ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่83 เกิดเรื่อง

    บ้านของหวานเป็นบ้านสองชั้น ชั้นบนทำจากไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตามแบบฉบับบ้านของคนต่างจังหวัดที่เห็นในหลายพื้นที่

    คล้ายกับพวกเขารู้ถึงการมาของหวาน พอเห็นไฟรถขับเข้ามาจึงออกมาต้อนรับกันพร้อมเพรียง

    ลงจากรถ ลองนับดูคนตรงหน้าก็ราวๆ 10 คน ดูท่าครอบครัวของหวานจะค่อนข้างใหญ่ ไม่สิใหญ่มากเลยต่างหากเมื่อเทียบกับครอบครัวของเจมส์ที่อาศัยเพียงไม่กี่คน

    “หวาน สบายดีไหมลูก เดินทางมาตั้งนาน เหนื่อยไหม”

    คนที่เข้ามาทักทายรุ่นพี่ต่างคณะฯ เป็นหญิงวัยกลางคน ฟังจากคำพูดของหล่อนคาดว่าน่าจะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด

    “สบายดีจ้ะแม่ รถนิ่มมากเลย ให้หนูนั่งทั้งวันยังไม่เหนื่อย” หวานตอบ พร้อมกับเข้าไปกอดแม่ด้วยความคิดถึง

    “หา...นั่งทั้งวันยังไม่เหนื่อย ออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปไหม แม้แต่รถของพ่อ แค่ขับไปส่งของแม่ยังปวดหลังเลย แล้วนี่นั่งรถมาตั้งหลายชั่วโมง ไม่เหนื่อยไม่ปวดหลังได้ยังไง?” เธอไม่เชื่อในสิ่งที่หวานกล่าว เพราะรถมันก็น่าจะเหมือนๆ กันหมด เมื่อนำมาเทียบกับรถของสามี มันคงไม่ต่างกันหรอก

    “โธ่แม่คะ ดูรถที่ยายหวานนั่งมาสิคะ นั่นไม่ใช่รถกระบะราคาห้าหกแสนนะ แต่เป็นรถหรู...ราคาอย่างต่ำก็สองล้านขึ้น”

    หวานยังไม่ทันได้ตอบ แต่เป็นผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ อธิบาย

    เจมส์เหลือบมองหล่อน หากเทียบกับหวานแล้วเธอคนนี้มีรูปร่างที่สูงโปร่งและหุ่นดีกว่า หน้าตาหวานหยด ผิวสีน้ำผึ้ง ผมสีควันบุหรี่ถูกรวบเป็นหางม้า หางคิ้วด้านขวาเจาะจิลสีเงิน สักลวดลายที่แขนข้างซ้ายเป็นมังกร ดูห้าวและแบดบอยไม่เบา

    แต่อย่างใดก็ตามด้วยลักษณะที่ค่อนข้างเหมือนนักเลง หล่อนกับมีน้ำเสียงหวานหยาดปานน้ำผึ้ง แค่ได้ฟังถึงกับเคลิ้ม

    “พี่อุ่น ไม่เจอกันตั้งนาน ดูพี่เปลี่ยนไปมากนะคะเนี่ย จากสาวหวานลุคคุณหนู ไหงกลายเป็นแม่เสือสาวไปซะได้” หวานอดแซวไม่ได้เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของพี่สาวคนโต

    “เสือสาวอะไรกัน พี่แค่เบื่อลุคเดิมๆ แค่นั้นเอง” อุ่นบอกปัด ท่าทางเขินอายเมื่อถูกจ้องมองโดยน้องสาว

    “เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งพูดเรื่องนั้นกัน แม่ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าที่อุ่นพูดมาก่อนหน้านี้ จริงเหรอ”

    “แม่หมายถึง...เรื่องอะไรเหรอคะ”

    “ก็เรื่องราคารถไง อุ่นกำลังจะบอกว่า รถสีขาวคันนี้อย่างต่ำก็สองล้านเหรอ?”

    “...ใช่ค่ะ” อุ่นไม่รู้ราคาที่แท้จริงของ BMW X5 คันนี้ว่าค่าตัวอยู่ที่เท่าไหร่ แต่มันก็คงไม่ผิดจากที่คาดไว้มาก เพราะดูจากโลโก้อันหรูหราตรงหน้า ย่อมแสดงออกถึงความมีระดับและฐานะ

    ทันทีที่หวานพูดแบบนั้น ญาติพี่น้องของหวานหลายคนจึงเข้ามาห้อมล้อมรถคันสีขาว

    จริงอยู่ที่คนภายนอกอาจมองว่าเจ้าของไร่ผลไม้รวยเงินรวยทอง แต่ในความจริงพวกเขาถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นต่อให้บางคนขายผลไม้ได้หนึ่งสวน ปัญญาซื้อรถราคาหนึ่งล้านสักคันยังยากเลย จึงไม่แปลกหากพวกเขาสนใจรถ BMW X5

    “แม่คะ พี่ พ่อ ลุงฯ อย่ามัวแต่พูดเรื่องรถเลย นี่เจมส์ นี่เบียร์ ส่วนคนหัวล้านชื่อทอย ทุกคนเป็นเพื่อนของหนูค่ะ...” หวานรู้สึกอับอายต่อสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ คนอะไรมุงรถอยู่ได้ ไม่เคยเห็นหรือไงนะ

    “สวัสดีจ้ะ มาจากพัทยากันหมดเลยใช่ไหมจ้ะ” แม่ของหวานถาม สายตาที่มองมาของเธอดูอบอุ่น

    “ใช่ค่ะคุณป้า พวกเรามาจากพัทยาพร้อมกับหวาน แถมหนูและเจมส์ยังเรียนอยู่ที่เดียวกับหวาน” เบียร์ตอบ

    “เรียนอยู่ที่เดียวกัน งั้นหมายความว่า รถคันนี้เป็นของคนหัวล้านนั่นสินะ อืม...” แม่หวานดูจะให้ความสนใจรถเป็นพิเศษ และในความคิดของเธอ คนที่น่าจะเป็นเจ้าของคงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากทอย

    เพราะทอยอยู่ในชุดสูทอาร์มานี รองเท้าหนังปลายแหลม ร่างกายบึกบึนสมชายชาตรี เหมาะสำหรับนำมันเป็นพ่อพันธุ์สืบเชื้อสาย

    “ไม่ใช่ครับคุณป้า ผมเป็นลูกน้องเจ้านาย และนี่ก็เป็นรถของเจ้านายไม่ใช่ของผม” ทอยตอบเถรตรง แต่ขอเถอะเวลาพูดกับคนแปลกหน้า หยุดโพสต์ท่าสุดเชยระเบิดนั่นได้ไหม

    ครอบครัวของหวานอ้าปากตะลึงตาค้าง ไม่คิดว่าทอยจะอารมณ์ดี ขับรถมาตั้งนานยังเต้นแร้งเต้นกาได้

    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเพราะดึกมากแล้ว ทุกคนจึงเข้าไปในบ้าน อาบน้ำอาบท่าเตรียมนอนแล้วเข้าสวนผลไม้เช้านี้

    บ้านของหวานมีสองชั้นก็จริง แต่เพราะเป็นครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ 10 คน หากเพิ่มเจมส์และอีกสองคนเข้าไปด้วย คงนอนอัดเป็นปลากระป๋อง

    ดังนั้นก่อนจะมาที่นี่ เจมส์จึงซื้อเต็นท์มาสองหลัง ไว้สำหรับเขาและทอยนอนนั่นเอง

    หวานไม่อยากให้เพื่อนสนิทนอนอยู่ข้างนอก

    เดือนธันวาคมบนภูเขาอากาศค่อนข้างหนาว หากนอนอยู่ในเต็นท์บนเขาไม่แน่ตื่นเช้ามาอาจเป็นไข้ไม่สบาย

    ทว่าสุดท้ายหวานทำได้เพียงยอมแพ้ เพราะเพื่อนตัวร้ายบอกว่าจะนอนที่เต็นท์กับเจมส์

    เต็นท์มีขนาดใหญ่นอนได้สามคนสบายๆ ดังนั้นพอเข้าไปอยู่ข้างในสองคน จึงมีพื้นที่ใช้สอยให้พวกเขาขยับร่างกาย

    เบียร์ที่เข้ามาอยู่ในเต็นท์อมยิ้มหน่อยนึง

    หล่อนมองชายคนรักที่กำลังจัดแจงกระเป๋าด้วยสายตามีเลิศนัย ก่อนจะเข้าไปซุกด้านหลัง เป่าลมข้างใบหูแล้วโลมเลียด้วยลิ้นอย่างดูดดื่ม...

    บทรักท่ามกลางสายลมหนาวเดือนธันวาคมจึงได้เริ่มขึ้นในเต็นท์

    เจมส์ที่ถูกกระตุ้นไม่ต่างจากหมาป่า แต่เขาต้องยั้งใจไม่ให้ทำรุนแรงเกินไป ไม่งั้นเธออาจส่งเสียงครางจนคนในบ้านได้ยิน

    ส่วนทอย แทนที่จะรีบนอนเขากลับเดินออกมาเที่ยวเตร่ สูดอากาศบนภูเขายามค่ำคืน

    ไม่รู้ว่าเขาเดินเข้าไปในสวนลึกมากแค่ไหนจึงได้พบกับศาลพระภูมิเก่าแก่ตั้งอยู่

    ด้านล่างมีน้ำแดงน้ำส้มตั้งเป็นกระจุก รวมถึงขนมหวานที่ปล่อยไว้นานจนมดขึ้น

    “นี่คือ...บ้านของคนเหรอ?”

    ทอยค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับศาลพระภูมิ กล่าวด้วยความสัตย์จริงถึงเขาจะถูกดึงจากหนังสือมานานหลายเดือน ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นศาลแบบนี้

    สืบเนื่องเพราะทั้งวันวุ่นกับการทำงาน กลับไปพักก็อยู่บนเรือยอร์ช ดังนั้นจะเจอศาลพระภูมิที่ไหนละ

    “น่ารักดีนะเนี่ย แล้วนี่ตุ๊กตาอะไร แถมยังมีม้าตัวสีขาว ของเด็กน้อยเหรอ?”

    ด้วยความสงสัยสุภาพบุรุษร่างใหญ่หยิบหุ่นที่ตั้งอยู่ในศาลออกมาพิจารณา โดยไม่สังเกตเลยว่าบรรยากาศรอบตัวทวีความเข้มข้นอันเย็นเยียบ

    “ถ้าเอากลับไปตั้งไว้หน้ารถ จะดีไหมนะ...ไม่ดีกว่า ของของใครก็ไม่รู้ ถ้าเจ้านายรู้เข้าว่าเราขโมย มันคงไม่ดีหรอก เอาวางไว้คืนดีกว่า”

    ทอยเล่นกับหุ่นสักพักแล้วจึงวางไว้ตำแหน่งเดิม

    ในจังหวะที่เขาก้มหน้าลงไปแล้วเงยขึ้นมา พึ่งรู้ตัวว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า

    เมื่อพิจารณาให้ละเอียด หล่อนสวมชุดไม่ต่างจากหุ่นในศาลสักเท่าไหร่ แต่วงหน้ากับเย็นชา ไม่มีรอยยิ้มประดับ มีเพียงดวงตากลวงโบ๋อันน่าสะพรึง

    “อ้าว...มายืนทำอะไรแถวนี้ครับ แล้วนี่ตาบอดเหรอ อยากไปโรงพยาบาลไหม เดี๋ยวผมพาไปเอง” ทอยค่อนข้างเป็นห่วงผู้หญิงผมยาวตัวยาวซีด ถึงกับยื่นมือไปคว้าแขนเธอ ต้องการพาไปรักษา

    แต่อย่างใดก็ตามเธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

    “เอ่อ...ไม่อยากไปงั้นเหรอ แต่ดูจากเลือดที่ไหลออกมาคงเจ็บมากเลยสินะ จะทำไงดี”

    หากเป็นคนอื่นคงเผ่นป่าราบ แต่นี่คือทอย หุ่นยนต์จากศตวรรษที่ 41 ความคิดย่อมผิดแผกจากสามัญสำนึก

    “คิดออกแล้ว ตามข้อมูลที่ได้เรียนรู้ บอกว่าหากร่างกายได้รับบาดเจ็บ ต้องเบี่ยงเบนความสนใจไปที่อื่นจึงจะไม่เจ็บปวด...ถ้างั้นเอางี้ไหม คืนนี้ผมว่างไม่ต้องนอน เดี๋ยวผมจะเล่านิทานให้คุณฟังเอง”

    โดยไม่รอความเห็นจากอีกฝ่าย ทอยเริ่มโพสต์ท่าประหลาด จากนั้นเล่าเกี่ยวกับนิทานในระบบให้ผู้หญิงตากลวงโบ๋ฟัง

    ...........

    เช้าตรู่หมอกหนาอันสดชื่นและน้ำค้างทำให้เจมส์รู้สึกสะบาย บนภูเขาเดือนธันวาคม อากาศที่นี่ดีจริงๆ

    หลังจากล้างหน้าล้างตา เจมส์ยังไม่เข้าไปปลุกแฟนสาวในเต็นท์ เพราะเมื่อคืนทั้งคู่เปิดศึกหนัก ปลุกให้ตื่นมาแล้วก็กลัวจะเพลีย จึงให้นอนต่ออีกสักหน่อย

    ระหว่างที่เขายืนอยู่แถวๆ เต็นท์ หวานในสภาพสวมชุดกีฬาแนบเนื้อรองเท้าผ้าใบสีชมพูวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา

    “เบียร์ยังไม่ตื่นเหรอ”

    “ใช่ครับ น่าจะอีกสักพักหนึ่ง”

    “แย่จัง อากาศตอนเช้าดีจะตาย ตื่นมาวิ่งออกกำลังกายสักหน่อยจะได้สดชื่น แต่เอาเถอะเมื่อคืนคงจัดหนักกันใช่ไหมละ”

    “พี่พูดถึงเรื่องอะไร?”

    “ล้อเล่นน่ะ แล้วนี่เจมส์กำลังทำอะไรอยู่?”

    “ไม่ได้ทำอะไร แค่ดื่มด่ำกับอากาศของที่นี่แค่นั้น”

    “งั้นก็ว่าง...เอางี้ไหม เราไปวิ่งออกกำลังกายกัน เช้านี้อากาศดีจะตาย ไม่ต้องไปห่วงยายเบียร์ขี้เซาหรอก เดี๋ยวนางก็ตื่นเองนั่นแหละ”

    “งั้นก็ได้ครับ”

    เนื่องจากที่นี่เป็นบ้านของหวาน เจมส์จึงกล้าปล่อยให้เบียร์นอนในเต็นท์คนเดียว อีกอย่างคือข้างๆ มีเต้นท์ของทอย จึงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

    ทั้งคู่วิ่งออกไปนอกไร่ วิ่งเหยาะๆ ตามทางชนบทที่ไร้การพัฒนาจากหน่วยงานรัฐฯ

    แสงแดดยามเช้ามอบความอบอุ่นให้ร่างกาย บวกกับทัศนียภาพยามเช้าบนภูเขา มันสวยงามไม่ต่างจากอัญมณีแห่งท้องทะเล ในขณะเดียวกันคนที่วิ่งมาด้วยก็มีหน้าตาสะสวย เป็นอาหารตาอย่างหนึ่งที่ควรค่าแก่การมอง

    “ระวัง!”

    ทว่าทั้งคู่ยังวิ่งออกไปไม่ทันไร ต้องพบกับม้าหนึ่งตัวที่เจ้าของดูจะคุมไม่อยู่ มันพุ่งเข้าใส่หวาน พร้อมกับยกขาหน้าขึ้นมา