บทที่ สามสิบ
กลับแคว้น
ฟ่านหนิงเดินลัดเลาะจากประตูใหญ่ของจวนคณะทูตกลับไปยังเรือนพักของตนก้าวย่างของนางมั่นคงไม่คิดจะกลับไปเห็นใจผู้ใด แม้ภายนอกไม่สั่นไหวแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดที่พันผูกวุ่นวายวันนี้นางตั้งใจทำท่าทางชัดเจนต่อหน้าองค์ชายสามหากเขามีสายตาพินิจวิเคราะห์ได้เพียงพอคงเข้าใจได้ว่านางไม่ประสงค์และพึงใจใดๆต่อเขา
การที่ฟ่านหนิงแสร้งหลบเลี่ยงไม่ได้เป็กลอุบายเพื่อทำให้ตนเองดูสูงค่าอย่างที่สตรีกระทำแต่นั่นเป็เพียงหนทางเดียวที่นางมี เพื่อให้เขาเลิกราคิดต่อกับตนอย่างจริงจัง
เพราะนางไม่ปรารถนาที่จะออกเรือนมาอยู่ที่แผ่นดินมู่ก่านเลยแม้แต่น้อยต่อให้อีกฝ่ายเป็องค์ชายก็ตาม ชาตินี้ครอบครัวของนางยัง้าความช่วยเหลือตนรู้ดีว่าแม้ตัวเองไม่แต่งกับสกุลเจิ้งแต่อีกฝ่ายย่อมมีวิธีการล่อลวงบิดาของนางให้พลาดพลั้งอยู่ดีและคนอย่างเจิ้งเปาหย่งหาได้เป็บุรุษแสนสุภาพอย่างที่เขาแสดงต่อหน้าไม่
เขาอาจดูนุ่มนวล แต่เมื่อถึงเวลาเป็เื่ตัณหาราคะกลับหน้าหนาพอที่จะรับน้องสาวของนาง..ฟ่านลี่เป็อนุได้อย่างหน้าตาเฉยในชาติที่แล้วทำให้พี่น้องมีสามีเดียวกันนางถึงได้บอกว่าชีวิตนางตกต่ำลงก็เริ่มจากแต่งงานกับเจิ้งเปาหย่งความเ็ปนั้นได้ชัดเจน
ครั้นคิดเช่นนั้นใจของนางก็แข็งกร้าวยิ่งขึ้น ยิ่งเป็บุรุษที่มีอำนาจมีเงินทอง ก็ยิ่งหลงระเริงในสุรานารีมากขึ้นแม้องค์ชายสามจะยังไม่เข้าวัยหนุ่มเต็มตัว อายุมากกว่านางเพียงสองปียังไม่ถึงวัยสวมกวาน และอาจดูเหมือนไม่ใฝ่ในเื่สตรีนักทว่าฟ่านหนิงมั่นใจว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป บุรุษใดก็ล้วน้าพิสูจน์ตนในเส้นทางนี้ทั้งนั้นไม่มีผู้ใดต้านทานความยั่วยวนได้ตลอดกาล ยิ่งเป็คนของราชวงศ์ฟ่านหนิงไม่เคยเห็นใครมีชายาเพียงคนเดียว
คำปฏิญาณที่นางเคยเอ่ยออกไปว่าไม่ปรารถนาออกเรือนจึงมิใช่การเกินจริงแต่เป็ความจริงแท้ทั้งหมด ฟ่านหนิงไม่อยากทำผิดพลาดซ้ำสอง ไม่อยากต้องมานั่งร้องไห้เพียงลำพังอีกครั้งนางรู้ตัวดีว่าตนเองมิใช่สตรีใจใหญ่ที่จะยอมให้สามีมีอนุเหมือนมารดาได้มารดาของนางเป็ผู้ยอมได้แม้สามีจนต้องรับหญิงอื่นเข้ามาเพื่อจะมีทายาทแต่ฟ่านหนิงหาเป็เช่นนั้นไม่หัวใจของนางมิอาจทนเห็นสามีของตนหันไปเอ็นดูอนุที่อายุน้อยลงทุกปีแล้วตนเองต้องกินน้ำตาเงียบๆ อยู่เื้ั
สำหรับฟ่านหนิงแล้วหากชะตาจะกำหนดให้นางต้องทุกข์ใจกับเื่เช่นนั้น สู้ใช้ชีวิตอยู่โดดเดี่ยวดีกว่าต้องทนเห็นภาพบาดตานั้นทุกวัน การได้หัวเราะเยาะเย้ยชะตาคนอื่นในความคิดยังดีกว่าเป็ผู้ถูกชะตาล้อเลียนเสียเอง นางตัดสินใจแล้ว!
กว่าจะกลับมาถึงจวนพระอาทิตย์ก็คล้อยไปอีกด้านเมื่อเดินผ่านเรือนหลักเลี้ยวเข้าสู่ทางเดินไม้ยาวทอดไปสู่เรือนหลังที่อยู่ฝั่งตะวันตกที่ตนพำนักซึ่งต้องผ่านสวนเชื่อมระหว่างเรือนก่อน ลมโชยพัดเอากลิ่นบัวในสวนมาปะทะจมูกฟ่านหนิงก้าวช้าลงเล็กน้อยว่าจะชมดอกบัวทว่าในฉับพลันก็พบสิ่งไม่คาดคิดตรงหน้าเสียก่อน
จ้าวจวิ้นหยางนั่งอยู่ในศาลาหินกลางสวนที่เดิมกับครั้งก่อนที่ทั้งสองเคยนั่งสนทนากัน ใบหน้าคมสันของเขายังคงดูสงบแต่สายตาคมปลาบที่ทอดมาทางนางทำให้ฟ่านหนิงถึงกับชะงัก นี่เขามาดักรอนางกลับเพื่อนสอบสวนนางอีกแล้วหรือ?
ฟ่านหนิงที่ไม่คิดอยากสนทนาพาทีด้วยนางก้มหน้าหมายจะเดินผ่านไปโดยไม่ทักทาย แต่เสียงทุ้มเรียกขึ้นขัดชัดเจน “คุณหนูใหญ่ฟ่าน”
นางจึงต้องหยุดฝีเท้าอย่างเสียมิได้ หันไปส่งยิ้มบางๆผงกศีรษะให้เพียงหนึ่งที่เป็มารยาททว่าร่างสูงกลับลุกก้าวออกมาจากศาลาอย่างรวดเร็ว ตรงเข้ามาหานางโดยไม่รีรอ
ดวงตาคมส่องมองสำรวจใบหน้านางโดยตรงหรือหากจะกล่าวให้ถูกก็คือสายตาของเขามุ่งตรงไปที่หน้าผากที่มีแผลฟ่านหนิงถึงกับนิ่งไป แต่แล้วเขากลับเอ่ยขึ้นเรียบง่าย “จางไปเยอะแล้วนี่”
คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้นางเข้าใจทันทีคงจะมาตั้งใจทวงบุญคุณเื่ยาที่หาให้สินะ แต่ฟ่านหนิงไม่ยอมแสดงออกไม่แม้แต่เอ่ยคำว่าขอบคุณเสียด้วยซ้ำแสร้งนิ่งเงียบต่อไป
จ้าวจวิ้นหยางกลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งขุ่นกึ่งล้อ “ถึงคุณหนูใหญ่ฟ่านจะไม่รู้สึกซาบซึ้งที่ข้าอุตส่าห์ไปหายาไร้รอยมาให้แต่ข้าก็ไม่คิดว่าท่านจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ทำกันได้ลงคอ” เขาเบี่ยงตัวหันด้านข้างให้อย่างคนน้อยอกน้อยใจ
ฟ่านหนิงขมวดคิ้วมุ่นทันที “ข้าไปทำอะไรเล่า?”
เขาหรี่ตาตอบเสียงทุ้มชัด “ก็หนังสือบทประพันธ์ของเ้าอย่างไรเล่าเ้าร้ายมากนะ!”
ดวงตาของฟ่านหนิงวูบสว่าง นางเข้าใจทันทีถึงสิ่งที่เขาหมายถึงความจริงแล้วที่นางสั่งให้จางไป๋ซินไปซื้อหนังสือเพิ่มสามวันก่อน บันทึกเดินทางนางเก็บไว้อ่านเองแล้วเลือกหนังสือเื่ความรักส่งให้เขานั้นเอง ทว่าหนังสือเ่าั้ล้วนจบลงด้วยโศกนาฏกรรมไม่ว่าจะเื่ใด บทสุดท้ายก็มักเป็การพรากจากหรือตายจากทั้งสิ้น
ฟ่านหนิงเผลอเม้มปากกลั้นเสียงหัวเราะสะใจอย่างยากลำบากก่อนแสร้งตอบด้วยน้ำเสียงหวานใส “หนังสือมีปัญหาอะไรหรือเ้าคะซื่อจื่อข้าเห็นว่าท่านชอบอ่าน จึงมอบให้เป็สิ่งตอบแทนเท่านั้นเอง”
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะหึในลำคอ “ปัญหาอะไรหรือเ้าอย่ามาตีหน้าซื่อ หนังสือสี่เล่มที่เ้าให้ทุกเื่ล้วนจบลงด้วยความเศร้ารันทด ไม่พรากจากก็ตัวเอกตายทั้งสิ้นเ้าจะบอกว่าสุ่มซื้อมาแล้วบังเอิญจบแบบเดียวกันทุกเล่มได้หรือนี่มันร้ายกาจเกินไปแล้วคุณหนูใหญ่ฟ่าน”
ฟ่านหนิงกะพริบตาถี่ๆ คล้ายจะไม่ยอมรับแต่ภายในใจกลับสะใจนักที่แผนการเล็กๆ ของตนได้ผลแต่มีที่เหนือความคาดหมายก็คือเขาอ่านจบทั้งสี่เล่มหมดภายในสามวันทั้งที่ยังต้องเข้าประชุมราชการกับเหล่าขุนนางอีก เอาเวลาที่ไหนไหนอ่านกัน?
อีกด้านก็พูดต่อราวกับอยากบ่นให้นาง “เพราะความอยากรู้ของข้าเองสามวันข้าจึงอ่านจบหมดสี่เล่มเ้านึกหรือว่าข้าอ่านเล่มเดียวแล้วจะไม่อ่านเล่มอื่นต่อตอนนี้ยิ่งอยากลืมก็ยิ่งลืมไม่ได้เสียด้วย เ้านี่ช่าง...”
ฟ่านหนิงหัวเราะในใจแต่ยังทำท่าตีหน้าซื่อถามกลับ “นี่ซื่อจื่ออ่านจบหมดแล้วจริงหรือเ้าคะ ไม่น่าเชื่อเลยจะบังเอิญจบเช่นนั้นทั้งหมด”
เขาตอบเสียงต่ำ “แน่นอน นอกจากอ่านจบข้ายังจำได้ขึ้นใจ อ่านเร็วก็ใช่ว่าจะไม่แม่น ถ้าเ้าไม่เชื่อข้าเล่าเนื้อหาทั้งหมดให้ฟังเดี๋ยวนี้ก็ยังได้”
ฟ่านหนิงรีบโบกมือปฏิเสธแทบไม่ทัน “อย่าเลยเ้าค่ะข้าเพิ่งกลับจากออกไปชมเมือง ตอนนี้เหนื่อยนัก อยากพักผ่อนแล้ว”
จ้าวจวิ้นหยางยักไหล่เบาๆ หันตัวกลับมาแววตาเ้าเล่ห์ฉายวูบจากที่ไม่สบอารมณ์จู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็พอใจ “อ้อ...ที่ไปกับพวกคนราชวงศ์มา หึๆ วันนี้เ้าก็เล่นร้ายไม่เบา”
ฟ่านหนิงหรี่ตาให้คำพูดของเขาที่ช่างมีนัยนางอยากถามกลับให้ชัดแต่ยังคงอดกลั้นไว้ สายตาของนางได้แต่ฉายแววแปลกประหลาดเล็กๆเท่านั้น
ส่วนจ้าวจวิ้นหยางพึมพำราวกับพูดกับตนเองต่อ “นี่สินะ...บทประพันธ์ที่อ่านก็ไม่ได้เกินจริงหรอกใช่ว่าทุกความรักจะสมหวัง ฮ่าๆ”ว่าจบเขายิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ แล้วหมุนกายเดินจากไปอย่างไม่เอ่ยอธิบายใดๆทิ้งให้ฟ่านหนิงยืนมองตามหลังด้วยความฉงนปนเอือมระอา
ส่ายหน้าเบาๆ นางไม่เข้าใจว่าชายผู้นี้จะมาไม้ไหนอีก
….
ในที่สุดกำหนดการของคณะทูตต้าหลิงเฉิงก็มาถึงวันที่ต้องเดินทางจากเมืองหลวงอวี่หนานของแคว้นมู่ก่านรุ่งอรุณวันเดินทางขอบฟ้าเหนือเมืองยังเจือแสงสลัวทองเริ่มไล้แผ่นดินแต่ภายในลานกว้างหน้าประตูเมืองกลับเต็มไปด้วยผู้คนและขบวนม้าที่จัดเตรียมไว้แน่นขนัดเสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินที่กระทบกันดังเป็จังหวะเสียงกลองดังบอกจังหวะดังก้องดุจสายฟ้า เป็การประกาศขบวนอันยิ่งใหญ่สมเกียรติแก่การเดินทางของคณะทูตต้าหลิงเฉิงกลับแผ่นดิน
เหล่าทหารของสองแคว้นยืนเรียงรายแน่นราวกับกำแพงมนุษย์เสื้อเกราะสีเงินและทองวาวสะท้อนแสงแรกของวันอย่างงดงาม ฮ่องเต้เหลาจั๋วในชุดคลุมขนสัตว์สีดำสนิทยืนเด่นอยู่แถวหน้าดวงตาคมเข้มดุจอินทรีจับจ้องมองผู้มาเยือนที่กำลังจะอำลาใบหน้าของเขาแสดงรอยยิ้มบางๆ แต่กระนั้นทุกท่วงท่ากลับยังเต็มไปด้วยอำนาจอันแข็งแกร่งข้างกันนั้นคือองค์รัชทายาทในอาภรณ์ครามเข้มประดับลายเมฆสีเงินยืนเคียงด้วยท่าทีสุขุม ข้างหลังมีองค์ชายองค์หญิงอีกหลายพระองค์เรียงรายร่วมส่ง
องค์หญิงสองหลิงเหม่ยในอาภรณ์สีชมพูอ่อนลายบุปผาส่วนองค์หญิงสี่หลิงเจียวในชุดเขียวสดใสท่าทางคึกคักกว่าพี่สาวตามนิสัยที่ร่าเริง โบกมือลาแม้จะแอบซ่อนร่องรอยเสียดายไว้ในแววตาทั้งสองเดินก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อร่ำลาฟ่านหนิงโดยเฉพาะ
ฟ่านหนิงในวันนี้สวมอาภรณ์ผ้าแพรเนื้อบางสีแดงเข้มสง่างามเกินกว่าจะเป็เด็กสาวประดับด้วยการปักดิ้นเงินหรูหราเช่นสตรีราชสำนักสมฐานะคุณหนูอันดับหนึ่งทั้งยังขับเน้นรูปโฉมอันผ่องพรรณจนผู้คนโดยรอบต้องเหลียวมองผมดำสนิทของนางถูกรวบครึ่งมวยประดับด้วยเครื่องเงินและปิ่นเงินอันที่เพิ่งเลือกซื้อจากร้านในเมืองหลวงส่องประกายรับกับรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากงดงาม
“คุณหนูฟ่านดูแลตนเองด้วยนะ” องค์หญิงสองกล่าวเสียงอ่อนโยน พลางจับมือฟ่านหนิงเบาๆความเสียดายฉายชัดในแววตา
ฟ่านหนิงยกมือคำนับพลางยิ้มตอบ “ขอบพระทัยองค์หญิงเพคะ”
จากนั้นองค์หญิงสี่ก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เอ่ยแหย่เสียงสดใส “คราวหน้าอย่าลืมนำเื่เล่ามาเยอะๆ มาแบ่งข้าอีกนะข้าจะรอฟัง”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ เอ่ยตอบ “หากมีวาสนาได้พบกันอีกหม่อมฉันย่อมไม่ลืมแน่”
เื้ัของบรรยากาศอันอบอุ่นนั้นองค์ชายสามยืนสงบนิ่งในอาภรณ์เทาเงินร่างสูงสง่าแต่ดวงตากลับนิ่งจับจ้องที่ฟ่านหนิงไม่ละแม้เขาจะไม่ก้าวเข้ามาทักหรือกล่าวถ้อยคำใดแต่แววตาที่เฝ้ามองกลับชัดเจนราวกับพันธนาการ นางเองรับรู้ได้ดีหากแต่ตั้งใจมิให้เหลือบสายตาไปแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ
เสียงม้าเชิดและเกวียนถูกจัดเรียงเข้าขบวนทีละส่วนทหารต้าหลิงเฉิงในชุดเกราะดำยกหอกขึ้นพร้อมกันดังสนั่นแสดงพลังและศักดิ์ศรีแด่แผ่นดินต่างถิ่นที่ต้องอำลา
ฟ่านหนิงก้าวขึ้นรถม้าเล็กที่จัดเตรียมไว้สำหรับสตรีฝ่ายคณะทูตก่อนหันไปโค้งเคารพองค์หญิงทั้งสองอีกครั้ง น้ำเสียงใสเอื้อนเอ่ย “หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”นางเดินจากไป พร้อมกับขุนนางคนอื่นๆในคณะทูต
เหล่าขุนนางและราชวงศ์มู่ก่านต่างมองลาขบวนแต่กลับมีแววตาขององค์ชายสามที่แตกต่างราวกับยังไม่อาจตัดใจมองตามเงาหลังสตรีผู้นั้นอย่างอาลัย
ทันทีที่กลองและฆ้องดังขึ้นบอกจังหวะอีกครั้งขบวนคณะทูตก็เคลื่อนออกจากประตูเมืองอย่างเป็ระเบียบ เสียงล้อเกวียนบดไปกับพื้นเสียงฝีเท้าม้านับร้อยก้องสะท้อน ขบวนอันยิ่งใหญ่ทอดยาวจนสุดสายตาภายใต้ท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจ้า แดดอุ่นใกล้หมดฤดูร้อนสาดกระทบจนเกิดประกายระยิบระยับ
ท้องถนนเต็มไปด้วยชาวเมืองที่ออกมายืนส่งต่างส่งเสียงร่ำลาและโบกมือแม้เพียงชั่วครู่ก็ยังััได้ถึงความอลังการและความน่าจดจำของการเดินทางครั้งนี้
ภายในรถม้าฟ่านหนิงเอนตัวพิงเบาะหลับตาลงเบาๆในขณะที่ขบวนค่อยๆ ห่างออกไป เสียงกลองก็ดังแ่ลงนางต้องกลับไปทำหน้าที่หลักของตัวเองอีกครั้งแล้วสินะ
การเดินทางของคณะทูตที่ยาวนานกว่าสองเดือนใกล้สิ้นสุดลงแล้วเพียงอีกไม่นานก็จะเข้าสู่เมืองหลวงหลงซวนเมืองอันรุ่งเรืองที่เปรียบดังหัวใจของแผ่นดินต้าหลิงเฉิง ทุกก้าวที่ม้าเคลื่อนตัวเสียงล้อเกวียนบดไปกับพื้นกรวดฟ่านหนิงรู้สึกว่าอีกไม่นานการเดินทางนี้ก็จะได้ปลดภาระหนึ่งลง พร้อมกับสายตาคู่หนึ่งที่ไม่เคยห่างไปไหนเลย
ตลอดเส้นทางกลับฟ่านหนิงััได้ชัดว่าตัวเองตกอยู่ในสายตาของจ้าวจวิ้นหยางไม่ว่าขณะหยุดพักระหว่างทางหรือยามร่วมโต๊ะอาหารเขามักจะมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ คล้ายยังคงข้องใจในเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดกับนางและรอคอยโอกาสที่จะพบสิ่งนั้นอีกครั้ง ถึงนางจะทำเป็ไม่สนใจ แต่ลึกๆก็อดหงุดหงิดไม่ได้ โชคยังดีที่หลังจากเหตุการณ์ในมู่ก่านระบบไม่ได้โยนภารกิจมาให้อีก และไม่โผล่มายามที่นางไม่เรียกจึงสบายใจว่าเขาคงไม่เห็นเื่ประหลาดอีก ไม่เช่นนั้นนางคงปวดหัวกว่านี้แน่
จนกระทั่งคืนสุดท้ายก่อนเข้าสู่หลงซวนคณะทูตหยุดพักที่เมืองทางใต้ซึ่งห่างจากหลงซวนไม่ถึงร้อยลี้ เมืองนี้ไม่ใหญ่โตนักแต่เพราะเป็เส้นทางการค้า จึงครึกครื้นไปด้วยแสงโคมและผู้คนยามค่ำขบวนคณะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติเรือนพักในจวนผู้ว่าการใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ฟ่านหนิงได้ห้องส่วนตัวที่เงียบสงบหลังผ่านความวุ่นวายมาหลายวัน นางรู้สึกโล่งอกอยู่ไม่น้อย
เมื่อปิดประตูห้องฟ่านหนิงก็ถอนหายใจยาวก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงไม้ที่ปูด้วยเบาะ แม้จะไม่อ่อนนุ่มเท่าเรือนพักในเมืองแต่ยามนี้กลับนับว่าเพียงพอสำหรับผู้ที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
“เ้าระบบออกมาคุยกันหน่อยข้าอยากตรวจสอบสถานะเส้นเื่”ฟ่านหนิงเรียกขึ้นด้วยเสียงแ่
ข้อความเรืองแสงลอยขึ้นเหนือสายตาทันทีแท่งสถานะเส้นเื่ยังคงเรืองแสงสม่ำเสมอ ไม่ได้ติดๆ ดับๆเหมือนครั้งก่อนที่เกิดเื่ในมู่ก่าน ฟ่านหนิงเพ่งดูแล้วก็โล่งอกเห็นสถานะอยู่ในระดับที่ดีคิดว่าคงเป็เพราะเส้นทางหลักดำเนินต่อไปอย่างดีด้วยตัวเองแม้ไม่มีนางและไม่ได้ร่วมคณะทูตอย่างเส้นเื่เดิม
นางจึงถามต่อ “ด้านถังหลันชิงกับหานอี้เหอเป็เช่นไรบ้าง? ทำไมค่าของเส้นเื่ถึงไม่เปลี่ยนมากนักทั้งที่พวกเขาไม่ได้เดินทางมากับเรา..”
ระบบส่งตัวอักษรเรียงขึ้นหลายบรรทัดเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ที่ฟ่านหนิงพลาดไป
【หานอี้เหอได้รู้ความจริงแล้วว่าเ้าของถุงหอมที่เขาเก็บไว้นานแท้จริงคือถังหลันชิงจากการไปสืบคดีแล้วได้ยินพ่อค้าขายผ้าลายเฉพาะในตลาดเอ่ยถึงสตรีผู้มาเยือน พร้อมกลิ่นหอมจากถุงหอมที่ลักษณะเดียวกับที่ถังหลันชิงทำหล่นหลังสอบถามต่อก็พบรายละเอียดตรงกันจึงเชื่อมั่นว่าเป็ถังหลันชิงแน่ที่ช่วยสืบคดีที่ร้านเผาถ่าน】
ฟ่านหนิงอ้าปากเล็กน้อย แววตาเปล่งประกายขึ้น “อ้อ...เช่นนี้นี่เอง” นางพยักหน้าช้าๆ “ขนาดไม่ได้ร่วมเดินทางกับคณะทูตก็ยังหากันจนเจอสุดท้ายแล้วคนจะคู่กัน ย่อมคู่กันจริงๆ”แม้คำพูดจะเอ่ยคล้ายซาบซึ้งแต่ริมฝีปากบางกลับยกยิ้มอยากเยาะเย้ย
แล้วระบบก็แสดงตัวอักษรเรียงต่อ【โดยหลังจากรู้ความจริงหานอี้เหอจึงเกิดความรู้สึกพึงใจถังหลันชิงมากขึ้นทำให้สถานะเส้นเื่อยู่ในระดับน่าพอใจ】
ฟ่านหนิงยิ้มกว้างเริ่มรู้สึกสนุกกับเื่วุ่นๆ ของผู้อื่นก่อนจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมจ้าวจวิ้นหยางถึงชอบอ่านหนังสืองประพันธ์ความรัก
“อีกเื่ไม่นานเราก็จะถึงหลงซวน เช่นนั้นระบบก็ควรกลับมาเสถียรใช่หรือไม่? ข้าหวังว่าต่อไปจะไม่มีภารกิจไร้สาระโผล่มา และก็ห้ามให้เกิดเื่ข้อความไปปรากฏให้คนอื่นเห็นด้วยถ้าเกิดเหตุให้ข้อความลอยไปต่อหน้าผู้อื่น ข้าคงถูกหาว่าเป็พวกใช้คุณไสยมนต์ดำเข้าใจหรือไม่!”
【สถานะปัจจุบันระบบกลับมาเสถียรแล้วแต่ไม่สามารถรับประกันได้สำหรับอนาคต หากเกิดความไม่เสถียรอีก ก็อาจมีเหตุการณ์เช่นเดิมปรากฏขึ้นซ้ำ】
ฟ่านหนิงได้ยินก็เบ้ปากทันที “ไม่รับประกัน? เช่นนี้ข้าไม่ต้องอยู่กับความเสี่ยงตลอดหรือ หากวันใดเ้าทำงานไม่เสถียรอีกข้าก็กลายเป็ตัวประหลาดในสายตาคนทั้งเมือง เช่นนั้นเป็ความผิดของข้า? เ้าควรจะชดใช้ให้ข้าบ้าง!”
จากนั้นเสียงของระบบก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนข้อความใหม่ก็ปรากฏ 【ชดใช้แต้มให้ตัวละครเนื่องจากระบบไม่เสถียรแต้มชีวิต +2】
ฟ่านหนิงเบิกตากว้างกับข้อความ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้จะรู้สึกไปทางใดไปครู่ใหญ่“สองแต้ม?เ้าล้อข้าเล่นหรือ!” แล้วนางก็คว้าหมอนที่หัวเตียงปาไปใส่ข้อความโปร่งแสงนั้นเต็มแรงหมอนตกกระแทกพื้นดังตุ้บ ข้อความยังลอยนิ่งไม่สะทกสะท้าน
นางครุ่นคิดถึงเื่ราวก่อนหน้านี้แล้วกุมขมับ “ที่ข้าต้อง...จูบกับจ้าวจวิ้นหยางเพื่อได้สองแต้มนี้เ้ากลับเพิ่มแต้มมากมายเช่นนี้ จากนี้ข้าไม่กล้าด่าแล้ว เปลืองตัวสิ้นดี! ไสหัวไปซะ!”นางเอ่ยประชดประชันบ่นจนหนำใจก็ล้มตัวลงบนเตียงอีกครั้งดึงผ้าห่มผืนบางคลุมกาย
แต่ความร้อนจากปลายฤดูร้อนยังทำให้แก้มแดงระเรื่อนางพลิกตัวไปมา สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับคนกำลังโกรธแต่กลับขำในชะตาของตน