จางเฉินยังคงพยายามเพ่งสมาธิ ตวัดดาบไปมา เขาไม่รู้สึกว่าค้นพบอะไรเลย พยายามไปอย่างนั้นจนมือโป่งพอง มีเืไหลออกมา สิ่งเดียวที่เขามีความขยัน อดทน เขาไม่คิดว่าตัวเขาเองมีความเป็อัจฉริยะอะไรที่จะค้นหาสิ่งต่างๆ ที่โสมแดงแนะนำ
“พี่โสม ท่านช่วยแสดงเพลงดาบให้ข้าดูหน่อย” จางเฉินเพิ่งคิดได้เหมือนลืมอะไรไป เขาควรมีต้นแบบ
“เ้าโง่ ข้าเป็โสมแสนฉลาดล้ำ ข้าแค่จำๆ มาจากหนังสือ จากอาจารย์ ่ที่แกสอนลูกศิษย์” พอพูดถึงคำว่าลูกศิษย์โสมแดงมีเจตนาสังหารรุนแรงออกมาทางแววตา
“เราเป็เพื่อนกัน ข้าจะพยายามช่วยเ้า เ้าช่วยข้าแก้แค้นแทนอาจารย์ได้ไหม” โสมแดงพูดต่อ
“ถ้ามันไม่ยากเกินไปนะ จากที่ฟังเ้าพูด ไม่แค่ตระกูลตงฟางสินะ”
“เ้านี่ฉลาดในบางครั้ง ใช่แล้ว” โสมแดงโชว์มือขึ้นมีแหวนสีขาวอีกวงหนึ่ง
“เ้า มีแหวนมิติอีกวง ขอดูหน่อย” จางเฉินน้ำลายไหล
“ไม่ นี่ของแทนใจอาจารย์ข้า ข้าจะให้เ้าเมื่อเ้าพร้อม ของพวกนี้ไม่ใช่ของเล่นสำหรับเด็กน้อย” โสมแดงมีเสียงเหยียดหยาม
“งก”
“เอาละ พื้นฐานคือพื้นฐานการฝึกพื้นฐานของตัวเ้าเอง เป็ของตัวเอง ข้าเป็โสมที่เกิดจากธาตุดินและไม้ ทักษะที่ข้ามีคือสื่อสารกับดินและไม้ แค่นั้น เท่าที่อาจารย์ให้ข้าศึกษาดู ข้าทำได้แค่อาเรย์เวทมนตร์ที่เ้าเห็น กับเขียนอักขระ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายๆ กันเพียงแต่วิธีใช้ต่างกัน เราสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะสัตว์ป่า สัตว์อสูร พืช เราเกิดมาพร้อมกับการซึมซับพลังิญญาในรูปแบบของเราเอง ไม่มีพลังปราณเหมือนพวกมนุษย์ที่สามารถฝึกและดูดซับพลังิญญาเปลี่ยนเป็พลังปราณ มนุษย์เกิดมาอ่อนแอแต่มีสติปัญญา ถ้าเ้ามีสักนิด เดี๋ยวเ้าก็จะค้นพบวิถีทางเอง ถ้าไม่ได้เ้าก็เป็ได้แค่พวกเลียนแบบ ทำไปพันครั้ง หมื่นครั้ง มันก็แค่ของเลียนแบบ มีแต่ปริมาณ คุณภาพบ้าง แต่ไม่มีประสิทธิภาพ”
“ข้าตกลง ถ้าเ้าสามารถช่วยข้าฝึกได้ ข้าก็อยากก้าวไปข้างหน้า หวังว่าเ้าจะไม่หลอกข้า วันหนึ่งข้าจะแก้แค้นให้อาจารย์ของเ้า”
จางเฉินตัดสินใจ ตอนนี้โครงการแก้แค้นของเขาก็เพิ่มเป็3 ของตัวเองหนึ่ง ของเ้าโสม 2 ซึ่งนั่นต้องใช้ความแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก
“เอาละ เราจะเริ่มจากพื้นฐานเบื้องต้น เ้าต้องใช้ดาบที่หนักและใหญ่กว่านี้ เอาแบบเ้าแทบยกไม่ขึ้น หลังจากที่เ้าได้ลองใช้งานดู เ้าจะพบจุดบอดต่างๆ ในร่างกาย แน่นอนว่าเ้าจะพัฒนาท่วงท่าของเ้าด้วย”
“เพิ่งเข้าป่า นี่ต้องเข้าเมืองแล้วเหรอ เ้าบอกมาหลายๆ อย่างเลยจะได้ซื้อทีเดียว” จางเฉินเกาหัว
“นี่” โสมแดงดึงดาบเล่มโตออกมาจากมิติ มีฝักดาบที่ดูหนามาก ด้ามดาบสีดำทึบ แต่มีความเรียบเนียนดูจะจับยากเหมือนจะลื่น จางเฉินมองแหวนมิติรู้สึกถึงความเชื่อมต่อกับมัน โสมน่าจะแอบขโมยเืจางเฉินไปเปิดผนึกแหวน แต่ไม่รู้ตอนไหน จางเฉินมีความอยากรู้อยากเห็นของในแหวนมาก
จางเฉินเดินไปที่ดาบ มันต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะยกขึ้นมา
“อย่าลืมเอาดาบกระบี่สะพายหลังไว้ และพกดาบตลอดเวลา เ้าต้องเป็ดาบ หัวใจเ้าต้องเป็ดาบ แขนขาเ้าต้องเป็ดาบ ดาบต้องเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเ้า”
จางเฉินเอาดาบออกจากฝัก ดาบดูเหมือนไม่ใช่ดาบ เหมือนท่อนเหล็กมากกว่าที่จะเรียกว่าดาบ ไม่มีด้านคมและหนักมาก จางเฉินแทบดึงจากฝักจะไม่ไหวอยู่แล้ว พอถือในมือยิ่งทำให้การทรงตัวแย่มาก
การฝึกเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก จากที่เคยพยายามใช้กระบวนท่าให้รวดเร็วเพื่อสร้างสายลมกระบี่ กลายเป็การเคลื่อนไหวช้าๆ ทั้งมือและเท้าของจางเฉินก็มีอาการแกว่งไม่ทรงตัว พอพยายามไปหลายไปก็พอจะใช้งานได้บ้าง ผ่านไปหลายวัน ทั้งฝึกและพักผ่อน จางเฉินรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายมีการพัฒนา เหมือนเขายกระดับการฝึกไปอีกขั้นหนึ่ง
เมื่อเริ่มทรงตัวจางเฉินก็มุ่งเน้นไปที่การใช้สมาธิสำรวจการใช้กระบวนท่า กระบี่หนักทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวทุกอย่างชัดเจนมาก ทั้งการไหลเวียนของเื ลมปราณ กล้ามเนื้อ การหายใจ เขาใช้เวลา 10-20 นาทีสำหรับฝึกกระบี่และ 40-50 นาทีสำหรับนั่งหลับตาเงียบๆ คิดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทุกครั้ง เพื่อหาจุดที่ลงตัว
แม้ว่าเพลงดาบวายุจะมีเพียง 12 กระบวนท่า แต่ละชุดก็แบ่งออกเป็ 8 จังหวะในหนึ่งจังหวะมีแปดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งศึกษา ฝึกฝน ยิ่งเกิดความซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งฝึกจางเฉิน ยิ่งเข้าสู้สภาวะสมาธิสู่ความว่างเปล่าโดยไม่รู้ตัวในเวลานั่งสมาธิ ซึ่งเป็การพัฒนาที่สำคัญยิ่งกว่าวิชาดาบเอง การเข้าถึงสมาธิว่างเปล่านั้นไม่ใช่เื่ที่คนทั่วไปทำได้ยิ่งในระยะเวลาที่ยาวนาน ตัดสิ่งรบกวนจากหมด แยกตัวออกจากโลกแล้วอยู่ในการคิด ใคร่ครวญอย่างเป็ระบบ
จางเฉินพยายามฝึกอีกครั้ง เขาฝึกแบบช้ำๆ ในกระบวนท่าแรก แล้วนั่งกำหนดสมาธิเพื่อหาจุดเปลี่ยนและปรับปรุงให้เข้ากับตัวเอง จากนั้นก็ฝึกท่าที่สอง ท่าที่สาม จนครบแล้วกลับมาฝึกท่าแรกอีกครั้ง
โสมแดงมองดูอยู่ห่างๆ
“นี่ละเส้นทางศิลปะการต่อสู้ สิ่งสำคัญคือศิลปะ การเข้าถึงศิลปะคือการปรับเข้ากับตัวเอง เป็ตัวของตัวเองและพัฒนาตนเอง อย่าแสวงหาเส้นทางที่สมบูรณ์แบบ มันมีความผิดพลาดเสมอ ใช้ความผิดพลาดเป็บทเรียน แล้วมองหาความผิดพลาดใหม่ๆ โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรที่ใช้งานได้ทุกรูปแบบ ทุกสถานที่ จะต้องปรับตัว อย่าพยายามเป็เหมือนใครต้องเป็ตัวเอง อย่าเอากรอบความคิดว่าตรงนั้นต้องทำแบบนั้น ตรงนี้ตรงทำแบบนี้ตามตำราหรือคนอื่นบอกมาใช้ รับฟังได้ แต่ควรเอาที่ตัวเราเองรู้สึกว่าทำได้ดี ดีในแบบตัวเอง ไม่ใช่ดีในแบบผู้อื่น”
จางเฉินนั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายและฟื้นฟูตนเองอีกครั้งหลังจากได้รับการสั่งสอน เขาแทบคาดไม่ถึงว่าโสมแดงที่ดูปากจัด วาจาเราะร้ายจะมีความคิดอ่านสอนเขาได้ดีขนาดนี้ สมแล้วที่เขาเรียกลูกพี่มาแต่แรก หลังจากฟังโสมแดงพูดจางเฉินก็พยายามย่อยความรู้ที่ได้รับอย่างเต็มที่
อาจารย์ของเ้าโสมแดงเริ่มเป็ปริศนาในใจของจางเฉินมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเ้าโสมแดงไม่ค่อยพูดถึง จางเฉินเคยถามแต่โสมแดงก็ไม่ตอบ