ตอนนี้ไม่ว่าเธอจะยุ่งแค่ไหน หรือเหนื่อยเพียงใดทว่าในแต่ละวันกลับไม่รู้สึกอ่อนล้าเลย ร่างกายมีพละกำลังเหลือเฟือจนใช้ไม่หมด เธอไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เ้าของร่างเดิมเป็อย่างไร แต่ในชาติที่แล้ว เธอมักจะไม่มีเรี่ยวแรงอยู่บ่อยครั้ง
ขอเพียงแค่ทำงานนิดหน่อย เหงื่อก็ซึมไปทั้งร่าง แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ยังคงกระปรี้กระเปร่า ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ
หญิงสาวรู้ว่านี่เป็เพราะได้ดื่มน้ำพุวิเศษ ร่างกายถึงได้ดีขึ้นขนาดนี้ ควรขอบคุณเทพเ้าแห่งการทะลุมิติที่ใจดีกับเธอเหลือเกิน และเธอมั่นใจว่าน้ำพุวิเศษต้องมีประโยชน์มากกว่านี้แน่นอน
โจวเซี่ยไม่อยากกินยา แต่เพื่อไม่ให้คุณตาต้องเสียใจเธอจึงยอมรับไว้ เพราะจะทำให้คุณตาผิดหวังไม่ได้ "คุณตาคะ ช่วยจัดยาที่ไม่ขมให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันกลัวความขมค่ะ"
คุณตาชะงักไปครู่หนึ่ง "เมื่อก่อนเวลาหลานกินยาไม่เห็นจะเกี่ยงเลย ดูสิ กลายเป็คนบอบบางไปเสียแล้ว"
ชายชราไม่ได้คิดอะไรมาก และนึกไม่ออกเลยว่าทำไมหลานสาวถึงเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ คิดเพียงว่าเป็ผลมาจากการที่ย่าโจวตามใจจนเสียคน
เขาไม่มีทางเดาได้แม้แต่ในความฝันว่า หลานสาวที่อยู่ตรงหน้าได้เปลี่ยนไส้ในไปแล้ว แถมยังเป็คนยุคปัจจุบันที่มาจากโลกอนาคต นิสัยใจคอจึงเปลี่ยนแปลงไปมากเป็ธรรมดา
ตอนกินข้าว โจวเหล่าต้าไม่อยู่บ้าน จึงมีเพียงโจวิและโจวเฉียงนั่งร่วมโต๊ะ โจวเซี่ยในฐานะหลานสาวจึงได้นั่งที่โต๊ะด้วย ส่วนย่าโจวและลูกสะใภ้นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งตรงมุมเตียงเตา
บ้านทางเหนือ เวลาที่มีแขกมากินข้าวจะมีธรรมเนียมเคร่งครัด นั่นคือผู้ชายจะเป็คนขึ้นโต๊ะเพื่อต้อนรับแขก ส่วนผู้หญิงและเด็กไม่สามารถขึ้นโต๊ะได้ ต้องรอกินทีหลังหรือแยกโต๊ะต่างหาก
แน่นอนว่าหากแขกที่มาเป็ผู้หญิง ก็ต้องมีผู้หญิงคอยดูแล และผู้ชายจะไม่สามารถขึ้นโต๊ะได้
แม้ว่าอาหารจะเหมือนกัน แต่โจวเจวียนและอู๋เสี่ยวเหมยยังคงรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อเห็นโจวเซี่ยกินข้าวอย่างมีความสุข แถมยังพูดคุยหัวเราะกับโจวเฉียง เธอก็รู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก
ตอนนี้โจวเซี่ยหย่าแล้ว ความตั้งใจของโจวเจวียนที่จะอาศัยบารมีของอีกฝ่ายจึงพังทลายลงโดยสิ้นเชิง โจวเซี่ยร่างกายไม่ดีมาั้แ่เด็ก ต่อไปใครจะยอมแต่งงานกับเธอ ทั้งยังเป็คนี้เี วันนี้กลับมาจากตัวอำเภอก็ซื้อเนื้อมาเยอะแยะ บ้านไหนจะทนการกินแบบนี้ได้
การใช้ชีวิตในครอบครัวใหญ่กับคนแบบนี้มีแต่จะนำโชคร้ายมาให้ ต่อไปต้องส่งผลกระทบต่อการหาคู่ของเธอแน่ ๆ อีกทั้งเงินที่พ่อเธอหามาได้ก็ต้องส่งให้คุณย่าทั้งหมด ‘ช่างน่าเจ็บใจนัก เธอต้องหาวิธีจัดการเื่นี้ให้ได้’
เธอตั้งใจว่าวันหนึ่งจะให้แม่กลับบ้านคุณยายเพื่อปรึกษาดูว่า ต่อไปจะทำอย่างไรดี
"กินกับข้าวสิ! เสี่ยวเหมย เสี่ยวเจวียน กับข้าวดี ๆ แบบนี้ พวกเธอสองแม่ลูกมัวแต่เหม่ออะไรกัน รีบกินเร็ว!" ซ่งกุ้ยฮวาใจดีคีบเนื้อสองชิ้นใส่ชามให้พวกเธอ
ย่าโจวมองลูกสะใภ้คนที่สามและโจวเจวียนด้วยสายตามีเลศนัย มีแค่สองคนนี้แหละที่หัวหมอ คิดแต่เื่ผลประโยชน์แพ้ชนะ “พวกเธอไม่ว่าใคร ถ้ามีความคิดอะไรก็พูดออกมา ไม่งั้นถ้าอัดอั้นจนป่วยขึ้นมา ฉันไม่มีเงินรักษาให้หรอกนะ”
โจวเจวียนทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ "คุณย่าคะ ไม่ได้มีแค่โจวเซี่ยที่เป็หลานแท้ ๆ ของคุณย่านะคะ ฉันเองก็เป็เหมือนกัน แต่คุณย่ามักจะมองฉันไม่ดีตลอด เอาเถอะค่ะ ทานกันไปเถอะ ฉันไปแล้ว"
พูดจบก็วางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง แล้วหันหลังเดินออกไปทันที
อู๋เสี่ยวเหมยรีบวิ่งตามออกไป ส่วนซ่งกุ้ยฮวาหันไปยิ้มแห้ง ๆ ให้หญิงชรา
"แม่คะ สองแม่ลูกนั่นอาจจะป่วยก็ได้ แม่อย่าไปถือสาพวกเธอเลยค่ะ"
สีหน้าของย่าโจวเคร่งขรึมลง "เธอจะมีเื่อะไรให้ไม่สบายใจ ลูกชายฉันขยันขันแข็ง หลานชายฉันว่าง่ายฟังความ มีก็แต่โจวเจวียนนี่แหละที่สันดานเหมือนแม่ ฉันว่าเธอคงหาเื่ใส่ตัวเอง หาเื่ไม่เป็เื่”
ซ่งกุ้ยฮวาไม่กล้าพูดต่อ เธอค่อนข้างเกรงกลัวแม่สามีคนนี้ ไม่เหมือนอู๋เสี่ยวเหมยที่ภายนอกดูเคารพแต่ในใจไม่ได้สนใจแม่สามีเลย ซ่งกุ้ยฮวานั้นกลัวจริง ๆ
เอ้อร์ิทำนาอยู่ที่บ้าน แถมลูกยังมากกว่าบ้านซานเฉียงคนหนึ่ง ดังนั้นส่วนใหญ่เธอจึงยอมอู๋เสี่ยวเหมย และไม่โต้เถียงด้วย ใครใช้ให้พวกเธอสามีภรรยาหาเงินได้ไม่เท่าซานเฉียงกันเล่า
"ฉันรู้ พวกเธอคงคิดว่าบ้านเ้าใหญ่มีคนหาเงินแค่คนเดียว แล้วรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ ถ้าพวกเธอทนไม่ได้จริง ๆ ก็พูดออกมา อย่าเอาแต่คิดว่าฉันลำเอียง ฉันจะให้ความเป็ธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมแน่นอน"
ที่ย่าโจวพูดแบบนี้ เพราะ้าให้ซ่งกุ้ยฮวาและอู๋เสี่ยวเหมยเผยความในใจออกมา ไม่อย่างนั้นหากต้องทนเห็นอู๋เสี่ยวเหมยทำหน้าบึ้งตึงใส่กันทุกวัน ใครเล่าจะสบายใจ สู้ตัดสินใจแยกบ้านกันให้จบ ๆ ไปจะดีกว่า
ซ่งกุ้ยฮวามองแม่สามีแต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก เธอก็อยากแยกบ้านเช่นกัน เพียงแต่ไม่อยากเป็คนออกหน้า อยากให้อู๋เสี่ยวเหมยเป็คนก่อเื่ แล้วเธอค่อยชุบมือเปิบเอามากกว่า
ก่อนหน้านี้โจวเฉียงเคยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า "แม่ครับ ผมยืนยันเด็ดขาดว่าจะไม่แยกบ้าน แม่อย่าไปคิดเื่นั้นเลย พ่อจากไปั้แ่ยังหนุ่ม พี่ใหญ่เป็คนเลี้ยงผมกับพี่รองมาจนโต แถมยังช่วยให้พวกเราได้แต่งงาน ตอนนี้พวกเราลืมตาอ้าปากได้แล้ว จะมาถีบหัวส่งพี่ใหญ่อย่างนั้นเหรอ นั่นใช่เื่ที่คนเขาทำกันเหรอครับ?”
ตอนนั้นโจวิเห็นโจวเฉียงพูดแบบนั้น จึงเออออตามไปด้วย "ใช่ครับแม่ ตราบใดที่เ้าสามไม่แยกบ้าน พวกเราก็จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่แยกจากกันแน่นอน"
อย่างไรเสีย พวกเขาสองสามีภรรยาก็ตกลงกันไว้แล้ว ตราบใดที่บ้านสามไม่แยกออกไป การที่พี่น้องสามคนอยู่ด้วยกันก็ไม่เสียเปรียบ แต่ถ้าบ้านสามแยกออกไป พวกเขาก็ไม่มีความจำเป็ต้องอยู่กับครอบครัวพี่ใหญ่อีก
ย่าโจวไม่ได้เลอะเลือน เธอฟังแล้วเข้าใจความคิดในใจของลูกชายคนที่สองและสะใภ้ทันที "วางใจเถอะ! ถ้าจะแยกก็แยกออกไปให้หมด ถ้าไม่แยกก็อยู่ด้วยกัน ไม่ปล่อยให้พวกแกคนไหนต้องเสียเปรียบหรอก”
กินข้าวเสร็จ ท้องฟ้ายังไม่ทันมืดค่ำดี คุณตาหลิวก็รบเร้าจะกลับให้ได้ ยื้ออย่างไรก็ยื้อไว้ไม่อยู่ เขาเอาแต่บอกว่าลูกเขยไม่อยู่บ้าน ตนเองพักอยู่นี่คงไม่สะดวกนัก
ย่าโจวให้โจวเฉียงยืมรถม้าของกองผลิตเพื่อไปส่งตาหลิว ชายชรายังอยากจะปฏิเสธ แต่โจวเฉียงไม่ฟังคำทัดทานและดันตัวคุณตาขึ้นรถม้าไป
ชายชราไม่มีทางเลือกจึงต้องขึ้นรถม้า ทั้งสองบ้านอยู่ไม่ไกลกันนัก ระยะทางเพียงเจ็ดแปดลี้เท่านั้น โจวเฉียงยิ้มร่า "ไม่เป็ไรครับ บ้านเราอยู่ใกล้กัน ไปกลับก็ยังไม่มืดเลย คุณตานั่งให้ดีนะครับ พวกเราจะออกเดินทางแล้ว"
โจวเซี่ยกอดแขนย่า "คุณย่าคะ ดูเหมือนคุณย่าจะไม่สบายใจนะคะ?"
ย่าโจวยิ้ม "ไม่มีอะไรปิดบังเ้าตัวแสบอย่างหลานได้เลยนะ เซี่ยเซี่ย ไม่ว่าใครจะทำหน้าไม่ดีใส่หลาน หลานก็ไม่ต้องไปยอมหรอก มีย่าอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครกล้ารังแกหลานแน่นอน"
โจวเซี่ยยิ้ม ตอนกินข้าว เธอนั่งตรงข้ามกับอาสะใภ้สามพอดี เธอมองเห็นความรังเกียจในดวงตาของอาสะใภ้ชัดเจน แต่เพราะคุณตาอยู่ด้วย เธอจึงทำเป็มองไม่เห็น
เธอมีการวางแผนสำหรับตัวเองและครอบครัวในอนาคต แต่ไม่จำเป็ต้องอธิบายให้ใครฟัง เธอแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ
"คุณย่าคะ ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก วางใจได้เลย ฉันมีความคิดขอฉันเอง คุณย่ารอเสวยสุขจากฉันได้เลยค่ะ!" โจวเซี่ยกอดอ้อนคุณย่า ความผูกพันนี้ช่างน่าประทับใจจริง ๆ
โจวเหล่าต้าไม่อยู่บ้าน ตอนกลางคืนโจวเซี่ยจึงใช้ข้ออ้างว่าอ่านหนังสือเพื่อขอนอนในห้องเล็กคนเดียว เธอมีเื่สำคัญต้องทำ เพราะนี่ก็หลายวันแล้วที่ไม่ได้เข้าไปในมิติ เธอรู้สึกว่าร่างกายเริ่มส่งกลิ่นอายไม่สะอาด จึงอยากเข้าไปจัดการทำความสะอาดตัวเองสักหน่อย
ตกกลางคืน เมื่อคนในห้องของคุณย่านอนหลับหมดแล้ว โจวเซี่ยก็ลงกลอนประตูและเข้าไปในมิติ เธอคิดถึงการอาบน้ำอุ่นจากฝักบัวใจจะขาด มันช่างสบายตัวอย่างไร้ที่ติจริง ๆ
แต่เมื่อเข้าสู่มิติ โจวเซี่ยก็ต้องตกตะลึง กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วสวน ผักต่าง ๆ เติบโตเขียวชอุ่ม แม้แต่เมล็ดแตงโมไม่กี่เมล็ดที่เธอโยนทิ้งไว้ในมิติก็ออกดอกออกผลแล้ว
ขณะนี้แตงโมมีขนาดเท่ากำปั้น เธอมองไปรอบ ๆ ก็พบว่ายังมีที่ว่างเหลืออยู่ จึงคิดว่าถ้ามีเวลาจะปลูกไม้ยืนต้นให้ผล ข้าวเ้า ข้าวสาลี และอื่น ๆ เพื่อที่ในอนาคตครอบครัวของเธอจะได้ไม่ขาดแคลนข้าวสารและแป้งขาว
ที่นี่ตอนนี้ปลูกแต่ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เพราะธัญพืชขัดขาวมีผลผลิตต่ำ ส่วนใหญ่จึงต้องใช้วิธีแลกเปลี่ยน เช่น ใช้ข้าวโพดหลายชั่งแลกกับข้าวสารหรือแป้งขาวหนึ่งชั่ง เป็ต้น