“ดังนั้นตอนนี้ไม่ว่าจะเรียนทำอาหารหรือฝึกวรยุทธ์ ล้วนเป็ความสนใจของข้าเอง อยากทำอะไรก็ทำ อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ก็รักข้ามาก จวนแม่ทัพของเราก็ไม่มีข้อบังคับมากมายเช่นนั้น ผู้าุโในจวนก็ไม่ใช่คนเข้มงวด ข้าจะผูกมัดตัวเองไปทำไม”
“เ้าคิดได้เช่นนี้ถูกต้องอย่างยิ่ง!”
เสิ่นหลิงหลงตื่นเต้นจนยกมือขึ้นตบไหล่เสิ่นม่านซูอย่างแรง
เสิ่นม่านซูยิ้มรับการตบนั้น…
ทว่าแท้จริงแล้วฝ่ามือที่ตบลงมาเมื่อครู่นั้นเจ็บไม่น้อยเลย เกรงว่าคงเพราะเสิ่นหลิงหลงฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก
เหตุผลที่นางเสนอตัวเรียนวรยุทธ์กับเสิ่นหลิงหลง ก็เพราะชาติก่อนเพื่อรับบทภาพยนตร์แนวจอมยุทธ์ เสิ่นม่านซูได้จ้างอาจารย์ชื่อดังมาฝึกถึงหนึ่งปีเต็ม ต่อไปนี้หากเจอเื่ใด ย่อมต้องเปิดเผยว่าตนมีฝีมืออยู่บ้าง
ในเมื่อเป็เช่นนี้ มิสู้ใช้ข้ออ้างเรียนวรยุทธ์กับเสิ่นหลิงหลง แล้วค่อยๆ แสดงออกทีละน้อยในภายหลัง ถึงเวลานั้นมากที่สุดผู้คนก็เพียงแปลกใจ คิดว่านางมีพร์ด้านวรยุทธ์
โชคดีที่นางมาอยู่ในตระกูลทหาร หากเป็ตระกูลอื่นคงอธิบายได้ยาก เพราะเ้าของร่างเดิมไม่รู้จักวรยุทธ์เลยแม้แต่น้อย
นางจึงเริ่มจากให้พี่หญิงรองมาเป็สะพานเชื่อมก่อน เมื่อถึงวันสิบห้าค่ำเดือนแปด พี่ชายทั้งหลายก็จะกลับมา ถึงตอนนั้นค่อยไปเรียนกับพวกเขา
พอนึกถึงพี่ชายหลายคนในเื่ เสิ่นม่านซูก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
พี่ชายทุกคนเหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือรักน้องสาวอย่างยิ่ง!
ซูฉินที่เดินอยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว มองสองคนที่ดูสนิทสนมกันอย่างมากด้านหน้า แม้จะไม่ได้ยินว่าพวกนางพูดอะไร แต่ก็ััได้ว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งนัก
เสิ่นม่านซูกับเสิ่นหลิงหลงสนิทกันเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน
“น้องสาว เ้าดูอะไรอยู่หรือ” เสิ่นอี๋เหวินถามอย่างสงสัย
ซูฉินไม่คิดปิดบัง กล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ข้าแค่สงสัย ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่หญิงสามกับพี่หญิงรองไม่ดีหรือเ้าคะ”
เสิ่นอี๋เหวินเงยหน้ามองไปแล้วแค่นเสียงเยาะ “ใครจะรู้ อาจแค่แสร้งทำเป็ดีต่อหน้า ลับหลังไม่รู้ว่ารังเกียจกันเพียงใด”
ก็แค่เป็บุตรของภรรยาเอกเหมือนกัน มีอะไรให้น่าภูมิใจ!
ซูฉินหัวเราะเยาะในใจ
พูดเหมือนเ้าจริงใจต่อข้าอย่างนั้นแหละ
ขณะที่สตรีทั้งสี่ต่างมีความคิดของตนแตกต่างกันไป หลินซื่อกับตู้ซื่อที่เดินนำหน้าไม่ได้สังเกตเลยสักนิด สะใภ้ทั้งสองพูดคุยกันตลอดทาง
ส่วนสามีภรรยาบ้านรองไม่ได้อยู่ในจวน ั้แ่คุณหนูใหญ่แต่งงานเมื่อปีก่อน ฮูหยินบ้านรองก็ไปอยู่ที่ชายแดนกับสามี
ตู้ซื่อกล่าวอย่างตึงเครียดปนคาดหวังกับหลินซื่อ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้พวกองค์ชายที่ยังไม่แต่งงาน รวมถึงซื่อจื่อก็จะมาด้วยนะเ้าคะ”
หลินซื่อรู้ว่าน้องสะใภ้คนนี้นิสัยพอใช้ได้ เพียงแต่มองโลกแคบเกินไป
นางตั้งใจให้บุตรสาวแต่งงานกับคนที่มีฐานะสูงศักดิ์
ฐานะของจวนแม่ทัพสูงส่ง ดังนั้นตู้ซื่อจึงพุ่งเป้าไปที่องค์ชายและซื่อจื่อผู้มีศักดิ์เ่าั้
ในสายตาหลินซื่อ หากม่านซูอยากหาสามีเป็แม่ทัพที่แข็งแรงอดทน นางกับท่านแม่ทัพย่อมดีใจอย่างยิ่ง
จะต้องมานั่งกังวลเช่นตอนนี้ได้อย่างไร ยิ่งพอนึกถึงที่บุตรสาวบอกว่าชอบคนหน้าตาดี…
ความจริงตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง บรรดาบุตรหลานชายล้วนหน้าตาไม่เลว แต่เพราะมีองค์ชายเจ็ด หากจะหาคนที่หน้าตาดีกว่าเขาก็ยังคงยากอยู่บ้าง
ตู้ซื่อไม่รู้ว่าความคิดของพี่สะใภ้ใหญ่หลุดลอยไปไกลแล้ว ในใจแอบตัดสินใจว่าจะต้องช่วยเสิ่นหลิงหลงเลือกคู่ดีๆ
ห้ามแต่งกับแม่ทัพธรรมดาเด็ดขาด!
ข้ารับใช้เชิญสตรีในจวนแม่ทัพเข้าไป ก่อนที่พวกนางจะแยกย้ายกันไป
งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม ดังนั้นบรรดาฮูหยินจึงรวมตัวกันพูดคุย ส่วนบรรดาคุณหนูรวมตัวกันอีกด้าน
วันนี้เป็วันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน แต่เพราะนางแต่งงานมาสองปีกว่าแล้ว จึงต้องอยู่ฝั่งฮูหยินทำหน้าที่เป็เ้าภาพ ส่วนฝั่งคุณหนู ผู้ที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางคือสตรีที่งดงามสดใสนางหนึ่ง…
เมื่อเสิ่นม่านซูที่เดินมากับบรรดาพี่น้องเห็นนางก็จำได้ในชั่วพริบตา
องค์หญิงหย่าอัน
เนื่องจากมารดาขององค์ชายเจ็ดซึ่งเป็พระเอกของเื่นี้ถูกส่งเข้าตำหนักเย็น เขาจึงต้องไปอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของตวนเฟย
เพราะมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายเจ็ดกับตวนเฟยเป็ญาติกัน ในตอนนั้นตวนเฟยยังไม่มีบุตรชาย มีเพียงองค์หญิงหย่าอันเพียงผู้เดียว ทว่าหลังจากรับองค์ชายเจ็ดมาอุปถัมภ์ได้สามปี นางก็ให้กำเนิดองค์ชายเก้า
ในเมื่อมีบุตรของตนแล้ว ตวนเฟยย่อมไม่ใส่ใจองค์ชายเจ็ดมากนัก
แต่อย่างไรเสียองค์หญิงหย่าอันก็ถือเป็น้องสาวที่ใกล้ชิดขององค์ชายเจ็ดที่สุด
นางเอกในต้นฉบับเพราะใส่ใจพระเอก จึงยอมตามใจองค์หญิงหย่าอันผู้หยิ่งผยองเอาแต่ใจแทบทุกอย่าง
ภายหลังองค์หญิงหย่าอันหลงใหลในตัวหมอเทวดาไป๋ซิวจิ่น เ้าของร่างเดิมอาศัยความสัมพันธ์ที่บิดาเสิ่นเจิ้นกวงสนิทกับไป๋ซิวจิ่นช่วยองค์หญิงหย่าอันวางแผนล่อลวงไป๋ซิวจิ่น…
ครั้นเสิ่นม่านซูนึกถึงตอนนั้นในนิยายก็อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้
น้ำตาที่เ้าของร่างเดิมเคยหลั่ง ล้วนเป็เพราะตอนนั้นสมองมีแต่น้ำจริงๆ!
หมอเทวดาไป๋รูปงามถึงเพียงนั้น จะปล่อยให้ตัวประกอบอย่างองค์หญิงหย่าอันมาทำลายได้อย่างไร!
อย่างไรเสียตอนนี้เสิ่นม่านซูก็ไม่คิดจะไปสนใจองค์หญิงหย่าอันผู้เอาแต่ใจและเ้าอารมณ์คนนั้นอีกแล้ว หากเป็ไปได้ นางหวังว่าองค์หญิงผู้นี้จะกลิ้งไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้!
ทว่าบางครั้งเื่ราวกลับไม่เป็ไปตามที่หวัง
เพราะเมื่อองค์หญิงหย่าอันเห็นบรรดาคุณหนูตระกูลเสิ่นเดินมาแต่ไกล ก็ชี้นิ้วสั่งอย่างโอหังว่า “นังสามเสิ่น มานี่!”
การเรียกเช่นนี้ค่อนข้างไม่สุภาพ
แต่ถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะมีฐานะสูงส่งในวงสังคมเมืองหลวง ทว่าอีกฝ่ายก็เป็ถึงองค์หญิงเชื้อพระวงศ์
เสิ่นม่านซูจำได้ว่าในนิยายเขียนไว้ ต่อให้ในอนาคตเ้าของร่างเดิมจะแต่งเข้าวังกับองค์ชายเจ็ดแล้ว แต่องค์หญิงหย่าอันก็มักจะเรียกนางอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้อยู่ดี
เ้าของร่างเดิมทนจนชาชินไปแล้ว แน่นอนว่าไม่ถือสาแม้แต่น้อย
แต่เสิ่นม่านซูไม่อยากทน!
ดังนั้นหลังจากองค์หญิงหย่าอันกล่าวประโยคนั้น เหล่าคุณหนูที่ห้อมล้อมนางอยู่ต่างก็ยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ
มีเพียงเสิ่นม่านซูที่ยังคงสงบนิ่ง หันไปพูดกับเสิ่นหลิงหลงที่อยู่ข้างกายว่า “พี่หญิงรอง ข้าได้ยินมาว่าในสวนขององค์หญิงจิ้งอันมีแปลงดอกทานตะวัน ดอกกำลังบานสะพรั่งเป็สีทองอร่าม คิดแล้วคงงดงามมากทีเดียว”
เสิ่นหลิงหลงเป็คนเปิดเผยตรงไปตรงมา และไม่ชอบที่น้องสาวลูกพี่ลูกน้องของตนถูกดูิ่
นางจึงยินดีคุยกับเสิ่นม่านซูโดยไม่สนใจองค์หญิงหย่าอัน
เสิ่นหลิงหลงพยักหน้า “จริงหรือ ข้าชอบเมล็ดทานตะวันพอดี เช่นนั้นพวกเราไปดูกันสักหน่อยดีหรือไม่”
“เ้าค่ะ”
สองพี่น้องรับส่งกันไปมา ทำเหมือนองค์หญิงหย่าอันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ทำเอานางโกรธจนหน้าแดงก่ำ
บรรยากาศในโถงพลอยตึงเครียดขึ้นตามไปด้วย
แม้ซูฉินจะอยากเห็นเสิ่นม่านซูเสียหน้า และอยากเห็นองค์หญิงหย่าอันกลั่นแกล้งเสิ่นม่านซูยิ่งนัก แต่นางกลับไม่ลืมแสดงภาพลักษณ์ของสตรีผู้มีการศึกษา อ่อนโยน และรู้จักกาลเทศะ ที่สำคัญคือองค์หญิงหย่าอันเป็น้องสาวขององค์ชายเจ็ด เช่นนั้นนางต้องทำตัวให้ดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูฉินจึงรีบดึงชายเสื้อของเสิ่นม่านซูเบาๆ แล้วกระซิบว่า “พี่หญิงสาม องค์หญิงเรียกท่านอยู่นะ เหตุใดไม่ตอบเล่า”
เสิ่นม่านซูเหลือบมองอย่างเฉยเมย “น้องสาว ข้าชื่ออะไรหรือ”
ซูฉินชะงักไปครู่หนึ่ง เม้มปากไม่อยากตอบคำถามนี้โดยสัญชาตญาณ
ขณะนั้นเสิ่นอี๋เหวินที่อยู่ด้านข้าง ซึ่งยินดีเห็นเสิ่นม่านซูขายหน้าก็รีบพูดขึ้น “พี่หญิงสาม ท่านก็ชื่อเสิ่นม่านซูน่ะสิ เหตุใดแม้แต่ชื่อตนเองยังไม่รู้แล้วเล่า”
“ข้าย่อมรู้ แต่ดูเหมือนน้องซูฉินจะลืมไปแล้ว” เสิ่นม่านซูมองไปยังซูฉินด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ซูฉินกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
ในเวลานั้น องค์หญิงหย่าอันที่ถูกเมินอย่างสิ้นเชิงก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธจัด นางพูดอย่างดุดัน “นังสามเสิ่น ข้าเรียกเ้า แต่เ้ากลับกล้าทำเป็ไม่ได้ยินอย่างนั้นหรือ!”