ตอนที่ 44 แกล้งทำต่อไป
นี่เป็นรถม้าที่ใหญ่และกว้างขวางมาก
ด้านนอกของรถม้าเป็นสีดำทั้งคัน แลดูเคร่งขรึมเล็กน้อย แต่ด้านในหรูหราและมีสีสันที่สว่างกว่ามาก
บนพื้นรถม้าปูด้วยพรมปักลายงดงาม บนที่นั่งปูด้วยผ้าขนสัตว์ผืนหนา
ที่ด้านหน้าและด้านหลังของเบาะนั่งยังมีโต๊ะเล็ก ๆ ที่ติดกับตัวรถม้า ดูแข็งแรง บนโต๊ะมีตะกร้าใส่ผลไม้วางอยู่ด้วย
ในรถม้ามีกลิ่นหอมมาก แม้กลิ่นจะแรงกว่าดอกกล้วยไม้เล็กน้อย แต่ก็แรงน้อยกว่ากลิ่นกุหลาบ
คล้ายกับกลิ่นของดอกราตรี
ดูแล้ว รถม้าคันนี้น่าจะเป็นของแม่นางผู้นี้โดยเฉพาะ
นางมีรถม้าส่วนตัว ยอดเยี่ยมไปเลย ดูท่าว่าแม่นางผู้นี้จะชอบเพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย
ทั้งสองนั่งอยู่ตรงข้ามกันบนรถม้า แม้จะถูกกั้นด้วยโต๊ะกลาง แต่ก็ใกล้ชิดกันมาก จงหลีรั่วสุ่ยจึงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ทันใดนั้นนางก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมา
หากเป็นเมื่อก่อน นางคงหยิบผลไม้ในตะกร้าออกมากินแล้ว แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกเขินอายเหลือเกิน
เพราะสุดท้ายแล้วนางต้องทำตัวให้เหมือนกุลสตรีให้มากกว่าที่เป็นอยู่
ดังนั้นนางจึงค่อย ๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะไม่กล้ามองหน้าหลี่เฉินอัน แต่เป็นเพราะท่านย่าเคยบอกว่าจะต้องแสดงความอ่อนโยนบอบบางของตนเองเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษ เช่นนี้ถึงจะช่วยกระตุ้นให้บุรุษเกิดความปรารถนาที่จะปกป้องเราได้
และบุรุษมักจะได้รับความพึงพอใจและความมั่นใจอย่างมากจากการได้ปกป้องสตรี ยิ่งนางดูอ่อนแอมากเท่าไร ความปรารถนาในการปกป้องของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จากนั้น…...เขาจะต้องการปกป้องนางไปตลอดชีวิต
เช่นเดียวกับที่ท่านย่าทำตอนที่นางกับท่านปู่พบกันครั้งแรก
ตอนนี้ข้าดูอ่อนโยนและบอบบางแล้วใช่ไหม ?
ถึงเยี่ยงไรนางก็แสร้งทำเช่นนี้เป็นครั้งแรก จงหลีรั่วสุ่ยจึงไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย
หลี่เฉินอันย่อมไม่รู้ว่าแม่นางตรงหน้ากำลังแกล้งทำ เขานึกว่าสตรีในโลกยุคนี้น่าจะเป็นเช่นนี้กันหมด
เพราะถึงเยี่ยงไรก็มีหลักคุณธรรมพื้นฐานของยอดสตรีในยุคโบราณอย่าง ‘สี่คุณธรรม สามคล้อยตาม’ โดยเฉพาะสตรีจากตระกูลใหญ่ที่มักจะปฏิบัติตามหลักคุณธรรมข้อนี้อย่างเคร่งครัด
เพียงแต่บรรยากาศบนรถม้าในเวลานี้ดูจะน่าอึดอัดไปเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงอยากชวนแม่นางผู้นี้พูดคุยเพื่อคลายความไม่คุ้นชินเหล่านี้ลงไป
แต่จะชวนนางคุยเรื่องอะไรดี ?
จะให้ถามนางว่ากินข้าวหรือยังอย่างนั้นหรือ ?
“รถม้าของแม่นางไม่เลวเลย”
หลี่เฉินอันคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะชวนนางคุยอะไรดี เขาจึงพูดไปเช่นนั้น เพราะถึงเยี่ยงไรการชวนอีกฝ่ายสนทนาก็ควรจะมีการเปิดประเด็นก่อนไม่ใช่หรือ ?
แต่เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าจงหลีรั่วสุ่ยจะเงยหน้าขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้ “เช่นนั้นข้ามอบให้คุณชายไปเลยดีไหม ! ”
บางทีนางอาจรู้สึกว่าการแสดงของตนเองดูจะโผงผางไปเล็กน้อย นางจึงรีบพูดเสริมว่า “ข้าไม่ได้มีความหมายอื่นใด แต่เป็นเพราะวันนี้คุณชายช่วยชีวิตข้าเอาไว้ นับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต”
หลี่เฉินอันได้ยินแบบนั้นก็ดีใจ “ข้าไม่มีสถานที่เลี้ยงม้า และไม่มีที่จอดรถม้าด้วย นอกจากนี้ยังไม่สามารถจ้างคนขับรถม้าได้ ฉะนั้นข้าขอรับไว้เพียงน้ำใจของแม่นางแล้วกัน”
“ว่าแต่แม่นางรู้จักคนพวกนั้นที่มาปองร้ายแม่นางหรือไม่ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยส่ายหน้า บ่งบอกว่านางไม่รู้เรื่องนี้ “ไม่รู้จัก ข้า, ข้าลงจากรถม้าที่จอดอยู่ทางทิศตะวันตกสุดของตรอกร้านสุรา หลังจากดูสินค้าในร้านเย็บผ้าแห่งนั้นแล้ว เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะมาดื่มสุราที่ร้านสุราของคุณชาย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เจอกับคนชั่วกลุ่มนั้นแล้ว”
“อ้อ ดังนั้นเวลาแม่นางออกไปไหนมาไหนควรพาคนไปด้วย บางทีพวกเขาอาจจะเป็นศัตรูกับจวนของแม่นางก็เป็นได้”
“อืม” จงหลีรั่วสุ่ยพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง นางไม่อยากพูดคุยหัวข้อนี้แล้ว ร่างบางจึงหันไปถามหลี่เฉินอันว่า “วันหน้าข้ามานั่งที่ร้านสุราของคุณชายบ่อย ๆ ได้หรือไม่ ? ”
“แต่ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าชอบดื่มสุรานะ เพียงแต่……เพียงแต่ข้าชื่นชอบบรรยากาศร้านสุราของคุณชาย เวลาได้นั่งอยู่ที่นั่นแล้วรู้สึกสงบ……แน่นอนว่าถ้าได้นั่งในสวนหลังร้านของท่านก็คงจะดีกว่านี้”
“เฉียวซีบอกว่านางไม่มีสหาย ตัวข้าเองก็ไม่ได้มีสหายเหมือนกัน ข้าคิดว่าข้าและนางสามารถเป็นสหายที่ดีต่อกันได้ ท่านว่าเยี่ยงไร ? ”
หลี่เฉินอันจะพูดอะไรได้อีก ?
หลี่เฉียวซีไม่มีสหายคนใดจริง ๆ และการที่แม่นางผู้นี้ไม่มีสหายก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะดูท่าว่ากฎเกณฑ์ในตระกูลใหญ่เหล่านี้น่าจะเข้มงวดไม่น้อย
นอกจากนี้ หากนางกลายเป็นสหายของน้องสาวเขา ตัวเองก็จะมีโอกาสได้สัมผัสและพูดคุยกับนางมากยิ่งขึ้นในอนาคต
กล่าวได้ว่านางเปรียบเสมือนกระต่ายสีขาวตัวน้อยบอบบางที่ถูกส่งมาอยู่หน้าประตูจวนของเขา !
เมื่อเห็นแววตาคาดหวังของจงหลีรั่วสุ่ย หลี่เฉินอันยังคงแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงได้พยักหน้ารับ
“เรื่องนี้ได้ แต่มีบางเรื่องที่ข้าต้องขอบอกแม่นางไว้ก่อน”
จงหลีรั่วสุ่ยดีใจมาก นางยิ้มจนดวงตากลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว: ต่อไปนี้ข้าจะได้กล่าวอ้างว่าจะไปพบหลี่เฉียวซี เพื่อเข้าไปยังหลังร้านสุราแห่งนั้น และแน่นอนว่าข้าก็จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับหลี่เฉินอันมากยิ่งขึ้น
หรือบางทีอาจมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับท่านแม่ของเขามากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้
แบบนี้นางก็จะได้ทำความรู้จักเขาได้ดียิ่งขึ้น จะได้รู้ว่าเขาเป็นคนเยี่ยงไร ประพันธ์บทกวีใดบ้าง และนอกจากนี้จะได้ดูด้วยว่าเขาจะจัดการกับกิจการสุราฮั่วผิงชุนนี้เยี่ยงไร
ด้วยหน้าตารูปร่างและวิธีการของข้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหลี่เฉินอันผู้นี้จะหลุดรอดไปจากมือของข้าได้ !
“เชิญคุณชายว่ามาได้เลย”
“คิดว่าแม่นางคงเคยได้ยินเรื่องของตระกูลหลี่ในเมืองกวงหลิงมาบ้างแล้ว”
จงหลีรั่วสุ่ยพยักหน้า ในใจคิดว่า: ข้าได้ตรวจสอบบรรพบุรุษตระกูลหลี่ของท่านทั้งแปดรุ่นอย่างละเอียดแล้ว
“ข้าถูกบิดาขับไล่ออกจากจวน มารดาและน้องสาวของข้าอยู่ในจวนอย่างยากลำบากเพราะข้า แน่นอนว่าตอนนี้พวกนางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากแล้ว”
“ถึงแม้ว่าน้องสาวของข้าจะรู้หนังสืออยู่บ้าง แต่นางก็ไม่ได้รับการศึกษามากเท่าไหร่ ที่ข้าต้องการจะสื่อก็คือ บางครั้งนางอาจมีความขัดแย้งต่อข้อคิดเห็นบางแง่มุมของแม่นางก็เป็นได้”
“ตัวอย่างเช่นนางเป็นคนที่ประหยัดมาก และเป็นคนที่บริสุทธิ์เรียบง่ายมากเช่นกัน นอกจากนี้ถ้าหากนางยอมรับใครแล้ว นางก็จะทุ่มเทเพื่อคนผู้นั้นอย่างสุดความสามารถ”
“แม่นาง……ครอบครัวของแม่นางจะต้องร่ำรวยอย่างแน่นอน ดังนั้นแม่นางจึงสามารถใช้ชีวิตได้ดั่งใจปรารถนา หากแม่นางยอมรับน้องสาวของข้าเป็นสหายจริง ตามที่ข้าเข้าใจความหมายของคำว่า ‘สหาย’ นั้น คำ ๆ นี้ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นสูงต่ำ ไม่ว่าตัวตนของแม่นางจะเป็นเช่นไร แต่ข้าไม่อยากให้แม่นางแสดงความเหนือกว่าน้องสาวของข้ามากเกินไป”
“สหายต้องจริงใจต่อกัน รวมแบ่งปันความสุขและความทุกข์กันด้วยความจริงใจ ข้าไม่อยากให้แม่นางทำร้ายน้องสาวของข้าในภายหลัง”
เมื่อจงหลีรั่วสุ่ยฟังอย่างตั้งใจ นางก็เข้าใจความหมายของหลี่เอินอัน นี่คือมุมมองที่เขามีต่อวงศ์ตระกูลฐานะทางครอบครัวของตนเอง
จวนจงหลีนับว่ามีสถานะสูงส่งอย่างยิ่งในแคว้นหนิง
แต่ตระกูลหลี่ในกวงหลิง หากไม่ได้บ้านใหญ่และบ้านรองที่ได้ดิบได้ดีในเมืองยวี่เฉิง เกรงว่าชื่อของตระกูลหลี่ในกวงหลิงคงจะถูกผู้คนลืมเลือนไปหมดแล้ว
บัดนี้ตระกูลหลี่ที่อยู่ในเมืองยวี่เฉิงปรากฏพรสวรรค์ให้คนทั้งแคว้นหนิงเห็น แต่ตระกูลหลี่ในกวงหลิงกลับตกต่ำลง
ดังนั้นสิ่งที่เขาเป็นกังวลก็คือ เขากลัวว่านางจะอาศัยบารมีของตระกูลมารังแกน้องสาวของเขาใช่ไหม ?
แต่มันก็ไม่แปลกที่เขาจะเป็นกังวลในเรื่องนี้ แต่จงหลีรั่วสุ่ยถูกท่านย่าของนางสั่งสอนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก นางจึงหาได้ใส่ใจเรื่องภูมิหลังของวงศ์ตระกูลไม่
“เรื่องนี้คุณชายไม่ต้องกังวล ที่จริงตระกูลของข้าก็ไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตที่ร่ำรวยอะไร เพียงแต่ว่า……เพียงแต่ว่าเป็นตระกูลที่มีที่ดินมากหน่อยก็เท่านั้นเอง”
“ยิ่งไปกว่านั้น แม้ข้าจะได้พูดคุยกับเฉียวซีในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ข้าก็คิดว่าพวกเราสามารถเป็นสหายที่ดีต่อกันได้”
“เช่นนั้นก็ดี หากแม่นางมีเวลาว่างก็สามารถมาเที่ยวหาน้องสาวของข้าที่ร้านสุราได้”
จงหลีรั่วสุ่ยได้ยินแบบนั้นก็รู้แล้วว่าความปรารถนาของตนเป็นจริงแล้ว นางรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ทันใดนั้นทั่วทั้งตัวก็คล้ายจะผ่อนคลายลง ในใจของนางคิดว่าการแสดงในวันนี้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมาก
ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถม้า ทั้งสองพูดคุยกันมาตลอดทาง จากความไม่คุ้นเคยในตอนแรกค่อย ๆ กลับกลายเป็นเริ่มคุ้นเคยกันทีละน้อย บทสนทนาของพวกเขาก็ดูเป็นกันเองยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าจงหลีรั่วสุ่ยยังคงไม่แสดงบุคลิกเดิมของตนเองออกมา นางเริ่มปรับท่าทางของตนเองได้ชำนาญมากขึ้นเรื่อย ๆ และในใจของหลี่เฉินอันก็ยิ่งชื่นชอบแม่นางผู้นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
รถม้ามาถึงด้านนอกคฤหาสน์ดอกท้อ
ทั้งสองต่างลงมาจากรถม้า
หลี่เฉินอันมองดูทุ่งกว้างใหญ่ภายใต้ความมืด และป่าดอกท้อผืนนั้นที่อยู่ไกลออกไป ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตกตะลึงทันที…..
ครอบครัวของแม่นางผู้นี้เป็นเศรษฐีที่ดินจริง ๆ ด้วย !
จงหลีรั่วสุ่ยยืนอยู่ข้าง ๆ หลี่เฉินอัน นางก้มหน้าลงเล็กน้อย สองมือกอดอกแล้วบิดตัวไปมาเบา ๆ สุดท้ายนางก็ไม่กล้าเอ่ยชวนหลี่เฉินอันเข้าไปในจวน
“แม่นางเข้าจวนเถิด นี่ก็ฟ้ามืดแล้ว”
“อืม พรุ่งนี้ข้าจะไปที่ร้านของคุณชาย”
“อืม”
ทว่าจงหลีรั่วสุ่ยยังคงไม่เดินเข้าไปในจวน
นางยังไม่ไป หลี่เฉินอันจะไปได้เยี่ยงไร
“แม่นางมีอันใดหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยเงยหน้าขึ้น นางกะพริบตาอย่างเหนียมอายแล้วเม้มปากแน่น “คุณชายยังไม่ได้ถามชื่อของข้าเลย ! ”