After apocalypse saga บทที่ 3 ตอนที่ 1
“ทุกคนหาที่กำบัง อเล็กตรวจสอบทิศทาง ธนชาติช่วยสแกนลูกธนูพวกนี้ที” ผมสั่งทุกคนอย่างที่เคยรับการฝึกมา คนอื่น ๆ เองก็ดูจะเป็งานอยู่แล้วพวกเขาหลบหาที่กำบังทันที ไม่นานธนชาติก็รายงานกับผมว่า ลูกธนูพวกนี้เป็พิษจากยางไม้ ที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจเป็อัมพาตหรือหยุดเต้นได้ มันทำให้ผมโกรธและไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะโจมตีมนุษย์ด้วยกันทำไม สักพักเสียงอีกฝ่ายก็ดังออกมา
“ยอมแพ้สะ แล้วออกมามอบตัว ยังไงก็หนีพวกข้าไม่พ้นอยู่แล้ว” เสียงนั้นเป็ภาษาไทยและดูเหมือนว่าจะเป็คนอายุประมาณ 20 กว่า ๆ ซึ่งยังเป็วัยรุ่นอยู่เลย
“เดี่ยวก่อนอย่าเพิ่งยิงพวกเราคนไทยด้วยกันทำไมต้องโจมตีกันด้วย” คนที่ลุกออกไปคือธนชาติ ผมใที่เขาออกไปโดยที่ผมไม่ได้สั่งแต่ผมก็เข้าใจว่า เขาเองก็อยากเจรจาเพราะอีกฝ่ายเป็คนไทยด้วยกัน ซึ่งผมไม่คิดเลยว่าชาวไทยจะขยายมาถึงทิศตะวันตกของอัลฟ่าด้วย
“แล้วไงข้าไม่สน ลุงเป็ใครก็ช่าง แต่พวกเราคือคนรุ่นใหม่” พร้อมกันนั้นชายหนุ่มคนนั้นก็ง้างคันธนูเตรียมยิงใส่ธนชาติ แต่ในจังหวะนั้นเอง ก็มีลูกธนูจากอีกทิศทางหนึ่งพุ่งผ่านธนชาติปักเข้าที่อกชายคนนั้นกระเด็นถอยหลังไป พร้อมกับเสียงร้องว่า
“บุก ช่วยคนกลุ่มนี้ให้ได้”
แล้วเสียงนั้นเป็ชายวัยรุ่นอีกคน ผมที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จากน้ำเสียงคือกลุ่มที่มาทีหลังจะเป็คนละขั่วกับกลุ่มแรก และกลุ่มหลังดูเป็มิตรกับพวกเรามากกว่า
“เห้ย เราเสียเปรียบหนีก่อน” พร้อมกันนั้นชาวไทยกลุ่มแรก ก็พาคนที่ถูกยิงวิ่งหนีไป แต่กลุ่มคนที่มาทีหลังก็ไม่ได้ตามไปไกลนัก พวกเขาแค่ยิงขู่คุมเชิงเท่านั้น พอพวกนั้นไปไกลชายหนุ่มผู้นำก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก หันมายิ้มให้พวกผมแล้วถามว่า
“พวกคุณมาจากที่ไหน มนุษย์ยังมีหลายกลุ่มอยู่จริงสินะ อ่อขอโทษที่ลืมแนะนำตัว ผมชื่อ ชนะวิน เรียกผมว่าวินก็ได้ครับ” ซึ่งคนพูดคือคนที่สั่งบุกนั่นเอง คนที่วินหันไปคุยด้วยคือธนชาติ เพราะยังไงในสายตาคนอื่นธนชาติคือผู้าุโสุดและดูเป็หัวหน้าทีมสำรวจนี้
“ขอบคุณมากที่ช่วยข้าไว้ แต่ว่าคนที่จะคุยกับนายคือหัวหน้าโทวมะ คุณโทวมะผมขอโทษที่ถือดีลุกไปเจรจาโดยไม่ขอคุณก่อนครับ” ธนชาติหันมาขอโทษผม
“อืมไม่เป็ไร แค่นี้เองธนชาติ" จากนั้นผมหันไปหาเ้าถิ่นที่เพิ่งช่วยพวกเราไว้ "ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยพวกเราครับคุณวิน ผมชื่อโทวมะ เป็หัวหน้าทีมสำรวจกองผสมของสยามนครและนิวมูนครับ”
“สยามเหรอ เป็ชื่อที่เหมือนเมืองเก่าที่โลกเดิมที่ข้าเคยได้ยินในเื่เล่า แล้วสยามกับนิวมูนมันอยู่ที่ไหนล่ะ”
“อยู่ทิศใต้เฉียงไปตะวันออกนิด ๆ ของที่นี่ครับ ว่าแต่เมืองคุณวินอยู่ที่ไหน แล้วทำไมคนอีกกลุ่มต้องยิงพวกเราด้วย”
“อ่อเื่นี้ พวกเราเดินไปคุยไปดีกว่าครับ เดี๋ยวพวกผมจะนำทางไปเมืองพวกเราเอง”
จากนั้นคณะทีมสำรวจและทีมลาดตะเวนของวินก็พาพวกผมเดินไปทางทิศตะวันออก ซึ่งมีูเาสูงเด่นเห็นได้ชัด ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงเขตเมือง จากการพูดคุยกันระหว่างทางทำให้ผมทราบว่า แต่เดิมกลุ่มที่ยิงธนูใส่พวกผมกับกลุ่มของวินนั้นมาจากกลุ่มอพยพเดียวกัน แต่ประมาณ 50 ปีก่อน เ้าเมืองซึ่งเป็ผู้อพยพรุ่นแรกได้เสียชีวิตลง แล้วการส่งผ่านตำแหน่งเ้าเมืองคนใหม่ก็ไม่สามารถเลือกได้ทันที เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจต่าง ๆ ในเมืองแห่งนี้ ต่างอยากให้คนของพวกตนเป็เ้าเมือง ทำให้เกิดเสียงแตกต่างกันไป ซึ่งคนที่มีสิทธิ์เป็เ้าเมืองของทั้ง 2 กลุ่มต่างเป็หลานของเ้าเมืองคนเก่า ตามคำสั่งเสียอดีตเ้าเมืองนั้นเขายกให้ตำแหน่งให้หลานของลูกชายคนโต แต่หลานของลูกคนรองนั้นมีชื่อเสียงที่ดีกว่าและมีคนชอบมากกว่า และอยากให้เขาได้เป็เ้าเมืองแทนหลานของลูกชายคนโต ทำให้เสียงแตกออกจากกัน จนเกิดเป็ปากเสียงของทั้ง 2 ฝ่าย ผนวกกับ่นั้นได้ค้นพบที่ตั้งเมืองใหม่ ซึ่งมีทรัพยากรณ์อุดมสมบูรณ์กว่า ทำให้กลุ่มลูกชายคนรองชักนำประชาชนกว่า 40% ย้ายไปอยู่เมืองใหม่ ที่อยู่ทางตะวันตกห่างออกไป 60 กิโลเมตร แล้วตัดขาดจากเมืองแห่งนี้และตั้งต้นเป็ศัตรูต่อกัน แรกเริ่มการพบเจอกันในป่าก็ไม่ได้รุนแรงถึงเพียงนี้ แต่่ 10 กว่าปีนี้ เหมือนพวกเมืองนั้น้าแรงงานเพิ่ม เลยพยายามมาลักพาตัวผู้คนที่ไปหาของป่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิง นานเข้าก็เกิดการปะทะกันจนกลายเป็าเล็ก ๆ ของเมืองทั้ง 2 และดูเหมือนว่าพวกนั้นคิดว่าทีมสำรวจพวกผมเป็คนของเมืองนี้ และพยายามจะกวาดต้อนพวกผมกลับไปเมืองนั้น แต่ดูเหมือนว่าทางนั้น้าฆ่าธนชาติที่ดูเป็หัวหน้าเพื่อทำลายจิตใจพวกผมเพื่อเป็การข่มขวัญ
ซึ่งเมืองที่วินอยู่ชื่อเมืองภูเพชร แต่ถึงแบบนั้นบนูเามีแต่แร่ควอตซ์ส่วนเพชรนั้นพบน้อยมาก แต่นั่นนับว่ามีค่ามากหากสามารถส่งไปยังเมืองสยามหรือเมืองในอาณานิคมของนิวมูนได้ ยังไงแร่ควอตซ์ก็เป็วัสดุในการสร้างผลึกเวทมนต์ และจากเหตุการณ์แคปซูน 25 ปีก่อนชาวเมืองภูเพชรจึงได้รู้ว่ายังมีพวกมนุษย์กลุ่มอื่น ๆ อยู่อีก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่พบเจอกลุ่มอื่นเลยจนไม่แน่ใจว่าเรืองในแคปซูนจะเป็เื่จริง จนพวกเขาพบพวกผมและมันก็ทำให้เขาสังเกตุว่าพวกผมกับอีกกลุ่มนั้นแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายที่ดูสมส่วนและดูดีกว่าเห็นได้ชัด จึงรู้ว่าพวกผมกำลังตกอยู่ในสถานะการที่ลำบาก แน่นอนว่าเสื้อเดินป่าที่พวกผมใส่นั้นมันเป็การถักทอด้วยเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นมาจากความรู้โลกเก่าและปรับเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยเนื้อผ้ามันจึงดีกว่าเส้นใยฝ้ายปกติทั่วไป และยังมีเส้นใยธรรมชาติอื่น ๆ ผสมอีกด้วย ทั้งสีสันเองก็ผ่านการย้อมอย่างดี
หลังจากพวกผมเข้ามาในเมืองภูเพชร ก็ถูกเชิญให้เข้าพบเ้าเมืองคนปัจจุบัน ซึ่งก็ดูแก่ชรามากคงอายุสัก 70 กว่า ๆ และชนะวินก็เป็หลานของเ้าเมืองคนนี้ พวกเราแนะนำตัวและบอกถึงความเป็มาว่าเดินทางมาจากไหนเพื่ออะไร พวกเราบอกถึงจำนวนเมืองที่และตั้งต่าง ๆ ของสยามและนิวมูน โดยเฉพาะสิ่งของที่จะสามารถแลกเปลี่ยนกับเมืองพวกนั้นได้คือหินควอตซ์ พวกผมบอกถึงทรัพยากรณ์หลักของแต่ละเมือง โดยเ้าเมืองสนใจเื่เสื้อผ้า เครื่องป้องกัน อาวุธจากเหล็กและโลหะที่ผ่านการถลุงหลอมสกัดอย่างดีและมีการตีขึ้นรูปที่ดูแข็งแรง นั่นเพราะอาวุธดาบและมีดที่พวกผมพกมานั้นมันดูดีกว่าของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเื่อาหารการกินเองที่ภูเพชรก็นับว่าอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่พอได้ยินว่ามีเกลือทะเลจำนวนมากขาย พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะยินดี เพราะเกลือในบ้านเมืองพวกเขานั้นขาดแคลนอยู่อย่างมาก โชคดีที่พวกผมไม่ได้เก็บของไว้ในกระเป๋าผู้ช่วยทั้งหมด ยังแบกถือไปมาคล้ายนักเดินทางอยู่บ้าง ทำให้ผมสามารถแอบดึงถุงเกลือทะเลมาแบ่งให้เล็กน้อย ซึ่งเกิดจากสกัดจากน้ำทะเลเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์โดยไม่ถูกสงสัย
ใน่แรกผมคิดจะอยู่เมืองนี้ไม่นานเช่นเมืองอื่น ๆ แต่ด้วยการเดินทางที่ไกลจากเมืองสยามมาก ผมเลยเสนอให้ธนชาตินำกลุ่มการค้าของเมืองภูเพชรเดินทางไปเมืองสยามเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนตลอดจนนำกลุ่มนักวิชาการกลับมาเพื่อพัฒนาความรู้เมืองภูเพชรแห่งนี้ อีกเื่ผมเองก็อยากจบปัญหาของเมืองทั้ง 2 ถึงอย่างไรเสียก็เป็เมืองพี่เมืองน้องกัน การเดินทางไปกลับของกลุ่มธนชาติอาจจะต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ดังนั้นผมจึงตัดสินใจอยู่เป็ครูสอนสิ่งต่าง ๆ ให้คนในเมืองภูเพชรเพื่อรอคอยการกลับมาของทีมธนชาติ
พวกผมทีมจากนิวมูนนั้นมีหลายเชื่อชาติและคนที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น อเล็ก ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสมส่วนแถมมีนัยตาสีคราม มันทำให้สาว ๆ ของเมืองภูเพชรอดไม่ได้ที่จะมาขายขนมจีบหนุ่มหล่อคนนี้ ผมเองก็ไม้เว้นที่มีสาวมาจีบ แต่เพราะไม่รู้ว่าอายุที่ยืนยาวหรือมาตรฐานของผมสูงเกินไป สาวสวยเหล่านี้จึงไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยในสายตาของผม มันไม่มีอารมณ์อย่างว่านอกจากความรู้สึกเอ็นดูเหมือนผู้ใหญ่เห็นเด็ก ทางอเล็กนั้นตอนแรกก็เหมือนจะชอบ แต่พอสักพักก็หลบหน้าหลบตาพวกสาว ๆ พอผมถามก็ได้ความว่า อเล็กกำลังเป็โรคคิดถึงบ้านคิดถึงเมียทั้ง 3 ของตน คิดถึงลูกหลานยันเหลน และไม่อยากไข่ทิ้งไข่ขว้างไว้ตามเมืองเหล่านี้ ที่สำคัญสายเืของเขานั้นมันก่อกำเนิดผู้วิเศษ ซึ่งถูกเลือกให้เป็สายเืของเหล่าเชื่อพระวงศ์แห่งนิวมูน ดังนั้นทั้งผมและอเล็กจึงต้องเว้นช่องว่างกับสาว ๆ ในเมืองนี้พอควร
“โทวมะ กับ อเล็กนี่ เนื้อหอมเป็ที่ชื่นชอบของสาว ๆ ดีนะ”
วินพูดคุยเหมือนเป็เพื่อนรุ่นเดียวกับผมไปแล้ว ซึ่งผมเองไม่ถือตัว เพราะยังไงรูปร่างหน้าตาผมกับอเล็กก็ยังแค่ 22 - 23 ปี มันจึงดูไม่แตกต่างจากชนะวิน หลายคนในทีมสำรวจก็ไม่มีใครบอกความจริงให้ชนะวินฟังว่าจริง ๆ แล้วผมมันเป็ตาแก่หน้าเด็กอายุร้อยกว่าปี ซึ่งความจริงในส่วนนี้มันไม่ใช่เื่ที่ต้องบอกในเวลานี้ อย่างน้อย ๆ ก็หลังจากที่ธนชาติกลับมาพร้อมนักวิชาการ อย่างไรพวกนั้นก็ต้องหอบเอาน้ำพุแห่งความเยาวัยกลับมาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเมืองแห่งนี้
“ทำไงได้อะวิน คนมันหล่อก็งี้ นายก็หน้าตาดีนะ แต่แค่พวกผมมันแตกต่างไง” อเล็กได้ที่ชมตัวเองตามนิสัย
“วินอย่าไปฟังอเล็กเลย มันขี้โม้ขี้โอ่” ผมก็อดไม่ได้ที่จะเบรกอเล็กตามนิสัยที่เป็มาตลอด ส่วนอเล็กก็ไม่ยอมผมมันก็พูดให้วินฟังว่า
“วินไม่ต้องกลัวไปหรอกว่าผม จะมาจีบสาวเมืองภูเพชร เพราะจริง ๆ แล้วผมกับโทวมะเราเป็แฟนกัน” ไม่พูดเปล่าอเล็กล๊อกหน้าผมไปหอมแก้มโชว์ชนะวินสะงั้น ส่วนวินหน้าซีดใถอยหลังหนีด้วยความลืมตัว
“เห้ยไม่ใช่แล้ว วินนายอย่าไปเชื่อไอ้เล็กมัน มันขี้อำ” ผมรีบปฏิเสธ วินได้แต่มองผมกับอเล็กสลับไปมา
“ถ้าวินไม่เชื่อวินไปถาม คนอื่น ๆ ในทีมสำรวจก็ได้ ว่าโทวมะมันยังไม่มีเมีย เพราะมันเก็บความซิงไว้ให้ผม”
“มึงพอเลย ยิ่งพูดยิ่งทะลึ่งละ ถ้ายังพูดให้คนเข้าใจผิดมึง เตรียมโดนสายฟ้าฟาดแน่” ผมก็ไม่ได้โกรธอเล็กหรืออะไรเพราะยังไงมันก็เป็คนแบบนี้มานานแล้ว
“ตกลงพวกนายไม่ใช่พวกยอดชายสินะ ใหมดฮ่า ๆ เล่นอะไรก็ไม่รู้ คุณโทวมะยิ่งหน้าหวาน ๆ อยู่ผมเกือบเชื่อไปแล้ว” วินเดินกลับมานั่งที่เดิมพลางยิ้มขำกับความทะลึ่งของอเล็ก
“แต่เื่ไม่มีเมียนี่เื่จริงเลยนะ ถ้าวินชอบจีบโทวมะได้เลย ผมไม่หวง”
อเล็กมันก็ยังหยอดเื่ให้คนเข้าใจผิดจนผมอดไม่ได้ จึงแบล๊กแฮนด์เข้าใส่อเล็กเต็มแรง อเล็กนั้นก็ไวตั้งการ์ดยกฝ่ามือมารับแรงได้ทัน แต่ก็ยังเกิดเสียงดังแป๊ะ พร้อมลมกระโชกออกจากพวกผมสองคนเป็ศูนย์กลาง วินที่นั่งอยู่ไม่ไกลถึงกับเสียหลักหงายท้องด้วยแรงลมกระแทก ผมลืมตัวไปว่าไม่ควรใช้แรงเกินลิมิต พอตั้งสติได้ก็รีบไปดูวินที่กำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็โชคดีแล้วที่อเล็กเลือกใช้มือรับแรงไว้ ถ้ามันปล่อยให้ผมอัดตามปกติ วินคงเห็นฉากอเล็กกระเด็นไป 10 กว่าเมตร ไม่ก็เป็ฉากอเล็กกระแทกต้นไม้หักสักต้น แล้วลุกขึ้นมายืนขำเหมือนทุกที ซึ่งฉากเหล่านี้คนในทีมสำรวจมักเห็นกันจนชิน แต่มันไม่ใช่กับชนะวินผู้นี้
“เมื่อกี่มันอะไร” วินถามพวกผมทันที
“ไม่รู้สิ นี่ก็งง” ผมได้ทีพูดปลดไป
“สงสัยโทวมะมันปล่อยตด อย่าไปถือมันเลยวิน ฮ่า ๆ ที่นี่ลมแรงแบบนี่ตลอดเลยเหรอวิน” อเล็กได้ทีหัวเราะกลบเกลื่อน
จากนั้นพวกผมก็นั่งคุยกันไปรอเวลาสอนวิชาเด็ก ๆ ถึงความรู้ต่าง ๆ วินเองก็ชอบมานั่งฟังพวกผมสอนหนังสือ จะว่าไปแล้วผมก็ไม่เห็นใครจะมาพูดคุยกับวินมากนัก ล้วนแต่ทำหน้าเกรงใจวิน มันทำให้ผมสังเกตว่าวินก็อยากมีเพื่อน แต่อาจเพราะสถานะว่าที่เ้าเมืองคนต่อไป มันจึงทำให้ตัวตนของวินเป็ที่เกรงขามของคนอื่น ๆ นอกจากลูกน้องที่ค่อยฟังคำสั่งแล้ว ก็ไม่เห็นพบใครเข้ามาพูดคุยกับวินเช่นเพื่อนเลย
วันถัดมาวินชวนพวกผมไปลาดตะเวนป่าเพื่อตรวจตรากลุ่มคนเมืองธงชัย ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่พวกผมเจอในครั้งก่อน เพื่อขับไล่ให้ออกไปจากพื้นที่แทบนี้ ซึ่งทีมลาดตะเวนเขาเพชรนั้นมีมากถึง 100 คน มีทั้งหมด 4 กลุ่ม สลับหมุนเวียนกันไปทุกวัน ซึ่งวันนี้เป็รอบของชนะวินเป็ผู้นำลาดตะเวน ผมกับอเล็กนั้นไม่มีปัญหาอะไร อยากไปเพื่อช่วยอะไรวินได้บ้างอยู่แล้วจึงเข้าร่วมสมทบ อีกอย่างพวกผมก็อยากพูดคุยกับคนเมืองนั้นเหมือนกัน เมืองภูเพชรนั้นปกติแทบไม่คิดฆ่าอีกฝ่ายเลย ส่วนมากจะใช้วิธีทำให้าเ็ มีแค่ครั้งก่อนที่ต้องช่วยธนชาติ วินเลยจำต้องยิงอีกฝ่ายไปที่หน้าอก ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทางนั้นตายหรือาเ็หนัก พวกเราใช้เวลาเกือบทั้งวันก็ไม่พบเจอร่องรอยคนอื่น ๆ การลาดตะเวนเองก็ยังเป็การช่วยให้ชาวบ้านที่ออกมาล่าสัตว์หาของป่านั้นปลอดภัยไปในตัว จนเวลาใกล้จะเย็นพวกเราก็เลือกที่จะเดินทางกลับ แต่ในขณะนั้นเองคนในทีมวินก็ส่งสัญญาณว่าพบร่องรอยคนอื่นที่ไม่ใช่พวกเขา ทั้งหมดเลยแบ่งกองกำลังสะกดรอยตามไปไม่นานก็พบกับคนของเมืองธงชัยนั่งพักคล้ายเตรียมตัวตั้งเต็นท์ค้างแรมกลางป่า จำนวนสิบกว่าคน ถ้าโดยปกติวินจะยิงธนูออกไปขู่และขับไล่พวกมันออกไปทันที แต่เพราะผมบอกความจำนงไว้แล้วว่าอยากลองพูดคุยกับคนทางนั้น เลยต้องปรับเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อย พอวินได้รับสัญญาณว่าตอนนี้พวกเขาล้อมกลุ่มคนเหล่านี้ไว้แล้ว วินก็ะโออกไปทันที
“พวกเราล้อมไว้หมดแล้ว จงวางอาวุธแล้วยอมให้จับตัวสะดี ๆ” พวกกลุ่มคนธงชัยก็ใพร้อมยกอาวุธขึ้นมาตั้งหลัก แล้วก็มีเสียงะโอีกเสียงพูดขึ้นมาจากอีกฝั่งด้านหลังของชนะวิน
“ใครกันแน่ที่โดนล้อม" พร้อมกันนั้นกลุ่มคนจำนวนมากกว่า 150 คนก็โผล่ออกมาจากรอบนอก กลายเป็ว่าพวกเราถูกวางกับดับ