ฉงเซิงพาอาหนิวทะลุมิติไปยังริมทะเลสาบอุฟนูร์ในมองโกเลียเกลียวคลื่นกระทบกับผืนทรายของชายหาด มีฝูงนกนางนวล นกกระทุง นกกระเรียนสีเทา นกช้อนหอยดำผุดดำว่าย จับปลาและสัตว์น้ำกินอย่างคึกคัก
เซียวหลิงเทียนนั่งยองวักน้ำจากทะเลสาบขึ้นมาล้างหน้าและบ้วนปากก็ต้องรีบพ่นน้ำทิ้ง
“โอ้ย ทำไมน้ำที่นี่มันเค็มอย่างนี้เนี่ย”
หนุ่มชุดขาวหัวเราะแล้วกล่าว“ ก็อุฟนูว์เป็ทะเลสาบน้ำเค็มซึ่งใหญ่สุดในมองโกเลียเลยนะต่างจากไบคาลที่เป็ทะเลสาบน้ำจืด”
“เหรอแล้วบรรดาปลาในน้ำมันมิกลายเป็ปลาเค็มหมดหรอกหรือ
ฉงเซิงหัวเราะลั่น”ท่านไม่เคยไปทะเลจริง ๆ ใช่ไหม จึงไม่รู้ว่าน้ำทะเลที่ไหนมันก็ต้องเค็มอยู่แล้ว”
หลิงเทียนงุนงง: “ เออใช่ แล้วทำไมน้ำทะเลจึงเค็มล่ะ”
ฉงเซิง : “ อยากรู้จริงหรือ ข้าจะเล่าให้ฟังตำนานความเค็มของทะเล ไปนั่งใต้ร่มไม้ตรงโน้นดีกว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีพ่อค้าหนุ่มเดินทางค้าขายทางเรือไปในทะเลซึ่งสมัยนั้นน้ำทะเลยังจืดอยู่ และเกลือเป็ของหายากและราคาแพง ต้องขุดดินเค็มมาต้มช้อนเอาน้ำเค็มมาตากแดดจนตกผลึกเป็เม็ดเกลือ ก่อนจะบรรจุกระสอบไปขายยังต่างแดน
พ่อค้ากับสหายไปค้าเกลือด้วยความปกติสุขเรื่อยมา
กระทั่งวันหนึ่งมีผู้วิเศษมอบเครื่องผลิตเกลือให้เขาเพื่อตอบแทนที่เขาให้โดยสารเรือไปด้วย
เพียงหมุนด้ามจับที่เครื่องดังกล่าวเกลือป่นสีขาวสะอาดก็จะหลั่งไหลออกจากเครื่องตาม้า
พ่อค้าจึงทุ่นแรงและเวลาในการผลิตเกลือไปขายทำให้เขาร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว มีทรัพย์สมบัติ เงินทองผู้หญิงไว้ประดับบารมีมากมาย
แต่เพื่อนของเขาอิจฉาจึงแอบขโมยเครื่องผลิตเกลือ แล้วลงเรือหนีไปกลางทะเล
ด้วยความโลภเพื่อนคนนั้นหมุนให้เกลือไหลออกมาไม่หยุดจนเกลือท่วมลำเรือ และล่มลงกลางทะเล เขาก็จมน้ำตายในขณะที่เครื่องยังปล่อยเกลือออกมาไม่หยุด
นับแต่นั้นน้ำทะเลจึงมีรสเค็ม ด้วยประการฉะนี้แล”
อาหนิวได้ฟังนิทานแล้วก็ตบมือหัวเราะชอบใจ
“สนุกจังเลยเ้าเล่านิทานเก่งจัง”
ฉงเซิงยิ้มเขินๆ : “ จริงเหรอ ขอบใจนะ”
อาหนิว : “ เ้าทำให้ข้านึกถึงใครบางคนที่เคยรู้จักนางก็เล่านิทานเก่งเหมือนเ้าเลย”
ฉงเซิง : “ นางเป็คนรักของท่านเหรอ”
อาหนิว: “ เปล่า นางเป็ลูกของผู้มีพระคุณน่ะ”
ฉงเซิงทำหน้าสลดลงเล็กน้อย : “ เ้าคิดถึงนางมากมั๊ย”
อาหนิวทำหน้าเศร้า: “ คิดถึงสิแต่น่าเสียดาย นางโดนพวกมารจับไป มิรู้ชะตากรรมจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร”
ฉงเซิง: “ ถ้ามีบุญวาสนาต่อกัน พวกเ้าคงได้พบกันเองแหละว่าแต่ตอนนี้เราจะไปหาพ่อเฒ่าไป่เซียนจื่ออย่างไรกันล่ะ”
อาหนิว : “ ก็ใช้กระดองเต่าที่อาจารย์ให้มาแต่ทะเลสาบกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่จุดไหน”
ยังคุยกันไม่ทันจบก็มีกลุ่มคนวิ่งไล่อะไรบางอย่างมา
เป็หนูเจอร์บิลตัวอ้วนกลมขนปุกปุยกับหนูขายาวหูยาวเจอร์บัว วิ่งหนีคนมาสุดชีวิต
“ช่วยเราด้วยเขาจะจับเราไปกิน” สัตว์สองตัวหันมาบอกอาหนิว
ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นไปขวางบรรดาคนที่ไล่มานั้น
“ถอยไปไอ้หนุ่มข้าจะจับหนูนั้น”
“ท่านไม่มีอย่างอื่นจะกินแล้วหรือไยต้องกินหนูตัวเล็กจ้อยล่อยแค่นี้”
“เอ๊ะ ไอ้นี่วอนหาเื่ตายเสียแล้ว แบบนี้ต้องสั่งสอน” ชายคนหนึ่งใช้ไม้กระหน่ำตีใส่อาหนิวแต่หลิงเทียนใช้พลังฝ่ามือัสะบั้น์ซัดจนชายนั้นกระเด็นหงายหลังไปตกทะเลพวกคนที่เหลือก็หวาดกลัว พากันหนีไปสิ้น
หนูสองตัวหันมากล่าว“ ขอบพระคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเรา”
อาหนิว : “ มิเป็ไรหรอก ข้าไม่ชอบเห็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”
หนูเจอร์บิล: “แล้วท่านทั้งสองมาทำอะไรแถวนี้กันเล่าหากมีอะไรให้ข้าช่วยได้วานบอกด้วย”
อาหนิวถาม : “ เรามาตามหาคนผู้หนึ่ง ชื่อว่า ไป่เซียนจื่อฉายาเศรษฐีคลั่งสมบัติ พวกเ้ารู้จักหรือไม่”
หนูเจอร์บัวตอบ: “พวกเราเพียงเคยได้ยินกิตติศัพท์ แต่ไม่เคยได้พบตัวจริง เพราะเขาถูกขังไว้ในเมืองใต้ทะเลสาบนี้นานแล้ว”
อาหนิวถาม : “แล้วเมืองนั้นอยู่จุดใดของทะเลสาบนี้ล่ะ”
หนูเจอร์บัว:”อยู่ทางตะวันออก มีทางเข้าเป็ถ้ำใต้น้ำ เมืองนั้นมีปล่องขึ้นมาถึงหุบเขาบนแผ่นดินจึงมีอากาศลงไปให้หายใจได้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าช่องลมนั้นอยู่ที่ไหน”
อาหนิว : “เช่นนั้นพวกเราลองดำน้ำลงไปดูเมืองนั้นกันเถิด”ว่าแล้วหลิงเทียนก็โยนกระดองเต่าพันปีลงไปที่ชายทะเล กระดองนั้นก็กลายเป็เรือดำน้ำลำใหญ่
ชายหนุ่มพาเพื่อนมนุษย์กับหนูสองตัวลงเรือแล้วสั่งให้เรือดำลงใต้น้ำ แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
“เอ๊ะนี่เกิดผิดพลาดประการใดกันนี่ ทำไมดำน้ำไม่ได้ พ่อเฒ่าเต่าหลอกข้าเสียกระมัง”
หนูเจอร์บิลกล่าว: “ไม่น่าเป็เช่นนั้นหรอกแต่คงเป็เพราะคำสาปของอาร์กาลี”
อาหนิวงุนงง : “ แล้วอาร์กาลีเป็ใคร จะสาปทะเลนี้ทำไม”
หนูเจอร์บัว: “ข้าจะเล่าให้ฟัง...
นานมาแล้วทะเลสาบแห่งนี้เคยเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรือง มีการค้าขายกับต่างเมืองอย่างคึกคักพ่อค้าและาาต่างแดนล้วนแวะเวียนมามิขาด
ไป๋เซียนจื่อเป็มหาเศรษฐีของเมืองนี้เขามีลูกสาวคนหนึ่งชื่อว่า หงลี่ นางมีรูปโฉมงดงามดุจเทพธิดาเป็ที่หมายปองของเหล่าลูกคหบดี และเ้าชายทุกเมือง ต่างแย่งกันมาสู่ขอนาง แต่หงลี่กลับไปมีใจให้ชายเลี้ยงแพะยากจนชื่ออาร์กาลี
เมื่อบิดาของนางรู้ก็ยกหงลี่ให้เ้าชายต่างเมืองชื่อ โฮวี่
อาร์กาลีได้ข่าวก็เสียใจและเคียดแค้นเศรษฐีมาก
ก่อนถึงวันส่งตัวเ้าสาวอาร์กาลีแอบไปขายิญญาให้ปีศาจผ่านทางพ่อมด ให้เขามีอำนาจสาปคนได้
เมื่อถึงวันแห่ขบวนเ้าสาวอาร์กาลีแอบซุ่มอยู่บนยอดเขานอกเมือง แล้วสาปให้หงลี่กลายเป็พังพอนลายหินอ่อนสาปเ้าชายกลายเป็เสือดาวหิมะ พวกบริวารก็กลายเป็นกหนูและสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก่อนจะไปสาปให้เมืองนั้นจมลงใต้ทะเลสาบ ขังไป่เซียนจื่อไว้ในเมืองใต้น้ำจนบัดนี้
ตัวอาร์กาลีเองรู้สึกผิดต่อหญิงคนรัก จึงไปะโหน้าผาตาย กลับมาเกิดใหม่เป็แกะภูผา ที่มีเขาโค้งยาวยืนมองทะเลสาบจากยอดเขาทุกวัน
และไม่มีผู้ใดจะลงไปหาเศรษฐีได้จนกว่าจะมีคนมาถอนคำสาปให้”
อาหนิวได้ฟังก็ถาม: “แล้วเราจะถอนคำสาปนั้นได้อย่างไรเล่า ฉงเซิงเ้าเคยสาปคนในไบคาล เ้าช่วยถอนได้ไหม”
ฉงเซิงส่ายหน้ากล่าว: “คำสาปของใครก็ต้องให้คนนั้นถอนสิ”
อาหนิวสีหน้าสลดถาม: “เช่นนั้นเรามิต้องหมดหวังหรอกหรือ”
หนูเจอร์บิลกล่าว: “ยังไม่สิ้นหวังหรอก ข้าจะพาไปหาเ้านายของข้า นางคือหงลี่ ซึ่งเป็พังพอนอยู่ในหุบเขาใกล้เคียงนี้ไปไหมล่ะ”
อาหนิว : “รีบพาไปเลย”
แต่ทันใดนั้น
แม่ทัพปีศาจซิวหวงเซิงยกทัพมาพร้อมขุนพลปีศาจอีกหลายนาย
“จงยอมให้จับเสียโดยดีเซียวหลิงเทียน ตามข้ากลับไปเป็ทาสเสียเถิด”
อาหนิวก็ตอบ “เ้ายังไม่เข็ดหลาบอีกหรือ ตื๊อเก่งเสียจริง”
ชายหนุ่มกล่าวแล้วก็ปล่อยพลังฝ่ามือไฟโลกันต์ผสานวิชาัสะบั้น์แต่เหล่าปีศาจไม่สะทกสะท้าน หนึ่งในขุนพลมารนั้นบันดาลฟ้าผ่าใส่หลิงเทียน อาหนิวจึงใช้ขวานวิเศษหัวซานสะท้อนสายฟ้ากลับไป
มารอีกตนก็ใช้งอง้าวฟันใส่สองหนุ่มฉงเซิงใช้ขลุ่ยเงินป้องกันการโจมตี ก่อนจะปล่อยพลังฝ่ามือจันซากระแทกร่างปีศาจนั้นถอยไปสามก้าว
ปีศาจตนที่สามบันดาลพายุทรายจนมองไม่เห็นอะไร
ซิวหวงเซิงฉวยจังหวะฟาดฝ่ามือใส่อาหนิวจนบอบช้ำแต่พลังลึกลับสีฟ้าในตัวเขาพุ่งใส่แม่ทัพมารจนหงายหลังกลับไป
พวกปีศาจจึงหายตัวไปพร้อมพายุทรายนั้น
ฉงเซิงประคองร่างอาหนิวที่กำลังร่อแร่
“ท่านเป็อย่างไรบ้างพักรักษาตัวก่อนเถิด เื่ไปหางนางหงลี่ค่อยว่ากล่าวกันใหม่”
เซียวหลิงเทียนมองดูสีหน้าของฉงเซิงแล้วรู้สึกแปลกประหลาดไยชายหนุ่มผู้นึ้จึงห่วงใยเขาเขานัก
ณกระท่อมน้อยกลางป่า ใกล้เทือกเขาอัลไต
ฟางหรูนอนอยู่บนเตียงและอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน
จื่อหานโอบกอดสองแม่ลูกไว้ด้วยความชื่นชมยินดี
“เราจะตั้งชื่อลูกชายของเราว่าอะไรดีล่ะ”พ่อของเด็กถาม
“ให้ชื่อว่าจือชาง ดีไหมคะ แปลว่า เฉลียวฉลาดเจริญรุ่งเรือง”
จื่อหานพยักหน้า“ อืม ก็ดีเหมือนกันนะ เอาชื่อนี้แหละ”
ณมิติพิภพจันทรา
ไป๋ชิงซิน ใช้วิชาที่ฝึกฝนแยกร่างนับสิบล้อมรอบอาจารย์ของหล่อนไว้แล้วผลัดกันเข้าโจมตี เทพจันทรากู่ซิงเยว่ก็สะบัดชายผ้าผืนยาวสีขาวไปพันร่างจริงของแม่นางไป๋ไว้ ร่างจำแลงก็หายไป
“เ้าฝึกวิชาขั้นที่สองหมอกมายาจันทรา สำเร็จแล้ว ต่อไปก็หมั่นฝึกฝนขั้นที่สาม เ้ามีพร์คงสำเร็จได้ไม่ยากหรอก”
“ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ”
ในถ้ำริมทะเลสาบ
ฉงเซิงกำลังทายาให้อาหนิวที่นอนอยู่บนกองฟางมีผ้าคลุม
“ทายาแก้ฟกช้ำกับกินยาสมุนไพรนี่แล้วท่านก็จะทุเลาลง”
“ขอบใจนะไยเ้าจึงดีต่อข้านัก”
“ไม่รู้สิ จะเป็์ลิขิตหรือนรกบัญชาก็มิทราบ” หนุ่มชุดขาวกล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย
หนูเจอร์บิลและเจอร์บัวก็นำผลไม้ต่างๆ ใส่ถุงผ้ามามอบให้
“เราเก็บผลเบอร์รี่หลากหลายชนิดมาให้ท่านรับประทานเสียเถิด”
“ขอบคุณมาก”อาหนิวลูบหัวหนูสองตัวด้วยความซึ้งใจ
ในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง
ฉงเซิงนั่งดีดกู่เจิ้งอยู่บนยอดเขาริมทะเลสาบ
ท่วงทำนองฟังแล้วเศร้าสร้อยและเปล่าเปลี่ยวใจ
โอ้สุริยันนั้นเฉิดฉายในกลางวัน
ส่วนดวงจันทร์จรัสแสงในราตรี
ดาราน้อยคอยส่องแสงอันริบหรี่
รัศมีแวววับในคืนแรม
แอบรักชายมีคู่แล้ว
ต้องไม่แคล้วกลืนน้ำตา
รสเค็มนั้นยิ่งกว่าเกลือในทะเล
อาหนิวนอนฟังก็มิรู้ความนัยที่ซ่อนในบทเพลงได้แต่เคลิบเคลิ้มจนหลับไป
เขาฝันไปว่ามีลูกเจี๊ยบตัวหนึ่งวิ่งหนีแมวที่ไล่ล่าอย่างสุดชีวิตขณะกำลังจวนเจียนจะเป็เหยื่ออันโอชะ ก็มีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินโฉบลงมาจับลูกไก่นั้นไปแล้วนำไปเลี้ยงในรังของตนจนลูกไก่เติบใหญ่ กลายเป็นกหงส์ บินกลับไปจิกกินแมวนั้นแล้วเขาก็ใตื่นขึ้น
[ นี่เราฝันบ้าบออะไรเนี่ย] เขาคิดก่อนจะหลับไปอีกครั้ง
เมื่ออาหนิวหายจากาเ็แล้วหนูสองตัวก็พาไปหาหงลี่ในถ้ำ
นางพังพอนลายหินอ่อนยืนบนโขดหินกล่าว
“การจะถอนคำสาปของอาร์กาลีนั้นต้องมีสิ่งของสามอย่าง
หนึ่งคือไข่พังพอน
สองคือเขี้ยวเสือดาวหิมะ
สามคือเขาแกะอาร์กาลี
...”
อาหนิวได้ฟังก็ชิงถาม: “ เดี๋ยวนะพังพอนมีไข่ด้วยหรือ ข้าไม่เคยได้ยิน”
หงลี่ : “เ้าก็อย่าเพิ่งพูดแทรกสิ ข้ายังพูดไม่จบ
จริงอยู่ว่าพังพอนปกติไม่มีไข่แต่ข้าเป็คนที่ต้องสาป ไข่นั้นจึงเกิดจากเวทย์มนตร์ของปีศาจมีลักษณะคล้ายก้อนอัญมณีมีลายคล้ายหินอ่อน
สำหรับตัวข้าการจะมอบไข่ให้เ้า ไม่ใช่เื่ยาก
แต่อีกสองสิ่งนั้นมันขึ้นอยู่กับเ้าของเขาจะยินยอมมอบให้เ้าหรือไม่ ตัวข้าเองก็มิอาจรับรอง
และมีเงื่อนไขคือห้ามฆ่าเพื่อให้ได้มา ต้องให้เ้าของยอมมอบด้วยใจจริงเท่านั้น
ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเ้าแล้วว่าจะโน้มน้าวใจของโฮวี่และอาร์กาลีได้หรือไม่”
อาหนิวได้ฟังก็หันไปสบตากับฉงเซิงก่อนจะกล่าว
“เมื่อเป็เช่นนี้คงต้องรบกวนท่านพาข้าไปหาสองท่านนั้นจักได้หรือไม่”
หงลี่: “ ได้สิ ข้าจะพาไปหาโฮวี่ก่อนนะ”
ในป่าลึกหลังหุบเขาห่างจากทะเลสาบราวสิบลี้
พวกอาหนิวยืนอยู่ต่อหน้าพญาเสือดาวหิมะ
“จะให้ข้าสละเขี้ยวคู่นี้น่ะหรือพวกเ้าลองไปขอให้อาร์กาลีสละเขาของมันดูก่อนเถิด หากมันยอมค่อยมาขอจากข้าใหม่”เสือโฮวี่กล่าว
นางพังพอนจึงอ้อนวอน“ ได้โปรดช่วยถอนคำสาปให้บิดาของข้าและพวกเราทุกคนเถิดตัวข้าเองก็ยอมสละไข่หินแล้ว ส่วนอาร์กาลีนั้น เป็ธุระพวกเราจะไปเกลี้ยกล่อมเขาเอง”
เสือดาวก็ยืนกราน“ หากข้ายอมเสียเขี้ยวแล้วเ้าแกะนั่นไม่ยอมสละเขาของมันล่ะข้ามิเสียเปรียบหรอกหรือ”
หงลี่ร้องไห้ก่อนจะกล่าว“ พวกเราต้องคำสาปมานานเท่าใดแล้ว ท่านยอมทนอยู่ได้อย่างไรจงตัดใจกระทำการถอนคำสาปเถิด จะได้เป็อิสระกันทุกคน ขอท่านจงไตร่ตรองอีกครั้ง”
โฮวี่จึงยื่นข้อเสนอ“ เอาอย่างนี้แล้วกัน เ้าจงไปนัดหมายวันประลองระหว่างข้ากับอาร์กาลีผู้ใดแพ้จะต้องยอมสละชิ้นส่วนของตนก่อน”
หงลี่มีกำลังใจดีขึ้นก็พูด“ ข้าจะรีบไปแจ้งให้เขาทราบ ได้วันนัดเมื่อใด จะให้บริวารมาบอกกล่าวต่อท่านขอบพระคุณมาก”
เสือดาวก็บอก “มิใช่ว่าข้าไม่เบื่อหน่ายกับชะตากรรมเยี่ยงนี้ก็คิดอยากจะกลับไปเป็มนุษย์เหมือนเดิมเช่นกันขอให้พวกเ้าไปจูงใจแกะบ้านั่นให้ดีเถิด ขอให้โชคดี”
ณ ท้องพระโรงพระราชวังหลวง
ฮ่องเต้วัยเด็กประทับนั่งต่อหน้าข้าราชการเสนาอำมาตย์ แม่ทัพนายกอง หมอบเฝ้านับพันนาย โดยมีม่อเทียนหลง นั่งกำกับอยู่หลังราชบัลลังก์
“งบประมาณที่ข้าให้จัดสรรเพื่อสร้างหอบูชาจอมมารดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” พญาปีศาจซักถามเสียงดุดัน
ขุนนางคนหนึ่งจึงชี้แจง“ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานี้ แผ่นดินเกิดการแห้งแล้ง ผลผลิตจากการเพาะปลูกไม่เพียงพอการเก็บภาษีเงินได้จึงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เงินเข้าท้องพระคลังน้อยลงขอท่านได้โปรดชะลอโครงการไว้ก่อน”
จอมมารก็โกรธจัดจึงตวาดลั่น
“บังอาจข้าแต่งตั้งพวกเ้าไปปกครอง มิใช่ให้ไปนั่งเห็นอกเห็นใจพวกชาวบ้านอำนาจในมือของเ้ามีไว้ทำไม ในเมื่อไร้ประสิทธิภาพเยี่ยงนี้ ข้าจะมอบบทเรียนให้ดู”
กล่าวแล้วม่อเทียนหลงก็ใช้พลังมารดูดโลหิตในร่างขุนนางที่คัดค้านจนกายซูบซีดเหี่ยวแห้งกลายเป็ซากศพ ดูน่ากลัวยิ่งนัก
เหล่าข้าราชบริพารพากันเกรงกลัวก็หมอบกราบลงแทบพื้น มิกล้าเสนอสิ่งใดอีก
แม้องค์ยุวกษัตริย์ก็ร้องไห้จ้าจนมหาดเล็กต้องปลอบโยนจึงคลายความกลัวลง
“จงรีบไปดำเนินให้แล้วเสร็จแล้วข้าจะมาติดตาม” จอมปีศาจกำชับ
ณกระท่อมน้อยกลางป่า
จื่อหานมาอยู่กินกับฟางหรูได้นับแรมปีแล้วฤดูเหมันต์ก็ผันผ่านมาอีกวาระ
ละอองหิมะเริ่มโปรยปรายจากฟากฟ้า
ชายหนุ่มได้เห็นก็พลันนึกขึ้นได้ถึงภารกิจที่ตนลืมเลือน
“นี่เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่แล้วการตามหาคัมภีร์ล่ะ เราลืมได้อย่างไร พวกอาหนิวกับชิงซินไปอยู่ที่ไหนเราไยจึงมิตามหา”
ฟางหรูได้ยินดังนั้นก็ใช้เวทย์มนตร์เนรมิตสิ่งแวดล้อมรอบเรือนที่พักให้กลับเป็ฤดูใบไม้ผลิและสะกดจิตสามีของหล่อนให้จดจ่ออยู่กับครอบครัวเท่านั้น หล่อนเป็ใครกันนะ.....
จบตอนที่ 10
โปรดติดตามตอนที่11 ถอดหน้ากากฟางหรู ที่แท้นางเป็ใคร...
(แต่งจบตอนที่10 วันที่ 14 มิ.ย. 68 )