กำแพงเมืองชิงโจวตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สูงเสียดฟ้าประดุจปราการเหล็กกล้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อท้าทาย์ ก้อนหินสีเทาเข้มแต่ละก้อนที่นำมาก่อสร้างล้วนมีขนาดใหญ่โตกว่ารถม้าถึงสามเท่า สลักเสลาด้วยลวดลายอักขระป้องกันภัยที่ส่องประกายเรืองรองจางๆ เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ เงา ของกำแพงเมืองที่ทอดยาวลงมาปกคลุมพื้นที่เบื้องล่างนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งลงสู่ความเกรงขาม นครแห่งนี้มิใช่เพียงศูนย์กลางการค้าของมณฑล แต่เป็ดินแดนที่ผู้ฝึกตนและปุถุชนเดินปะปนกันบนเส้นขนานแห่งอำนาจ
ลู่เฉินในชุดบัณฑิตสีขาวที่ผ่านการเดินทางมาหลายร้อยลี้ก้าวเดินไปตามถนนหินอ่อนที่ทอดยาวเข้าสู่ประตูเมือง กล่องไม้ไผ่บนแผ่นหลังของเขายังคงเต็มไปด้วยตำราและแท่นฝนหมึก แม้สภาพภายนอกจะดูเหมือนปัญญาชนพเนจรที่ยากไร้ ทว่าท่วงท่าการก้าวเดินของเขากลับมั่นคงและแฝงไปด้วยความสง่างามที่อธิบายไม่ได้ ทุกย่างก้าวประสานสอดคล้องกับจังหวะการหายใจ โคจรลมปราณสีอำพันในจุดตันเถียนอย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ที่หลับใหลอยู่ในสายเืทำให้ประสาทััของเขาเปิดกว้าง รับรู้ถึงจำนวนผู้ฝึกยุทธ์ที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“เมืองชิงโจว... กลิ่นอายลมปราณในอากาศหนาแน่นกว่าที่หุบเขาเมฆหมอกหลายเท่านัก” ลู่เฉินรำพึงในใจ พลางสูดอากาศที่เจือด้วยกลิ่นกำยานและสมุนไพรเข้าปอด “ที่นี่คือเวทีแห่งใหม่ของข้า รากฐานที่ข้าจะใช้ต่อกรกับตระกูลอู๋”
ชายหนุ่มเดินลัดเลาะผ่านตลาดการค้าที่คึกคัก ผู้คนจอแจ เสียงต่อรองราคาสินค้าดังเซ็งแซ่ แต่ลู่เฉินหาได้ใส่ใจสิ่งเ่าั้ไม่ เป้าหมายของเขาชัดเจนประดุจลูกเกาทัณฑ์ที่หลุดจากแล่ง เขาเดินตรงลึกเข้าไปในเขตชั้นในของเมือง สถานที่ซึ่งอาคารบ้านเรือนถูกสร้างด้วยไม้หอมและประดับประดาด้วยทองคำ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าจวนขนาดมหึมาที่มีสิงโตหินหยกขาวสองตัวตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตู ป้ายไม้แกะสลักอักษรสีทองคำตัวบรรจงเบื้องบนเขียนไว้อย่างวิจิตรว่า ‘จวนเ้าเมืองชิงโจว’
ยามรักษาการณ์สี่นายในชุดเกราะเกล็ดปลาสีเงินยืนถือทวนยาวด้วยท่วงท่าขึงขัง ลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาระบุชัดเจนว่าล้วนอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สามเป็อย่างน้อย เพียงแค่ยามเฝ้าประตูก็แข็งแกร่งกว่า ‘กัวต้ง’ หัวหน้าผู้คุ้มกันตระกูลอู๋ที่เขาเคยปะทะด้วยแล้ว นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของอำนาจที่แท้จริง
เมื่อลู่เฉินก้าวเดินเข้าไปใกล้ หนึ่งในยามรักษาการณ์ก็ตวัดปลายทวนขวางหน้าเขาทันที คมหอกสะท้อนแสงแดดเป็ประกายวาววับ
“หยุดอยู่ตรงนั้น! ที่นี่คือจวนเ้าเมือง มิใช่สถานที่ที่ขอทานหรือบัณฑิตเร่ร่อนจะมาเดินเพ่นพ่าน จงถอยกลับไปเสียก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน” ยามนายนั้นตวาดเสียงกร้าว ั์ตาเต็มไปด้วยความดูแคลนเมื่อประเมินจากเสื้อผ้าที่ปะชุนของลู่เฉิน
ลู่เฉินไม่ได้แสดงความหวาดกลัวหรือโกรธเคือง เขาประสานมือคารวะอย่างสุภาพตามมารยาทของปัญญาชน ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อและหยิบหยกสีฟ้าครามที่สลักลวดลายเมฆาออกมา ทันทีที่หยกชิ้นนั้นปรากฏสู่สายตา กลิ่นอายเหมันต์อันบริสุทธิ์ก็แผ่ซ่านออกมาจางๆ
“ข้าน้อยลู่เฉิน เป็บัณฑิตที่ได้รับคำเชิญจากแม่นางเยี่ยจื่ออวิ๋นให้นำสิ่งนี้มาพบ รบกวนใต้เท้าช่วยเป็ธุระแจ้งความให้ด้วยขอรับ”
ยามรักษาการณ์ทั้งสี่เบิกตากว้างเมื่อเห็นหยกประจำตัวของบุตรีเ้าเมือง ท่าทีที่เคยดูแคลนเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนกและลุกลี้ลุกลน พวกเขารีบเก็บทวนและค้อมศีรษะลงทันที “ขะ... ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ขออภัยคุณชายลู่! เชิญท่านเข้าไปพักที่ศาลารับรองด้านในก่อนขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปรายงานท่านพ่อบ้านเดี๋ยวนี้!”
ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ลู่เฉินก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปสู่ภายในจวน ทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าราวกับหลุดเข้าไปในแดน์ สวนหย่อมถูกจัดแต่งอย่างประณีต ต้นท้อกำลังออกดอกบานสะพรั่ง สระบัวกว้างใหญ่มีปลาคาร์ฟสีทองแหวกว่าย เงา ของกิ่งท้อที่ทอดลงบนผิวน้ำไหวระริกตามแรงลม ลู่เฉินถูกเชิญให้นั่งรอในศาลาไม้สักทองที่ตั้งอยู่กลางสวน กลิ่นชาชั้นเลิศถูกนำมาเสิร์ฟโดยสาวใช้ที่ก้มหน้าไม่กล้าสบตา
เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก ชายชราในชุดผ้าไหมสีเทาผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในศาลา ท่วงท่าการเดินของเขาเชื่องช้าแต่มั่นคง ดวงตาของเขาเรียบเฉยทว่าแหลมคมประดุจพญาเหยี่ยว ลมปราณที่แฝงอยู่ในร่างกายของชายชราผู้นี้ลึกล้ำจนลู่เฉินไม่สามารถประเมินระดับได้ ชายหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือยอดฝีมือที่แท้จริง
“ข้าคือ ‘ไป๋หยุน’ พ่อบ้านใหญ่แห่งจวนเ้าเมือง” ชายชราเอ่ยแนะนำตัวน้ำเสียงเรียบ “ข้าได้ยินมาว่าเ้าคือผู้ที่ช่วยคุณหนูซ่อมแซมค่ายกลที่ศาลเ้าท้ายตำบลหยาดน้ำค้าง คุณหนูได้กำชับข้าไว้ว่าหากเ้าเดินทางมาถึง ให้จัดหาตำแหน่ง ‘บัณฑิตที่ปรึกษา’ ให้แก่เ้า”
“เป็พระคุณอย่างยิ่งขอรับท่านพ่อบ้านไป๋” ลู่เฉินประสานมือตอบรับ
ทว่าพ่อบ้านไป๋กลับยกมือขึ้นปราม รอยยิ้มบางๆ ที่อ่านไม่ออกปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น “อย่าเพิ่งด่วนดีใจไป บัณฑิตลู่ จวนเ้าเมืองชิงโจวของเราไม่เคยรับคนไร้ความสามารถ ตำแหน่งที่ปรึกษาของที่นี่ล้วนเป็ผู้ที่ผ่านการสอบระดับมณฑล หรือไม่ก็เป็ยอดปรมาจารย์ด้านค่ายกล แม้คุณหนูจะรับรองเ้า แต่ในฐานะพ่อบ้านใหญ่ ข้ามีหน้าที่ต้องทดสอบ ‘คุณสมบัติ’ ของเ้าด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เป็ที่ครหาแก่เหล่าบัณฑิตาุโท่านอื่น”
ลู่เฉินยิ้มรับอย่างสงบ เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าการก้าวเข้าสู่อำนาจระดับนี้ย่อมไม่มีคำว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบ “ข้าน้อยยินดีรับการทดสอบขอรับ ไม่ทราบว่าท่านพ่อบ้าน้าทดสอบสิ่งใด?”
พ่อบ้านไป๋สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ม้วนไม้ไผ่โบราณม้วนหนึ่งก็ลอยออกมาจากแขนเสื้อตกลงบนโต๊ะหินอ่อนตรงหน้าลู่เฉินอย่างนุ่มนวล นี่คือการใช้ลมปราณควบคุมวัตถุในระดับที่ประณีตยิ่งนัก “นี่คือบันทึก ‘ตำราเมฆาเคลื่อน’ ซึ่งเป็คัมภีร์ที่บันทึกปรัชญาโบราณและอักขระค่ายกลที่สูญหายไป ตัวอักษรเหล่านี้ถูกเขียนด้วยเจตจำนงของผู้ฝึกตนระดับสูงเมื่อหลายร้อยปีก่อน ผู้ที่มีพลังิญญาและสติปัญญาไม่เพียงพอ หากเพ่งมองนานเกินไปจะเกิดอาการธาตุไฟแทรกซอน หน้าที่ของเ้าคือการอ่านและตีความประโยคแรกของคัมภีร์นี้ให้ข้าฟังภายในเวลาหนึ่งก้านธูป”
ลู่เฉินมองม้วนไม้ไผ่ที่เก่าคร่ำคร่า กลิ่นอายความขลังและแรงกดดันทางิญญาแผ่ออกมาจากมันอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่การทดสอบสติปัญญาธรรมดา แต่เป็การทดสอบ 'ความแข็งแกร่งของจิติญญา' บัณฑิตทั่วไปหากฝืนอ่านคัมภีร์ที่มีเจตจำนงระดับนี้ เส้นเืในสมองย่อมแตกสลายอย่างแน่นอน พ่อบ้านไป๋กำลังจงใจใช้บททดสอบที่เกินขอบเขตเพื่อหยั่งรากฐานของเขา
ชายหนุ่มค่อยๆ คลี่ม้วนไม้ไผ่ออก แสงแดดที่สาดกระทบตัวอักษรโบราณทำให้พวกมันดูเหมือนมีชีวิต ทันทีที่สายตาของลู่เฉินจับจ้องไปที่ตัวอักษรแรก แรงกดดันมหาศาลก็พุ่งทะลักเข้าสู่โสตประสาทของเขาราวกับคลื่นั์สึนามิ ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัว เสียงอื้ออึงดังขึ้นในหู มันพยายามจะบดขยี้สติสัมปชัญญะของเขาให้แหลกละเอียด
พ่อบ้านไป๋ยืนเอามือไพล่หลัง ลอบสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่ม เขาคาดว่าภายในสามลมหายใจ บัณฑิตผู้นี้จะต้องกระอักเืและล้มพับไป
ทว่าลู่เฉินกลับยังคงนั่งตัวตรงนิ่งสงบดุจรูปปั้นศิลา ภายในจุดตันเถียน พลังปราณสีอำพันเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุด สัญชาตญาณของพยัคฆ์จากัวร์าตื่นตัวขึ้นเต็มที่ ดวงตาสีดำขลับของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็สีอำพันที่ลึกล้ำประดุจจักรวาล พยัคฆ์ร้ายในสายเืหาได้เกรงกลัวต่อเจตจำนงของมนุษย์โบราณไม่ มันอ้าปากคำรามในโลกแห่งจิติญญา สลายแรงกดดันเ่าั้ให้กลายเป็เพียงสายลมที่พัดผ่านหน้าผาหิน
ด้วยปัญญาของบัณฑิตที่หล่อหลอมจากการอ่านตำรานับหมื่นเล่ม ผสานกับดวงตาของสัตว์เทวะที่มองทะลุถึงแก่นแท้ของพลังงาน ลู่เฉินเริ่มเห็นลวดลายที่แท้จริงของอักขระ เส้นสายที่ดูยุ่งเหยิงกลับเรียงตัวเป็ระเบียบตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ เขาไม่ได้ใช้พลังเพื่อปะทะ แต่ใช้ความเข้าใจเพื่อ 'โอนอ่อน' และถอดรหัส
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป ลู่เฉินก็ค่อยๆ ม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่เก็บอย่างทะนุถนอม รัศมีสีอำพันในดวงตาจางหายไปกลับคืนสู่สภาพปุถุชนตามปกติ เขาเงยหน้าขึ้นมองพ่อบ้านไป๋ด้วยรอยยิ้มบางๆ
“‘สรรพสิ่งเกิดจากความว่างเปล่า เมฆาเคลื่อนไร้ทิศทาง ทว่าแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ผู้ที่ฝืนลิขิต์ ย่อมต้องเข้าใจในรากฐานของความว่างเปล่าเสียก่อน...’ นี่คือความหมายของประโยคแรกขอรับท่านพ่อบ้าน อักขระนี้มิได้เขียนเพื่อการทำลาย แต่เขียนเพื่ออธิบายถึงความอนิจจังของลมปราณ”
ดวงตาของพ่อบ้านไป๋เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้าที่เคารพวินัยมาตลอดชีวิต ชายชราก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว เขามองบัณฑิตหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มผู้นี้มีระดับการฝึกตนเพียงกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง ทว่าจิติญญากลับมั่นคงและแข็งแกร่งประดุจขุนเขา ไม่เพียงแต่ไม่ถูกคัมภีร์กลืนกิน แต่ยังสามารถตีความได้อย่างแตกฉานในเวลาอันสั้น
“อัจฉริยะ... คุณหนูตาแหลมคมยิ่งนัก ที่แท้เขาก็คือพยัคฆ์ซ่อนเล็บัซ่อนกาย” พ่อบ้านไป๋คิดในใจ
“ยอดเยี่ยมมาก บัณฑิตลู่” พ่อบ้านไป๋ประสานมือคารวะลู่เฉินอย่างเป็ทางการ ซึ่งเป็การแสดงความเคารพที่หาได้ยากยิ่งจากผู้าุโระดับเขา “เ้าผ่านการทดสอบ จวนเ้าเมืองชิงโจวยินดีต้อนรับ ‘บัณฑิตที่ปรึกษา’ คนใหม่ ข้าจะจัดเรือนพักทางทิศตะวันออกให้แก่เ้า ที่นั่นเงียบสงบและมีหอตำราเล็กๆ ให้เ้าได้ศึกษาตามสะดวก”
“ขอบพระคุณท่านพ่อบ้านไป๋ที่ชี้แนะขอรับ” ลู่เฉินตอบรับด้วยความนอบน้อมเช่นเคย เขาควบคุมอารมณ์และพลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่แสดงความหยิ่งผยองใดๆ ออกมา
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็ถูกนำทางไปยังเรือนพักส่วนตัวของเขา บรรยากาศรอบเรือนร่มรื่นไปด้วยต้นไผ่สีเขียวมรกต แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยทอด เงา ของใบไผ่ลงบนชานระเบียงไม้ สร้างความรู้สึกสงบวิเวกอย่างยิ่ง ชายหนุ่มจัดเก็บข้าวของและตำราลงบนชั้นไม้อย่างเป็ระเบียบ
เมื่ออยู่เพียงลำพัง ลู่เฉินทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ เขาหลับตาลงและตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเอง การปะทะจิติญญากับคัมภีร์โบราณเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เขาาเ็ แต่เจตจำนงที่ฝังอยู่ในตัวอักษรเ่าั้กลับกลายเป็ 'ปุ๋ย' ชั้นดีที่ช่วยกระตุ้นลมปราณสีอำพันในจุดตันเถียนของเขาให้ขยายตัว
พลังจากัวร์ที่เคยสงบนิ่งเริ่มเดือดพล่าน เส้นชีพจรทั่วร่างขยายตัวออกเพื่อรองรับพลังงานมหาศาล ลู่เฉินประสานอิน (มุทรา) ด้วยสองมือ ควบคุมสติปัญญาให้ประคับประคองสัญชาตญาณดิบเถื่อนอย่างสมดุล นี่คือความได้เปรียบของการเป็อัจฉริยะผู้มีรากฐานความรู้ เขาไม่ต้องลองผิดลองถูกแบบผู้ฝึกตนทั่วไป แต่เขาสามารถสร้างเส้นทางเดินลมปราณที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้ด้วยตนเอง
เสียงกระดูกลั่นดังเป๊าะแป๊ะเบาๆ คราบไคลสีดำขุ่นที่เกิดจากสิ่งสกปรกในร่างกายถูกขับออกมาทางรูขุมขน ลู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ พลางพ่นลมหายใจสีขาวขุ่นยาวเหยียดออกมากระทบอากาศ
เขาทะลวงผ่านระดับ กลั่นลมปราณขั้นที่สอง ได้สำเร็จแล้ว!
แม้จะยังห่างไกลจากคำว่าแข็งแกร่งในระดับ์ แต่ด้วยพลังของขั้นที่สอง ผนวกกับสัญชาตญาณพยัคฆ์และการคำนวณอันเฉียบแหลม ลู่เฉินมั่นใจว่าเขาคือกำลังรบที่น่ากลัวที่สุดในระดับชั้นเดียวกัน
รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบัณฑิตหนุ่ม เมืองชิงโจวแห่งนี้เต็มไปด้วยปริศนาและขุมพลังที่รอให้เขาค้นพบ และเขาก็พร้อมแล้วที่จะใช้ฐานะที่ปรึกษาจวนเ้าเมือง เป็กระดานหมากรุกกระดานแรกในการพลิกชะตากรรมของตนเองและครอบครัว
ทว่าท่ามกลางความเงียบสงบของเรือนไผ่ ลู่เฉินหารู้ไม่ว่า การเข้ามาของเขาได้ไปกระตุกหนวดัของกลุ่มอำนาจเก่าภายในจวนเข้าเสียแล้ว คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวขึ้น และบททดสอบแห่งปัญญาชนในวันนี้ เป็เพียงปฐมบทของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดกระหน่ำเท่านั้น