ค่ำคืนที่ด่านซีเหมินลมเหนือพัดพาความเงียบผ่านยอดหอคอยแสงคบเพลิงที่ลุกโชติ่ไม่อาจกลบแสงจันทร์เบื้องบน ณ หอคอยตะวันออกแม่ทัพลู่เส้าเทียนยืนมองไปยังทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ด้วยสายตาอันเหนื่อยล้า
เอี้ยเสวียนเดินขึ้นบันไดเงียบๆก่อนจะประสานมือคารวะ "ท่านแม่ทัพ... มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับ?"
ลู่เส้าเทียนพยักหน้าเบาๆ "ข้าตั้งใจจะคุยกับเ้า...ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพกับลูกน้อง แต่เป็ในฐานะมนุษย์สองคนที่ยังหายใจอยู่ในโลกใบนี้"
เอี้ยเสวียนเลิกคิ้ว"ข้าน้อย...รับฟังอยู่ขอรับ"
แม่ทัพพ่นลมหายใจยาว"เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใด 'ด่านซีเหมิน'จึงสำคัญนัก แม้แต่จอมมารยังหมายจะทำลายที่นี่เป็แห่งแรก?"
"เพราะเป็ด่านชายแดนที่แข็งแกร่งที่สุด..."เอี้ยเสวียนตอบอย่างลังเล
"นั่นก็ส่วนหนึ่ง"แม่ทัพพยักหน้า "แต่ความจริง... มันคือผนึก"
เอี้ยเสวียนชะงัก "ผนึก?"
ลู่เส้าเทียนหันมาสายตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "ใต้ด่านซีเหมินนี้มีสิ่งหนึ่งถูกผนึกเอาไว้... บางคนเรียกมันว่า 'ร่างจริงของจอมมาร' บ้างก็เรียก 'เทพแห่งความวิบัติ'"
แม่ทัพมองขึ้นไปที่ผนังด่านอันสูงตระหง่าน"แต่ความจริงที่น้อยคนรู้คือ... ด่านซีเหมินแห่งนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น...มันคือหินอุกกาบาตขนาดมหึมาที่ถูกดัดแปลง"
เอี้ยเสวียนเบิกตากว้าง"หินอุกกาบาต?!"
เขาเงยหน้ามองฟ้าแสงจันทร์ส่องต้องใบหน้าคมสัน “ใต้ด่านซีเหมินแห่งนี้...คือสถานที่ที่ผนึกร่างจริงของจอมมารเอาไว้”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางอกเอี้ยเสวียนเขาชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง “...จอมมาร? ท่านหมายถึง... ตัวจริง?”
แม่ทัพพยักหน้า “ใช่มารที่พวกเราสู้ด้วยจนถึงตอนนี้...เป็เพียงเงา เศษจิตเศษปราณที่เล็ดลอดจากผนึกโบราณ แต่ตัวจริง...ยังหลับใหลอยู่ลึกลงไปใต้พื้นหินเหล่านี้”
เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลาย สีหน้าซีดเผือด“แล้วเหตุใดถึงต้องผนึกไว้ใต้ด่านซีเหมิน?”
แม่ทัพยิ้มบางๆแววตาเต็มไปด้วยความเศร้า “คำถามนี้...ต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายหมื่นปีก่อนในยุคที่ยังมีผู้คนเรียกกันว่า ‘ยุคทองแห่งอักขระศาสตร์’”
เขาหันมา ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์“ในยุคนั้น มีสองผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกเรียกว่า ‘สองขุนพลอักขระฟ้า’คนหนึ่งคือ อวี๋เสวียนเจิ้ง - ผู้สร้างอักขระที่มีชีวิต อีกคนคือ กู่เทียนหลง -ผู้สร้างอักขระที่์”
เอี้ยเสวียนหูผึ่งทันที“ข้าเคยได้ยินชื่ออวี๋เสวียนเจิ้งในบันทึกเก่า แต่กู่เทียนหลง...ข้าไม่เคยพบในตำราใดเลย”
“ก็แน่ล่ะ...”ลู่เส้าเทียนถอนหายใจ “ชื่อของเขาถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ด้วยเจตนา”
แม่ทัพเดินไปแตะหินอักขระบนขอบหอคอยนิ้วมือไล้ไปตามรอยสลักที่เปล่งแสงจางๆ“สองขุนพลอักขระฟ้าเคยเป็คู่แข่งที่ผลักดันศาสตร์อักขระให้ก้าวหน้าอวี๋เสวียนเจิ้งเชื่อใน ‘การใช้อักขระสื่อกับจิติญญาของผู้ใช้กับธรรมชาติ’แต่กู่เทียนหลง...้าใช้อักขระเพื่อควบคุม”
เสียงลมกระโชกแรงขึ้นราวกับธรรมชาติตอบรับเื่ราวในอดีต
“วันหนึ่ง...”ลู่เส้าเทียนเล่าต่อ “กู่เทียนหลงหายไปจากโลกหลายปีแล้วกลับมาพร้อมพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ เขาสร้างอักขระที่ทำให้แม่น้ำหยุดไหลทำให้เสียงร้องกลายเป็ไฟ ทำให้ิญญาของผู้คนกลายเป็พลังของเขาเอง”
“อักขระเ่าั้...เป็สิ่งต้องห้ามเป็บาปที่โลกไม่ควรมี”
เอี้ยเสวียนฟังนิ่งขรึมมองแสงอักขระบนกำแพงที่ไหวระริกตามสายลม
แม่ทัพกล่าวต่อ“กู่เทียนหลงได้ทำพันธะกับ ‘เทพปีศาจโบราณ’ - หรือจะเรียกว่าเศษเสี้ยวของจิตของมารสมัยก่อนที่ถูกสาปเพื่อให้ได้ชัยเหนืออวี๋เสวียนเจิ้ง และจากการผสานนั้น...เขากลายเป็ ‘จอมมาร’คนแรกในประวัติศาสตร์”
“แต่อวี๋เสวียนเจิ้งได้ใช้พลังทั้งหมดของเขาสร้างอักขระแห่งชีวิตขึ้นมาทำให้เกิดหินอุกาบาตขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาชนและผนึกร่างของจอมมารกู่เทียนหลงเอาไว้ หลังจากผนึกแล้ว อวี๋เสวียนเจิ้งก็ได้เสียชีวิตภายหลังจากนั้น 10 ปีเนื่องจากการใช้พลังมากไป”
เอี้ยเสวียนพูดไม่ออกดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
"อวี๋เสวียนเจิ้ง ใช้เวลาสิบปีที่เหลืออยู่ในการวางแผนผังด่านซีเหมินและการผนึกต่างๆให้กับชนรุ่นหลังต่อมาเมื่อบรรพบุรุษของพวกเราพบบันทึกต่างๆ และทดสอบว่าไม่มีทางทำลายหินก้อนนั้นได้และการพยายามทำลายมันอาจปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ข้างใน ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกทางเลือกเดียวที่มี..."
"และนั่นคือ..."เอี้ยเสวียนถามอย่างระมัดระวัง
"พวกเขาเลือกที่จะจารึกมันเป็คุก"แม่ทัพตอบ "หลินเหยาเฉิง ผู้สร้างผู้ยิ่งใหญ่ได้รวบรวมเพื่อนสนิทและสหายผู้ทรงพลังที่สุดในยุคนั้นมารวมกัน"
"ต่อให้เป็ผู้สร้างก็คงไม่สามารถยกหินอุกกาบาตขนาดมหึมาได้"เอี้ยเสวียนแย้ง
ลู่เส้าเทียนหัวเราะเบาๆ "นั่นแหละคือเหตุผลที่เขาต้องเชิญหวังอู่เซิง จอมพลังแห่งเทือกเขาซีซาน มาช่วย เขาใช้วิชากายสิทธิ์เคลื่อนย้ายมวลสารเพื่อจัดวางตำแหน่งของหิน"
แม่ทัพชี้ไปยังโครงสร้างของด่าน "สังเกตรูปทรงของกำแพงด่านสิ...มันเป็วงกลมแปดชั้น ไม่ใช่สี่เหลี่ยมดังด่านทั่วไป นั่นเพราะเจียงเหวินเหลียงปรมาจารย์แห่งค่ายกล ได้ออกแบบให้ทั้งเมืองเป็แผนผังค่ายกลมหาอำนาจ"
"หมายความว่า... ทั้งด่านนี้คือการสลักหินอุกกาบาตทั้งก้อนออกมาเป็เมืองพร้อมทั้งผสานค่ายกลชั้นสูงหรือ?" เอี้ยเสวียนกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น“โอ้วแม่เ้า คนที่คิดได้แล้วสามารถทำได้เค้าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน”
"ใช่" แม่ทัพพยักหน้า"แต่ค่ายกลเพียงอย่างเดียวยังไม่พอต้องมีอักขระปิดผนึกเพื่อควบคุมพลังงานของค่ายกล"
เอี้ยเสวียนเอ่ยเบาๆ "จอมอักขระ..."
"ถูกต้อง" ลู่เส้าเทียนพยักหน้า "ม่อหยงเฟยผู้สืบทอดของอวี๋เสวียนเจิ้งจอมอักขระผู้ไร้เทียมทานได้จารึกอักขระโบราณทั่วทั้งเมือง ั้แ่บนกำแพงเมืองไปจนถึงใต้พื้นดินเ้าเคยสังเกตไหมว่า หินทุกก้อนที่ใช้ปูพื้นด่านซีเหมินล้วนมีลวดลายประหลาด?"
"ข้าเคยคิดว่าเป็เพียงลวดลายตกแต่ง"เอี้ยเสวียนยอมรับ
แม่ทัพหัวเราะ"นั่นคืออักขระหลายหมื่นตัวที่เชื่อมโยงเป็ระบบเดียวกันทำหน้าที่ส่งกระแสพลังงานไปทั่วทั้งเมืองเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของผนึกและป้องกันการแทรกซึมของพลังมาร"
เอี้ยเสวียนหันมองทิศตะวันตกของด่านที่ซึ่งป่าไม้อันเขียวขจีงอกงามผิดธรรมชาติแม้อยู่ในเขตแห้งแล้ง
"แล้วป่านั่นล่ะขอรับ? ข้าเคยสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดพืชพรรณถึงงอกงามผิดปกติในเขตชายแดนที่แห้งแล้งเช่นนี้"
ลู่เส้าเทียนยิ้มบางๆ "นั่นคือผลงานของ อี้เสี่ยวลู่เผ่าภูติแห่งพฤกษานางได้ปลูกและเลี้ยงดูพืชพรรณพิเศษที่ดูดซับพลังชีวิตจากแสงอาทิตย์และพลังธาตุเพื่อนำมาหล่อเลี้ยงเมืองทั้งเมือง"
"ทั้งหมดนี้... เพื่อผนึกจอมมารไว้หรือขอรับ?"
"ใช่"แม่ทัพพยักหน้า "ด่านซีเหมินที่เ้าเห็นนี้ไม่ใช่เพียงป้อมปราการหรือเมืองหน้าด่านมันคือระบบผนึกอันซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"
เอี้ยเสวียนเดินไปที่ขอบระเบียงมองออกไปยังเมืองด้านล่างด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป บัดนี้เขาเห็นทุกสิ่งในมุมมองใหม่- ถนนที่ทอดยาวทั่วเมืองไม่ได้ถูกวางแบบสุ่ม แต่เป็เส้นลายค่ายกลอันซับซ้อนกำแพงเมืองที่โค้งวงเป็ชั้นๆ ไม่ได้สร้างเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อควบคุมการไหลเวียนของพลังงาน
"เป็ความคิดอันยิ่งใหญ่จริงๆ..."เอี้ยเสวียนพึมพำ "การเปลี่ยนหินอุกกาบาตให้กลายเป็ผนึก แล้วสร้างเมืองรอบๆเพื่อปกปิดและเสริมความแข็งแกร่ง"
“แล้วหลังจากที่สร้างด่านซีเหมินสำเร็จพวกท่านหล่านั้นหายไปใหนขอรับ”เอี้ยเสวียนถาม
“ทุกอย่างเมื่อมีเพิ่มก็ต้องมีลดวันที่ด่านซีเหมินสร้างเสร็จ ฟ้าดินอวยพรเกิดทัณฑ์อัสนีเป็พันธนาการที่ป้องกันการฟื้นตื่นของจอมมาร.....แต่น่าเสียดายที่บรรดา ท่าน ม่อหยงเฟย ท่านอี้เสี่ยวลู่ ท่านหวังอู่เซิงและท่านหลินเหยาเฉิง หลังจากที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างด่านซีเหมินจนสำเร็จต่างก็หมดสิ้นซึ่งพลังในการหล่อเลี้ยง เนื่องจากใช้ทั้งพลังสมอง พลังกาย พลังใจทั้งหมดไป เมื่อเมืองสร้างเสร็จมีคำกล่าวว่าพวกท่านทั้งหมดสลายกลายเป็สายลมแห่งด่านซีเหมินแห่งนี้”
"และนั่นคือเหตุผลที่จอมมารพยายามทำลายด่านซีเหมิน"ลู่เส้าเทียนกล่าว "หากมันทำลายระบบอักขระและค่ายกลได้มันก็จะสามารถปลดปล่อยร่างแท้จริงของมันได้"
เอี้ยเสวียนกำมือแน่น"แล้วเื่ผู้ทรยศล่ะขอรับ?"
ข้าเองก็ไม่อาจแน่ใจนักเพราะเื่นี้... ถูกส่งต่อเป็ความลับระหว่าง ‘ผู้ครองด่าน’รุ่นต่อรุ่นเท่านั้น”
เขาหัวเราะแห้งๆ“และข้าก็รับตำแหน่งนี้... โดยไม่เคยคิดว่าจะต้องมาแบกรับความลับระดับทำลายโลก”
“ท่านหมายความว่า...มารที่เราเผชิญอยู่ ยังไม่ใช่ตัวจริง?” เอี้ยเสวียนถามสีหน้าเคร่งเครียด
“ใช่”ลู่เส้าเทียนตอบทันที “ที่เ้ากับจางเสี่ยวหลิงต่อสู้นั้น เป็เพียง‘ผู้ทรยศมนุษย์ที่ครองบาป 1 ใน 7 ประการ ที่ได้รับการบวงสรวงกระดูก 5 ชิ้น’ของมันเท่านั้น
ลู่เส้าเทียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วนั่งลงบนขอบหอคอย “ฟังให้ดี เอี้ยเสวียนเื่นี้มีแต่แม่ทัพสูงสุดเท่านั้นที่รู้ และข้าเลือกจะเล่ามันให้เ้าฟังเพราะข้ารู้ว่า...วันหนึ่ง เ้าจะต้องเลือกว่าจะหยุดมันหรือปล่อยให้ทุกอย่างพังทลาย”
เขามองขึ้นฟ้า
“มีคำทำนายเก่าแก่กล่าวไว้ว่าวันนึงในรอบ 5000 ปี เมื่อดาวทั้งเจ็ดเรียงตัวเป็เส้นตรง และมีการบูชาบาปทั้งเจ็ดโดยผู้ทรยศมนุษย์ที่ยินยอมมอบิญญาและจิตใจของคน ให้แก่จอมมาร เมื่อนั้นจอมมารจะฟื้นขึ้นมา ฟ้าจะแตกแผ่นดินจะร้องไห้ และเมื่อจิตแห่งมารรวมเข้ากับร่างแห่งมารเมื่อนั้นจะไม่มีใครสามารถต้านทานได้”
“บาปทั้งเจ็ด...?”
“ใช่”ลู่เส้าเทียนพยักหน้า “บาปที่อยู่ในใจมนุษย์ — ความโลภความโกรธ ความอิจฉา ราคะ ความเกียจคร้าน ตะกละ และ ความหยิ่งทะนง”
“และทุกบาป... ต้องมี‘ผู้ทรยศมนุษย์’ เป็ตัวแทน”
เอี้ยเสวียนตาเบิกกว้าง “หมายความว่า ผู้ทรยศแต่ละคน...คือตัวแทนของบาป?”
“ใช่ และตอนนี้...”เขาหันมามองเอี้ยเสวียนอย่างตรง “มีแล้วห้าคน”
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
“หนึ่งในนั้น...คือโจวิซือ” แม่ทัพกล่าวเบาๆ
“เขา...เป็ผู้ทรยศเพราะบาปอะไร?”
“ความโกรธแค้น”ลู่เส้าเทียนตอบโดยไม่ลังเล “เขาเคยเป็นายทหารที่เก่งกล้า แต่ถูกใส่ร้ายถูกทอดทิ้ง และ...เลือกที่จะตอบแทนด้วยความเกลียดชังทุกบาปมีต้นกำเนิดจากความเ็ป ไม่มีใครตื่นเช้ามาแล้วคิดจะเป็ปีศาจ”
แม่ทัพถอนหายใจยาว "พวกเรายังโชคดีเนื่องจากเหตุผล สองประการ คือระยะเวลาที่ดวงดาวจะเรียงกันเป็เส้นตรงจะมีเวลาอีกประมาณ ยี่สิบปี และสองผู้ทรยศมนุษย์จะต้องทำการรวมิญญาและพลังโดยการกลืนกินบาปทั้ง 7ประการเพื่อเสริมสร้างพลังิญญาให้เพียงพอต่อการปลุกจอมมาร”
เอี้ยเสวียนกล่าวถามต่อว่า "แล้วผู้ทรยศมนุษย์อีก4 คน คือใครขอรับ!"
ลู่เส้าเทียนตอบด้วยใบหน้าที่กลัดกลุ้ม“อีก 4 คน ยังเป็สิ่งที่ต้องค้นหา เพราะไม่แน่ใจว่าทั้ง 4คนอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้หรือไม่อีกทั้งเื่นี้ยังเป็บันทึกเก่าแก่ที่มีมานานกว่าหมื่นปีดังนั้นอาจจะเป็เพียงเื่เล่าธรรมดาทั่วไป”
“แต่ว่า โจวิซือนั่นคือหลักฐานชัดๆไม่ใช่หรือขอรับ” เอี้ยเสวียนถามด้วยความสงสัย
“ยังไม่เพียงพอหรอก เอี้ยเสวียนโลกใบนี้มันไม่ได้มีคนที่เห็นทุกอย่าง เป็ขาวและดำเท่านั้นบางคนอาจจะไม่ได้คิดแบบที่เราคิด”ลู่เส้าเทียนตอบก่อนที่จะโบกมือให้เอี้ยเสวียนจากไป
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะแยกย้ายลู่เส้าเทียนหันมาพูดอีกครั้ง
"เอี้ยเสวียนจำไว้... ทุกอย่างที่เ้าเห็นในด่านซีเหมินนี้ล้วนมีความหมายไม่มีสิ่งใดที่ถูกวางไว้โดยไร้จุดประสงค์ แม้แต่ต้นไม้เล็กๆ หรือก้อนหินธรรมดาทั้งเมืองคือค่ายกลชั้นสูงที่ผู้สร้างและปรมาจารย์ได้ทุ่มสุดจิตสุดใจสร้างขึ้น"
เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจลึกซึ้ง"ข้าจะไม่ลืมขอรับ"
ทั้งสองแยกย้ายขณะที่เอี้ยเสวียนวิ่งลงบันไดหอคอยเขาเงยหน้ามองผนังด่านอันสูงตระหง่านด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปบัดนี้เขาไม่ได้เห็นเพียงกำแพงหินแต่เห็นถึงศิลปะและวิทยาการอันล้ำลึกที่ถูกบรรจงสร้างขึ้น
"หินอุกกาบาตที่กลายเป็ด่าน..." เขา