เ้าอนุวงศ์โดน 'ศอกกลับ' อัดเข้ากรามอย่างแรงถึงกับหลับกลางอากาศ ความจริงแล้วเชิงมวยของมันมิได้อ่อนด้อยถึงเพียงนั้น ติดเพียงมันด้อยประสบการณ์ด้านการต่อยตีและประมาทอุทัยเกินไป
.. ระดับการฝึกปรือของเ้าอนุวงศ์เพียงอยู่ในระดับกายยุทธ์ คือยังใช้พละกำลังจากกำลังกายเป็หลัก .. ส่วนอีกสองคนด้านหลังได้ข้ามไปยังขอบเขตปราณยุทธ์ในระดับปฐมปราณแล้ว
.. จะว่าไปการฝึกฝนระดับกายยุทธ์และปฐมปราณแทบจะมีพลังเท่าเทียมกัน หากจะวัดเป็ตัวเลขจะอยู่ใน่ ๑ ถึง ๙ ... แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปฐมปราณสามารถชักนำพลังปราณออกมาภายนอกได้
.. ระดับที่สูงขึ้นคือ ‘มัธยะปราณ’ พลังยุทธ์จะแข็งแกร่งขึ้นอีก วัดเป็ตัวเลขอยู่ใน่ ๑๐ ถึง ๙๙ .. นั่นคือเป็สามารถเป็สิบเท่าของระดับปฐม
หลังจากตีศอกใส่อนุวงศ์ท่าเท้าของอุทัยยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง มันต้องล้มเด็กหนุ่มด้านหลังคนใดคนหนึ่งก่อน หากรอให้ทั้งสองกลุ้มรุมมันพร้อมกันเป็สิ่งที่ยากกับรับมือแล้ว
เด็กหนุ่มทั้งสองยังไม่ทันตั้งตัว พวกมันไม่คาดคิดว่าเพียงกระบวนท่าเดียวเ้าอนุวงศ์ถึงกับหมดสภาพไป
ร่างของอุทัยถลันวูบลอยมาที่เด็กหนุ่มคนขวามือ อุทัยใช้เท้าขวาะโถีบด้วยน้ำหนักทั้งตัวเข้ายอดอกของเด็กผู้นั้นอย่างแรง
.. อั๊กกกกกกกก !!!
เด็กหนุ่มร่างปลิวกระเด็นลอยลิ่วไปชนต้นกล้วยหยาบใหญ่
.. โครมมมมมม !!!
โดยไม่ต้องเหลียวมอง อุทัยสืบเท้าต่อเนื่องะโเข้าหาเด็กหนุ่มด้านซ้าย ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงปล่อยศอกขวาตัดเข้ากกหูซ้ายของเด็กหนุ่มเคราะห์ร้าย
.. ผั๊วววววววววะ !!!
เด็กหนุ่มเข่าทรุดตัวถลำไปตามแรงศอก ปากอ้ากว้างเืพุ่งกระเด็น ยังไม่ทันตั้งหลักก็ปรากฏแข้งซ้ายลอยมาฟาดเข้า่กรามด้านขวา
.. ผั๊วววววววววะ !!!
ด้วยแรงถลำจากการถูกตีศอก และแรงบวกของแข้งทำมันสิ้นสติสลบไปทันที
จากผู้มาสามคนนอนสลบกองอยู่กับพื้นไปสอง เด็กหนุ่มที่ถูกถีบกระเด็นไปติดต้นกล้วยถลันลุกยันกายขึ้น แววตาของมันสาดประกายชั่วร้าย
"วันนี้มึงต้องตาย !!! " น้ำเสียงเด็กหนุ่มกราดเกรี้ยว ใบหน้าเหยเกดูมิได้
สองหมัดกำแน่นก่อเกิดประกายไฟสีส้ม ด้วยท่าร่างอันรวดเร็วประกายอัคคีธาตุพุ่งเป็สายเข้าหาอุทัย เด็กหนุ่มผู้นั้นใช้ออกด้วยท่าสังหารของพลังธาตุอัคคี
.. หมัดอัคคี !
อุทัยจ้องมองตาเขม็งคำนวณจังหวะท่าเท้า ส่ายร่างกายซ้ายขวาไหววูบเข้าหลอกล่อ สืบเท้าย่อกายเข้าไปใช้สันมือขวาปัดท่อนแขนขวาของเด็กหนุ่มเบี่ยงหมัดอัคคีพ้นทาง
"..." เด็กหนุ่มบ้านอัคคี ร่างกายเปิดพื้นที่ด้านขวาให้อุทัยโจมตีแล้ว
อุทัยในท่าย่อกายปล่อยหมัดซ้ายเสยบวกเข้าปลายคางเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างจัง
.. ผลักกกก !
ไม่รอให้คู่ต่อสู้ร่วงหล่น อุทัยใช้สองมือรั้งคอเด็กหนุ่มดึงกายมันกลับมา ปล่อยเข่าขวาลอยเข้าปะทะ
.. ผั๊ววววววะ !
.. ผั๊ววววววะ !
.. ผั๊ววววววะ !
เข่าลอยสามครั้งติดเข้าทรวงอกของเด็กหนุ่ม มันถึงกับน้ำลายฟูฟ่องร่างร่วงหล่นลงพื้น คนร้องโอดโอยตัวงอดังกุ้งเผา
จบสิ้นอย่างหมดจดทั้งสามนอนกองกับพื้นแทบเท้า มันใช้เวลาราวห้าหกลมหายใจเท่านั้น
อุทัยเหลียวมองมา แล้วกล่าวว่า “ฮึ .. มิใช่ท่าน ก็เป็เราที่ต้องนอนอยู่เช่นนี้ .. เป็พวกท่านที่อ่อนด้อยเอง”
อุทัยถือคติ 'หากตัดสินใจกระทำแล้ว ต้องกระทำอย่างหมดจด' มันเดินอาดๆ เข้าราวป่าไป มิได้เหลียวหน้ากลับมามองทั้งสามอีก
ยามเที่ยงคืนกลางป่าไผ่มืดมิด บริเวณเชิงเขาห่างสำนักตักสิลาไปราวยี่สิบเส้น สายลมพัดผ่านทำกิ่งไผ่ไหวเสียดสีกันดังอ๊อดๆ แอ็ดๆ เด็กหนุ่มอุทัยยื่นสงบนิ่งรอคอยการมาของคนผู้หนึ่ง
เพียงกะพริบตา เงาร่างหนึ่งสายมาหยุดกายยืนหันหลังให้ ห่างไปสิบก้าวเป็บุรุษชุดดำรูปร่างกำยำปิดบังใบหน้า
อุทัยหันมาทิ้งตัวชันเข่ากล่าวด้วยความนอบน้อม "คารวะผู้าุโ"
"อื่มมม ..." เสียงสูงวัยของบุรุษชุดดำตอบรับ แล้วกล่าวว่า "ดูเหมือนเ้าพบความสำเร็จบ้างแล้ว..."
อุทัยกล่าวรับ "ศิษษษษษ ..."
ไม่ทันคำ 'ศิษย์' กล่าวจบคำ กลับมีพลังไร้สภาพเป็หนึ่งฝ่ามือฟาดลงตรงหน้าอุทัยอย่างจัง
.. ป๊าบบบบ !!!
.. โครมมมม !!!
อุทัยโดนตบร่างลอยละลิ่วไปชนโคนกอต้นไผ่ห่างไปนับสิบห้าก้าว
เสียงโกรธาของชายชุดดำเสียดเข้ารูหู "ผู้ใดรับเ้าเป็ศิษย์ ... ไอ้เด็กโสโครก ..."
อุทัยค่อยๆ ชันกายลุกขึ้น กระอักลิ่มเืออกมาคราหนึ่ง นั่งชันเข่าเช่นเดิม
"ผู้เยาว์ผิดไปแล้ว ..." มือขวาปาดเช็ดเืที่มุมปาก
บุรุษชุดดำกล่าวด่าสืบต่อ "ความสำเร็จเพียงน้อยนิด อย่าลำพองตนไป ..."
อุทัย "..."
.. เมื่อสามปีก่อนหลังงานคัดเลือกศิษย์ประจำสำนัก อุทัยก็กลายเป็เด็กรับใช้ทำงานต่างๆ ภายในสำนักตักสิลา
แล้วมันก็ได้พบเจอกับคนผู้นี้
คนผู้ที่ไม่เคยเปิดเผยตัวตน และจะนัดเจอกับมันในป่าแห่งนี้ทุกคืนเดือนมืด อุทัยได้รับการถ่ายทอดวิชาฝีมือชนิดหนึ่ง เป็วิชาบำเพ็ญจิตสร้างพื้นฐานพลังปราณ
มันเคารพยำเกรงบุรุษชุดดำผู้นี้ประดุจศิษย์ผู้หนึ่งพึงมีต่อผู้เป็ปฐมอาจารย์
อุทัยคาดว่าบุคคลผู้นี้คงเป็ครูมวยท่านใดท่านหนึ่งในสำนักตักสิลา แต่ด้วยเหตุผลบางประการจึงไม่สามารถออกหน้ารับมันเป็ศิษย์ได้ และการที่มันเข้มงวดบางคราถึงกับลงไม่ลงมือต่อมัน อาจแนวทางในการอบรมเฉพาะตัว .. อุทัยหาถือสาไม่
การฝึกฝนตามคำชี้แนะของบุรุษชุดดำจำกัดแค่การฝึกลมปราณเท่านั้น แต่มันได้ผนวกกับการฝึกมวยตามแบบฉบับของสำนักตักสิลาที่มันลอบศึกษา กลับทำให้วิถียุทธ์เชิงหมัดมวยของมันสูงล้ำกว่าเด็กใน่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่่ใหญ่
บุรุษชุดดำถอนหายใจเฮือกหนึ่ง มันสงบจิตใจแล้วจึงกล่าวว่า
"เอาหล่ะ .. เ้านั่งลง ..”
"การฝึกฝนวันนี้สำคัญยิ่งนัก .."
"เริ่มต้นเช่นเดิม โคจรพลังปราณตามแบบฉบับที่เราสอนสั่ง"
อุทัยตอบรับ "ขอรับ ผู้าุโ"
อุทัยเห็นบุรุษผู้นั้นคลายโทสะ มันรีบนั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือทั้งสองชนกัน
มันหลับตาลง ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ทั่วร่างรู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด สมองโล่งโปร่งสงบยิ่งนัก .. แล้วเริ่มโคจรพลังปราณตามจักรทั้งเจ็ด พลังกำเนิดจากบริเวณก้นกบ ขึ้นสู่ท้องน้อย ไต่ขึ้นใต้ลิ้นปี่ เคลื่อนเข้าหัวใจ ขึ้นไปลูกกระเดือก ไหลไปกลางหน้าผาก สุดท้ายไปรวมศูนย์ที่กระหม่อม
โคจรครบหนึ่งรอบจักร ทำอุทัยจิตละเอียดนิ่งยิ่งนัก
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ... อุทัยโคจรตามรอบจักรครบถึงหกสิบเก้ารอบ พลันรับรู้ถึงพลังงานกลุ่มหนึ่งรวมศูนย์อยู่ภายในกลางกระหม่อม
.. มุกชำระจิต
หลายวันมานี้พลังจิตของมันกล้าแข็งขึ้น สามารถััได้ถึง 'มุกชำระจิต' แล้ว .. มโนััพลันสว่างไสว ประกายนวลสดใสสีรุ้งส่องสว่างทั่ว อุทัยรู้สึกอิ่มเอมใจจนน้ำตานองอย่างไม่รู้ตัว
ทันใดก็ได้ยินเสียง "ชักนำมันโดยตรง ออกมาสู่จักรเนตรทิพย์"
'จักรเนตรทิพย์' ก็คือจักรที่หกอยู่บริเวณหน้าผากระหว่างคิ้วทั้งสอง
"โคจรย้อนทวน จงชักนำมันมา .." เป็เสียงสั่งของบุรุษชุดดำ ผู้าุโที่อุทัยคุ้นเคย
อุทัยร่างสั่นระริกเล็กน้อย ผืนทวนโคจรลมปราณย้อนจากกระหม่อมมากลางหน้าผาก เพื่อชักนำพลังงานสว่างไสวนั้นขึ้นมา
โคจรพลังย้อนทวนอย่างยากเย็น ร่างกายอุทัยเริ่มกระตุก เหงื่อกาฬไหลซึมทั้งร่าง เืไหลซิบที่มุมปาก จิตสำนึกของมันสั่งให้หยุดการโคจรพลังโดยทันที
.. ที่เบื้องหน้าบุรุษชุดดำก้าวมาถึง มันเกร็งพลังลมปราณกางกรงเล็บมือขวาอยู่เหนือหน้าผากอุทัย
ราวกับมีแรงดูดดึง หน้าผากของอุทัยลอยดูดติดกับฝ่ามือ ก้นของมันลอยข้นเหนือพื้น แขนและมือทั้งสองทิ้งดิ่งลง
"อ่าาา ... ชะ ชะ ช่วย ด้วยยย" เสียงอันแ่เบาลอดจากไรฟัน ความเ็ปแผ่สภางค์ไปทั่วร่าง ดังเืเนื้อไขกระดูกพลังทั้งมวลกำลังถูกสูบออกไป
อุทัยร่างสั้นกระตุกอย่างแรง ตาปรือเหลือกขาว เืทะลักออกจากหูปากจมูก
พลังงานกลุ่มหนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมาจากหน้าผากมัน ทั้งแนวป่าถูกแสงอาบย้อมสว่างไสวไปทั่ว
ร่างของอุทัยสั้นกระตุกดิ้นรนอย่างแรงไม่ยอมหยุด
ราวสามสิบลมหายใจ พลังงานทั้งก้อนถูกดูดมาติดอยู่กับอุ้งมือบุรุษชุดดำ
.. เ้าสิ่งนั้น คือ 'มุกชำระจิต'
บุรุษชุดดำจ้องมอง 'มุกชำระจิต' เปล่งแสงภายในอุ้งมือ แล้วหัวเราะราวบ้าคลั่ง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮี ฮี ..."
"การรอคอยสามปีของข้า ฮี ฮี ฮี ..."
"พลังของมันมากมายกว่าเดิมนับร้อยเท่าทวีคูณ .. เ้าเด็กโสโครก .. เ้านี่ เป็กระถางบ่มเพาะที่สมบูรณ์แบบยิ่งนัก ฮี ฮี ฮี ..."
มุกชำระจิตทั้งดวงส่องสว่างประกายรัศมีรุ้งผุดผ่องเจิดจ้า มวลกลางของมันใหญ่และอัดแน่นด้วยพลังบริสุทธิ์กว่าเมื่อสามปีก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้ .. บุรุษผู้นั้นจ้องมองอย่างหลงใหล
ร่างของอุทัยหงายร่วงไปด้านหลัง จิตสำนึกใกล้ดับ ถึงขณะนี้มันก็ยังมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
อุทัยเค้นพลังใจฝืนพูดอย่างแ่เบา ร้องขอความช่วยเหลือ
"ผู้าุโ .. ช่วย ด้วยยย ... ช่วย ขขข ข้า ด้วยยย ..."
บุรุษชุดดำใช้หางตาเหลือบมอง "ฮิ .. เ้าเด็กโสโครก .. เ้านี้ ตายยากดีแท้"
.. ทันใดนั้น !!!
ปรากฏเงาร่างสายหนึ่ง บุรุษผู้หนึ่งหยุดลงที่ด้านข้างบุรุษชุดดำ
".. อาจารย์อา ยอดเยี่ยมยิ่ง ในที่สุดก็นำออกมาจากร่างไอ้เด็กเวรนี้ได้" บุรุษผู้มากล่าว ดวงตาเป็ประกายจ้องมองมุกชำระจิตไม่วางตา
แสงจาก 'มุกชำระจิต' สาดต้องใบหน้าบุรุษผู้มาใหม่ มันคือ 'ปรมาจารย์ชัยยะ' เ้าสำนักตักสิลานั่นเอง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด" ชายชุดดำปลดผ้าคลุมหน้าออก
.. กลับเป็คนผู้นั้น !!!
มันคือลุงเอิบ พ่อครัวประจำสำนัก ผู้ที่อุทัยนับถือและวางใจดุจญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียว
จากคำเรียกขาน ‘อาจารย์อา’ ลุงเอิบในชุดดำคือศิษย์ผู้น้องของอาจารย์ .. มันคือ 'ปรมาจารย์สุรินทร์' ฉายา 'ดาบอัคคีโลกันตร์' ศิษย์ผู้น้องของเ้าสำนักตักสิลาคนก่อน
.. จากคำร่ำลือ ความสำเร็จในเชิงยุทธ์ของมันยังล้ำหน้ากว่าศิษย์ผู้พี่อีก
ปรมาจารย์สุรินทร์หัวเราะร่า “ฮ่า .. ฮ่า .. วิชากฤษณะบำเพ็ญ ทำได้ยากยิ่ง สัดส่วนความสำเร็จมีน้อยกว่าหนึ่งในร้อยส่วน .. ไม่สิ จะว่า น้อยกว่าหนึ่งในพันส่วน ก็ไม่เป็การกล่าวเกินจริงไป”
ปรมาจารย์ชัยยะก็ยินดียิ่ง "น่าเสียดายพร์ของมันนัก .. ต้องมาตายเยี่ยงนี้ .. ข้าจักทำบุญไปให้ นะ ไอ้เด็กน้อย .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าว "ชัยยะ .. เ้าเห็นหรือไม่ เพียงกว่าสามปีพลังของมุกชำระจิตที่บ่มเพาะในกายไอ้เด็กนี้มีพลังกล้าแข็งขึ้นมากนัก แต่หากพ้นคืนวันเพ็ญหน้าคาดว่าคงจะหลอมรวมเข้ากับเส้นลมปราณของมันโดยสมบูรณ์แล้ว" มันจ้องมองมุกชำระจิตบนฝ่ามืออย่างหลงใหล
ปรมาจารย์ชัยยะกล่าว "เฉียดฉิวยิ่งนัก .. การทุ่มเทของเรากว่าสามปีเกือบจะสูญเปล่า ก่อนมามันล้มศิษย์พร์บ้านอัคคีถึงสามคน"
"มีพร์เป็เลิศแล้วอย่างไร ชะตามันถูกกำหนดให้มีชีวิตเพียงเท่านี้ ฮี ฮี ฮี" ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าวราวไม่มีเื่ราวใด ในชีวิตมันพบเจอผู้มีพร์เชิงยุทธ์นับไม่ถ้วน ที่อายุสั้นต้องตายเมื่อยังเยาว์วัยก็มีอยู่ไม่น้อย
.. วิชา 'กฤษณะบำเพ็ญ' เป็วิชาที่ใช้ร่างผู้อื่นเป็กระถางสะสมพลัง และเมื่อเวลาเหมาะสม ก็จะขโมยพลังที่สะสมไว้นั้นกลับมาอีกคราหนึ่ง .. ความสำเร็จของวิชานั้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย เนื่องจากผู้ที่เป็กระถางบำเพ็ญต้องมีร่างกาย จิตใจ สติปัญญา เหมาะสมสำหรับฝึกวิชายุทธ์ ยิ่งได้ผู้ที่มีพร์มากเท่าไรยิ่งได้พลังกลับมามากเท่านั้น การพบเจอบุคคลเช่นนี้เป็ไปได้ยากยิ่ง
และการจะหลอกลวงให้บุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ฝึกวิชาฝีมือเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นกลับทำได้ยากยิ่งกว่า .. อีกประการหากพลังฝีมือที่บ่มเพาะถูกผนึกประสานกับร่างที่เป็กระถางบำเพ็ญโดยสมบูรณ์ ประโยชน์ก็จะได้กับผู้เป็กระถางบำเพ็ญเสียเอง .. นับว่าผู้วางแผนการเสียเวลาเปล่าแล้ว
อุทัยนอนนิ่งสองตาแดงฉานสองหูได้ยินปรมาจารย์ทั้งสองสนทนา หัวสมองกลับว่างเปล่าแม้แต่กำลังที่จะคิดสมเพชตัวเองยังไม่มี
"ข้าจะกักตนเองทะลวงขอบเขตใหญ่ .. จงจำไว้ !!! ห้ามให้ผู้ใดรบกวน" ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าวคล้ายออกคำสั่ง
"ท่านอาจารย์อา .. ท่านจะเก็บพลังขุมนี้ไว้ผู้เดียวหรือไร ไม่สมควรหนา .. ฮิ ฮิ ฮิ" ปรมาจารย์ชัยยะหัวเราะอย่างเ้าเล่ห์ โดยฉับพลันมันปล่อยหมัดใส่ปรมาจารย์สุรินทร์
.. หมัดหมื่นภูผา !!!
ปรมาจารย์สุรินทร์กัดฟันกล่าว "เ้ากล้า .." มันเร่งเร้าลมปราณยื่นฝ่ามือเข้าตั้งรับ
.. เปรี้ยงงงงงงงง !!!
ปรมาจารย์สุรินทร์สูญเสียพลังมากมายเพื่อดึงรั้งมุกชำระจิตออกมาจากอุทัย หมัดของปรมาจารย์ชัยยะหมัดนี้มันฝืนรับไว้อย่างเต็มกลืน ร่างถูกพลังกระแทกถอยไปห้าก้าว มุกชำระจิตลอยกระเด็นขึ้นอยู่ระหว่างศีรษะคนทั้งสอง
ปรมาจารย์ชัยยะกางนิ้วมือใช้พลังดึงดูดมุกชำระจิตเข้ามา ขณะเหลือระยะห่างจากฝ่ามือเพียงหนึ่งศอก มีประกายไฟสีแดงสายหนึ่งถูกฟันวาบเข้ามา
.. ดาบอัคคีผ่านภา !!!
หลังปรมาจารย์สุรินทร์ตั้งหลักได้จึงใช้ออกด้วยวิชาประจำตัว เพลงดาบถูกปล่อยออกเป็ประกายอัคคีสีแดงผ่าเข้ากึ่งกลางมุกชำระจิตอย่างพอดี
ฉั่วววว !!! .. เหลือมุกชำระจิตเพียงครึ่งเดียวลอยไปเข้ามือปรมาจารย์ชัยยะ อีกครึ่งหนึ่งถูกปรมาจารย์สุรินทร์ใช้พลังดูดกลับไปเก็บไว้ในฝ่ามือ
"ฮี ฮี ฮี .. ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เ้ากลับกล้าล่วงเกินข้า ช่างบังอาจนัก" ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าว
"แล้วอย่างไรเล่า ข้าคือจ้าวสำนักเป็ประมุขของเ้า กล่าวเช่นไรย่อมต้องเป็เช่นนั้น .. หึ หึ" ปรมาจารย์ชัยยะกล่าวอ้างเหตุผล
"เชิญเด็กน้อยเช่นเ้าสนุกไปกับมุกชำระจิตส่วนนั้นเถิด..." ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าวโดยไม่นำพา เตรียมตัวจากไป มุกชำระจิตที่มันถือครองเป็พลังกว่าเจ็ดส่วน ถึงแม้นดูเหมือนแบ่งโดยเท่ากันแต่แก่นของมุกส่วนใหญ่อยู่ที่มัน
"ล่วงเกิดท่านแล้ว ฮ่า ฮ่า" ปรมาจารย์ชัยยะกล่าวแดกดัน
"เอาเถอะ ผู้ดีจอมปลอมเช่นเ้าดูแลสำนักให้ดีเถิด แล้วข้าจะกลับมาคิดบัญชี .. หึ หึ" ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าวจบก็จากไปในบัดดล
ปรมาจารย์ทั้งสองต้องรีบจากไป เนื่องจากต้องหาสถานที่สงบผนึกพลังของมุกชำระจิต หามีใครสนใจร่างของอุทัยไม่
อุทัยนอนนิ่งอยู่เนิ่นนาน ลมหายใจชีพจรแ่เบาราวคนตาย ก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต กลับปรากฏกระแสพลังสีทองขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากดวงจิตเข้าห่อหุ้มชีพจรหัวใจของมันเอาไว้
.. ก่อนสิ้นสติตัวมันลอยขึ้นคล้ายโดนคนผู้หนึ่งถือหิ้วติดมือไป !!!