ตอนที่ 25
ภารกิจเลื่อนขั้น
ในตอนนี้เฉินิหาได้มีเวลาที่จะค่อยๆปะทะพลังมนตร์ตรากับสองปีศาจชั้นสูงไม่ ยังไงก็ไม่มีเวลาพอที่จะผลัดกันโจมตีรอจนาาปีศาจราชสีห์พบเจอ นั่นก็คงไม่ใช่เื่แล้ว ?
ในขณะที่ปีศาจราชสีห์ชั้นสูงยื่นมือยกพลองเขี้ยวหมาป่าขึ้นมา เฉินิก็ขยับกายเคลื่อนย้ายไปอยู่ทางด้านหลังของปีศาจชั้นสูงตนหนึ่ง ในขณะนี้ปีศาจราชสีห์ชั้นสูงตนนี้ได้ใช้พลังทั้งหมดเข้าต้านทานกระบี่บินของเฉินิ ด้วยระดับพลังมนตร์ตราของปีศาจราชสีห์ในตอนนี้ หากไม่ทุ่มเททุกอย่างที่มี ย่อมไม่สามารถต้านทานพลังของาาปีศาจได้อย่างแน่นอน
เฉินิสะบัดพลองเขี้ยวหมาป่าของอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในมือตนเอง ฟาดเข้าไปที่หัวของมารร้ายอีกตนทันที ถึงอย่างไรก็เคยฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับมาก่อน ขอเพียงมีพลังกายที่มากพอก็จะสามารถจู่โจมผู้ที่มีขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สองได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรง ปีศาจชั้นสูงที่ถูกเฉินิใช้พลองเขี้ยวหมาป่าฟาดไปที่หัวได้มีเืสาดกระเซ็นออกมา เฉินิจึงจับพลองเขี้ยวหมาป่าที่อยู่ในมือตนฟาดเข้าที่ร่างอีกฝ่าย ขณะที่ฟาดอีกฝ่ายก็ได้พึมพำกับตัวเองไปด้วย : “ถึงอย่างไรก็เป็เผ่าปีศาจ ร่างกายย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว”
จนกระทั่งฟาดไปถึงครั้งที่เจ็ด ในที่สุดหัวหน้าของปีศาจราชสีห์ชั้นสูงก็ถูกบดขยี้จนหัวสมองแหลกเหลว
เมื่อกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ไม่มีคู่ต่อสู้แล้ว ภายใต้การควบคุมของเฉินิก็ได้บินไปหาปีศาจชั้นสูงอีกตนที่อยู่อีกทาง กระบี่บินทั้งสองเล่มแยกกันโจมตีขนาบหน้าหลัง เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ได้ถูกกระบี่บินทั้งสองเล่มแล่เป็ซากศพชิ้นเล็กชิ้นน้อย
พลองเขี้ยวหมาป่าที่ขยับเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในมือเฉินิ ได้ทุบปีศาจราชสีห์ชั้นสูงทั้งสี่ตนจนกลายเป็ก้อนเนื้อแหลกเหลว เพื่อที่จะได้แน่ใจว่าจะไม่มีคนอื่นตรวจสอบพบว่าเป็ตนที่เป็คนลงมือ
เมื่อได้รับรางวัลแต้มปราณรู้แจ้งจากการฆ่าปีศาจทั้งสองตน เฉินิจึงหยิบกุญแจที่อยู่ในกองซากเนื้อเหลว หันไปมองยังปีศาจชั้นสูงที่อยู่ในกรงเ่าั้ ปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูงทราบดีแก่ใจว่าเฉินิไม่ได้เป็ปีศาจที่าาปีศาจของฝ่ายตนส่งมาเพื่อช่วยเหลือ เพราะในสายตาของพวกเขา เฉินิแทบจะไม่ได้มีความแตกต่างไปจากาาปีศาจตนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ด้วยเพราะเฉินิจำแลงกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“เ้าเป็ผู้ใด เหตุใดเ้าถึงได้มาช่วยพวกเรา ? ” ปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูงเอ่ยถาม
เฉินิหันไปยิ้มให้กับปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูง แล้วกล่าว : “ไม่ ไม่ ไม่ ข้าหาได้มาเพื่อช่วยพวกเ้าไม่ ข้าเพียงแต่้าทำข้อแลกเปลี่ยนกับาาปีศาจที่อยู่เื้ัพวกเ้าเท่านั้น”
ปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูงเอ่ยถาม : “ข้อแลกเปลี่ยนอะไรกัน ? ”
เฉินิยิ้มแล้วกล่าว : “พวกเ้าเองก็เห็นแล้วว่าาาปีศาจราชสีห์ได้ฝึกปรือเคล็ดกลืนิญญา หากว่าไม่ฆ่าเขาซะ ในอีกหลายปีให้หลัง ย่อมต้องขึ้นเป็จ้าวาาปีศาจตนหนึ่งแน่ และาาปีศาจที่อยู่เื้ัของพวกเ้า ก็คงไม่อาจที่จะหนีรอดไปได้แม้สักตนเดียว”
ปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูงพยักหน้า แล้วกล่าว : “พวกเราได้เห็นถึงความโเี้ของาาปีศาจราชสีห์ที่เกิดจากการฝึกปรือกันแล้ว นี่ย่อมถือเป็สิ่งที่ไม่ผิดพลาดไปอย่างแน่นอน”
เฉินิยิ้มแล้วกล่าว : “ทำข้อแลกเปลี่ยนกันเถอะ จงบอกความลับที่อยู่เื้ัของาาปีศาจราชสีห์ต่อาาปีศาจพวกเ้า จึงจะเป็การช่วยชีวิตของพวกเขา ชีวิตของาาปีศาจของพวกเ้าล้วนแต่ถือว่ามีค่ามาก และข้าหาได้ทำเพราะจิตใจที่ละโมบไม่ าาอย่างข้าเพียงแต่้าทำเพื่อหุบเขาพรางอากาศ ! และพวกเ้า ก็คือความหวังของข้า ! ”
เฉินิจงใจที่จะย้ำคำว่าาาอย่างข้ามากเป็พิเศษ เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาว่าตนนั้นเป็าาปีศาจ
ปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูงกล่าว : “ข้าไม่มีอำนาจพอที่จะทำข้อตกลงด้วยได้”
เฉินิหัวเราะแล้วกล่าว : “ต่อให้เ้าเห็นด้วยก็ไม่มีประโยชน์อะไร จงบอกต่อาาปีศาจของพวกเ้า พวกเขาย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าควรเลือกทางใด”
เฉินิโยนกุญแจเข้าไปภายในห้องกรงขังของปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูง ปีศาจจิ้งจอกขาวชั้นสูงจัดการเปิดห้องขังของตัวเองออกมา พร้อมกับปล่อยปีศาจชั้นสูงอีกทั้งหมดสิบสองตนที่อยู่ในห้องขังออกมาด้วย
เฉินิกวักมือ แล้วกล่าว : “ตามข้ามา”
ด้วยความที่เฉินิได้กระจ่างในพื้นที่ภายในแนวป้องกันของหุบเขาพรางอากาศ จึงฉวยโอกาส่ที่ยามเฝ้าเวรยังไม่ถึงเวลาเปลี่ยนเวร เฉินิก็ได้พาปีศาจชั้นสูงทั้งสิบสามตนเดินวกไปเวียนมาฝ่าแนวป้องกันไปได้ด้วยเวลาเพียงหนึ่งชั่วน้ำเดือด ในที่สุดก็สามารถออกไปจากหุบเขาพรางอากาศได้สำเร็จ ทว่าตอนนี้ยังอยู่ในอาณาเขตของหุบเขาพรางอากาศ เฉินิจำแลงกายกลายเป็อีกา พร้อมกับนำเต้ากงของวิถีคัมภีร์ไปอยู่ทางด้านหน้าสุด เพื่อสอดส่องมองบริเวณโดยรอบว่ามีปีศาจชั้นสูงของหุบเขาพรางอากาศลาดตระเวนกันอยู่หรือไม่ พร้อมกับคอยนำทางให้แก่ปีศาจชั้นสูงทั้งสิบสามตนอยู่กลางอากาศ
เฉินิยืนอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งพร้อมกับมองไปยังปีศาจชั้นสูงทั้งสิบสามตนที่ออกไปจากอาณาเขตของหุบเขาพรางอากาศ : “ในที่สุดก็จะมีาเกิดขึ้น หากว่าเคลื่อนไหวกันได้ดีแล้วละก็ ไม่แน่ว่าจะสามารถทำลายล้างหุบเขาพรางอากาศได้ในทันทีก็เป็ได้”
เมื่อแน่ใจว่าพวกเขาจากกันไปหมดแล้ว เฉินิจึงจำแลงกายเป็อีกาอีกครั้ง พร้อมบินกลับไปยังสันเขาอินทรีย์เหินของตน บัดนี้ ก็เพียงแค่รอให้การต่อสู้ครั้งใหญ่เริ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบเท่านั้น
“ติ่ง ภารกิจสายลับรอยต่อที่สองเสร็จสมบูรณ์ ช่วยเหลือปีศาจชั้นสูงได้ทั้งหมดสิบสามตน ระดับการประเมิน สมบูรณ์แบบ ได้รับ ปราณรู้แจ้ง 300 แต้ม ค่าชื่อเสียง 30 หน่วย”
บัดนี้เฉินิได้สะสมปราณรู้แจ้งไว้ได้มากกว่า 2800 แต้ม เฉินิจึงคิดที่จะเพิ่มพูนขอบเขตของตัวเองสักหน่อย ถึงอย่างไรศึกใหญ่ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว อย่างน้อยหากคิดที่จะกระทำการในระหว่างต่อสู้โดยเป็ขุนพลนำทัพปีศาจชั้นสูง ก็มีแต่ต้องมีความสามารถที่แน่นอนอยู่บ้าง
“เพิ่มระดับเคล็ดอีกาเพลิงจนถึงขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หก!”
เต้ากงของเคล็ดอีกาเพลิงที่อยู่ภายในร่างได้ค่อยๆไหลเวียนความอบอุ่นเข้ามาเป็ระลอก เฉินิััได้ถึงพลังมนตร์ตราที่กำลังปะทุอยู่ภายในร่างกายของตัวเอง และความสามารถของเขา ก็คือการจำแลงกาย
เฉินิทำการเปิดหน้าต่างสถานะของตัวเองออกมาอีกครั้ง :
เฉินิ :
ชื่อเสียง : 565
สถานะ : ตัวตายตัวแทนระดับกลาง
ขอบเขต : ขอบเขตสู่วิถี(ขอบเขตและพลังฝีมือของคุณเหมือนกับว่าไม่ได้มีความสอดคล้องกันมากมาย)
คุณสมบัติ : วิถีกายาไร้จำกัด
เคล็ดวิชา : เคล็ดอีกาเพลิงระดับครบรอบ เคล็ดัคชสาร(มีทั้งหมดเก้าขั้น)ขั้นที่หก(ฝึกจนถึงขั้นที่เก้าผนึกผสานสู่วิถีได้) เคล็ดสามภพเร้นลับขั้นที่ยี่สิบสี่ (ฝึกปรือได้สูงสุดขั้นที่เจ็ดสิบสองผนึกผสานสู่วิถี) อัสนีฟ้าเก้าแปรผัน(มีทั้งหมดเก้าขั้น) ขั้นที่หนึ่ง วิถีคัมภีร์(มีทั้งหมดสิบแปดขั้น) ขั้นที่หนึ่ง
เวทมนตร์อภินิหาร : กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ผนึกผสานสู่จิตกระบี่วิถีราชันย์ เพลงกระบี่ดรุณีหยกขั้นพื้นฐาน
ประเภทวิถี : อีกาเพลิง
ศิษย์ : จ้าวชิงเหยา
จริยธรรม : 91
ปราณรู้แจ้ง : 11
ประกายวงแหวน : 【กลิ่นอายฆ่าฟัน】
ค่าดัชนีความเสี่ยง : 240 (ในส่วนที่เป็ตัวเลขจะไม่คำนวณรวมกับคุณสมบัติพิเศษ)
ระดับความเสี่ยง : ขั้นวิกฤติ
ดวงชะตา : จากนี้อีกหนึ่งปีจะมีการประชุมพิฆาตมาร จะต้องตายด้วยเงื้อมมือศิษย์คนโตวิถีมารของหย่าม่อ
เพิ่มพูนพลังขอบเขตสองขั้นถึงกับต้องใช้ปราณรู้แจ้งไปประมาณ 2800 แต้มไปในทันที บัดนี้ปราณรู้แจ้งเองก็หลงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว และความสามารถของตัวเองในตอนนี้ ยังอยู่ในระดับเดียวกันกับขุนพลปีศาจเพียงเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงมากนัก ยังไม่อาจที่จะไปเทียบกับปีศาจหมาป่าเผือกที่เป็ขุนพลได้เลยด้วยซ้ำ
ทว่าขอบเขตสู่วิถีมีด้วยกันทั้งหมดเก้าระดับ ระดับที่เจ็ดหรือระดับการเปลี่ยนแปลง คงมีแต่หลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตขั้นที่เจ็ดไปแล้ว จึงจะสามารถที่จะถูกเรียกขานว่าเป็ระดับขุนพลในเผ่าปีศาจได้ ในเผ่ามนุษย์เองก็จะถูกเรียกว่าเป็ผู้สำเร็จการฝึกตน ส่วนตัวเขาที่ยังอยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หก หาก้าที่จะมีค่าดัชนีความเสี่ยงเทียบเท่ากับระดับขุนพล อย่างน้อยก็คงจะเป็เพราะระดับความเปลี่ยนแปลงพลังมนตร์ตราของตนเองที่ไม่ได้เป็รองจากาาปีศาจ เมื่อเสริมด้วยเคล็ดัคชสารที่ตนเองฝึกปรือจนอยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สอง รวมไปจนถึงเคล็ดสามภพเร้นลับที่เกือบจะอยู่ในระดับที่ไร้ผู้ต้านในขอบเขตสู่วิถี
“ติ่ง พลังความสามารถของคุณได้เกิดการแปรสภาพทั้งหมด จึงไม่ถูกเรียกว่าเป็ตัวตายตัวแทนอย่างง่ายดายอีกต่อไป เพราะว่าคุณในตอนนี้คือตัวตายตัวแทนระดับกลาง!
แจ้งเตือนภารกิจเลื่อนขั้น : ขอบเขตของการแปรสภาพ
ภารกิจขอร้อง : ลงมือสังหาราาปีศาจตนหนึ่งด้วยตัวเอง
รางวัล ได้รับการคลายผนึกขอบเขตพลัง”
“คลายผนึกขอบเขตพลังหมายความว่ายังไงกัน? ”
“ติ่ง ความหมายก็คือระดับพลังขอบเขตของคุณในตอนนี้ได้อยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หก จึงไม่อาจที่จะเพิ่มพูนต่อไปได้อีก”
“เพราะเหตุใดถึงได้มีข้อจำกัดที่ประหลาดเช่นนี้?”
“ติ่ง คุณไม่รู้เลยหรือว่า การที่คุณเป็ผู้ที่มีวิถีกายาไร้จำกัดแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่อันเป็ที่รักของทั้งสามภพ มันดูเป็การดูถูกต่อวิถีกายาไร้จำกัดเป็อย่างยิ่ง เมื่อคุณได้เพิ่มพูนแต่ขอบเขตของเคล็ดวิชาเพียงแขนงเดียว”
เฉินิคิดไปคิดมา เช่นนั้นก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง หากว่าตนเองเลื่อนระดับแต่เคล็ดวิชาเพียงสายเดียว เช่นนั้นยังมีข้อแตกต่างอะไรไปจากผู้ฝึกตนคนอื่นๆ อีกกัน วิถีกายาไร้จำกัดจะยังมีประโยชน์อะไรอีกงั้นหรือ ?
ทว่าภารกิจนี้ก็ถือว่ายากเกินไปอยู่บ้างเหมือนกัน ขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หกต้องลงมือจัดการกับาาปีศาจตนหนึ่งด้วยตัวเอง นี่หาได้แตกต่างอะไรจากการไปรนหาที่ตายเล่า ?
วายุเอ๋ยโบกเ็า สายธาราน้ำอี้อันหนาวสั่น หากเมื่อไปมิหวนคืน[1] !
แล้วยังไม่ไปอีก !
ยังไงเฉินิก็คงจะต้องทำให้เคล็ดวิชาอื่นเลื่อนขั้นขอบเขตขึ้นไปอีก จึงค่อยว่ากล่าวกันอีกครา เมื่อถึงเวลานั้น อย่างน้อยระดับพลังมนตร์ตราก็คงจะไม่มีความแตกต่างกันมากจนถึงเพียงนี้
อีกทั้งตอนนี้ หุบเขาพรางอากาศเองก็มิใช่ว่ากำลังจะเกิดศึกใหญ่ขึ้นอย่างงั้นหรือ? หากว่าสามารถจับปลาในน้ำขุ่น[2]ในศึกใหญ่ครั้งนี้ได้สำเร็จจนได้หัวสุนัขมา มิใช่จะกลายเป็ว่าสามารถที่จะคลี่คลายปัญหาได้อย่างง่ายดายกันหรอกหรือ ?
.
.
.
.
[1] บทกลอนที่มาจาก “ลำน้ำอี้” ที่เล่าถึงวีรกรรมการลอบฆ่าฉินอ๋องที่ล้มเหลว แต่ก็ยังคงเป็ที่ร่ำลือสืบต่อกันมา เนื่องจากหากว่าลอบฆ่าได้สำเร็จก็จะไม่มีทรราชฉินในกาลต่อมา
[2] ฉวยโอกาสในขณะที่เกิดเหตุชุลมุน