองประกบเข้าหากันภายใต้ความเงียบในห้องสี่เหลี่ยม หลังจากนั้นทั้งสองก็นั่งทานอาหารมื้อนั้นจนเสร็จ ถึงเวลาที่หยางหลงนั้นต้องจากไปสตรีในชุดม่วงเข้มยืนมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาอาวรณ์ นางไม่อยากให้บุรุษผู้นี้จากไปถึงกระนั้นนางก็เลือกที่จะไม่เอ่ยความคิดของตนออกไป ในขนาดที่หยางหลงนั้นจะจากไปเขาก็นำกองกระดาญอีกหนึ่งกองมอบให้กับแม่นางเสวี่ยเฟย นางมองมันด้วยความสงสัยอีกครั้ง “ มันคือวิธีการฝึกฝนปราณ ราชสีห์ ที่ข้านั้นเขียนเอาไว้ให้เจ้าได้ฝึนฝน ส่วนเคล็ดวิชากระบี่นั้นคงไม่ต้องข้าคิดว่าเจ้าคงมีมันอยู่แล้ว ” หยางหลงนั้นคิดมาเป็นอย่างดีหลังจากที่ได้เห็นวรยุทธของนาง เพลงกระบี่ที่นางใช้รับมือกับคุณหนูทั้งสองสกุลที่หยางหลงนั้นได้เห็นมันเป็นเพลงกระบี่ที่ไม่ธรรมดาเขานั้นรู้ทันทีตั้งแต่ได้มองมัน เพราะเพลงกระบี่ชุดนั้นทั้งแม่นยำและท่วงท่ายังพิสดารยากที่จะจับทางได้ เพียงแต่แม่นางเสวี่ยเฟยนั้นยังคงฝึกฝนไม่มากพอมันจึงทำให้ความรวดเร็วของกระบี่นั้นยังไม่รวดเร็วเท่าที่มันควรจะเป็น แต่ถ้านางนั้นฝึกฝนจนชำนาญความเร็วของกระบี่ก็จะเพิ่มพูนขึ้นเอง เมื่อถึงเวลานั้นหยางหลงเชื่อว่าเพลงกระบี่ชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งเคล็ดวิชาที่โดดเด่นในยุทธภพ แม่นางเสวี่ยเฟยรับมันเอาไว้โดยไม่พูดอันใดออกไป “ เจ้าต้องดูแลตนเองด้วยละ ” หยางหลงเอ่ยพลางกับใช้มือสัมผัสลงบนศีรษะของนางอีกครั้ง หลังจากนั้นบุรุษชุดขาวได้เดินไปหยิบ‘กระบี่หยดน้ำค้างแข็ง’ ที่วางพิงไว้กับโต๊ะขึ้นมาบนมือ สตรีชุดม่วงเข้มได้จ้องมองกระบี่ในมืออย่างไม่กระพริบตานางรู้สึกประหลาดใจกับกระบี่เล่มนั้น เพราะนางไม่เคยเห็นมันมาก่อนแล้วนางก็ไม่ทันได้สังเกตุด้วยว่ากระบี่เล่มนี้มาอยู่กับหยางหลงตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่นางก็ยังไม่ทันได้ไถ่ถามเกี่ยวกับเรื่องกระบี่เล่มนั้น บุรุษชุดขาวเบื้องหน้าก็ได้กระโดดออกไปจากหน้าต่างภายในห้องเช่นทุกครั้งที่เขานั้นเคยทำ ............................................................ณ จวนสกุลถัง ตอนนี้เข้าสู่ช่วงยามสายของวันดวงตะวันนั้นใกล้จะขึ้นสู่กลางศีรษะในอีกไม่นานนัก เรือนพักของคุณหนูสกุลถังที่คุ้นเคยวันนี้มีผู้มาเยี่ยมเยือนมิใช่ผู้ใดที่ไหนแต่เป็นคุณหนูสกุลหลิวผู้เป็นสหายตั้งแต่วัยเยาว์ของนาง สตรีผู้งดงามทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอยู่ภายในเรือนพักที่ตั้งอยู่ส่วนหลังจวน เหล่าบ่าวไพร่มากมากกำลังยืนรอบล้อมนางทั้งสองอยู่ “ พวกเจ้าออกไปได้แล้ว!!! ” ถังฟางหนิงเอ่ยขึ้นคงมิแปลกที่จะอึดอัดการที่นั่งสนทนากันแล้วมีผู้คนมากมายกำลังยืนฟังเช่นนี้ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยสักนิด “ มิได้หรอกเจ้าค่ะคุณหนู ” บ่าวนางหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “ เจ้าคิดจะขัดคำสั่งข้างั้นหรือ ” คุณหนูสกุลถึงเริ่มไม่พอใจ “ เจ้าเนี่ยเมื่อไหร่จะเลิกทำกริยาเช่นนั้นสักทีไม่สมกับเป็นคุณหนูตระกูลถังเลยสักนิด ” เสียงของปริศนาพูดขึ้นได้ดังขึ้นสตรีทั้งสองคุ้นชินกับเสียงนี้ดี สตรีผู้งดงามทั้งสองปรายสายตาไปมองทิศทางที่เสียงปริศนานั้นดังขึ้น ร่างของบุรุษชุดขาวงามสง่าได้ปรากฏตัวขึ้นทางหน้าต่างของเรือนพักแห่งนี้ บ่าวไพร่สาวต่างตกใจกับการปรากฏตัวของหยางหลง “ แย่แล้วมีคนบุกรุกไปแจ้งผู้คุ้มกันเถอะเจ้าค่ะคุณหนู ” บ่าวนางหนึ่งได้เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ พวกเจ้าหยุดตื่นตระหนกได้แล้ว จากนั้นก็ออกไปรอข้างนอกกันให้หมดแล้วห้ามไปบอกกับผู้คุ้มกันด้วย ” คุณหนูสกุลถังเอ่ยอีกครั้ง แต่พวกบ่าวไพร่ก็เงียบแล้วมองคุณหนูของตนด้วยสายตาที่เป็นกังวล “ ยังไม่ออกไปอีก!!! ” ถังฟางหนิงเริ่มขึ้นเสียง “ เจ้าค่ะ!!! ” บ่าวไพร่มากมายขันรับอย่างพร้อมเพรียง พวกนางได้พากันเดินออกไปแล้วปิดประตูอย่างมิดชิด ภายในนี้เหลือเพียงหยางหลงและสตรีผู้งดงามทั้งสองเท่านั้น หยางหลงได้ฉีกยิ้มออกมาเมื่อเห็นการกระทำของฟางหนิง “ เจ้ามาที่แห่งนี้ทำไม.... ” ฟางหนิงเอ่ยถามพลางปรายสายตาไปมองหยางหลง “ ข้าบอกลาพวกเจ้าเท่านั้น ” คำกล่าวของหยางหลงนั้นทำให้สตรีทั้งสองตกใจอยู่ไม่น้อย พวกนางพากันลุกขึ้นยืนแล้วรีบเดินตรงเข้ามาหาบุรุษชุดขาวที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง “ เจ้าจะไปไหนกัน ” ฟางหนิงเอ่ยถาม หยางหลงนั้นไม่ตอบกลับคำถามนั้นเขาเพียงคงรอยยิ้มบนใบหน้าของตนเอาไว้ก่อนที่จะยื่นกองกระดาษให้กับแม่นางทั้งสอง มันเป็นกองกระดาษเช่นเดียวกับที่เขามอบให้แม่นางเสวี่ยเฟย ดวงตาของสตรีงามทั้งสองได้ก้มมองกระดาษที่หยางหลงยื่นมาให้ “ ? ” ทั้งสองเอียงคอสงสัย “ มันคือวิธีการฝึกฝนปราณราชสีห์ และ ปราณปักษาสวรรค์ ที่ข้านั้นรับรู้มาข้ามอบมันให้กับพวกเจ้า ” หยางหลงเอ่ยจนกระทั่งนางทั้งสองรับกระดาษเหล่านั้นไปแบบมึนงง ในขนาดยังคงตกอยู่ในห้วงความสงสัยนั้นเองเมื่อรู้สึกตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมาเพื่อจะไถ่ถามบุรุษชุดสีขาวเบื้องหน้าของพวกนางก็หายไปแล้ว ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าเขานั้นหายไปไหนและไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าเขานั้นหายไปทำอันใด จบภาค