“แล้วเห็นหรือไม่ว่าเขาไปทางไหน?”
เหอจิ่วเหนียงเค้นถาม ทหารเฝ้าประตูเมืองบอกว่ามีครอบครัวคนขายเนื้อเข้าเมืองมาเมื่อสองวันก่อน และคนผู้นี้ยังให้ข้อมูลว่าเจอเด็กที่มีกลิ่นสาบเนื้อเมื่อวาน
เช่นนั้นก็หมายความว่า ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานยังอยู่ในเมืองนี้!
ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ที่นี่ โอกาสในการตามหาเจอก็ยิ่งมากขึ้น!
“เหมือนจะไปแถวตรอกทางตะวันตกกระมัง ที่นั่นเป็เขตที่อยู่ของผู้ลี้ภัย คนที่จ่ายเงินค่าผ่านด่านเข้าเมืองแล้วไม่มีเงินจะถูกทางการไล่ไปอยู่ตรอกนั้น”
ทางทิศตะวันตกของเฉียนโจวเป็เขตของคนจนมาช้านาน คนที่สามารถเดินทางมาถึงที่นี่และมีกำลังจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองคนละสามตำลึงได้นั้นมีไม่มากนัก พวกที่เพียงเข้ามาแล้วผ่านไปก็แล้วไป แต่คนที่คิดจะลงหลักปักฐานที่เมืองนี้แต่ไม่มีเงินตั้งตัว ทางการจะขับไล่ให้ไปอยู่ที่เขตทิศตะวันตก ปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามยถากรรม
“ขอบใจมาก!”
เหอจิ่วเหนียงดีใจมากเมื่อได้รับเบาะแส รีบมุ่งหน้าไปทางตะวันตกของเมืองทันที หวังว่าจะเจอกับครอบครัวของลู่กุ้ยหลาน
.
แม้จะเรียกว่า ‘ตรอก’ แต่แท้จริงแล้วตรอกผู้ลี้ภัยทางทิศตะวันตกแห่งนี้ไม่ได้เล็กอย่างที่คิด จะเห็นได้ว่าเป็ชุมชนขนาดใหญ่ที่มีตรอกย่อยเยอะมาก เหอจิ่วเหนียงเดินหามาสามตรอกแล้วก็ยังไม่เจอ พบเพียงว่าที่นี่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่หนาแน่น
สภาพความเป็อยู่ของพวกเขาไม่ได้ดีไปกว่าผู้ลี้ภัยที่อยู่นอกเมืองเลย ต่างกันก็แค่ที่นี่มีเ้าหน้าที่ทางการควบคุม จึงไม่มีใครกล้าลักพาตัวเด็กหรือสร้างความวุ่นวายเหมือนด้านนอก
ขุนนางของเมืองนี้นับว่ามีมนุษยธรรมอยู่บ้าง พวกเขาขอความอนุเคราะห์จากตระกูลร่ำรวยร่วมกันต้มโจ๊กแจกจ่ายให้ผู้ลี้ภัยในทุกเช้า เหล่าผู้ลี้ภัยจึงยังมีอาหารประทังชีวิตแม้จะไม่มีเงินแล้วสักแดง
“เอาหมั่นโถวข้าคืนมานะ! นั่นเป็สินสมรสที่ท่านแม่ข้าแลกมานะ! อ๊าก ๆ ๆ วันนี้ข้าจะสู้จนตัวตาย! ฮือ ๆ ๆ…”
ขณะที่เดินมาถึงทางเข้าตรอกหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็ได้ยินเสียงเด็กเอะอะโวยวาย นางรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนี้เล็กน้อยจึงเดินเข้าไปดู ทันใดนั้นก็เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังชกต่อยกัน ฝ่ายที่แย่งหมั่นโถวไปได้รีบยัดสิ่งที่อยู่ในมือเข้าปากตัวเองอย่างสุดชีวิต เพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งไป
คนที่น่าสงสารที่สุดคือเด็กผู้ชายที่ถูกชกต่อยจนล้มไปนอนร้องไห้กับพื้น
เหอจิ่วเหนียงวิ่งฝ่าฝูงเด็กเข้าไปดู…
นี่มัน…
หู่จือ—บุตรชายคนโตของลู่กุ้ยหลานนี่!
หู่จืออายุแค่สี่ขวบกว่า ย่อมสู้เด็กโตเหล่านี้ไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ถูกชกต่อยจนเือาบหน้า นอนหมดแรงต่อสู้อยู่บนพื้น
“พวกเ้าโต ๆ กันแล้วมารังแกเด็กที่เล็กกว่าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็โมโหอย่างมาก แย่งของก็แย่งไปสิ เหตุใดต้องลงไม้ลงมือจนเืตกยางออกแบบนี้ด้วย!
เด็กกร่างเ่าั้เห็นว่ามีคนมาจึงรีบวิ่งหนีโดยไม่สนใจความเป็ความตายของหู่จือที่นอนเจ็บอยู่บนพื้น
“ป้าสะใภ้สาม! ฮือ ๆ ๆ ใช่ป้าสะใภ้สามหรือไม่ขอรับ ฮือ ๆ ๆ…พวกเขาแย่งหมั่นโถวข้าไปแล้ว ฮือ ๆ ๆ…”
เด็กน้อยบนพื้นเห็นคนที่มาก็คิดว่าตนเองตาฝาดไป ถึงกระนั้นเขาก็ยังพยายามหยัดตัวลุกขึ้นแล้วโผเข้ากอดนาง
เหอจิ่วเหนียงพูดไม่ออก…
เพราะว่า …กลิ่นตัวแรงมาก
แต่เขายังเด็ก จากเด็กอ้วนท้วนในวันวานบัดนี้ซูบผอมราวกับคนละคน ช่างน่าเวทนายิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน
“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว ป้าสะใภ้อยู่นี่แล้ว จะไม่มีใครรังแกเ้าได้อีก”
หญิงสาวปลอบโยนเด็กเสียขวัญพลางนำผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเืให้ จากนั้นนำกระบอกน้ำที่ติดตัวมาให้เขาดื่ม
หู่จือรู้ว่าตอนนี้น้ำเป็สิ่งที่มีค่ามาก เดิมทีแค่อยากจิบพอให้ชุ่มคอ แต่เมื่อรับมาจิบหนึ่งอึกแล้วพบว่าน้ำมีรสหวานจึงอดดื่มอีกอึกไม่ได้ ก่อนจะส่งคืนให้ป้าสะใภ้
เหอจิ่วเหนียงเห็นเด็กน้อยรู้ความเช่นนี้ก็ยิ่งปวดใจ “ไม่เป็ไร เ้าดื่มเยอะ ๆ เลย ป้าสะใภ้ยังมีอีก”
จากนั้นนางควักซาลาเปาไส้เนื้อร้อน ๆ ออกมาจากห้วงมิติแล้วยื่นให้เขา “ป้าสะใภ้เพิ่งซื้อมาจากข้างทาง เ้ารีบกินเถอะ”
หู่จือมองซาลาเปาลูกใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมในมือพลางลอบกลืนน้ำลาย แต่เขาจะไม่กินมัน เพราะอยากนำกลับไปให้ท่านพ่อและน้องสาวได้กิน
“ให้กินเ้าก็กินสิ ป้าสะใภ้ซื้อมาเยอะ มีของพ่อกับแม่เ้าด้วย เ้าวางใจเถอะ”
หู่จือได้ยินดังนั้นจึงยอมอ้าปากกัดซาลาเปาไส้เนื้อเข้าปากคำโต
ซาลาเปาหอมนุ่ม อร่อยจนเด็กน้อยหลั่งน้ำตาออกมา
เขากินพลางเอ่ยด้วยความร้อนรน “ป้าสะใภ้สาม ช่วยท่านพ่อกับน้องสาวข้าด้วย ท่านพ่อาเ็ ส่วนน้องสาวก็ป่วย ฮือ ๆ ๆ…”
ขณะที่เล่าเด็กน้อยก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ซาลาเปาไส้เนื้อที่อยู่ในปากแทบจะร่วงออกมา มือน้อย ๆ รีบยกขึ้นปิดปากไว้ได้ทัน
ท่าทางของเขาทำให้เหอจิ่วเหนียงยิ้มทั้งน้ำตา
นางรู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยดีใจมากจนลนลานไปหมด นางเองก็ไม่คิดจะปลอบเขาให้ใจเย็นแต่อย่างใด เพียงบอกให้หูจื่อนำทางไปหาครอบครัว
.
สามีของลู่กุ้ยหลานชื่อจางซง เมื่อก่อนครอบครัวเขาขายเนื้อหมูอยู่ในเมือง ฐานะไม่ด้อยไปกว่าใคร จึงสามารถเลี้ยงดูหู่จือจนอ้วนพี
แต่ตอนนี้พวกเขากลับตกอยู่ในสถานะผู้อพยพ ครอบครัวจางใช้เงินเก็บที่มีอยู่หนีความตายจนมาถึงที่นี่ และเมื่อฟังจากคำบอกเล่าของหู่จือ ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเขาในตอนนี้ไม่ง่ายเลย
ตรอกผู้ลี้ภัยเป็ดังคำเรียกขาน เป็พื้นที่ที่แออัดไปด้วยผู้ลี้ภัย กลิ่นจึงแรงจนแทบทนไม่ไหว แมลงวันบินว่อน
เหอจิ่วเหนียงกลั้นหายใจเดินเข้าไปด้านใน ในที่สุดก็เจอสองพ่อลูก จางซง และชิ่วยาบุตรสาววัยสองขวบ อยู่ที่มุมตรอกด้านในสุด
ทั้งสองกำลังนอนหมดสติ เด็กหญิงวัยสองขวบนอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของบิดา ร่างกายซูบผอมไม่ต่างจากหู่จือเลย
ข้างกันนั้นมีชายคนหนึ่ง หน้าตาเหมือนกับจางซงถึงห้าส่วนนอนไร้เรี่ยวแรงทว่ายังคงมีสติครบถ้วน สีหน้าซีดเผือดเพราะได้รับาเ็ หากเดาไม่ผิด คนผู้นี้ก็คือจางหย่งน้องชายของจางซง ในอ้อมแขนของเขากอดเด็กผู้ชายที่กำลังหมดสติไว้คนหนึ่ง
“ท่านอา ท่านอา ป้าสะใภ้สามของข้ามาแล้ว พวกเราปลอดภัยแล้วขอรับ!”
หลังจากได้กินซาลาเปาไส้เนื้อไปเมื่อครู่หูจื่อก็รู้สึกมีพลัง เสียงะโของเขาเรียกให้คนที่นอนอยู่บนพื้นตื่นขึ้น จางหย่งลืมตามองคนที่มากับเด็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็เพียงหญิงสาวร่างบางมาแค่คนเดียวจึงละความสนใจ ก่อนจะเปลี่ยนท่านอนต่อ
อืม นอนไปจะได้ไม่หิว เช้าวันพรุ่งนี้ก็มีคนมาต้มโจ๊กให้กินแล้ว
เหอจิ่วเหนียงเข้าไปปลุกจางหย่ง จากนั้นยื่นกระบอกน้ำที่หู่จือดื่มเมื่อครู่ให้เขาดื่ม ก่อนจะไปดูจางซงกับชิ่วยาที่นอนหมดสติอยู่
ทันทีที่ตรวจอาการก็พบว่า ทั้งสองตัวร้อนมาก บอกชัดว่ามีไข้สูง
“ป้าสะใภ้ ช่วยท่านพ่อกับน้องสาวข้าด้วย ฮือ…”
หู่จือเว้าวอนเสียงสะอื้นคล้ายจะร้องไห้อีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกปวดหัวทันที รีบห้ามเด็กน้อยแล้วกล่าว “เ้าบอกว่าแม่ของเ้ากับอาสะใภ้เ้าไปรับจ้างทำความสะอาดไม่ใช่หรือ ไปตามหาพวกนางก่อนเถอะ แล้วเราค่อยออกไปโรงหมอพร้อมกัน”
“อื้ม ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
เด็กน้อยรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป เหอจิ่วเหนียงนำยาลดไข้ออกมาจากอกเสื้อป้อนให้สองพ่อลูก
จางหย่งเบิกตากว้าง มองหญิงสาวป้อนยาด้วยความใ ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “นี่มัน…”
“ยานี่ข้าได้มาด้วยความบังเอิญ ได้ผลดีเชียวนะ ได้ยินเสี่ยวหู่จือบอกว่าเ้าก็ได้รับาเ็เหมือนกัน เ้าเองก็กินสักเม็ดเถอะ”
ขณะกล่าวนางก็เทยาออกมายื่นให้จางหย่งหนึ่งเม็ด ยานี้ช่วยลดไข้และลดการอักเสบได้ดียิ่งนัก จางหย่งก็ควรกินเช่นกัน
จางหย่งกลืนยาหน้าตาประหลาดลงไปทันทีโดยไม่ลังเล โชคดีที่อาการป่วยของเขาไม่ได้รุนแรงเหมือนพี่ใหญ่ อีกอย่างยังมีเด็กอยู่ตรงนี้ถึงสองคน หากเขาหลับไปด้วย เด็กทั้งสองอาจมีอันตรายได้
“ขอบคุณมาก”
หลังจากกินยาเข้าไปแล้วจางหย่งก็ปลุกบุตรชายของตนขึ้นมาดื่มน้ำ เด็กน้อยกอดกระบอกน้ำดื่มอย่างกระหาย
“ท่านพ่อ ข้าหิว”
ได้ดื่มน้ำรสหวานเข้าไปเด็กน้อยก็รู้สึกมีเรี่ยวแรง ทันใดนั้นท้องก็รู้สึกหิวขึ้นมา
เหอจิ่วเหนียงกระซิบบอก “ข้ามีของกินอยู่ แต่ตรงนี้คนเยอะมาก รอออกไปก่อน ข้าจะเอาของกินให้พวกเ้า”
.
.
.