ตอนที่ 28 รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจยิ่งนัก ผลประโยชน์จากการเพิ่มพูนแต้มวาสนา
ผู้าุโิมีนามเดิมว่าหลินิ หลังจากบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จและขึ้นไปยังแดน์แล้ว ก็ได้กลายเป็ข้ารับใช้สายนอกของตระกูลกู้ และต่อมาก็ถูกเรียกขานว่าผู้าุโิ
เมื่อสามหมื่นปีก่อน เขามีระดับการบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นเทวะมายา แต่ในเวลานี้ได้บรรลุถึงขั้นเทวะราชันแล้ว
ผู้าุโินับว่าเป็ยอดฝีมือแกร่งกล้าผู้หนึ่งสำหรับตระกูลกู้แห่งแดน์
ทว่าด้วยข้อจำกัดของโลกเบื้องล่าง เขาจึงมิอาจแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งหากบังเกิดพลังขึ้น ก็จะถูกต้านทานจากเจตจำนงแห่ง์ของโลกใบนี้
แม้ว่าจะเป็ยอดฝีมือระดับเทวะราชัน แต่ก็ยังมิอาจข้ามพ้นการควบคุมของเจตจำนงแห่ง์ในโลกนี้ได้
“ผู้ก่อตั้งตระกูลหลิน”
ข้อมูลของผู้าุโิปรากฏขึ้นในความคิดของกู้ฉางเกอ ทำให้เขาพยักหน้ารับรู้
พร้อมกันนั้นเขาก็เริ่มสนทนากับระบบในใจ “ขณะนี้แต้มวาสนาของเย่เฉินเหลืออยู่เท่าใด”
เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบว่า
ด้วยการเบี่ยงเบนของเส้นชะตา ทำให้พลังแห่งการปรับสมดุลของโลกได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับการถือกำเนิดของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่
ดูท่าเย่เฉินก็ใกล้จะถูก์ผู้เป็บิดาทอดทิ้งเสียแล้ว
หรืออาจจะเป็เพราะผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นั้นมีรูปแบบเฉพาะในตนเอง
การปรากฏของผู้ครองชะตาหลายคนในเวลาเดียวกันจึงมิใช่เื่แปลกอันใด
กู้ฉางเกออดคาดเดามิได้ว่าคราวนี้นอกจากตัวเอกจะมาในลักษณะผู้ถูกถอนหมั้นแบบไร้ค่าแล้ว จะมีตัวเอกในรูปแบบใดได้อีกบ้าง
ระบบตอบกลับว่า “นายท่าน ขณะนี้แต้มวาสนาของเย่เฉินเหลืออยู่เพียง 230 แต้มเท่านั้น”
“เหตุใดพลังสะท้อนกลับของโชคชะตาจึงได้เกิดขึ้น เป็เพราะแต้มวาสนาของข้าห่างจากเหล่าผู้มีโชคชะตามากเกินไปใช่หรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยถาม
เสียงของระบบที่ไร้ความรู้สึกและเ็าตอบกลับมาว่า “ถูกต้องแล้ว เมื่อแต้มวาสนาของนายท่านเพิ่มขึ้น การต้านทานของโชคชะตาก็จะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ”
กู้ฉางเกอพยักหน้าพลางครุ่นคิดในใจ
ถึงแม้ว่าเย่เฉินจะมีพลังอ่อนแอ แต่การจัดการกับเขากลับมิใช่เื่ง่าย ต้องคอยใช้เล่ห์กลอยู่ไม่น้อย
ทั้งที่จริงหากเปรียบด้านพลังกันแล้ว กู้ฉางเกอย่อมบดขยี้เขาได้อย่างง่ายดาย
แต่ด้วยเจตจำนงแห่ง์ที่คอยคุ้มครองเย่เฉิน ทำให้วิธีการกำจัดโดยตรงเป็นไปได้ยากยิ่ง
เพราะในตอนแรก กู้ฉางเกอมีค่าวาสนาเพียง 30 แต้มเท่านั้น
ขณะที่เย่เฉินกลับมีมากถึง 500 แต้ม ซึ่งนับว่าต่างกันเกือบ 20 เท่า
แม้ว่าในด้านพลัง กู้ฉางเกอจะสามารถบดขยี้เย่เฉินได้ง่ายดายเพียงแค่ใช้ปลายนิ้ว
แต่ในฐานะศิษย์เอกของสำนักะนิรันดร์แห่งแดน์ เหตุใดแต้มวาสนาของเขาจึงได้ต่ำถึงเพียงนี้
หลังจากครุ่นคิดถึงสาเหตุอยู่นาน กู้ฉางเกอก็พบว่า นอกจากบทบาทตัวร้ายของเขาแล้ว ก็น่าจะเป็เพราะนิสัยของร่างเดิมนั่นเอง
เขามีความเย่อหยิ่ง เฉยเมย จิตใจมีเพียงแต่การฝึกบำเพ็ญ ซึ่งหากจะกล่าวกันอย่างไม่รื่นหูนั้นก็ถือว่าค่อนข้างโง่เขลา เหมาะสมกับบทบาทตัวร้ายที่โผล่มาสังเวยตนเพื่อเพิ่มพูนแต้มประสบการณ์ให้กับพระเอกอย่างยิ่ง
จึงไม่มีแม้แต่ความคิดจะลงมือจัดการกับเย่เฉินที่เห็นเป็เพียงมดปลวก
ด้วยลักษณะนิสัยเช่นนี้ จึงมีความบังเอิญเกิดขึ้นมากมาย
หากปล่อยให้โลกดำเนินไปตามวิถีเดิมที่วางไว้
โชคชะตานั้นเป็สิ่งเลื่อนลอยยากจะหยั่งถึง ยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามาแทรกซ้อนบ่อยครั้ง เย่เฉินผู้ได้ล่วงเกินร่างเดิม แต่ยังรอดชีวิตมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ย่อมมิใช่เื่แปลก
แต่หลังจากที่เขาได้ข้ามมิติมายังโลกนี้
ก็เข้าใจถึงกลโกงทั้งหมดนี้ทันที เขาจึงมิอาจปล่อยให้เย่เฉินลบหลู่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตนได้อีกต่อไป
กู้ฉางเกอจึงกลายเป็ผู้แปลกแยก ที่แม้แต่เจตจำนงแห่ง์ก็มิอาจใช้เหตุบังเอิญมาคุ้มครองผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้อีก
นั่นจึงเป็เหตุที่การต้านทานโชคชะตาปรากฏขึ้น
นี่ก็เหมือนกับหลักการแห่งมหาภพอันไร้ขอบเขตในตำนานที่กู้ฉางเกอคุ้นเคยจากชาติที่แล้ว มนุษย์คือบทบาทที่ถูกลิขิตให้เป็ตัวเอก การจะฝืนเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ย่อมต้องทนรับทัณฑ์์
ต่อให้เป็เซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมิกล้าเอ่ยคำว่าจะฝืนเปลี่ยนแปลงมหาภพ
แม้ว่าภพนี้จะมิอาจเทียบกับมหาภพได้ แต่หลักการนั้นกลับเป็เช่นเดียวกัน
เมื่อชะตาถูกกำหนดไว้ ์ย่อมมีใจลำเอียงปกป้องผู้ครองชะตานั้น
ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตก็มิใช่สิ่งที่เรียกขานกันอย่างไร้เหตุผล
กู้ฉางเกอคิดได้เช่นนี้ก็รู้แจ้งในทุกสิ่ง
แม้ว่าการแย่งชิงทุกสิ่งจากผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตไปทีละน้อยจะชวนให้น่าสนุก แต่การต้องคอยระวังทัณฑ์์นั้นทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย
โชคดีที่ตอนนี้กู้ฉางเกอััได้ว่าแม้ตนมีจิตคิดสังหารเย่เฉิน ก็มิได้รู้สึกหวาดหวั่นอีกต่อไป
เขาคาดเดาว่าคงเป็เพราะแต้มวาสนาของตนเพิ่มขึ้นเป็อันมาก
เช่นนี้แล้ว จึงรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจยิ่งนัก
ดังเช่นที่ระบบกล่าวไว้ เมื่อแต้มวาสนาของตนเพิ่มขึ้นแล้ว ฟ้าย่อมมิอาจคุ้มครองผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตได้ง่ายดายเช่นเดิม
หาก้าปกป้องผู้มีโชคชะตา ก็จำต้องอาศัย “เหตุบังเอิญ” เท่านั้น มิอาจส่งสายฟ้าปราณเคลื่อนคลั่งมาผ่าตนให้สิ้นชีพได้ตามใจ
จากนั้นกู้ฉางเกอก็เริ่มตรวจหน้าต่างแสดงคุณสมบัติของตนในปัจจุบัน
ผู้ระบบ: กู้ฉางเกอ
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคา์
สายเืและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเ้าครองแคว้น ขั้นกลาง
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคา์ (ขั้นที่ 7) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พร์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พร์) วิชามหามารกลืนเทพ...
ค่าชะตา์: 100
ค่าวาสนา: 120 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *1
ใน่เวลาที่ผ่านมา เขาได้ใช้แต้มชะตา์ในการเพิ่มพูนพลัง ทำให้สามารถทะลวงระดับบำเพ็ญเพียรเพิ่มไปอีกขั้น
แม้ว่าคัมภีร์เซียนมรรคา์ยังคงอยู่ในขั้นที่ 7 ทว่าในตอนนี้เขากลับก้าวสู่ระดับเ้าครองแคว้นขั้นกลางได้แล้ว
หากเทียบกับเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ในแดน์แล้ว ความเร็วในการฝึกตนของเขาแทบจะเรียกได้ว่าเป็การเปิดใช้อาคมกลโกงพิเศษ
โดยพื้นฐานตัวเขานั้นนับเป็ยอดอัจฉริยะอยู่แล้ว บวกกับการใช้แต้มเพิ่มพูนพลัง ความเร็วในการทะลวงระดับบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งเร็วขึ้นตามไปด้วย
แต่การได้แต้มชะตา์มาด้วยความสามารถของตนเช่นนี้ จะถือว่าเป็การพึ่งกลโกงพิเศษได้อย่างไร
นอกจากนี้ กู้ฉางเกอยังคงคิดใคร่ครวญว่าโชคชะตาสีดำที่เขามีอยู่ จะนำพาสิ่งใดมาสู่ตนบ้าง
ทว่าสุดท้ายก็พบว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ไม่มีสมบัติล้ำค่าลอยลงมาจากฟากฟ้า และมิได้เผชิญกับอุบัติภัยต่างๆ
โชคชะตาสีดำนั้น จึงเป็เพียงสัญลักษณ์ของความเป็ผู้แปลกแยกเท่านั้นเอง
มิได้จัดอยู่ในลำดับชั้นของโชคชะตาอันได้แก่ แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม น้ำเงิน ม่วง ทั้งเจ็ดระดับใดๆ
หากจะกล่าวในภาษาสามัญ โชคชะตาสีดำนั้นก็คือสัญลักษณ์แห่งความลึกลับและสิ่งที่คาดเดามิได้