หนึ่งเดือนเต็มที่ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเยว่ซินคือหนึ่งเดือนที่เสมือนว่าเวลาได้หยุดนิ่งและสูญเสียความหมายไปโดยสิ้นเชิงนางใช้ชีวิตในเรือนพักท้ายสวนราวกับิญญาไร้ชื่อตนหนึ่ง ตื่นนอน กินยาขมกินข้าวต้มจืดชืด และเข้านอน วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่านางปฏิบัติตามคำสอนของหลันเฟยอย่างเคร่งครัดจนมันกลายเป็ความคุ้นชินนางกลายเป็ตุ๊กตาไม้ที่สมบูรณ์แบบ ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาว่างเปล่าและจิตใจที่ถูกผนึกไว้ด้วยความกลัว
ทางด้านองค์ชายเฟิงเจวี๋ยไม่เคยเรียกหานางอีกเลย
เยว่ซินไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจนางพยายามบอกตัวเองว่านี่คือความปลอดภัยตามที่หลันเฟยบอกการถูกลืมเลือนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดแต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความเ็ปอันเย็นเยียบที่กัดกินอยู่กลางอกทุกครั้งที่นึกถึงสายตาอันผิดหวังเ็าของเขาในคืนนั้น
หลันเฟยยังคงแวะเวียนมาหานางสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้งเสมอนางยังคงนำขนมมาให้ยังคงพูดคุยด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและยังคงย้ำเตือนให้นางทำตัวดีๆ ต่อไปในสายตาของเยว่ซินผู้โดดเดี่ยว หลันเฟยคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว คือมิตรคนเดียวที่นางมีในนรกแห่งนี้
บ่ายวันหนึ่งหลันเฟยก็มาเยือนอีกครั้งแต่วันนี้บรรยากาศรอบตัวนางดูแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย รอยยิ้มของนางยังคงงดงามแต่แววตากลับมีความเ็าบางอย่างซ่อนอยู่
"เยว่ซินข้าได้ยินเื่ที่น่าเป็ห่วงมา"หลันเฟยกล่าวขึ้นหลังจากนั่งลงตรงข้ามนาง
"เื่.....เื่อันใดหรือเ้าคะ?"เยว่ซินถามด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นไม่เป็ส่ำ
"ข้าได้ยินพวกนางกำนัลในครัวหลวงพูดกัน"หลันเฟยกล่าวช้าๆ จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง
"พวกนางว่าระยะนี้เ้าดูงดงามขึ้น พวกนางว่าเ้าแอบใช้ดอกไม้มาทาแก้มให้ดูมีสีสันและใช้น้ำมันหอมมาบำรุงเส้นผมให้ดูเงางามเ้าบอกข้ามาตามตรงเยว่ซิน เ้ากำลังพยายามทำตัวให้สวยขึ้นเพื่อหวังจะให้องค์ชายหันกลับมาสนพระทัยอีกครั้งใช่หรือไม่?" เยว่ซินตัวแข็งทื่อไปในทันทีนางรีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างร้อนรน
"ไม่จริงนะเ้าคะ! ข้าไม่เคยทำเช่นนั้นเลย!" เย่วซินนางไม่เคยทำ!นางพยายามทำตัวให้จืดจางที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียด้วยซ้ำ!
หลันเฟยถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"ข้าเตือนเ้าแล้วใช่ไหมเยว่ซิน ว่าอย่าทำตัวโดดเด่น การกระทำของเ้ามันอันตรายมากแต่ไม่เป็ไรในเมื่อเ้าไม่รู้เดียงสาข้าจะช่วยเ้าเอง” หลันเฟยลุกขึ้นไปรินชาจากกาน้ำชาที่นางนำติดตัวมาด้วยส่งให้เยว่ซิน
"นี่เป็ชาดอกไม้ป่า ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายดื่มเสียสิเ้าจะได้เลิกคิดฟุ้งซ่าน" เยว่ซินมองถ้วยชาในมือด้วยความลังเลแต่เมื่อเห็นสายตาที่ห่วงใยของหลันเฟยนางจึงไม่อาจปฏิเสธได้
เย่วซินยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดรสชาติของมันหอมหวานแต่กลับทิ้งความรู้สึกชาแปลบๆ ไว้ที่ปลายลิ้น ไม่ถึงหนึ่งเค่อต่อมาเยว่ซินก็รู้สึกว่าร่างกายของนางผิดปกติไป
นางรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว แขนขาหนักราวกับมีเหล็กพันชั่งกดแขนขานางไว้เปลือกตาของนางหนักจนแทบจะลืมไม่ขึ้น แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือนางพูดไม่ได้!ลิ้นของนางแข็งทื่ออยู่ในปาก นางพยายามจะกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากลำคอมีเพียงลมหายใจที่ติดขัดนางขยับตัวไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วแต่สติของนางยังคงแจ่มชัดทุกประการ
เย่วซินรู้สึกราวกับเป็ว่าร่างของนางหายไปแล้วนางก็ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของหลันเฟยค่อยๆเลือนหายไปจากใบหน้างาม ราวกับหน้ากากที่ถูกถอดออกสิ่งที่มาแทนที่คือรอยยิ้มเหยียดหยันและแววตาแห่งความเกลียดชังคั่งแค้นที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
"นังตัวชั้นต่ำ" หลันเฟยกล่าว น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงมันทั้งแหลมสูงและเต็มไปด้วยความดูแคลน
"เ้าคิดจริงๆหรือว่าแค่มีหน้าตาสะสวยหน่อยแล้วจะสามารถปีนขึ้นมาเทียบชั้นข้าได้? คิดว่าองค์ชายจะสนพระทัยในตัวหนอนแมลงอย่างเ้าจริงๆงั้นรึ?"
นางเดินวนรอบตัวเยว่ซินที่ได้แต่นั่งนิ่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"เ้ามันโง่เง่า โง่จนน่าสมเพช"หลันเฟยหัวเราะในลำคอ
"แต่ความโง่ของเ้าก็มีประโยชน์มันทำให้ข้าควบคุมเ้าได้ง่ายดายแต่ดูเหมือนว่าแค่ควบคุมมันยังไม่พอข้าคงต้องสั่งสอนให้เ้าได้เรียนรู้ถึงตำแหน่งที่แท้จริงของตัวเองเสียบ้าง"
หลันเฟยหยิบบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อมันคือ กรรไกรตัดด้าย อันเล็กๆ ที่สะท้อนแสงไฟวาววับ
เยว่ซินกรีดร้องอย่างสุดเสียงแต่เสียงนั้นแตกซ่านอยู่ในหัวของนางดั่งระฆังั์ในห้องปิดตายทว่าภายนอกกลับเงียบสนิท
"ผมของเ้าสวยดีนะ"หลันเฟยพูดพลางใช้นิ้วกรีดไล้ไปตามเส้นผมสีดำขลับของเยว่ซินที่สยายอยู่กลางหลัง
"สวยเกินไปสำหรับคนอย่างเ้า"
ฉับ!
เสียงกรรไกรตัดผ่านเส้นผมดังขึ้นอย่างเืเย็นหลันเฟยไม่ได้ตัดมันอย่างประณีต นางจงใจตัดมันอย่างหยาบกระด้าง ฉับ! ฉับ! ฉับ! ผมที่เคยยาวสลวยราวกับเส้นไหมถูกตัดออกไปทีละช่ออย่างไร้ความปรานีมันร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงเหลือเพียงผมที่สั้นแหว่งและไม่เท่ากันราวกับถูกหนูแทะ
แต่ความโเี้ทารุณที่นางต้องพบนางยังไม่จบสิ้น หลังจากชื่นชมผลงานของตนเองจนพอใจแล้วหลันเฟยก็วางกรรไกรลง ก่อนจะหยิบเข็มเย็บผ้าเล่มยาวขึ้นมาแทน
"ส่วนดวงตาคู่นี้"นางโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเยว่ซิน ไอเย็นจากลมหายใจของนางทำให้เยว่ซินขนลุกชันไปทั้งตัว
"มันคือสิ่งที่ทำให้องค์ชายสนพระทัยในตัวเ้าในคืนนั้นใช่หรือไม่? แววตาที่ดื้อรั้นน่ารังเกียจสิ้นดี"เยว่ซินเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นปลายเข็มแหลมคมค่อยๆเลื่อนเข้ามาใกล้ดวงตาของนางน้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย!
จึ้ก!
ปลายเข็มไม่ได้ทิ่มเข้าไปในลูกตาแต่มันจงใจทิ่มลงไปบนิับอบบางบริเวณขอบตาล่างของเย่วซิน ความเ็ปแล่นปราดเข้าสู่สมองแต่นางก็ยังคงกรีดร้องออกมาไม่ได้! หลันเฟยจงใจทิ่มซ้ำๆ รอบดวงตาทั้งสองข้างไม่ลึกพอที่จะทำให้เืออกมากหรือเกิดแผลเป็ถาวรแต่ลึกพอที่จะสร้างความเ็ปทรมานและทำให้บริเวณรอบดวงตาของนางบวมช้ำและแดงก่ำขึ้นมาอย่างน่ากลัว
"ทีนี้ก็ดีแล้ว"หลันเฟยยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อถอยออกมาดูผลงาน
"ผมเผ้ารุงรัง ดวงตาบวมช้ำ ตอนนี้เ้าดูน่าสมเพชทั้งภายนอกและภายในก็สมกับที่เป็เ้าดี" นางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปทิ้งเยว่ซินให้นั่งแข็งทื่อจมอยู่กับความเ็ปและความหวาดกลัวนั้นตามลำพัง รอเวลาที่ร่างกายของนางจะกลับมาเป็ปกติอีกครั้งเพื่อที่จะได้เผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสยดสยองในกระจก ความจริงที่ว่ามิตรเพียงหนึ่งเดียวของนางคือปีศาจที่โหดร้ายที่สุด
บรรยากาศเงียบงันยังปกคลุมหลังจากที่หลันเฟยจากไปเย่วซินที่นั่งแข็งบนเก้าอี้ก็เริ่มที่จะสามารถขยับปลายนิ้วตามมาด้วยเรี่ยวแรงที่หายไปค่อยๆกลับสู่แขนขานางอย่างช้าๆเย่วซินสูดอากาศเข้าปอดอย่างเต็มที่อีกครั้งนางอ้าปากหอบหายใจราวกับคนที่เพิ่งโผล่พ้นจากผิวน้ำหลังจากจมอยู่ใต้นั้นมาเนิ่นนานแต่พร้อมกันนั้นอาการเจ็บระบมรอบดวงตาและััปลายเส้นผมที่สั้นแหว่งและหยาบกระด้างเสียดสีอยู่ข้างแก้มความจริงอันเ็ปถาโถมเข้าหานางอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไม่! ไม่จริง! มันต้องเป็เพียงแค่ฝันร้าย!” นางปฏิเสธความจริงนั้นสุดหัวใจ รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยุงร่างที่ยังคงสั่นเทาให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้นางโซซัดโซเซไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่มุมห้อง เหลียวมองไปยังกระจกทองเหลืองบานนั้นและภาพที่นางเห็นก็ได้ทำลายเศษเสี้ยวสุดท้ายของจิติญญานางจนแหลกละเอียด
ในกระจกสะท้อนภาพของอสูรกายตนหนึ่งไม่ใช่เด็กสาวที่ชื่อเยว่ซินอีกต่อไป
เรือนผมที่เคยดำขลับยาวสลวยราวกับเส้นไหมบัดนี้ถูกตัดอย่างไร้ความปรานีจนสั้นกุดและแหว่งวิ่นไม่เท่ากันราวกับรอยแทะของสัตว์ป่าแต่ที่น่าสยดสยองที่สุดคือดวงตาิัรอบดวงตาทั้งสองข้างของนางบวมเป่งและแดงก่ำจากรอยเข็มจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้ดวงตาที่เคยเรียวสวยดูพองโตและน่าเกลียดน่ากลัวเมื่อรวมกับใบหน้าที่ซีดเผือดและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตานางดูไม่ต่างอะไรจากภูตผีที่เพิ่งคลานขึ้นมาจากขุมนรก
เยว่ซินยกมือที่สั่นเทาขึ้นััใบหน้าและเส้นผมของตนเองอย่างเชื่องช้าเมื่อััที่ได้รับยืนยันว่าภาพในกระจกคือความจริง
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!
เสียงกรีดร้องที่ไร้เสียงดังะเิขึ้นในหัวของนาง ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นนางจิกเล็บลงบนพื้นไม้เนื้อแข็งระบายความเ็ปและความหวาดกลัวออกมาเป็เสียงสะอื้นที่แหบแห้งและสิ้นหวัง
แกร๊ก
ประตูห้องเปิดออกอีกครั้ง
เยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่พร่าเลือนหลันเฟย ปีศาจตนนั้นกลับมาแล้ว!นางถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชิดกับผนังห้อง สั่นเทาไปทั้งตัวราวกับลูกนกที่เจอพญางู
แต่หลันเฟยที่กลับมาในครั้งนี้สวมหน้ากากแห่งความเมตตาปรานีไว้ดังเดิมนางมองเยว่ซินที่กองอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่เบิกกว้างอย่างใ
"์! เยว่ซิน! นี่เ้าเป็อะไรไป! เกิดอะไรขึ้นกับเ้า!"นางอุทานออกมาเสียงดัง ปรี่เข้ามาหาเยว่ซินด้วยท่าทีร้อนรน
เยว่ซินได้แต่ส่ายหน้าและถอยหนี นางอยากจะะโใส่หน้าหลันเฟย
"เป็ฝีมือของเ้า! นังปีศาจ!" แต่นางทำไม่ได้ ความหวาดกลัวได้พรากเสียงของนางไปจนหมดสิ้นหลันเฟยแสร้งทำเป็เพิ่งสังเกตเห็นสภาพของนางอย่างชัดเจนนางยกมือขึ้นทาบอกด้วยท่าทางใสุดขีด
"ผมของเ้า ดวงตาของเ้าเหตุใดจึงได้เป็เช่นนี้!"หลันเฟยคุกเข่าลงตรงหน้าเยว่ซิน พยายามจะแตะต้องตัวนางแต่เยว่ซินก็สะบัดตัวหนีอย่างสุดชีวิต
หลันเฟยมองนางด้วยสายตาน่าสงสารก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
"ดูสภาพเ้าสิ ผมเผ้าหลุดร่วงดวงตาบวมช้ำราวกับคนร้องไห้มานับเดือนข้าเข้าใจแล้วนี่คงเป็ผลข้างเคียงจากพิษไข้ที่เ้าได้รับในครั้งนั้นเป็แน่ มันคงจะทำลายรากผมและทำให้เืลมภายในของเ้าปั่นป่วนโถเด็กน้อยที่น่าสงสารของข้า"
คำพูดของหลันเฟยคือการสร้างเื่โกหกที่แเีและโหดร้ายที่สุด ซึ่งปฏิเสธการกระทำอันโหดร้ายของตนเองอย่างสิ้นเชิงและโยนความผิดทั้งหมดให้เป็เื่ของอาการป่วยที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้
"ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว"หลันเฟยกล่าวปลอบประโลม
"ข้าจะดูแลเ้าเองแต่เ้าต้องเชื่อฟังข้า" นางโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเยว่ซินอีกครั้งแต่คราวนี้มันไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็คำสั่งที่แฝงมาในคราบของความหวังดี
"สภาพของเ้าในตอนนี้ ห้ามให้ผู้ใดเห็นโดยเด็ดขาดโดยเฉพาะพวกบ่าวไพร่ที่ปากมาก หากเื่นี้แพร่งพรายออกไปจะต้องกลายเป็เื่อื้อฉาวไปทั้งตำหนักและอาจจะไปถึงพระกรรณขององค์ชายได้พระองค์ทรงรังเกียจเื่วุ่นวายที่สุด หากทรงทราบว่าเ้ากลายเป็ตัวปัญหา พระองค์อาจจะขับไล่เ้าออกไปก็ได้นะ"หลันเฟยกล่าวข่มขู่ออกเนื่องจากนางทราบดีว่านี่คือการข่มขู่ที่ดีที่สุดที่นางจะใช้ได้ผลกับเย่วซิน
"ดังนั้น" หลันเฟยกล่าวต่อ
"เพื่อความปลอดภัยของเ้าเอง เ้าจะต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องนี้เท่านั้นห้ามออกไปไหนเด็ดขาดข้าจะนำอาหารและยามาให้เ้าด้วยตัวเองทุกมื้อและจะบอกทุกคนว่าเ้าป่วยหนักจากไข้กำเริบไม่มีใครจะมารบกวนเ้าดีหรือไม่?" เยว่ซินได้แต่นิ่งงันอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว
นางรู้ว่าหลันเฟยคือปีศาจแต่นางจะทำอะไรได้? นางไม่มีใครไม่มีที่ไปและนางก็กลัวนางกลัวเหลือเกินว่าจะถูกองค์ชายขับไล่ไสส่งออกไปจริงๆ
เย่วซินพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้ายอมรับชะตากรรมของตนเอง
หลันเฟยยิ้มอย่างพึงพอใจ "ดีมากเ้าพักผ่อนเถอะนะเดี๋ยวข้าจะนำยาบำรุงมาให้" นางลุกขึ้นยืนจากนั้นค่อยๆเดินออกจากห้องไปราวกับว่าการกระทำอันต่ำช้าเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นและวินาทีก่อนที่ประตูจะปิดลงเยว่ซินก็ได้ยินเสียง
คลิก
เสียงกลอนประตูที่ถูกลงไว้จากด้านนอก
บัดนี้เย่วซินไม่ได้เป็เพียงนักโทษในกรงทองอีกต่อไปแล้วแต่นางได้กลายเป็นักโทษส่วนตัวของนางปีศาจ ถูกจองจำอยู่ในห้องที่สวยงามพร้อมกับภาพสะท้อนอันน่าสยดสยองของตนเองและความจริงอันน่าหวาดหวั่นที่ว่าผู้คุมของนางและผู้ที่ทรมานนางคือคนคนเดียวกัน
วันคืนแล้ววันคืนเล่า
เวลาในเรือนพักท้ายสวนได้สูญเสียความหมายของมันไปโดยสิ้นเชิงสำหรับเยว่ซินแล้ว ทุกวันคือฝันร้ายที่ซ้ำรอยเดิมไม่จบสิ้นโลกของนางหดแคบลงจนเหลือเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่งดงามแต่ไร้ชีวิตและใบหน้าของปีศาจในคราบนางฟ้าที่ชื่อหลันเฟย
หลันเฟยเป็เพียงคนเดียวที่นางได้พบเจอ นางจะมาวันละสามครั้ง พร้อมกับถาดอาหารและยาบำรุงที่นางอ้างว่าท่านหมอจัดให้เป็พิเศษยานั้นมีรสขมจัดและทุกครั้งที่ดื่มเข้าไป จะทำให้เยว่ซินรู้สึกหนักอึ้งและง่วงซึมความคิดของนางจะเชื่องช้าและมึนงงไปตลอดทั้งวัน นี่คือยาที่หลันเฟยไม่ได้ใช้มาเพื่อบำรุงร่างกายเย่วซินหากแต่เป็ยาที่กัดกร่อนสติปัญญาและเรี่ยวแรงในการต่อสู้ของเย่วซินอย่างช้าๆ
“เมื่อไหร่กันข้าถึงจะพ้นไปจากนรกขุมนี้” เย่วซินได้แต่ถามตัวเองอยู่ซ้ำๆถึงโชคชะตาของนางที่ต้องพบเจอกับเื่เลวร้ายดังที่ทุกคนในจวนสวี่เคยว่าไว้นางก็แค่ตัวอัปมงคล
เย่วซินเลิกมองกระจกไปนานแล้วนางไม่อาจทนเห็นภาพสะท้อนของอสูรกายผมแหว่งตารอบช้ำของตนเองได้อีกต่อไปนางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนขดตัวอยู่บนเตียงจ้องมองเพดานว่างเปล่าด้วยสายตาที่เลื่อนลอยและการมาเยือนของหลันเฟยแต่ละครั้งคือการตอกย้ำความเ็ปที่มาในรูปแบบของข่าวสารจากโลกภายนอก
"นี่เย่วซินจ๊ะ วันนี้องค์ชายทรงอารมณ์ดีเป็พิเศษนะ"หลันเฟยจะกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มขณะจัดสำรับอาหารให้
"ท่านหญิงคู่หมั้นของพระองค์ส่งพิณโบราณเหมันต์นิรันดร์มาให้เป็ของขวัญข้าได้ยินพวกนางกำนัลเล่าว่าองค์ชายทรงดีดพิณบทเพลงจันทร์คล้อยคอยรักขับกล่อมตอบกลับไปด้วยพระองค์เองช่างเป็ภาพที่น่าอิจฉาจริงๆ"หลันเฟยกล่าวด้วยวาจาที่ยิ้มแย้มหากแต่สายตาของนางราวกับอรสรพิษร้ายที่เผยคมเคี้ยวที่ฉกกัดเย่วซิน
ทุกถ้อยคำของหลันเฟยราวกับคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของเยว่ซินอย่างเืเย็นเื่ของพระคู่หมั้นอาจเป็เื่จริงหรือเื่โกหกก็ได้แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเพราะสำหรับเยว่ซินมันได้กลายเป็ความจริงที่ตอกย้ำว่านางเป็เพียงเศษธุลีที่องค์ชายไม่เคยคิดจะจดจำด้วยซ้ำ
"พวกบ่าวไพร่ข้างนอกยังคงถามถึงเ้าอยู่นะ"หลันเฟยจะพูดในวันต่อมาขณะป้อนยาให้นาง
"แต่ไม่มีใครพูดถึงเ้าในทางที่ดีเลยสักคน พวกเขาพูดกันว่าเ้าคงป่วยหนักจนหน้าตาอัปลักษณ์ไปแล้วจริงๆบ้างก็ว่าเ้าคงทำผิดร้ายแรงจนถูกองค์ชายทรงกริ้วและสั่งขังลืมน่าสงสารนะไม่มีใครคิดถึงเ้าเลย"
การกระทำที่โหดร้ายที่สุด คือตอนที่หลันเฟยแสร้งทำเป็ดูแลเย่วซินทุกวันนางจะนำหวีมาสางผมที่สั้นกุดและพันกันยุ่งเหยิงของเยว่ซินอย่างอ่อนโยน
"ผมของเ้าเริ่มยาวขึ้นมาบ้างแล้วนะแต่ก็ยังดูน่าเกลียดอยู่ดี"นางจะพูดลอยๆ ก่อนจะเผลอกระชากหวีจนหนังศีรษะของเยว่ซินแทบหลุดออกมา
"โอ๊ะ! ข้าขอโทษข้ามือหนักไปหน่อย"นางจะกล่าวขอโทษด้วยรอยยิ้มหวานแต่ดวงตาของนางกลับฉายแววแห่งความพึงพอใจอย่างชัดเจน
“ข้าทำผิดอะไร” เยว่ซินเฝ้าถามตัวเองทุกวันแต่ไม่เคยตอบโต้อันใดนางในยามนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะโต้ตอบ
………………………………………………………..
วันหนึ่งเยว่ซินตัดสินใจที่จะจากความทรมานในนรกขุมนี้นางเลือกจะอดอาหารเพื่อให้ตนลาจากไปเมื่อหลันเฟยนำถาดอาหารเข้ามาในมื้อกลางวัน นางก็เบือนหน้าหนีและเม้มปากแน่นหลันเฟยมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานเช่นเคย
"หืม? ไม่หิวหรือหรือว่าอาหารไม่ถูกปากจ๊ะ?"นางถามด้วยน้ำเสียงที่ดูห่วงใย
เยว่ซินยังคงนิ่งเงียบรอยยิ้มของหลันเฟยค่อยๆ หายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เ็าและแข็งกร้าว
"ข้าถามทำไมไม่ตอบ?" หลันเฟยวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง! ก่อนจะเดินเข้ามาหาเยว่ซินที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงเอื้อมมือมาบีบที่ปลายคางของเยว่ซินอย่างแรงจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเ็ป
"คิดจะอดข้าวประท้วงข้าอย่างนั้นรึ? คิดว่าทำแบบนี้แล้วข้าจะเดือดร้อนหรือ?"หลันเฟยแค่นเสียงหัวเราะ
"นังตัวดีเ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร? เ้าเป็แค่หมาตัวหนึ่งที่องค์ชายทรงเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น!หมามันไม่มีสิทธิ์เลือกมีแต่ต้องกินของที่เ้าของมันโยนให้!"
เยว่ซินยังคงดื้อดึงเม้มปากแน่นหลันเฟยจึงเพิ่มแรงบีบที่กรามของนางจนแทบจะแหลกคามือ
"อวดดีนักนะ!"นางตวาดเสียงแหลม ก่อนจะตักข้าวต้มในชามขึ้นมาจ่อที่ปากของเยว่ซิน
"กินซะ! กินเข้าไป! ถ้าเ้าไม่กินดีๆข้าก็จะยัดมันลงไปในคอของเ้าเอง!"หลันเฟยตวาดเสียงดังพร้อมกับมือที่ค่อยๆบีบที่ปากของเย่วซินแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแรงบีบมหาศาลในที่สุดเยว่ซินก็จำต้องอ้าปากออกอย่างเ็ป หลันเฟยจึงยัดข้าวต้มร้อนๆเข้าไปในปากนางอย่างไม่ปรานี ความร้อนลวกปากและลิ้นของเยว่ซินจนชาแต่นางก็ต้องฝืนกลืนมันลงไปพร้อมกับน้ำตาแห่งความอัปยศ
"ดีมาก ต้องอย่างนี้สิถึงจะน่ารัก" หลันเฟยยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นเย่วซินยอมจำนนนางป้อนข้าวจนหมดชามก่อนจะตบท้ายด้วยยาบำรุงรสขมเช่นเคย
"จำไว้นะเยว่ซิน" นางกล่าวพลางเช็ดมุมปากให้เยว่ซินอย่างอ่อนโยน
"ชีวิตของเ้าเป็ของข้าถ้าข้าจะให้เ้าอยู่เ้าก็ต้องอยู่ ถ้าข้าจะให้เ้าตายเ้าก็ต้องตาย อย่าได้คิดต่อต้านข้าอีกเป็อันขาด"
หลังจากวันนั้นเยว่ซินก็ไม่เคยขัดขืนอีกเลยพร้อมกับเสียงที่อ่อนโยนจนน่าขนลุก"อย่าดื้อสิเยว่ซินนี่เพื่อตัวของเ้าเองนะหากเ้าตายไปข้าจะเสียใจมากรู้หรือไม่?"
วันนี้ก็เป็อีกวันหนึ่งขณะที่เยว่ซินนั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่างนางก็ได้เห็นแมวสีขาวผอมโซตัวหนึ่ง แอบย่องเข้ามาในสวนเล็กๆ นอกเรือนพักของนาง มันมีท่าทีหวาดระแวงแต่ดวงตาสีฟ้าใสของมันกลับดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด
ด้วยความรู้สึกบางอย่างเยว่ซินเริ่มแอบเก็บเศษปลาชิ้นเล็กๆ จากถาดอาหารของนางไปวางไว้ที่ขอบหน้าต่างทุกวันในตอนแรกแมวตัวนั้นไม่กล้าเข้ามาใกล้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เริ่มคุ้นเคยและไว้ใจนางมากขึ้นมันจะเข้ามากินเศษปลาและนั่งเป็เพื่อนอยู่ตรงนั้นนานสองนาน
เยว่ซินตั้งชื่อให้มันในใจว่าเสวี่ย (หิมะ) เพื่อรำลึกถึงค่ำคืนที่นางได้พบกับองค์ชาย เ้าเสวี่ยกลายเป็เพื่อนเพียงหนึ่งเดียวกลายเป็ความลับและความสุขเล็กๆ ที่ทำให้นางอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในแต่ละวัน
หลันเฟยผู้ชาญฉลาดเริ่มสังเกตเห็นประกายตาที่ดูมีชีวิตชีวาที่เริ่มกลับคืนมาในดวงตาที่เคยว่างเปล่าของเยว่ซินนางรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง ตุ๊กตาของนางกำลังกลับมามีความสุขอีกครั้ง
หลังจากที่นำอาหารไปมอบให้เย่วซินหลันเฟยมักจะสั่งให้บ่าวรับใช้คอยจับตามองอย่างเงียบๆจนกระทั่งนางได้รับข่าวจากบ่าวคนสนิทว่ามีแมวสีขาวตัวหนึ่งที่มักจะแอบเข้ามาที่ห้องของเย่วซิน
วันนั้นหลังจากที่นางเข้ามาทรมานเย่วซินเสร็จนางจึงแอบซุ่มดูด้วยตาของนางเองและพบว่าเยว่ซินกำลังพูดคุยกับแมวสีขาวตัวนั้นผ่านทางหน้าต่างรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลันเฟยมันเป็รอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
วันรุ่งขึ้นหลันเฟยเข้ามาในห้องในสภาพที่เยว่ซินกำลังสะลึมสะลือจากฤทธิ์ยาเช่นเคยนางเดินไปเปิดหน้าต่างออกกว้างก่อนจะใช้เศษปลาชิ้นใหญ่ล่อให้เ้าเสวี่ยที่คุ้นเคยกับมนุษย์ะโเข้ามาในห้อง
เยว่ซินที่ขยับตัวไม่ได้ได้แต่เบิกตากว้างมองภาพนั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หลันเฟยอุ้มแมวสีขาวขึ้นมาอย่างอ่อนโยน
"ช่างน่ารักเสียจริงเ้าคงจะเหงาน่าดูสินะเยว่ซินถึงได้หาเพื่อนเป็สัตว์ชั้นต่ำเช่นนี้" นางพูดพลางเดินไปยังอ่างน้ำล้างหน้าที่ตั้งอยู่ในมุมห้อง
"ข้าเตือนเ้าแล้วใช่ไหมเย่วซินว่าชีวิตเ้าเป็ของข้าข้าสั่งอะไรเ้าก็ต้องทำ ข้าไม่ได้สั่งอะไรเ้าก็ห้ามทำ"
นางกระซิบกับแมวในมือแต่สายตากลับจ้องเขม็งมาที่เยว่ซิน
"แมวตัวน้อยสีขาวสะอาดเช่นนี้ไม่คู่ควรกับคนอย่างเ้าในโลกของเ้าจะต้องมีแต่ความหนาวเย็นและความว่างเปล่าเท่านั้น"
พูดจบนางก็กดหัวของแมวสีขาวตัวนั้นลงไปในอ่างน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำเย็นเฉียบต่อหน้าต่อตาเยว่ซินที่ได้แต่กรีดร้องอยู่ในความเงียบงัน!
เยว่ซินมองเห็นร่างเล็กๆของเพื่อนเพียงคนเดียวดิ้นรนอย่างสุดชีวิตอยู่ใต้น้ำฟองอากาศค่อยๆหมดไปจนในที่สุดร่างนั้นก็นิ่งสนิท
หลันเฟยดึงร่างที่ไร้ิญญาของแมวขึ้นมาจากน้ำอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันมายิ้มให้เยว่ซิน
"ไม่ต้องห่วงนะข้าจะไม่ทิ้งเพื่อนของเ้าไปเฉยๆหรอกอย่างน้อยมันก็ยังมีประโยชน์" หลันเฟยเดินออกจากห้องไปพร้อมกับซากของแมวตัวนั้น
หลายชั่วยามผ่านไปหลังจากที่หลันเฟยได้สังหารเสวี่ยและจากไปฤทธิ์ยาที่ทำให้ร่างกายของเยว่ซินเป็อัมพาตค่อยๆ สลายไปแล้วแต่จิตใจของนางกลับถูกจองจำไว้ในคุกแห่งความหวาดกลัวที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม ภาพของร่างเล็กๆที่ดิ้นรนอยู่ในอ่างน้ำ ภาพของดวงตาสีฟ้าใสที่เบิกกว้างด้วยความทรมานฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัวของนางราวกับตราประทับที่ถูกนาบลงบนิญญา
เย่วซินนอนขดตัวอยู่บนพื้นเย็นเฉียบไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาจะให้ไหลอีกต่อไปแล้ว ร่างกายของนางสั่นเทาไม่หยุดไม่ใช่เพราะความหนาวแต่เพราะความสยดสยองที่กัดกินอยู่ภายใน
แกร๊ก
เสียงลงกลอนที่ถูกปลดออกทำให้ร่างของนางกระตุกเฮือก!
หลันเฟยนางกลับมาแล้วปีศาจในร่างนางฟ้าก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดอาหารเช่นเคยแต่ครั้งนี้บนถาดมีเพียงถ้วยซุปเนื้อใบเดียวที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นผิดปกติลางสังหรณ์ในใจของนางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งกลิ่นหอมของซุบกลับทำให้นางอยากจะอาเจียนออกมาให้หมดไส้หมดพุง
"หายดีแล้วหรือ? ดีจริง"หลันเฟยยิ้มหวาน
"ข้าเห็นว่าเ้าคงจะเสียใจมากที่เพื่อนรักจากไปกะทันหันข้าจึงให้ห้องครัวตั้งใจเคี่ยวซุปบำรุงกำลังถ้วยนี้ให้เ้าเป็พิเศษดื่มเสียนะร่างกายจะได้แข็งแรง"พลางยื่นถ้วยซุปมาตรงหน้าเยว่ซิน
เยว่ซินเบือนหน้าหนีอย่างสุดชีวิตริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็เส้นตรง
"ไม่"เสียงของนางแหบพร่าและสั่นเครือ
"ข้า...ไม่กิน"
หลันเฟยหัวเราะเบาๆ
"ทำไมล่ะ?ซุปหอมอร่อยเช่นนี้หรือว่าเ้ารังเกียจเพื่อนของตัวเองอย่างนั้นรึ?" คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจของเยว่ซินนางส่ายหน้าอย่างพัลวันทั้งหวาดกลัวและขยะแขยงจนแทบจะเสียสติ
"ไม่กิน!ไม่!" เย่วซินกรีดร้องอย่างอ่อนแรงน้ำตาค่อยๆไหลอาบลงมาหยดลงพื้นดังเพาะ
"หืม?กล้าขัดคำสั่งข้าแล้วอย่างนั้นรึ?" รอยยิ้มของหลันเฟยยังคงประดับอยู่บนใบหน้าแต่ดวงตาของนางแข็งกร้าวขึ้นอย่างน่ากลัว
"ข้าบอกให้กินเ้าก็ต้องกิน!"หลันเฟยวางถ้วยซุปลงก่อนจะกระชากร่างที่อ่อนแรงของเยว่ซินให้ลุกขึ้นมานั่งอย่างแรงผมที่สั้นกุดของนางถูกจิกดึงขึ้นจนใบหน้าต้องแหงนเงยขึ้นรับความเ็ป
"นังตัวดี!"หลันเฟยตวาด
"อย่าบังคับให้ข้าต้องหมดความอดทนนะ!อ้าปาก!"
เยว่ซินส่ายหน้าและดิ้นรนอย่างสุดกำลังที่มีนางใช้มือปัดป่ายไปทั่ว พยายามจะผลักไสปีศาจร้ายตนนี้ออกไป แต่นางก็อ่อนแอเกินไปนางเป็แค่ลูกนกในกรงเล็บของพญาเหยี่ยว
หลันเฟยหมดความอดทนในที่สุดนางใช้มือข้างหนึ่งบีบจมูกของเยว่ซินอย่างแรงจนนางหายใจไม่ออกสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดบังคับให้เยว่ซินต้องอ้าปากเพื่อหาอากาศหายใจและในวินาทีนั้นเองหลันเฟยก็ตักซุปร้อนๆยัดเข้ามาในปากของนาง!
"อึก!อื้อ!"
ความร้อนลวกไปทั่วทั้งปากแต่ที่เลวร้ายกว่าคือรสชาติรสชาติของเนื้อที่นางรู้ดีว่ามันคืออะไรจิตใจของนางกรีดร้องโหยหวนแต่นางทำอะไรไม่ได้ หลันเฟยใช้มืออีกข้างบีบกรามของนางไว้แน่น บังคับให้นางต้องกลืนของเหลวที่น่าสะอิดสะเอียนนั้นลงไป
"อร่อยใช่ไหม?"หลันเฟยกระซิบข้างหู เสียงของนางหวานหยดย้อยจนวิปริต หลันเฟยป้อนซุปคำแล้วคำเล่าทุกคำคือการตอกย้ำ ทุกคำคือการเหยียบย่ำทุกคำคือการสังหารจิติญญาของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ทุกคำที่เ้ากลืนกินลงไปคือเครื่องเตือนใจว่าอย่าได้ริอาจขัดคำสั่งข้าอีก!"
เมื่อซุปหมดถ้วยหลันเฟยก็ผลักร่างของเยว่ซินลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ไยดีนางมองผลงานของตนเองด้วยความพึงพอใจสูงสุดก่อนจะเดินจากไปและลงกลอนประตูทิ้งไว้เช่นเคย
ทันทีที่อยู่ตามลำพังเยว่ซินก็คลานไปที่มุมห้องอย่างบ้าคลั่งนางใช้นิ้วยัดเข้าไปในลำคอของตัวเองพยายามจะขย้อนทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งถูกบังคับให้กลืนกินลงไปออกมานางไอและสำรอกออกมาจนหมดแรง แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงน้ำลายและน้ำตา
นางทุบหน้าอกตัวเองอย่างแรงแต่ความเ็ปทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรังเกียจตัวเองที่ท่วมท้นอยู่ในใจ
“ข้าขอโทษ....เสวี่ยเอ๋อข้าขอโทษ”
เสียงร่ำไห้ในใจของนางดังระรัว
“ข้าขอโทษที่อ่อนแอข้าขอโทษที่นำความตายไปให้เ้าข้าขอโทษที่แม้แต่ร่างกายของเ้าข้าก็ยังปกป้องไว้ไม่ได้”
ซุปถ้วยนั้นไม่ได้บำรุงร่างกายของนางแต่มันได้สลายิญญาของนางจนหมดสิ้นนางไม่ได้แค่สูญเสียเพื่อนนางได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของฆาตกรนางได้กลายเป็หลุมศพของเพื่อนเพียงคนเดียวของนาง
ความรู้สึกผิดบาปและความขยะแขยงตัวเองได้กัดกินนางจากภายในมันรุนแรงกว่ายาพิษใดๆมันโหดร้ายกว่าการทรมานทั้งปวง
เยว่ซินหยุดทุบตีตัวเองนางหยุดร้องไห้ นางหยุดทุกสิ่ง นางนอนนิ่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบจ้องมองเข้าไปในความว่างเปล่าเบื้องหน้าแสงสว่างสุดท้ายในดวงตาของนางได้มอดดับลงไป
เย่วซินไม่พยายามจะขัดขืนอีกต่อไปนางไม่แม้แต่จะแสดงความเ็ปออกมาทางสีหน้านางกลายเป็ตุ๊กตาที่ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบตามที่หลันเฟย้าั้แ่แรก
นางนอนนิ่งอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานด้วยดวงตาที่ไร้แววโดยสิ้นเชิงไม่ว่าหลันเฟยจะพูดอะไรหรือจะทำอะไรกับนาง นางก็ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ อีก เยว่ซินในยามนี้คือซากศพที่ยังคงหายใจและจมอยู่ในห้วงนรกที่มืดมิดและเงียบงันที่สุดโดยไม่มีใครในตำหนักอ๋องพยัคฆ์ทมิฬแห่งนี้ล่วงรู้เลยแม้แต่คนเดียว