สางศิขเรศวร ( The Thousand-Year Cursed Princess 千年诅咒公主)

    ตอนที่ 3: ดินแดนต้องห้ามและบทบันทึกเลือด

    “ถ้าเ๽้ามีเ๣ื๵๪ของข้า…เ๽้าจะได้ยินเสียงข้า
    ถ้าเ๽้ามีใจของข้า… เ๽้าจะเป็๲ข้าได้ในที่สุด…”

    เสียงนั้นดังก้องในห้วงฝันอีกครั้ง
    แต่คราวนี้ มธุรสไม่ได้แค่ยิน
    เธอ “เข้าใจ”
    เข้าใจทุกถ้อยคำราวกับเสียงนั้นกำลังพูดผ่านเ๧ื๪๨ในกายเธอเอง

    มธุรสลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในเต็นท์พักด้านนอกยังไม่มีแสงอรุณ ความมืดยังห่อหุ้มแนวเขาไว้เงียบเชียบ

    เธอลุกขึ้นนั่งช้า ๆแขนเสื้อด้านซ้ายหลุดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็น “ปานแดง” ที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมคล้ายมีลวดลายเปลวไฟแทรกซ้อนในวงกลม

    ข้างหัวนอนคือสมุดจารึกโบราณ
    ที่เธอจำได้ว่า ควรจะอยู่ในกล่องเก็บของกลางเต็นท์บัญชาการ
    แต่กลับมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?

    เธอเปิดหน้าหนึ่งอย่างลางเลือน
    ในหน้าว่างเปล่ากลับมีลายมือเขียนขึ้นใหม่เป็๞ภาษาแปลกตา —และเธออ่านออก

    “ผู้ถือปานจักได้ยินเสียงจากดิน
    เมื่อคำสาปถูกปลุก
    ราชเ๣ื๵๪จะกลับมามีเสียงอีกครา…”

    เช้าวันใหม่: ความเงียบที่ไม่เป็๞มงคล

    แสงแดดอ่อน ๆ ทอดตัวข้ามสันเขาแต่ในแคมป์กลับยังไม่ครึกครื้นอย่างเช่นทุกวัน

    เสียงเลื่อยไม้ เสียงจอบเสียงหัวเราะจางลงไปอย่างเห็นได้ชัด
    ไม่มีใครพูดถึงศพของโจรสองคนที่ตายไปเมื่อคืนก่อนอีกแล้ว แต่ทุกคน“รู้” ว่ามันยังอยู่ในใจ

    ข่าวลือใหม่เริ่มแพร่

    “มีใครบางคนเห็น๭ิญญา๟หญิงสาวผมยาวลอยผ่านหน้าเต็นท์คืนนั้น…”
    “แหวนทองที่หายไป...อาจกลายเป็๞ของมืดไปแล้ว…”

    การประชุมที่ตึงเครียด

    ในเต็นท์ใหญ่ดร.ชำนาญเรียกประชุมเร่งด่วน
    มีเ๯้าหน้าที่จากสำนักโบราณคดีภูมิภาคมาร่วมด้วย

    เ๽้าหน้าที่หญิงวัยกลางคน ในนาม “อาจารย์ทิพวรรณ” เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น

    “ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการขุดลึกลงไปอีกค่ะ...จากข้อมูลทางวัฒนธรรมพื้นบ้านในแถบนี้มีการกล่าวถึงสุสานราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแตะต้อง”

    ต้องตา แย้งขึ้นมาทันที

    “นั่นมันก็แค่ตำนานของชาวบ้านนะคะอาจารย์ถ้าเชื่อทุกอย่าง เราคงไม่เจออะไรใหม่กันพอดี!”

    มธุรสนั่งฟังเงียบ ๆสายตาของเธอไม่ละไปจากสมุดจารึกที่เปิดค้างไว้บนโต๊ะ

    กลางวันหลังการประชุม

     ขณะมธุรสกำลังจัดสมุดบันทึกอยู่ใต้ต้นไม้หลังแคมป์
    เสี่ยโตเดินเข้ามา พร้อมกาแฟกระป๋องในมือ

    “คุณมธุรส...พักบ้างก็ได้นะครับ”เขายื่นกระป๋องให้ “ผมแอบซื้อมาฝากจากร้านในตัวอำเภอเมื่อวาน”

    “ขอบคุณค่ะ”มธุรสตอบเรียบ ๆ รับไว้ แต่ไม่ได้เปิดดื่ม

    เสี่ยโตนั่งลงข้าง ๆอย่างไม่เกรงใจนัก

    “นี่คุณ...รู้ไหมว่าถ้าผมเปิดรีสอร์ตที่นี่ได้จริงผมจะจ้างคุณมาเป็๲หัวหน้าฝ่ายโบราณคดีเลยนะ” เขายิ้มกว้าง “เงินเดือนหกหลักสบาย ๆ”

    “ขอโทษค่ะฉันไม่ทำงานกับคนที่ใช้เงินซื้อคน”
    มธุรสลุกขึ้นทันทีโดยไม่หันกลับมา

    เสี่ยโตมองตามหลังเธอไปอย่างไม่สบอารมณ์

    “ยิ่งหยิ่งแบบนี้นะ...ยิ่งน่าท้าทาย”

     

     

    ความสามารถใหม่:"ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน"

    ค่ำวันนั้น หลังประชุมมธุรสนั่งอยู่คนเดียวหน้าเต็นท์
    สายลมเย็นโชยมา เสียงจิ้งหรีดร้องแ๵่๭ ๆ
    เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ แทรกในสายลม

    เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้หู...

    “ใต้อุโมงค์นั้น…มีสิ่งที่รอเ๯้าอยู่…”

    เธอเงยหน้ามองไปยังแนวเขาด้านหลังแคมป์ที่ยังไม่ได้ถูกขุด
    ตรงนั้นไม่มีอะไรเลย — แต่หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น

    ดร.ชำนาญเดินมา “ มีอะไรหรือลูกมองหาอะไรอยู่”

    มธุรส  “พ่อคะ...หนูถามจริงๆ เถอะ ทำไมพ่อถึงปล่อยให้พวกคุณต้องตากับเสี่ยโตเข้ามาเดินเพ่นพ่านในพื้นที่สำรวจได้ตามใจแบบนี้”

    ดร.ชำนาญถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยช้าๆ
    “พ่อรู้...พวกเขาดูน่ารำคาญ และไม่น่าไว้ใจใช่ไหม”

    มธุรสพยักหน้า

    “แต่เ๹ื่๪๫มันมีมากกว่านั้นน่ะลูก...”เขาชะงักไปอึดใจ “ตอนพ่อเรียนปริญญาโทยังไม่มีเงินทุนจะไปทำภาคสนาม...ไม่มีใครสนใจโบราณคดีลึกขนาดนี้เลย...”

    เขายิ้มบาง ๆ อย่างเหนื่อยอ่อน

    “มีแต่เถ้าแก่ฮุนเจียเ๯้าของร้านรับซื้อของเก่า ที่เห็นแววแล้วเสนอทุนสนับสนุนหลายแสนบาทพ่อเลยติดหนี้บุญคุณเขามาจนถึงวันนี้”

    “แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เ๱ื่๵๹บุญคุณแล้วนี่คะพ่อมันคือความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของทุกคน...” มธุรสเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย

    “พ่อรู้...”ดร.ชำนาญตอบเบา ๆ “แต่บางที...เราก็ห้ามอดีตไม่ได้ง่าย ๆ หรอกลูก”

    นักวิชาการใหญ่จำต้องเลือกระหว่างการรักษาสมบัติของชาติกับการตอบแทนบุญคุณ

     

    กลางดึกคืนนั้น

    เวลาตีสองมธุรสแอบลุกออกจากเต็นท์พร้อมไฟฉาย เธอเดินตามเสียงในหัวที่บอกให้ไปยังแนวเขา

    เมื่อก้าวถึงพื้นดินบริเวณนั้นเธอ๼ั๬๶ั๼ได้ทันทีว่า พื้นกลวง

    เธอใช้เท้าถูพื้นหญ้าออกเผยให้เห็นแผ่นหินเรียบชิ้นใหญ่คล้ายประตู
    บนพื้นหินมีสลักเป็๞ “รอยมือผู้หญิง” และเส้นโค้งวงกลม

    “จงวางมือลง...”
    เสียงกระซิบบอกเธอ

    เมื่อเธอวางมือซ้อนทับตรงรอย...
    พื้นสั่นไหวเบา ๆ — ประตูก้อนหินแง้มออกเผยให้เห็นบันไดหินทอดลงไปสู่เบื้องล่าง

    ทางเดินลับใต้ดิน

    ภายในอุโมงค์หินอับชื้นและเงียบงันผนังทั้งสองข้างเต็มไปด้วยลวดลายโบราณแปลกตา บางจุดยังมีสีแดงเข้มคล้ายเ๧ื๪๨

    มธุรสเดินไปอย่างระแวดระวัง
    จู่ ๆ ก็เห็นห้องโถงเล็ก ๆ ที่มี แท่นหินศักดิ์สิทธิ์ ตั้งอยู่กลางห้อง
    เหนือแท่นมี “รูปสลักสตรี” ผู้หนึ่ง — ดวงหน้านั้น เธอจำได้

    อัญญาวดี...

    ข้างแท่นมีกระถางกำยานที่เหมือนมีควันบางๆ โชยออกมาแม้ไม่มีไฟ
    เมื่อเธอเข้าใกล้ เสียงหนึ่งกระซิบอีกครั้ง

    “แท่นนี้สร้างเพื่อการคืนชีพ
    เ๧ื๪๨ต้องไหล หัวใจต้องยอม…”

    มธุรสถอยหลังหนึ่งก้าว หัวใจเต้นแรงเธอกำลังจะกลับขึ้น
    แต่บนเพดานกลับปรากฏ “เงาของหญิงสาวผมยาวลากพื้น” ลอยสวนทางลงมา…

    กลับขึ้นมา...แต่ไม่เหมือนเดิม

    เช้าวันใหม่มธุรสตื่นบนเตียงของเธอเอง
    ไม่มีใครรู้ว่าเธอออกไปไหนเมื่อคืน

    แต่ที่หน้าแขนซ้ายของเธอ มี"รอยเ๧ื๪๨" คล้ายเข็มทิ่มลงสามจุด
    และ หน้าใหม่ในสมุดจารึก ก็เขียนขึ้นมาเองอีกแล้ว

     

    “หากเ๯้าเลือกจะเป็๞ข้า...
    ความตายของอีกห้าคนจะเริ่ม
    หากเ๯้าเลือกจะหนี...
    คำสาปจะไม่จบ...”

    ค่ำวันเดียวกัน

    คัมภีร์กำลังเดินกลับเต็นท์เขาหยุดกะทันหันเมื่อได้ยินเสียงเรียกเบา ๆ จากพุ่มไม้

    “คุณคัมภีร์...ทางนี้ค่ะ...”เสียงหวาน ๆ ลอยมากับลม

    เขาหันขวับ —ต้องตากำลังยืนอยู่ในเงามืด ดวงตากลมโตเป็๞ประกายแปลก ๆ

    “คุณมาอยู่ตรงนี้ได้ไงครับมันอันตร...”

    “ชู่ว์...”เธอเดินเข้าใกล้ วางนิ้วแตะริมฝีปากเขาอย่างอ่อนโยน“คุณอยากรู้ความลับของที่นี่ไหม...ฉันรู้ทางไปยังสุสานของเหล่าเชื้อพระวงศ์ศิขเรศวรที่คุณตามหาอยู่”

    แววตาของคัมภีร์พร่าเลือนชั่วขณะ
    เขารู้สึกร้อนวูบวาบที่ขมับ เหมือนกำลังฝันทั้งที่ยังลืมตา

    มือของต้องตาจับมือเขาไว้แน่น
    “ตามฉันมา...”

    พวกเขาเดินลัดเข้าป่าทางด้านเหนือซึ่งไม่มีทางเดิน ไม่มีการขุด ไม่มีใครกล้าเข้าไป

    แต่ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะลับสายตา
    สายลมเย็นวาบก็กระแทกใส่พวกเขาอย่างบ้าคลั่ง

    เสียงยอดไม้กระพือไหว และ...

    คัมภีร์ล้มลง!เหมือนถูกผลักบางอย่างอย่างรุนแรง

    แล้วสติสัมปชัญญะของเขาก็ดับวูบลง.....

     

     

    ในเต็นท์ผ้าใบกลางแคมป์

    มธุรสนั่งกอดเข่าภายใต้กันสาดผ้าใบเก่าๆ ของแคมป์ น้ำฝนหยดแหมะ ๆ ลงบนรองเท้าบู๊ตของเธอ
    เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย ๻ั้๹แ๻่ได้ยินว่าคัมภีร์หายไป

    “ฝนยังไม่หยุดเลย...”
    เสียงตัวเองเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงสายฝน

    เธอกวาดตามองไปในความมืดเหมือนกำลังภาวนาให้เงาร่างของใครบางคนจะเดินกลับมาอย่างปลอดภัย
    ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็๲สมาชิกในทีม
    ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็๲นักศึกษาของพ่อเธอ
    แต่มันมากกว่านั้น...แค่เธอยังไม่กล้ารับรู้มันชัดเจน

    มือของมธุรสกำเสื้อกันฝนแน่นขึ้น
    ภาพคัมภีร์ที่เดินยิ้มเข้ามาแกล้งเธอในวันแรกของการเดินทางยังแจ่มชัด
    แต่ตอนนี้...ไม่มีรอยยิ้มนั้น ไม่มีเสียงแซว ไม่มีแม้แต่เงา

    “กลับมาเถอะนะ...รสยังไม่ได้ขอบคุณที่พี่ยกกล้องส่องทางไกลให้ฉันเลย…”

    เธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะได้ยิน
    แต่น้ำเสียงนั้นจริงใจพอที่ผีทั้งป่าจะได้ยิน

     

    จบตอนที่ 3

    ( 9 ส.ค. 68 )

    โปรดติดตาม ตอนที่ 4: แหวนแห่งสาง และเงาแรกของการสังเวย