ยามไฮ่(21.00-22.59)
เฟยหรงกำลังนั่งเล่นกับจิวหูเงยหน้าขึ้นมองเมื่อรู้สึกว่ามีคนสองคนมายืนอยู่หน้าห้อง เฟยหรงจึงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เข้ามา”ไม่ต้องรอให้คนที่หน้าประตูเอ่ยบอก มี่ถงและจิ้มฝานมองหน้ากันแล้วเปิดประตูเข้ามา
“เอาล่ะ ไปกันเลย” เฟยหรงยืนขึ้น นางบอกให้จิวหูรออยู่ที่ห้องมันทำหน้าหงอยเล็กน้อยแต่ก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี เฟยหรงปีนหน้าต่างนำทั้งสองคนออกมาด้านนอกนางวิ่งไปตามหลังคาบ้านนั้นบ้านนี้ทีแม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ไม่มีเสียงดังเลยแม้แต่นิดทั้งสองคนที่ตามไล่หลังเฟยหรงก็อดชื่นชมไม่ได้
ทั้งสามเงยหน้าดููเาน้ำแข็งสูงตระหง่านตรงหน้าเฟยหรงนำพัดสลายเมฆาออกมาทำให้ทั้งสองคนจับตัวของนางไว้เพื่อให้ง่ายต่อการใช้ลมหอบขึ้นไป้ามี่ถงกอดแขนเฟยหรงแล้วหลับตาแน่น ไม่กล้าที่จะลืมตาขึ้นมา นางยังจำภาพที่ถูกพวกโจรโจมตีในคราวก่อนได้คนขับรถม้าถูกมันฆ่าอย่างเืเย็น นางออกมาสู้กับพวกมันจนสลบไปตื่นมาอีกทีก็พบว่ารถม้าของคุณหนูไม่อยู่แล้วแต่ร่องรอยบ่งบอกว่าตัวรถได้ตกลงไปในเหวลึกมี่ถงหน้าซีดขึ้นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น นางมือสั่นจนเฟยหรงรู้สึกได้
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่แล้ว”เฟยหรงพูดออกมาเบาๆ มี่ถงเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาของเฟยหรงไม่มีแม้แต่ความกลัวแบบนางมี่ถงเหมือนได้รับความกล้าจากคนข้างๆจึงยิ้มออกมา
มี่ถงและจิ้นฝานที่ัักับความเย็นก็พลันสั่นสะท้านทั้งสองคนจึงโคจรลมปราณเพื่อมาปกคลุมร่างกายต้านความหนาวเย็น
ไม่นานสายลมก็หอบทั้ง 3 ขึ้นมายังูเาน้ำแข็งเฟยหรงตรวจสอบพื้นที่ด้านล่างว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่เมื่อเห็นว่าปกติดี นางจึงโบกพัดสลายเมฆาเกิดเป็สายลมหอบหนึ่ง นําพาทั้งสามคนไปยังป่าเบื้องหน้ามี่ถงและจิ้นฝานดูตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเพราะไม่เคยย่างกายออกนอกอาณาจักรเลยเมืองพยัคฆ์เหมันต์ที่มีฤดูหนาวตลอดทั้งปีจึงก็ทำให้รู้สึกแปลกตาสายลมนำพาคนทั้งสามเข้ามาด้านในป่าเหมันต์ตรงนี้เป็ที่ที่เคยหลงมาเมื่อคืนก่อนวันนี้นางตั้งใจจะมาเก็บสมุนไพรและอื่นๆจึงให้มี่ถงกับจิ้นฝานมาช่วยเพื่อร่นเวลา
“มี่ถงเ้าพอรู้เื่สมุนไพรมาบ้างข้าอยากให้เ้านำตะกร้านี้ไปเก็บสมุนไพรแต่ห้ามไปไกลจากตรงนี้นะเพราะที่แห่งนี้มีสัตว์อสูรมากมายข้าััได้”มี่ถง พยักหน้าเบาๆแล้วรับตะกร้า มาถือไว้
“ส่วนเ้าข้าอยากให้ช่วยตัดต้นไม้หน่อยนี่คือต้นสนเหมันต์เป็ต้นส่วนที่อยู่ในป่าแห่งนี้มันดูดซับไอความเย็นและพลังปราณธรรมชาติจากป่าเหมันต์มานับร้อยๆปีต้นสนพวกนี้จึงมีสรรพคุณหลายอย่าง”เฟยหรงพูดกับจิ้นฝานแล้วชี้ไปยังต้นสนต้นหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ต้องใช้คนโอบถึง 5คน จิ้นฝานลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อยแม้การตัดต้นไม้จะไม่ใช่งานหนักมากมายแต่ต้นสนที่อยู่เบื้องหน้านี้คงจะกินแรงเขาไปมาก เมื่อเฟยหรงเห็นจิ้นฝานมองต้นสนนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“เอาน่าถือว่าเป็การฝึกฝนแล้วกันหากทำเสร็จข้าจะมีรางวัลให้เป็เม็ดยาที่ช่วยให้เ้าทะลวงระดับได้”ได้ยินดังนั้นเขาก็รีบหยิบกระบี่ขึ้นมาฟันต้นไม้แต่ไม่ว่าจะฟันอย่างไรต้นไม้ก็ไม่ะเืและยังมีเพียงรอยขีดข่วนเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเฟยหรงเลิกคิ้วนิดๆไม่คิดว่าต้นสนจะแข่งถึงเพียงนี้เมื่อวานนางตัดต้นเล็กๆเท่านั้นก็เลยไม่รู้ว่าต้นใหญ่แข่งมากเฟยหรงนำกระบี่เล่มหนึ่ง ออกมาจากแหวนมิติเป็กระบี่หินลงอักขระมันค่อนข้างมีความทนทานสูงและยังสามารถตัดสิ่งของที่แข็งกว่าตัวมันได้ง่ายๆนางยื่นมันให้กับจิ้นฝานเขารับมาแล้วลองตัดต้นไม้ดูปรากฏว่ากระบี่ตัดเข้าไปในเนื้อไม้ได้ง่ายกว่ากระบี่ของเขามากนักจิ้นฝานยิ้มอย่างนึกสนุกแล้วตัดไปเรื่อยๆจนเกิดรอยแหว่งครึ่งหนึ่งเขาเดินมาฝั่งหนึ่งของต้นไม้แล้วใช้ลมปราณห่อหุ้มฝ่ามือแล้วกระแทกไปยังต้นไม้เกิดเสียงสนั่นมี่ถงที่เก็บสมุนไพรอยู่สะดุ้งใแล้วรีบวิ่งมายังที่ที่ทั้งสองคนอยู่ภาพที่เห็นคือจิ้นฝานยืนอยู่ที่โคนต้นไม้ที่โดนตัดลำตัวต้นสนนั้นโค่นลงมาด้านล่างเฟยหรงใช้พลังลมปราณนำต้นสนเข้าไปเก็บภายในกำไรมิติหยก
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะคุณหนู”มี่ถงเดินมาดูโคนต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีน้ำยางสีขุ่นไหลออกมาแต่ไม่นานมันก็ค่อยๆแห้งไป
“ข้าให้จิ้นฝานตัดต้นสนไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงหรอก” เฟยหรงว่ามี่ถงจึงพยักหน้าเบาๆแล้วเดินกลับไปเก็บสมุนไพรต่อ
“คุณหนูจะให้ข้าทำอะไรต่อขอรับ”จิ้นฝานพูดออกมาอย่างตื่นเต้น เฟยหรงใช้ความคิดเล็กน้อย
“งั้นเ้าไปช่วยคุ้มกันมี่ถงแล้วกันนะข้าจะลงไปในทะเลสาบสักหน่อย” เฟยหรงชี้ไปที่มี่ถงที่เดินกลับเข้าไปในป่าเมื่อได้ยินดังนั้นจิ้นฝานก็ขอตก อยากจะทำเื่สนุกๆนอกจากนี้อีกเฟยหรงเห็นก็แอบหัวเราะเบาๆ
หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าเฟยหรงก็เดินไปที่ทะเลสาบน้ำแข็งในจุดที่ไม่มีบัวหิมะขึ้นอยู่ นางนำกระบี่อักขระหินเล่มหนึ่งออกมาแล้วตัดแผ่นน้ำแข็งออกเป็วงกลมขนาดใหญ่ เฟยหรงมองลงไปด้านล่างแล้วยิ้มออกมา นางโคจรลมปราณเพื่อห่อหุ้มร่างกายให้ต้านความหนาวเย็นเป็2 เท่าแล้วค่อยๆถอดเสื้อตัวนอกและอื่นๆวางไว้เฟยหรงร่ายอักขระใส่ตัวเองครู่หนึ่งเป็อักขระที่ทำให้นางสามารถหายใจในน้ำได้
เฟยหรงนำแหวนสีฟ้าวงหนึ่งออกมาจากแหวนมิติหยกแหวนสีฟ้าวงนี้เป็แหวนมิติเช่นเดียวกันที่นางทำไว้ก่อนหน้านั้นที่บ้านป้าไป๋อี้เป็มิติที่มีแต่น้ำเท่านั้นเฟยหรงสวมแหวนมิติน้ำนั้นไว้ที่นิ้วชี้ข้างซ้ายแล้วะโลงไปในทะเลสาบแม่น้ำ้าจะหนาวเย็นแต่น้ำเบื้องล่างนั้นกลับอุ่นปลาน้อยใหญ่ต่างว่ายอยู่ในทะเลสาบบางตัวก็เป็ปลาที่เป็สัตว์อสูรบางตัวก็เป็ปลาธรรมดาเฟยหรงร่ายอักขระใส่ปลาพวกนั้นเพื่อให้มันว่ายมาทางนางเมื่อปลาจำนวนมากว่ายเข้ามาหาแล้วเฟยหรงจึงนำปลาพวกนั้นเข้ามาในแหวนมิติน้ำ
เฟยหรงมองดูเหล่าปลาเข้ามาในมิติก็ยกยิ้มขึ้นเมื่อได้จำนวนที่พอใจแล้วนางก็สะบัดมือคราหนึ่งพวกปลาเ่าั้ที่ไม่ได้เข้าไปในแหวนมิติก็ว่ายออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเฟยหรง ไม่จบเพียงแค่นั้น นางดำน้ำลงไปใต้ก้นทะเลสาบลึก
‘นั้นมันไข่มุกประกายแสงนี่นา’เฟยหรงมองไปยังไข่มุกเบื้องล่างที่นอนอยู่ใต้ก้นทะเลสาบพวกมันส่งแสงแวววาวแม้อยู่ใต้ทะเลสาบลึกไข่มุกประกายแสงนี้แม้ก้อนเล็กก็ราคาสูงถึง 3000 เหรียญทอง และยังสามารถนำมาบดเป็ยารักษาโรคิัได้หรือนำมาหลอมแทนสมุนไพรบางตัวได้เช่นกันเฟยหรงใช้ปราณเก็บไข่มุกในทะเลสาบเข้าไปในแหวนมิติหยกจนหมด หลังจากนั้นนางก็สำรวจทะเลสาบข้างใต้เมื่อไม่มีอะไรแล้วนางจึงว่ายขึ้นมา้าทะเลสาบ
ซ่า
เสียงน้ำกระเซ็นปรากฏร่างของเฟยหรงโผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบมี่ถงและจิ้นฝาน ที่นั่งรอเฟยหรงก็รีบวิ่งเข้ามา ประคองนางขึ้นมา
“คุณหนูไม่เป็อะไรนะคะ”มี่ถงถามขึ้นอย่างเป็ห่วง
“อืม ไม่เป็อะไรหรอก”เฟยหรงยิ้มแล้วส่งลมปรานเพื่อนทำให้ตัวแห้งเสร็จแล้วนางก็หยิบมุกประกายแสงขนาดเท่ากำมือออกมาจากแหวนมิติหยกหนึ่งเม็ด
“นี่คือไข่มุกประกายแสงข้าเจอมันใต้ก้นทะเลสาบเป็พันๆก้อนเชียวละ” มี่ถงและจิ้นฝานเบิกตากว้างเพราะไข่มุกประกายแสงนั้นหายากยิ่ง ส่วนมากไข่มุกประกายแสงจะอยู่ในทะเลน้ำลึกและกระแสน้ำเชี่ยวกรากจึงไม่สามารถว่ายเข้าไปเอาได้หากไม่มีระดับสูง
“เหตุใดมันจึงเยอะถึงเพียงนี้เ้าคะคุณหนู”มี่ถงถามพลางมองไข่มุกในมือเฟยหรง
“อาจจะเพราะทะเลสาบนี้มีช่องทางต่อตรงออกไปยังทะเลบางครั้งกระแสน้ำเปลี่ยน จึงพัดไข่มุกพวกนี้เข้ามาที่ทะเลสาบก็ได้โชคดีที่ไม่มีใครรู้ หากมีใครรู้ว่าทะเลสาบเหมันต์แห่งนี้มีไข่มุกประกายแสงก็ต้องมาบุกรุกป่าแล้วทำลายบัวหิมะที่บอบบางใต้น้ำแข็งจนไม่เหลือแน่นอน”เฟยหรงมองลงไปใต้ผืนน้ำแข็ง ที่มีดอกบัวสีขาวลอยอยู่เต็ม
“จริงสิแล้วนี่ผ่านไปกี่ชั่วยามแล้วล่ะข้าก็สำรวจทะเลสาบซะเพลินเลย” เฟยหรงเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคน
“ตอนนี้ผ่านไป 4 ชั่วยามแล้ว ขอรับ” จิ้นฝานพูด
“ตายละนานขนาดนั้นเชียวหรือ”เฟยหรงใจิ้นฝานและมี่ถงพยักหน้าเบาๆ
“แล้วนี่มี่ถงเ้าได้สมุนไพรอะไรมาบ้างไหนขอข้าดูหน่อยซิ”ได้ยินดังนั้นมี่ถงยื่นจึงตะกร้าสมุนไพรขึ้นมาให้ดูด้วยสีหน้ากังวลเฟยหรงเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วก็คลี่ยิ้มออกมา
“โอ้นี้คือสมุนไพรหายากทั้งนั้นนี่เ้าช่างมีสายตาเฉียบแหลมนัก” เฟยหรงมองสมุนไพรในตะกร้าแล้วชมมี่ถง
“อันที่จริงแล้วข้าก็เรียนรู้มาจากคุณหนูนั่นแหละค่ะในเรือนของคุณหนูปลูกสมุนไพรไว้มากมายข้าก็จำๆลักษณะมาบ้างพอเห็นเ้าพวกนี้คล้ายกับสมุนไพรในเรือน เลยเก็บมาเ้าค่ะ”
“ฉลาดมากสมุนไพรพวกนี้แม้จะมีลักษณะคล้ายกันกับในเรือนข้าที่จวนแต่ก็มีสรรพคุณต่างกันมากอย่างดอกหยาดน้ำแข็งดอกนี้”เฟยหรงหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งที่มีสีขาวล้วนแต่ตรงกลางเป็สีเหลืองตัวลำต้นเป็น้ำแข็งขึ้นมา
“มันคล้ายกับดอกเก๊กฮวยก็จริงแต่สรรพคุณต่างกันมาก สามารถนำมาหลอมเป็ยาบรรเทาไข้หวัดและยารักษาร้อนในได้”เฟยหรงอธิบาย เมื่อเห็นมี่ถงและจิ้นฝานตั้งใจฟังก็พูดต่อ
“และนี่ คือใบจากต้นสนแคระหากคนทั่วไปไม่สังเกตก็คงคิดว่าเป็ต้นสนเหมันต์ที่ยังไม่โต” นางหยิบใบไม้สีเขียวที่มีลักษณ์ใบคล้ายใบสนในตะกร้าขึ้นมา
“ใบต้นสนแคระสามารถนำมาปรุงเป็อาหารได้มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุไฟและหลอดเื อีกทั้งยังสามารถบำรุงหัวใจได้”มี่ถงไม่คิดว่าใบจากต้นสนที่นางคิดว่าน่าสนใจจึงเก็บมาจะมีประโยชน์ขนาดนี้
“เอาล่ะ วันนี้คงพอแค่นี้พวกเรากลับไปพักผ่อนกันดีกว่า ยามอุ้ย(13.00-14.59)จะได้ออกเดินทางไปเมืองต่อไป”เฟยหรงเก็บตะกร้าเข้าแหวนมิติและนำพัดสลายเมฆาออกมาออกมา
จากนั้นทั้งสามคนก็กลับมายังโรงเตี๊ยมก่อนที่จะแยกย้ายไปพักผ่อนมี่ถงก็เอายาเพิ่มระดับพลังและป้ายหยกขนาดเล็กกว่าฝ่ามือให้ทั้งสอง
“นี่คืออะไรหรือขอรับคุณหนู” จิ้นฝานมองป้ายหยกสีเขียวอย่างสงสัย
“นี่คือป้าหยกอักขระเ้าทั้งสองคนหยดเืลงบนป้ายแล้วพูดชื่อดูสิ” ทั้งสองทำตามเฟยหรงอย่างว่าง่าย
“จิ้นฝาน”
“มี่ถง”
ทั้งสองพูดแล้วจากนั้นป้ายหยกก็ดูดซับเืเข้าไป
“หากส่งลมปรานเข้าไปแบบนี้แล้วพูดชื่อเ้าของป้าย...จิ้นฝาน...”เฟยหรงทำให้จิ้นฝานและมี่ถงดูเป็ตัวอย่าง
“หืม!!”หยกในมือของจิ้นฝานเปลี่ยนเป็สีแดง
“เ้าลงส่งลมปรานเข้าไปในหยกแล้วเอาแนบหูดูสิ”จิ้นฝานทำอย่างอีกอีกฝ่ายบอก
“ได้ยินหรือไม่”เฟยหรงส่งเสียงผ่านหยกของตัวเอง แล้วเสียงนั้นก็ดังออกมาจากหยกของจิ้นฝาน ทั้งจิ้นฝานและมี่ถงต่างก็เบิกตากว้าง
“นะ นี่มันคืออะไรหรือขอรับเหตุใดมันจึงมีเสียงของคุณหนูออกมา” จิ้นฝานมองหยกในมือ
“ข้าเรียกมันว่าหยกสื่อสารข้าลงอักขระบางอย่างที่ทำให้หยกทั้งสามเชื่อมต่อกันแม้อยู่ไกลเป็พันๆลี้ก็สามารถติดต่อหากันได้” เฟยหรงอธิบาย
“คุณหนู ของล้ำค่าขนาดนี้บ่าวรับไว้ไม่ได้เ้าค่ะ”เมื่อมี่ถงฟังเฟยหรงพูดเสร็จก็ยัดป้ายหยกกลับใส่มือเฟยหรงทันที
“เอาไปเถอะน่าเวลาอยู่ไหนก็สามารถติดต่อกันได้ ออกจะสะดวก”...กว่าจะคิดได้นี่ปวดหัวแทบตายเลยนะ...เฟยหรงว่าแม้ประโยคหลังจะไม่ได้พูดออกไปก็ตาม
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นแต่มี่ถงก็ยังมีท่าทีลังเลส่วนจิ้นฝานก็มองหน้าเฟยหรงแบบไม่สามารถบรรยายอะไรออกมาได้ นางจึงถอนหายใจแล้วยัดป้ายหยกสื่อสารกลับในมือสาวใช้ของนาง
“ในเมื่อข้าให้ก็ต้องรับนี่คือกฎข้อแรกของการอยู่กับข้า เข้าใจไหม” เฟยหรงมองหน้าทั้งสอง
“เข้าใจไหม?” นางถามย้ำอีกครั้ง
“เข้าใจขอรับ/เ้าค่ะ”ทั้งสองคนพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“ดี คืนนี้เ้าก็ลองเล่นดูจะได้ชิน”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”ทั้งสองพยักหน้าแล้วก็เดินออกจากห้องของเฟยหรงไปเ้าของห้องจึงกลับมานั่งบนเตียงแล้วส่งปรานเข้าไปในมิติเพื่อนับของที่เก็บได้จำนวนตัวเล็กที่ขึ้นมาให้หัวทำเอาเฟยหรงยิ้มอย่างมีความสุข หากนางนำของพวกนี้ไปขายทั้งชาตินี้นางไม่ลำบากแน่นอน!
“หึหึ” นางหัวเราะในลำคอหน้าตาเ้าเล่ห์จนจิวหูที่นอนมองอยู่อดที่จะขนลุกไม่ได้นี่มันเลือกเ้านายผิดหรือถูกกันแน่!
“ฮ้าววว ง่วงแล้ว นอนก็เถอะจิวหู”เฟยหรงล้มตัวลงนอนแล้วกอดจิวหูไปด้วยแต่ในใจก็ยังนึกถึงจำนวนเงินที่ได้จากการขายของอยู่
ช่วยไม่ได้นี่นาก็โลกที่เขาจากมาเป็โลกที่หากมีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้แถมเขายังเป็คนรับผิดชอบการเงินในบ้านทั้งหมดอีก ถึงจะมีทุนเรียนและสมบัติเดิมของพ่อแม่ แต่ข้าวของอุปกรณ์และค่าอาหารในแต่ละครั้งนี่ก็เยอะเอาเื่เลยต้องอาศัยทำงานพิเศษในสมัยเรียนและเงินเก็บของพ่อแม่ที่เสียไปมาใช้ให้อยู่รอดจนจบมหาลัยฯได้นี่ก็ถือว่าเต็มกลืนแล้วไม่เหมือนที่นี่เม็ดยาเม็ดหนึ่งยังมีค่ากว่าเงินเสียอีก
เฟยหรงคิดแล้วก็นึกถึงหน้าน้องสาวในอีกโลกหนึ่งของเขาเด็กสาววัย12ปีที่ต้องมาเสียพ่อแม่เพราะพวกท่านกำลังขับรถมารับนางที่ไปดูผลสอบกับเพื่อนในโรงเรียนมัธยมดังแห่งหนึ่งเฟยหรงรู้ว่านางเสียใจและโทษตัวเองหนักขนาดไหนแต่โชคดีที่นางกลับมาร่าเริงได้เหมือนเก่าและตอนนี้เขาได้แต่ภาวะนาให้นางมีความสุขเท่านั้น