ตอนที่ 28: เรื่องวุ่นวายมาหาถึงหน้าประตู
เมื่อหญิงชราเห็นสีหน้าของเด็กน้อยดีขึ้นมากแล้ว เธอพลันรู้สึกโล่งใจราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก พอถึงเวลาที่ช่างไม้ถังกลับมา เด็กสาวก็นั่งพิงคุณยายไปดื่มน้ำหวานไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเห็นแบบนั้นช่างไม้ถังก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและรีบไปเชิญหมอซ่งมาที่นี่ หมอซ่งสับสนงงงวยขึ้นมาทันที เพราะเมื่อครู่เด็กสาวยังตัวร้อนจี๋อยู่เลย แต่ทำไมเวลาเพียงครู่เดียวไข้ก็ลดลงไปเสียแล้ว หลังจากทำการตรวจหมอซ่งก็ยืนยันว่าเด็กสาวไม่เป็นอะไรแล้ว ดูแลรักษาสุขภาพดีๆ ก็พอ เมื่อเป็นเช่นนี้ช่างไม้ถังก็ไม่จำเป็นต้องหยิบยืมเงินใครอีกแล้ว นั่นทำให้เขาโล่งอกเป็นอย่างมากจนร่องรอยความตึงเครียดบนใบหน้าของเขาคลายลง เมื่อหลินซีเห็นว่าทุกคนมุ่งความสนใจไปที่ยายา เธอจึงขอตัวกลับ เธออยากให้สาวน้อยพักผ่อนให้มากๆ แต่เรื่องนั้นก็ยังไม่จบลงเสียทีเดียว เช้าวันต่อมา ครอบครัวของจินชุ่ยมาโวยวายที่บ้านของช่างไม้ถัง จินชุ่นยืนด่าอยู่ที่หน้าประตูโดยพ่นทุกคำด่าที่ไม่น่าฟังออกมา ช่างไม้ถังโกรธจนหน้าแดง เขาและคุณยายถังยืนปะทะกับจินชุ่นอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ขณะที่กำลังต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นั้นทุกคนก็ได้ทราบมูลเหตุของเรื่องนี้ไปด้วย ก่อนหน้านี้เด็กทั้งสามคนวิ่งเล่นอยู่บนแผ่นน้ำแข็งด้วยกัน แต่เป่าเอ๋อร์ซนมาก เขาพยายามดึงผมเปียเล็กๆของยายา ซึ่งยายานั้นเป็นเด็กสาวขี้กลัวจึงพยายามหนีเป่าเอ๋อร์ คนหนึ่งวิ่งไล่อีกคนวิ่งหนี ในระหว่างที่กำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นยายาก็พลันเหยียบเข้าที่แผ่นน้ำแข็งแผ่นบางจนทำให้เธอตกลงไปทันที โชคดีที่เด็กสาวตัวน้อยดวงแข็งพอควร เธอจับขอบแผ่นน้ำแข็งไว้ได้ทัน ส่วนเป่าเอ๋อร์ก็หลบไม่ทันจึงตกลงไปในน้ำที่แสนจะเย็นยะเยือก ตอนที่พี่ชายของยายาเข้ามาช่วย เขาก็ช่วยน้องสาวของเขาก่อน ซึ่งเวลานั้นก็มีคนรู้ว่ามีเด็กพลัดตกลงไปในน้ำแล้ว จึงมีคนลงน้ำไปช่วยคว้าตัวเป่าเอ๋อร์ขึ้นมา ระยะเวลาที่เป่าเอ๋อร์ตกอยู่ในน้ำนั้นนานพอควร ดังนั้นตอนนี้แม้จะฟื้นคืนสติแล้ว แต่การรักษาพยาบาลที่ตามมาก็ยังต้องใช้เงิน และตอนนี้เขาก็ยังอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่เลย แน่นอนว่าครอบครัวของจินชุ่ยไม่มีทางเลิกราง่ายๆ พวกเขาจึงมาหาช่างไม้ถังเพื่อให้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของเป่าเอ๋อร์ ส่วนช่างไม้ถังก็ไม่พอใจเช่นกัน หลานสาวของตัวเองถูกลูกชายบ้านเธอวิ่งไล่จนตกลงไปในน้ำ ฉันมีมารยาทแค่ไหนแล้วที่ไม่ไปคิดบัญชีพวกเธอ แล้วนี่ยังอยากจะมาเอาค่ารักษาพยาบาลอีกเหรอ ฝันไปเถอะ! เมื่อได้ทราบข่าว ลูกชายทั้งสามคนของตระกูลถังต่างก็รีบกลับมา พวกเขาทุกคนล้วนยังหนุ่มแน่นแข็งแรง ทั้งสามยืนเท้าเอวอยู่ที่หน้าประตูราวกับเป็นเทพพิทักษ์ประตูสามองค์ เห็นเช่นนั้นฉู่เอ้อร์เกินก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาไม่น้อย เขาหันกลับไปขอความช่วยเหลือจากถังเจี้ยนกั๋ว เมื่อถังเจี้ยนกั๋วมองไปที่ครอบครัวนี้เขาก็รู้สึกมีแต่ความปวดหัว แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาจำเป็นต้องเข้าไปจัดการดูแล ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใด ถังเจี้ยนกั๋วจึงพาทั้งกลุ่มเข้าไปในบ้าน ส่วนชาวบ้านคนอื่นที่มามุงดูก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปจึงค่อยๆทยอยแยกย้ายกันไป จะมีก็แต่คนที่จิตใจแสนจะแน่วแน่บางคนที่ย้ายออกไปยืนเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวต่างๆอยู่นอกบ้าน เสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากในบ้าน และเป็นอย่างนั้นอยู่เกือบชั่วโมง และแล้วประตูบ้านก็เปิดออก ตระกูลฉู่เดินออกมาด้วยสีหน้าอึมครึม ตามมาด้วยถังเจี้ยนกั๋วที่ขมวดคิ้วจนแทบชนกัน ส่วนชาวบ้านที่มุงดูรอฟังเรื่องราวต่างๆอยู่ก็พากันทำท่าว่าจะแยกย้ายกันไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอจนผู้แทนฯถังจากไปแล้วพวกเขาจึงลุกเข้าไปยังบ้านของช่างไม้ถังเพื่อถามข่าวคราว เมื่อจินชุ่ยกลับถึงบ้านเธอก็แผดเสียงร้องตะโกนลั่น “ชีวิตลูกชายฉันมันอาภัพอะไรขนาดนี้นะ แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะเนี่ย โรงพยายามก็ยังรอให้จ่ายเงิน ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ นังนั่นเป็นคนผิดชัดๆ โธ่...ลูกชายผู้น่าสงสารของฉันต้องมาเคราะห์ร้ายแบบนี้ ผู้แทนฯก็ลำเอียง เห็นอยู่ทนโท่ว่าปกป้องตระกูลถัง แล้วฉันจะทำยังไง ฮือ... ลูกแม่...” ฉู่ซานซูรำคาญเสียงจินชุ่ยจนเริ่มปวดหัวจึงจ้องไปที่ลูกชาย เอ้อร์เกินเห็นยดังนั้นจึงเตะไปที่ขาภรรยาเบาๆ แต่จินชุ่ยก็ยังคงร้องตะโกนไม่หยุด เอ้อร์เกินจึงใช้ฝ่ามือตบลงไปที่ไหล่ของจินชุ่ยจนทำให้เธอหยุดคร่ำครวญแล้วใช้ดวงตาบวมเป่งมองไปที่สามีอย่างงุนงง จากนั้นเอ้อร์เกินจึงพูดขึ้นเสียงต่ำ “ดูปากของเธอดีๆด้วย อย่าพูดอะไรมั่วซั่ว” จินชุ่ยเริ่มรู้สึกไม่พอใจ เธอจึงตอบกลับไปพร้อมเสียงติดสะอื้น “ฉันพูดผิดตรงไหน เด็กตกน้ำด้วยกันทั้งคู่ แต่ผู้แทนฯดันมาบอกว่าลูกชายบ้านเราผิด เห็นอยู่ทนโท่ว่าเด็กผู้หญิงนั่นเหยียบน้ำแข็งแตก ไม่งั้นลูกชายเราจะตกน้ำได้ยังไง ตอนนี้ให้เงินมา 3 หยวนจะไปใช้อะไรได้ สองสามวันมานี้จ่ายค่ารักษาไปตั้งสิบกว่าหยวนแล้ว” ฉู่ซานซูขมวดคิ้วแน่พร้อมถอนหายใจแรง “ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรนักหนา ซวยจริงๆ ตอนแรกเครื่องมือทำไร่ทำนาก็พังไปดื้อๆจนต้องเสียเงินไปแล้ว ตอนนี้เป่าเอ๋อร์ก็มามีเรื่องจนต้องเสียเงินก้อนใหญ่อีก ช่วงนี้พวกแกก็ระวังเนื้อระวังตัวให้มากๆแล้วกัน บ้านเราไม่มีเงินมากพอจะไปใช้จ่ายอะไรอีกแล้ว” ฉู่ซานซูค่อนข้างงมงาย เมื่อเกิดเรื่องวุ่นวายในบ้านย่อมคิดฟุ้งซ่านไปทั่ว เป็นเพราะช่วงเวลานี้ค่อนข้างไม่ปกติ เขาจึงไม่กล้าพูดออกไปและทำได้แค่เก็บมันไว้ในใจ พูดจบเขาก็มองไปทางลูกชายคนโต ฉู่ต้าเกินก็มองพ่อของตนครู่นึ่งก่อนจะก้มหน้าลง ถึงแม้ฉู่ซานซูจะไม่ได้พูดอะไร แต่ฉู่ต้าเกินก็รู้ดีว่าสิ่งที่พ่อหมายถึงคือเรื่องที่ฉู่เฉิงไม่ได้ไปร่วมพิธีส่งศพตอนที่แม่ฉู่เฉิงเสีย เรื่องนี้กลายเป็นปมปัญหาในใจของฉู่ซานซู เขามักจะคิดว่าเรื่องนี้จะนำภัยพิบัติเข้ามาในบ้านอยู่เสมอ และตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นแล้วจริงๆ ฉู่ต้าเกินเห็นริ้วรอยลึกๆบนใบหน้าของพ่อแล้วก็ได้แต่กัดฟัน ก่อนจะหันหน้าเดินออกไป หลินซีกับฉู่เฉิงกำลังทำติ่มซำอยู่ในครัว ครั้งก่อนมีชาวบ้านมาเยี่ยมเยียนและให้แป้งเฉียวม่าย (แป้งบักวีต) มาเล็กน้อย หลินซีจึงอยากนำมาทำเกี๊ยวนึ่ง ส่วนฉู่เฉิงก็ช่วยเหลืออย่างมีความสุข หลินซีวานให้เขาไปล้างถั่วฝักยาว เมื่อฉู่เฉิงถือถั่วฝักยาวที่ล้างเสร็จแล้วกลับมา หลินซีก็ให้เขาหั่นให้ละเอียด ฉู่เฉิงเตรียมหั่นผักอยู่ข้างๆ แต่ทันใดนั้นประตูรั้วก็ถูกเคาะดัง “ก๊อกก๊อก” ฉู่เฉิงขมวดคิ้วและเตรียมจะไปเปิดประตู ทว่าหลินซีกลับรู้สึกว่าควรระมัดระวังตัวไว้ให้มาก เธอจึงดึงแขนเสื้อของฉู่เฉิงไว้แล้วพูดขึ้น “ถามให้แน่ใจก่อนว่าเป็นใครแล้วค่อยเปิดประตูนะ ปกติจะไม่มีใครเคาะประตูแบบนี้” ฉู่เฉิงพยักหน้า เขาเดินไปถึงลานบ้านก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “ใครอ่ะ” “ฉันเอง รีบเปิดประตู” เสียงที่คุ้นเคยกระตุ้นให้ไฟในหัวใจของฉู่เฉิงลุกไหม้ขึ้นมา ฉู่เฉิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “มาทำไม กลับไปซะ” เมื่อหลินซีได้ยินฉู่เฉิงพูดเช่นนั้นเธอพลันรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจึงรีบเช็ดมือและเดินออกมา เธอได้ยินเพียงเสียงชายที่อยู่นอกประตูพูดขึ้น “รีบเปิดประตู ไม่อย่างนั้นฉันจะพังประตูเข้าไปแน่” ไฟโทสะของฉู่เฉิงพุ่งขึ้นจนถึงหัว เขายื่นมือออกไปเปิดประตู หลินซีอยากจะห้ามแต่ก็ห้ามไว้ไม่ทัน เมื่อประตูเปิดออก ฉู่ต้าเกินก็พุ่งตัวเข้ามา เขายืนอยู่ตรงหน้าฉู่เฉิงแล้วดุด่าออกมา “ฉันจะบอกอะไรให้นะ มันเป็นเพราะตัวซวยอย่างแก ครอบครัวฉันเลยไม่สงบสุข ตอนนี้น้องชายแกอยู่โรงพยาบาล ต้องการเงินไปช่วยรักษาชีวิต แกรีบไปเอาเงินออกมาซะ” หลินซีได้ยินดังนั้นเธอก็รู้สึกประหลาดใจกับคำพูดและการกระทำของฉู่ต้าเกินเป็นอย่างมาก ว่าแล้วเธอก็เปิดปากถามออกไป “ฉู่เฉิงไม่ใช่คนในครอบครัวของคุณตั้งนานแล้ว บ้านคุณจะมีเรื่องอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอีก อีกอย่าง การที่เป่าเอ๋อร์ตกน้ำมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา ทำไมถึงต้องให้พวกเราออกเงินค่ารักษาด้วยล่ะ” ฉู่ต้าเกินจ้องหลินซีด้วยความโกรธก่อนจะตะโกนกลับไป “ไม่ใช่เพราะเธอหรอกเหรอที่ไม่ให้ฉู่เฉิงไปงานศพแม่จนทำให้ครอบครัวฉันเจอเคราะห์ร้าย ช่วงนี้พวกเราไม่เคยได้อยู่อย่างสงบเลยสักวัน เธอออกเงินมาแล้วฉันจะเลิกต่อล้อต่อเถียงกับเธอ” หลินซีเป็นคนที่ได้รับการศึกษามาโดยตลอดทำให้เธอยากที่จะเข้าใจความคิดของฉู่ต้าเกิน เขายังกล้าพูดเรื่องเคราะห์ร้ายแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน หลินซีตอบกลับไป “ลุงคะ ตอนนี้เราต้องเลิกแนวคิดงมงายได้แล้วนะคะ คุณพูดแบบนี้คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร เราไปคุยกันต่อหน้าผู้แทนฯถังดีไหมคะ หรือว่าคุณอยากจะไปตกลงกันที่คณะกรรมการปฏิวัติ” ฉู่ต้าเกินรู้สึกร้อนรนอยู่ในใจ ทายาทคนเดียวของครอบครัวฉู่กำลังรอเงินเพื่อช่วยชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาล ทางฝั่งเด็กผู้หญิงก็เอาแต่เล่นตัว ส่วนลูกชายก็ให้หลินซีไปแล้วโดยแลกกับเงินแค่ 10 หยวน เห็นได้ชัดว่าหลินซีได้กำไร ตอนนี้ยังต้องมาหาเรื่องทะเลาะกับเขาอีก เรื่องน่ารำคาญต่างๆพุ่งเข้ามาในหัวจนฉู่ต้าเกินไม่สามารถระงับไฟในใจของเขาได้ เขาจึงมองเข้าไปในลานบ้านเพื่อหาบางสิ่งที่หยิบจับง่ายๆ ฉู่เฉิงมองออกว่าพ่อคิดจะทำอะไรเขาจึงเตะเข้าไปที่ท้องของฉู่ต้าเกินอย่างแรง ฉู่เต้าเกินไม่ได้ระวังจึงต้องโซซัดโซเซออกไป แล้วทันใดนั้นเขาก็มองเห็นมีดเล่มหนึ่งแกว่งไปมาอยู่ตรงหน้า ฉู่เฉิงเพิ่งจะหั่นผักและมีดในมือก็ยังไม่ได้วาง นั่นจึงกลายเป็นอาวุธชั้นดี ฉู่เฉิงแกว่งมีดทำครัวในมือ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม “ไสหัวไปซะ ถ้ายังจะมาระรานพี่สาวฉันอีก ฉันจะหั่นแกเป็นชิ้นๆ” สายตาที่พร้อมจะสังหารของฉู่เฉิงทำให้ฉู่ต้าเกินต้องตกตะลึง เมื่อเขาตั้งสติได้เขาก็พยายามที่จะชิงมีดในมือของฉู่เฉิงมาทั้งสองคนจึงต่อยตีกันอุตลุด อย่างไรเสียฉู่เฉิงก็ตัวเล็กกว่า แม้เขาจะพยายามสู้สุดแรงแต่ก็เป็นรองอย่างชัดเจน หลินซีตกใจกลัวจนต้องร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นฉู่เฉิงถูกกดลงกับพื้น ส่วนมีดก็หลุดออกจากมือและตกไปอยู่ในมือของฉู่ต้าเกิน หลินซีจึงรีบเตะมีดเล่มนั้นอย่างว่องไวจนมันกระเด็นออกไปก่อนจะคว้าไม้กวาดแล้วโบกมันไปทางฉู่ต้าเกิน ฉู่ต้าเกินโดนไม้กวาดฟาดหน้าเข้าไปจนรู้สึกเจ็บ เขาจึงต้องการจะเข้ามาจับตัวหลินซีแทน และนั่นก็ทำให้ฉู่เฉิงหลุดจากการถูกจับกุมในที่สุด เขาจึงพุ่งเข้าใส่ฉู่ต้าเกินอีกครั้ง หลังจากตบตีกันอุตลุด ในที่สุดก็มีชาวบ้านได้ยินเสียงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแล้วเข้ามาแยกฉู่เฉิงกับฉู่ต้าเกินออกจากกัน เวลานี้ทุกคนต่างได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฉู่เฉิงก็ดูจะอาการหนักกว่าใคร บนใบหน้าของเขามีแผลแตกจุดหนึ่ง ทั้งยังมีหยดเลือดไหลซิบออกมา ส่วนจมูกก็มีเลือดกำเดาไหลออกมาเช่นกัน หลินซีเองก็บาดเจ็บ โชคดีที่เจ็บที่หลัง และเสื้อผ้าของเธอก็หนามากพอสมควรจึงทำให้น่าจะไม่เป็นอะไรมาก ฉู่ต้าเกินเช็ดคราบเลือกที่มุมปากพร้อมหอบไม่หยุดและใช้ดวงตาแดงก่ำมองไปยังฉู่เฉิง เมื่อถังเจี้ยนกั๋วมาถึงและได้เห็นสภาพที่เกิดเหตุแล้ว ไฟในใจของเขาก็พลันพุ่งขึ้นสูง เขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเข้มงวดเด็ดขาด “ฉู่ต้าเกิน นายเป็นคนยังไงกัน มาหาเรื่องอะไรที่นี่อีก” ฉู่ต้าเกินโมโหจนแทบบ้า ไอ้เด็กตัวเล็กนั่นช่างกล้าลงมือกับเขา ทั้งที่เขาเลี้ยงมันมาตั้งสิบปี เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของถังเจี้ยนกั๋ว เขาก็อธิบายออกไปอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ฉู่เฉิงสมทบเงินค่ารักษาพยาบาลเพื่อรักษาเป่าเอ๋อร์ ฉู่เฉิงโกรธจนตาลุกเป็นไฟ เพราะตนเองไม่มีรายรับแม้แต่น้อย จะมีค่ารักษาพยาบาลได้อย่างไร นี่ฉู่ต้าเกินคิดจะสร้างอุบายหลอกหลินซีใช่ไหม ถังเจี้ยนกั๋วด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอยู่ในใจและเก็บไฟในใจเอาไว้ จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับหลินซี “พวกเธอไปให้หมอซ่งดูอาการก่อนเถอะ เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจะหาทางออกให้พวกเธอเอง” ชาวบ้านผู้แสนกระตือรือร้นพูดขึ้นว่าหมอซ่งมาแล้ว หลินซีไม่ได้พูดถึงอาการบาดเจ็บที่หลังของเธอเลย เธอเพียงแค่ให้หมอซ่งดูอาการของฉู่เฉิงเท่านั้น หลินซีมองไปที่ใบหน้าของฉู่เฉิงแล้วพลันนึกกลัวว่าเด็กคนนี้จะเสียโฉม ถ้าใบหน้าหล่อๆมีรอยแผลเป็นขึ้นมาจะทำยังไง หลังจากที่หมอซ่งดูอาการ เขาก็แสดงท่าทางกังวลเล็กน้อยและทำได้เพียงพูดกับหลินซีว่า “ฉันฆ่าเชื้อให้เขาแล้วนะ บาดแผลลึกมาก ต้องระวังอย่าให้โดนน้ำ พูดยากว่าจะเป็นรอยแผลเป็นหรือเปล่า ตอนนี้ทำได้แค่รักษาให้ดี” ได้ยินดังนั้นตาของหลินซีก็เริ่มแดงก่ำ ฉู่เฉิงจึงกลับมาปลอบเธอ “พี่ ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเป็นลูกผู้ชาย มีแผลเป็นนิดๆหน่อยๆก็ไม่เป็นอะไรหรอก” หลินซีทั้งโมโหทั้งสงสารและเริ่มน้ำตาคลอ “หน้าหล่อๆแต่ต้องมีรอยแผลเป็น ต่อให้เป็นผู้ชายมันก็เสียโฉมนะ” ฉู่เฉิงรีบพูดต่อ “พี่อย่าร้องไห้สิครับ ผมก็ไม่ได้หน้าตาขี้เหร่ มีแผลเป็นแผลหนึ่งก็ไม่เป็นไรหรอกครับ” หลินซีมองค้อนกลับไปและไม่อยากพูดอะไรกับเขาแล้ว ส่วนฉู่เฉิงก็ยังคงหาคำพูดมาปลอบหลินซีต่อไป เมื่อถังเจี้ยนกั๋วได้ยินคำพูดของหมอซ่ง เขาก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยไปทั้งอย่างนี้ ดังนั้นเขาจึงพาทุกคนไปหาคณะกรรมการหมู่บ้าน