นาวาล่าลม
3
ผะ ผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ทำไมเขาต้องโผล่มาตอนที่ฉันอยู่ในสภาพแย่ๆ แบบนี้ตลอดด้วย แต่พอมาดูหน้าของเขาตรงๆ แบบนี้แล้วฉันยอมรับเลยว่าผู้ชายอย่างเขาหน้าตาดีมากเลยละ ถ้าไม่ติดตรงที่มีรอยสักมากมายเต็มตัวแบบนี้ เขาอาจจะดูหล่อเหมือนเทพบุตรเลยก็ว่าได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาคงไม่้าแบบนั้นเลยทำให้ตัวเองเป็แบบนี้
ฉันยืนสบตากับสายตาที่ดุอย่างกับสัตว์ร้ายนั้นตรงๆ และนานแบบนี้เป็ครั้งแรกเลย แต่ต่อมาฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีอะไรโอบรัดเอวของฉันไว้แน่นกว่าเดิม ฉันเลยก้มมองก็ปรากฏว่าผู้ชายคนนี้กำลังกอดฉันอยู่
“อะ โทษนะคะ ปล่อยฉันก่อนได้ไหม”
ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ เพราะถ้าไม่มีเข้าช่วยฉันไว้จากการโดนกระถางตกใส่หัวเมื่อกี้ฉันคงได้ไปนอนจมกองเืแล้วละ
“อืม”
เขาครางรับเสียงเรียบก่อนที่จะค่อยๆ ปล่อยอ้อมแขนของเขาออกจากฉัน หลังจากที่ฉันเป็อิสระฉันก็รีบถอยหลังเดินออกห่างจากเขาทันที เพราะท่าทางที่ดูน่าอันตรายของเขามันทำให้ฉันไม่ค่อยอยากที่จะอยู่ใกล้เขาซักเท่าไหร่ ถึงเขาจะเป็ผู้มีพระคุณกับฉันก็เถอะ
“ขอบคุณสำหรับเมื่อกี้ด้วยนะคะ ถ้าไม่มีคุณฉันคงแย่แน่ๆ”
“เต็มใจ”
เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบพร้อมกับจ้องหน้าฉันนิ่งๆ จนคนที่เป็ฝ่ายถูกจ้องอย่างฉันก็ต้องรู้สึกเกร็งขึ้นมาเหมือนกัน เพราะสายตาที่เขามองมามันเหมือนกับสะกดไว้ให้ฉันยืนอยู่นิ่งๆ
“เอ่อ”
ฉันไม่รู้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี ปกติฉันไม่ใช่คนแบบนี้นะ แต่ทำไมอยู่ต่อหน้าเขาทีไร ความมั่นใจของฉันมันลดน้อยลงทุกทีเลย
“นาวา”
อะ อะไรนะเมื่อกี้เขาพูดอะไรบางอย่างออกมาหรือเปล่า
“อะไรนะคะ”
“นาวา ชื่อฉัน”
อ่อ ที่แท้ก็บอกชื่อฉันนี่เอง เฮ้อ นึกว่าจะพูดอะไร ถึงแม้ว่าร่างกายภายนอกของเขาจะดูน่ากลัวในสายตาของฉันแต่ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะดูนิสัยดีอยู่บ้าง เพราะงั้นเขาคงไม่มาช่วยฉันหรอกนะ แล้วก็ครั้งนั้นด้วยที่เขาให้ร่มฉันในวันที่ฝนตกเมื่อหลายวันก่อน
“อ่อ ค่ะ สายลมค่ะ”
ฉันเลยบอกชื่อเขาไปเพื่อไม่เป็การเสียมารยาท
“รู้แล้ว”
“รู้ รู้อะไรคะ”
“ชื่อเธอ ฉันรู้”
อ่อ แล้วเขารู้ชื่อฉันได้ยังไงฉันจำได้นะว่าฉันไม่เคยบอกชื่อเขามาก่อนเลย แต่จะว่าไปชื่อเขาฉันก็คุ้นๆ อยู่นะ วันนี้ที่เจอเขาก็เจอที่ใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์ หรือว่าเขาจะเป็นาวาคนนั้น
นาวาที่ฉันเอ่ยถึงก็คือนาวาหนุ่มหล่อแห่งคณะนิเทศศาสตร์ผู้ที่หาตัวได้ยาก เป็ผู้ชายที่น่ากลัวมาก นานๆ จะเห็นเขาที ส่วนมากจะเดินอยู่กับกลุ่มของเขาแต่นี่เป็เพียงข่าวลือที่ฉันเคยได้ยิน ฉันไม่เคยสนใจเื่พวกนี้ซักเท่าไหร่หรอก แต่อย่าบอกนะว่าเขาคนนี้กับคนนั้นเป็คนคนเดียวกัน
“อย่างงั้นเหรอ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ”
ฉันเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพราะคิดว่าฉันน่าจะไปได้แล้ว อยู่ไปก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี และอีกอย่างฉันก็ขอบคุณเขาไปแล้วด้วย เขาไม่น่าจะมีอะไรอีกแล้วนะ
“ไปไหน”
เขาเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเรียบระหว่างที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินออกมา คือแบบคือแบบว่าเราไม่ได้รู้จักเป็การส่วนตัวเลยไม่ใช่เหรอ มายืนคุยกันแบบนี้มันจะไม่แปลกไปหน่อยไหม และอีกอย่างเขาก็ดูน่ากลัวเกินไป ฉันไม่อยากที่จะรู้จักเขาหรอก
“เออ กลับบ้านนะ”
หวังว่าเขาจะปล่อยฉันกลับบ้านนะ
“เดี๋ยวไปส่ง”
ฮะ เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ เขาบอกว่าจะไปส่งฉันเหรอ หูฉันไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม
“ไม่เป็ไรฉันกลับเองได้”
ฉันกล่าวปฏิเสธแต่คนตรงหน้าฉันกลับชักสีหน้าใส่ฉันเฉยเลย อ้าว ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ทำไมเขาต้องมองแรงแบบนี้
“อย่าขัด”
เขาเอ่ยเสียงเรียบก่อนที่จะถือวิสาสะคว้ามือของฉันแล้วออกแรงลากให้ฉันเดินตามเขาไป ฮือ ท่าทางน่ากลัวแบบนี้ ฉันจะไว้ใจให้เขาไปส่งที่ห้องได้ยังไง ถึงเขาจะเป็คนดังของมหาลัยก็เถอะ ถ้าเขาคิดที่จะทำไม่ดีไม่ร้ายกับฉันขึ้นมาละ ฉันจะมีสภาพเป็ยังไงกันแน่
“แต่ ฉันไม่อยากไปกับนาย”
ฉันเลยตัดสินใจบอกเขาไปตรงๆ เพราะถ้าขืนมัวแต่กลัวเขาแบบนี้ ฉันคงถูกเขาลากไปทำไม่ดีไม่ร้ายแน่ๆ
“ไม่ไว้ใจฉันว่างั้น”
เขาหันมาถามฉันเสียงเรียบฉันเลยพยักหน้าแทนคำตอบ ส่วนเขาก็ทำหน้านิ่งใส่ฉันเฉยเลย
“ทำไม”
ยังจะถามอีกว่าทำไม
“นายน่ากลัว”
ฉันบอกแล้วก้มหน้างุดพร้อมกับมองดูมือของตัวเองที่ถูกเขาจับไว้ไปด้วย
“ไม่มีอะไรน่ากลัวสักหน่อย ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก แค่อยากไปส่ง”
ฉันไม่คิดเลยว่าคนหน้าโหดอย่างเขาจะพูดอะไรแบบนี้เป็ด้วย ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะฟังดูห้วนๆ ก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้แฝงอะไรไปมากกว่านี้
“ทำไมนายถึงอยากไปส่งฉัน”
ฉันเอ่ยถามต่อ ไหนๆ ก็ถามไปแล้วถามอีกจะเป็ไร
“แล้วทำไมต้องมีเหตุผลด้วย แค่อยากทำก็ทำ”
เขากล่าวจบเพียงแค่นั้นก่อนที่จะลากฉันให้เดินต่อ ไม่รู้ว่าเขาจะพาฉันไปที่ไหนนะ รู้แต่ว่าระหว่างทางที่เราเดินมาด้วยกันมีสายตานับสิบคู่มองมาที่พวกฉันนี่สิ ป่านนี้พวกเขาคงเข้าใจผิดว่าฉันกับหมอนี่เป็อะไรกันไปแล้วแน่ๆ มันคือหายนะเลยละ ถ้าพวกนั้นคิดแบบนั้นกันจริงๆ เื่พวกนี้เป็เหมือนโรคระบาด เผลอแป๊บเดียวก็รู้กันทั้งมหาลัยแล้ว
“ฉันว่านายปล่อยมือฉันก่อนได้ไหม ฉันเดินตามนายเองก็ได้”
ฉันเอ่ยขึ้นระหว่างที่เรากำลังเดินไปที่ไหนสักที่กันอยู่
“ทำไม”
“ก็เราไม่ได้เป็อะไรกัน มาจับมือกันแบบนี้ มันดูไม่ดีนะ”
ฉันให้เหตุผลไป แล้วคนตัวสูงที่เดินอยู่ข้างหน้าฉันก็ใช้หางตามองมาที่ฉันด้วยสายตาขุ่นมัว
“ถ้าไม่ได้เป็อะไรก็จับมือไม่ได้อย่างงั้นสินะ”
เขาเอ่ยถามแต่มือของเขาก็ยังจับมือฉันไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย เขาน่าจะปล่อยได้แล้วนะ ฉันอุตส่าห์บอกเหตุผลเขาไปแล้วแท้ๆ และอีกอย่าเขาไม่กลัวคนอื่นเข้าใจผิดหรือไง ยิ่งมาเดินกับฉันอีก มันจะดูไม่ดีเอานะ
“อืม”
“งั้นก็เป็ซะสิ จะได้จับมือกันได้”
“ฮะ นายว่าอะไรนะ”
หมอนี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่พูดเื่อะไรแบบนั้นมาได้อย่างหน้าตาเฉย หรือว่าเขาจะเมายาบ้า ยิ่งท่าทางภายนอกของเขาออกจะสื่อไปทางนั้นด้วยสิ
“ฉันบอกว่า เราก็เป็อะไรกันซะสิ จะได้จับมือกันได้ซะที แค่นี้ก็ฟังไม่รู้เื่เหรอวะ”
ชัดเลยละตอนนี้
“นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”
ครั้งนี้คนตัวโตที่เดินนำหน้าฉันชะงักเท้าไปทันทีก่อนที่จะหันมามองฉันด้วยใบหน้าโหดๆ ของเขา
“พูดแค่นี้ก็ว่าฉันบ้าแล้วถ้าเกิดฉันเอาเธอขึ้นมาเธอจะไม่หาว่าฉันเป็พวกวิตถารไปเลยเหรอ”
มะ หมอนี่ห่ามเกิดไปแล้ว เขากล้าพูดกับฉันแบบนี้ทั้งๆ ที่เราพึ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่นาทีแบบนี้ได้ยังไง
“แค่จับมือ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก”
เขาพูดต่อก่อนที่จะออกเดินอีกครั้งแต่มือก็ยังไม่ปล่อยมือฉันอยู่ดี ให้ตายสิหมอนี่นอกจากจะหน้าโหดแล้ว เขายังเป็คนเอาแต่ใจจริงๆ ฉันได้แต่ต่อว่าเขาในใจก่อนที่เราจะมาหยุดที่รถคันหรูคันหนึ่งที่จอดไว้อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง และดูเหมือนว่ารถคันนี้จะเป็รถของเขานะ หมอนี่รวยขนาดนี้เลยเหรอ ดูรถของเขาก็พอจะรู้ได้ว่ารถคันนี้เป็รถที่สั่งมาจากต่างประเทศ ฉันรู้ได้ยังไงนะเหรอ ก็ฉันเป็พริตตี้มานานเลยรู้เื่พวกนี้ดี และยี่ห้อของรถที่ฉันกำลังมองอยู่ตอนนี้ก็บอกได้ทันทีว่ารถคันนี้แพงหูฉี่แค่ไหน
“ขึ้นรถสิ ยืนนิ่งทำไม”
ฉันเอ่ยบอกเสียงเรียบก่อนที่จะเปิดประตูรถให้ฉันได้เข้าไปนั่งส่วนเขาก็เดินอ้อมไปฝั่งคนขับแล้วเข้าไปในรถทันทีด้วยท่าทางที่ดูเหมือนไม่ค่อยจะสนใจอะไรซักเท่าไหร่ ฉันเลยก้าวขึ้นรถของเขามาอย่างว่าง่าย เพราะไม่อยากจะเสวนาอะไรกับเขาไปมากกว่านี้แล้วเพราะถ้าขืนพูดไม่เข้าหูเขาเข้าละก็ หมอนี่อาจจะพาฉันไปฆ่าหมกป่าก็เป็ไปได้ ตอนนี้แค่ทำตามน้ำไปก่อนก็แล้วกัน
“ทำไมเธอถึงกลัวฉัน”
จู่ๆ หมอนี่ก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบๆ หลังจากที่เขาขับรถออกมาจากมหาลัยได้สักพักแล้ว
“นายดูน่ากลัว และอีกอย่างฉันไม่ค่อยชอบคนที่มีรอยสักซักเท่าไหร่ มันเลยทำให้ฉันรู้สึกว่านายไม่น่าเข้าใกล้”
นี่ฉันพูดตรงเกินไปหรือเปล่านะ แต่ฉันก็อยากให้เขารู้นี่นาว่าฉันไม่อยากจะสุงสิงกับเขาจริงๆ และเขาก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงให้ห่างจากฉันนะ
“เขาว่ากันว่า เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น”
นี่เขาหมายความว่ายังไงกัน ้าที่จะสื่ออะไรให้ฉันรู้กันแน่ถึงได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา ผู้ชายคนนี้แปลกเกินไปแล้ว
“นายเชื่อเื่ไร้สาระพวกนี้ด้วยเหรอ”
ใช่ หน้าตาอย่างเขาไม่น่าจะเชื่อเื่พวกนี้หรอก
“ไม่เชื่อหรอก แต่่นี้เริ่มอยากจะเชื่อขึ้นมาแล้ว”
เขาตอบนิ่งๆ ตาก็จ้องไปทางข้างหน้าอย่างตั้งใจ แต่ดูยังไงผู้ชายคนนี้ก็ดูน่ากลัวสำหรับฉันอยู่ดี ฉันเลยเงียบไปตลอดทั้งทางเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีจนในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้ามาจอดอยู่หน้าหอพักของฉัน แต่เดี๋ยวนะ ฉันว่ามีบางอย่างมันผิดไป เพราะเมื่อกี้ฉันยังไม่ได้บอกที่อยู่ฉันให้เขาได้รู้เลย เพราะเมื่อกี้ฉันมัวแต่ระแวงเขาอยู่ไงเลยไม่ได้บอกที่อยู่ให้เขาได้รู้แต่หมอนี่มาส่งฉันถูกได้ยังไงกัน
ฉันเลยหันไปมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ดูตื่นใ เขาเลยหันกลับมามองฉันด้วยสายตานิ่งๆ แทนหลังจากที่รถของเขาจอดสนิท
“มองฉันแบบนั้น ชอบฉันเหรอ”
หมอนี่ดูหน้าฉันไม่ออกหรือไงว่าฉันกำลังใอยู่
“นาย มาส่งฉันถูกได้ยังไง ฉันจำได้ว่าฉันยังไม่บอกที่อยู่นาย”
ทันทีที่ฉันถามคำถามนั้นออกไปฉันก็สังเกตเห็นว่าหัวคิ้วของเขากำลังกระตุกขึ้นมาทั้งๆ ที่หน้าของเขาก็ยังคงนิ่งอยู่แบบนั้น
“บอกมาว่านายรู้ที่อยู่ฉันได้ยังไง”
ฉันเอ่ยถามอีกครั้งพร้อมกับจ้องหน้าผู้ชายที่นั่งหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาจริงจัง ความกลัวที่มีต่อเขาเมื่อกี้มันค่อยๆเริ่มหายไปจนหมด เหลือแต่ความรู้สึกสงสัยเข้ามาแทน ว่าผู้ชายคนนี้เป็ใครกันแน่ แล้วเขา้าอะไรจากฉัน
“แย่จัง ความแตกซะแล้ว”
เขาตอบออกมาเสียงเรียบถึงคำพูดของเขาจะดูเหมือนรู้สึกว่ากำลังถูกจับได้แต่ใบหน้าของเขามันไม่ได้เป็ไปอย่างที่เขาพูดเลยสักนิด มันยังคงเรียบนิ่งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ฉันเลยขมวดคิ้วมองหน้าเขาด้วยความสงสัย
“นายหมายความว่าไง”
“ก็หมายความอย่างที่เธอคิดนั่นแหละ”
ฉันคิดอะไรอยู่ ฉันยังไม่รู้เลย รู้ก็แค่ว่าผู้ชายคนนี้มันแปลก
“นายรู้ที่อยู่ฉันได้ไง”
“มันไม่ใช่เื่ยากหรอกสายลม ถ้าคนอย่างฉันอยากจะรู้”
ผะ ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ฉันไม่มีทางที่จะสุงสิงกับเขาอีกแล้ว แค่นี้ก็มากเกินไปสำหรับเขาแล้ว หวังว่าครั้งนี้จะเจอกันเป็ครั้งสุดท้ายนะ
“นายอย่ามายุ่งกับฉัน”
ฉันเอ่ยก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถของเขาแต่รู้อะไรไหม มันเปิดไม่ออกนี่สิ
“ปลดล็อกรถเดี๋ยวนี้”
ฉันหันไปบอกเขาเสียงแข็ง เพราะตอนนี้ฉันอยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ถ้าหนีได้ฉันก็จะหนี ฉันไม่อยากอยู่ใกล้เขา เพราะฉันรับรู้ได้ถึงความอันตราย
“ทำไมต้องห้ามฉันไม่ให้ยุ่งกับเธอ”
นอกจากเขาจะไม่ฟังคำพูดของฉันแล้วเขายังมาถามคำถามบ้าๆ นี่อีก โอ๊ย ยัยลมอยากจะบ้าตาย ใครก็ได้เอาไอ้เถื่อนนี่ออกไปจากฉันที
“ฉันไม่อยากให้นายยุ่ง ชัดไหม ปล่อยฉันออกไปได้แล้ว”
ฉันบอกเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความไม่พอใจด้วยไง เลยทำให้น้ำเสียงที่ฉันพูดออกมามันดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“เธอไม่ชอบฉันเหรอ”
โอ๊ย นี่เขาไม่รู้หรือโง่กันแน่ ฉันอุตส่าห์แสดงออกมากถึงขนาดนี้แล้วนี่เขายังไม่รู้อีกหรือไง เชื่อเขาเลยจริงๆ
“ก็เออสิ ฉันไม่ชอบนาย ชัดยัง”
“ไม่ชอบไม่เป็ไร เดี๋ยวเธอก็ชอบฉันเองแหละ”
ใครก็ได้บอกฉันทีว่าหมอนี่ไปเอาความมั่นใจแบบผิดๆ นั่นมาจากไหน
“ไม่มีทาง”
“มี รอดูละกัน”
เขาเอ่ยเสียงเรียบแล้วยิ้มที่มุมปากออกมานิดๆ แต่มันดูเหมือนเขากำลังแสยะยิ้มมากกว่านะ
กริ๊ก!
จู่ๆ ก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างขึ้นมา ฉันเลยหันไปดูปรากฏว่าประตูรถถูกปลดล็อกแล้ว ฉันเลยไม่รอช้าเลยรีบเปิดประตูทันทีพร้อมกับก้าวลงจากรถของเขาออกมาด้วยความรวดเร็ว เพราะกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้ฉันคงไม่มีทางหนีรอดออกมาได้แน่
“กลับก่อนนะ”
หมอนี่ยังมีหน้ามาบอกลาฉันอีก แปลกคนเกินไปแล้ว
“เออ ไปเหอะ แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก”
“หึ”
เขาแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนที่จะขับรถออกไป ฉันมองตามท้ายรถของเขาไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ เพราะฉันไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เขามายุ่งกับฉันแบบนี้เขามาด้วยจุดประสงค์ไหนกันแน่ รู้แต่ว่าเขาเป็คนที่ฉันต่อกรได้ยากเหลือเกิน
ตกดึก
ตอนนี้ฉันกำลังนั่งทำงานวิจัยจบของฉันอยู่นะ ก็อย่างที่บอกว่าฉันอยู่ปีสี่แล้วเื่เรียนมันไม่หนักอะไรเก็บเพียงแค่ไม่กี่ตัว แต่วิจัยจบนี่สิ มันหนักเอาเื่ ฉันเลยต้องเริ่มทำั้แ่เนิ่นๆ ไว้แบบนี้ยังไงละ เดี๋ยวพอถึงเวลาส่งจริงๆ ฉันกลัวทำไม่ทันกันไว้ดีกว่าแก้ไม่ดีกว่าเหรอ
“อืม นี่มันดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี้ย”
ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เหลือบไปเห็นนาฬิกาที่ห้อยอยู่ผนังห้องก่อนที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย แล้วก็กวาดสายตามองห้องที่ว่างเปล่าของตัวเองด้วยสายตาเรียบเฉย ห้องของฉันมันไม่ได้ใหญ่อะไรมากหรอก มีหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องครัวและก็ห้องนั่งเล่นเล็กๆ อีกหนึ่งห้อง ฉันว่านี่มันก็ถือว่าใหญ่สำหรับที่จะอยู่คนเดียวนะ ถ้าขืนอยู่ห้องใหญ่กว่านี้ฉันก็ไม่ไหวที่จะจ่ายค่าห้องหรอก แค่นี้ก็ทำงานจนไม่มีเวลาพักอยู่แล้ว
ครืด ครืด ครืด
ฉันละสายตามามองที่โทรศัพท์ของฉันที่กำลังสั่นเมื่อมันมีสายเรียกเข้าโทรมา ฉันมองที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองก่อนที่จะขมวดคิ้วออกมา เพราะเบอร์ที่โทรมานั้นมันไม่คุ้นเลยแถมเป็เบอร์แปลกอีกด้วย
“สวัสดีค่ะ”
ฉันกรอกเสียงลงไปหลังจากที่ตัดสินใจกดรับ
(....)
อ้าว ใครวะ โทรมาแล้วไม่พูดแบบนี้
“ถ้าไม่พูด วางนะคะ”
(ลองวางดูสิ ฉันบุกไปถึงห้องเธอแน่ สายลม)
สะ เสียงนี่มัน ไอ้เถื่อนนาวานี่นา เขามีเบอร์ของฉันได้ยังไงกัน หมอนี่เป็ใครกันแน่ทำไมเขาถึงได้รู้ทุกเื่เกี่ยวกับฉันไปซะทุกอย่างแบบนี้ เขามัน น่ากลัวเกินไปแล้ว
นาวา ทำไมหนูเป็คนแบบนี้ลูก
เหนื่อยแทนลมเลยงานนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป