ยามห้าย ภายในห้องพักของซีห่าวหลังจากไปอาบนำ้ชำระร่างกายเสร็จสิ้น ในตอนนี้ท่อนบนเปลื่อยเปล่า นั่งอยู่บนพื้นห้อง
เด็กหนุ่มนำสิ่งเคล็ดวิชาที่ฉกฉวยมาจากพวกคนชุดดำออกมาจากกระเป๋ามิติ มันคือเคล็ดวิชาธาตุอัสนีชั้นนิลระดับหนึ่งชื่อของมันคือ "อาภรณ์ประกายอัสนี" วิชาชั้นนิลถึงเเม้ไม่ใช่ของหายากเเต่จากคำพูดของาุโต้าซื่อวิชาที่เกี่ยวกับธาตุอัสนีนั้นหายากยิ่ง เด็กหนุ่มไม่รีรอช้าที่จะเปิดอ่านเคล็ดในคัมภีร์ สายตากวาดมองทุกภาพทุกตัวอักษรอย่างละเอียดเพียงเเค่รอบเดียว เขาก็จดจำมันได้อย่างขึ้นใจ ทุกภาพทุกตัวอักษรอยู่ในหัวของเขาจนหมดสิ้น หลังจากนั้นก็เดินลมปราณทำตามเคล็ดวิชา เดินลมปราณไหลเวียนทั่วร่างตามจุดต่างๆจากนั้นดึงเอาพลังธาตุอัสนีออกมาไหลเวียนตามไปทั่วร่างร่างกายของเด็กหนุ่มบังเกิดพลังอัสนีเบาบางสีฟ้า ครอบคลุมทั่วร่าง จากเท่าที่อ่านวิชานี้จะช่วยเสริมพลังการป้องกันกับเพิ่มความเร็วได้อย่างดี มีด้วยกันทั้งสิ้น5ขั้น ตอนนี้สำเเดงพลังออกมาได้เเค่หนึ่งในสิบส่วนของขั้นเเรกเท่านั้นเพราะเป็วิชาที่สิ้นเปลื่องลมปราณอย่างมากคาดว่าหากยังไม่บรรลุขั้นสูงคงจะยังนำมาใช้จริงได้ยาก ลองเดินพลังเพียงเเค่เวลาชั่วจิบชา เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเล็กน้อยจากการสิ้นเปลื่องลมปราณเเละพลังธาตุในร่าง พลันถอนหายใจออกเฮือกหนึ่ง
เช้าตรู่วันต่อมา
ภายในห้องปรุงยา ตามตารางเรียนที่ถูกจัดให้ หนึ่งชั่วยามเรียนปรุงยา หนึ่งชั่วยามเรียนหลอมศาสตรา หนึ่งชั่วยามเรียนหลักการเขียนยันต์ ที่เหลือปล่อยตามอิสระ ทุกคนเเต่งกายด้วยชุดสำนักนั่งรอภายในห้องคาดไม่ถึงผู้ที่มาสอนไม่ใช่ใครอื่นเเต่เป็ผู้เเซ่เหวิน ตอนนี้เขามาในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาปรุงยา นึกถึงครั้งเเรกที่เจอกันคือคนเมาในสภาพที่ดูไม่ได้ทำเอาหลายๆในห้องปรุงยาคนต่างดูเเคลนเขา
นอกจากการบ่มเพาะพลัง การปรุงยา การหลอมศาตรา ก็เป็ศาสตร์ที่เเตกเเขนงกันออกไป บางคนไม่มีพร์ด้านการบ่มเพาะเเต่ไปเอาดีด้านใดด้านหนึ่งในศาสตร์พวกนี้ก็ยังมีอนาคตก้าวไกล ถึงขนาดมีการจัดลำดับขึ้น
เหวินจิงที่ดูไม่เอาไหนทำตัวสำมะเลเทเมาเบื้องหน้าเดิมทีเป็ชาวตงเหยียน เป็ถึงนักปรุงยาระดับเจ็ดจากสิบระดับด้วยฝีมือของเขาสามารถเข้ารับใช้จักรวรรดิได้สบายๆเเต่ด้วยนิสัยรักสันโดดชมชอบการดื่มสุราจึงไม่คิดทำเช่นนั้น เมื่อหลายปีก่อนล่อนเลในยุทธภพไม่มีหลักเเหล่ง พลันได้ยินข่าวลือหนาหูว่า เหล้าใบไผ่ที่ทำจากใบไผ่เขียวของสำนักชิงฉู่รสชาติดีเลิศจึงใคร่มาขอสมัตรเป็ศิษย์ เข้ามาได้สามปีพลันได้เป็อาจารย์ประจำสำนักจนปัจจุบัน
เหวินจิงไม่เอ่ยมากความพลันถามไปว่ามีผู้ใดเคยกลั่นยามาก่อนหรือไหม เเน่นอนว่าเคยเกือบครึ่ง
ซีห่าวพลันเหลือบมองไปที่สหายเเซ่ไป๋เอ่ยหนึ่งวาจา “เ้าก็เคยเหรอ”
ไป๋ชูเสวี่ยไม่เอ่ยตอบ
เหวินจิงไม่เอ่ยมากความเอ่ยหนึ่งวาจา “วันนี้กลั่นยาเม็ดเสริมพลังชั้นต้นหนึ่งเม็ดไม่เสร็จไม่ต้องออกจากห้อง”
เอ่ยวาจาเสร็จก็ฟุบหลับไป
มารดามันเถอะ! นี้คนผู้นี้เป็อาจารย์จริงเหรอไฉนทำตัวไร้ยางอายเช่นนี้
เเม้จะบอกว่ายาเม็ดชั้นต้นเเต่ก็ไม่ได้ทำกันง่ายต้องใช้สมาธิ เพียงเเค่วอกเเวกส่วนผสมที่ใส่ลงไปอาจะเิหรือไม่ก็สลายไปตามปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดจุดเตาไฟขึ้นใส่ส่วนผสมลงไปในหม้อยา เดินพลังลมปราณอ่อนๆเพื่อใช้ควบคุมไฟ ซีห่าวเเม้ไม่เคยปรุงยามาก่อนเเต่เคยอ่านเกี่ยวกับเื่พวกนี้มาบ้าง จึงทำตามวิธีที่จดจำมาจากในตำราพลันกับมองดูกิริยาของคนรอบข้าง จุดเตาไฟวางหม้อกลั่นยาเดินลมปราณควบคุมปริมาณไฟใส่ส่วนผสม
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เหวินจิงที่ตื่นจากผวังก็เดินมาตรวจสอบสภาพเม็ดยาของเเต่ละคน ยาเม็ดของเเต่ละคนถูกกลั่นออกมาบ้างก็มีสภาพสมบูรณ์บ้างก็เเตกหัก ส่วนทางซีห่าวเองไม่ต้องพูดถึงกับการทำครั้งเเรก เละไม่มีชิ้นดีไม่มีชิ้นดี!เรียกว่ายาเม็ไม่ได้ด้วยซำ้ พลันหันไปมองยาเม็ดของไป๋ชูเสวี่ย สภาพกลมสมบูรณฺ์ เงางามเป็ประกาย นี้สิถึงเรียกว่ายาเม็ด!!! หลังจบวิชาปรุงยาลงทุกคนนอกจากไป๋ชูเสวี่ยถูกอาจารย์เหวินจิงด่าทอไม่มีชิ้นดียังลงโทษโดยการให้ทำอีกสิบเม็ดพรุ่งนี้นำมาให้เขาดูใหม่หากยังไม่ดีเพิ่มเป็ยี่สิบเม็ด สามสิบเม็ด สี่สิบเม็ด เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
มารดามันเถอะ!!
ทุกๆหนึ่งชัวยามเป็เวลาการเปลี่ยนวิชาเรียนวิชาต่อไปของพวกเขาคือหลอมศาสตรา ทั้งหมดลุกออกจากห้องปรุงยาตรงไปยังอาคารหลอมศาสตรา ่เวลาเรียนสำนักจะดูเงียบสงันเสมือนไม่มีผู้คนเเต่ตอนเปลี่ยนวิชาเรียนก็จะเห็นภาพบุรุษเเละสตรีเดินกันให้ควักไขว่ในสำนัก
วิชาหลอมศาตราคือศาสตร์การหลอมขึ้นรูปวัตถุดิบต่างๆเพื่อทำศาตราชั้นยอด เดิมทีศาสตร์เเขนงนี้เห็นทีจะเป็ สำนักเทพลู่ปังเเห่งหนานจ้าว ที่เป็เ้าของ เเต่ถึงยังนั้นวิชาหลอมศาสตราก็ยังเเพร่หลายในหลายสำนัก นักหลอมศาตราเองก็มีลำดับขั้น
ภายในอาคารหลอมศาตรานี้ต่างจากอาคารอื่นๆภายในกว้างขวาง ทั้งอาคารถูกเสริมเเกร่งด้วยเหล็กอย่างดีก่อด้วยอิฐปูนหนาหลายชั้น เมื่อมาถึงภายในห้องหลอมศาสตรา บุรุษร่างกำยำอายุราวสามสิบต้นๆสูงโปร่ง ยืนตะหงานอยู่หน้าเตาหลอมที่จุดไฟลุกโชติ หันหน้ามามองกหลุ่มคนที่พึ่งเดินเข้ามาเอ่ยหนึ่งวาจา “ข้าเเซ่ฮัวนามว่าลี่เป็อาจารย์ประจำวิชานี้” เอ่ยวาจาเเนะนำตัวเสร็จเอ่ยอีกหนึ่งวาจา "ประจำหน้าเตา!"
ตอนนี้ทุกคนประจำอยู่ที่หน้าเตาหลอมที่ไฟกำลังลุกไหม้ ทอดสายตามองดูสิ่งที่อาจารย์เเซ่ฮัวผู้นี้จะพลำ่สอน หลักการหลอมศาสตราคล้ายกับการกลั่นยาสิ่งสำคัญคือการควบคุมปริมาณไฟ เมื่อจุดเตาหลอมขึ้นก็นำวัสดุต่างๆลงไปเพื่อที่จะหลอมมันออกมาจากนั้นก็ควบเเน่นลมปราณเพื่อขึ้นรูป สิ่งเเรกที่จะให้หลอมคือกระบี่ ผู้เเซ่ฮั่วจุดเตาหลอมขึ้นโยนเหล็กกล้าหนึ่งก้อนใหญ่ลงไปในเตาหลอมควบเเน่นลมปราณควบคุมปริมาณไฟให้ถึงจุดเดือดที่สุดให้เหล็กกล้าละลายจนก่อตัวเป็ของเหลวก่อนพลันลดปริมาณไฟลงควบเเน่นลมปราณก่อตัวขึ้นรูป ของเหลวพลันคอยๆรวมตัวกันเป็รูปร่าง กระบี่หนึ่งเล่มถูกทำขึ้นมาเเล้ว ไม่รอช้าหันหน้าไปทางลูกศิษย์หน้าใหม่พวกนั้นเอ่ยหนึ่งวาจา “ลงมือ!”
ทั้งหมดทำตามที่ได้รับการชี้เเนะผ่านไปหนึ่งชั่วยามกระบี่รูปร่างที่ไม่ใช่กระบี่ถูกหลอมขึ้นมาจากศิษย์หน้าใหม่พวกนี้ อาจารย์เเซ่ฮั่วพลันส่ายหัวเอ่ยหนึ่งวาจา
"พวกเ้าช่างไม่มีพร์เอาเสียเลย"
นอกจากลำดับขั้นของพลัง ศาสตราชั้นยอด อีกหนึ่งสิ่งที่ใช้ตัดสินผลเเพ้ชนะได้ของผู้บ่มเพาะพลังคือ ยันต์ ยันต์ถูกเเบ่งการใช้งานออกเป็ สองประเภทคือยันต์โจมตีเเละยันต์ใช้งาน การเขียนยันต์เเต่ละใบจำเป็ต้องลงกำกับอักขระให้ถูกต้องจึงจะใช้งานได้ การเขียนยันต์ต้องเข้าถึงหลัก เเผนภูมิกระบวนยันต์ จึงจะสามารถเขียนออกมาได้ การเปิดใช้งานยันต์เองก็ต้องใช้ลมปราณคนธรรมดาไม่สามารถใช้ได้ เเต่ยันต์ก็ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายในโลกเเห่งการบ่มเพาะ เพราะการเข้าใจ เเผนภูมินั้นเข้าได้ถึงยากมาก
ภายในห้องเรียนการเขียนยันต์ อาจารย์เบื้องหน้าเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ทวงท่าสง่างาม เสมือนบัณฑิตเทียบกับสองคนก่อนหน้า ดูน่าชมมองมากกว่า อาจาร์ยผู้นี้เเซ่หวังนามฉงหยา ในมือถือพู่กันสะบัดไปมาวาดอักขระบนเเผ่นยันต์ พร้อมกับนั่งทำสมาธิเข้าถึงเเผนภูมิกระบวนยันต์ ยันต์ในมือเปล่งเเสงรำไรเป็สัญญาณบ่งบอกว่าถูกทำเสร็จสิ้นเเล้ว การเข้าถึงเเผนภูมิเป็เื่ของตัวบุคคลไม่สามารถพลำ่สอนได้ ครั้งเเรกที่เจอกันก็เพียงให้นั่งขัดสมาธิเข้าถึงเเผนภูมิกระบวนยันต์ นั่งขัดมาธินานหนึ่งชั่วยาม
ดั่งคาดไม่มีผู้ใดเข้าถึง!
ช่างไม่มีพร์!