ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มีอายุย่างเข้าหกสิบปีแล้วแต่เพราะว่าดูแลตัวเองเป็นอย่างดี จึงมีใบหน้าที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ริ้วรอยไม่ชัดเจนเพียงแต่คิดมากมานานหลายปี ทำให้ผมของนางเริ่มหงอกขาวก่อนวัยอันควร ผมสีดอกเลาตรงขมับทั้งสองข้างบ่งบอกถึงอายุที่แท้จริงของนาง
นางเงยหน้ามองไปยังเฉิงหว่านเมี่ยวใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเอ็นดู “หว่านเมี่ยว ตอนที่มา เจ้าได้พบญาติผู้พี่ของเจ้าบ้างหรือไม่?”
เฉิงหว่านเมี่ยวก้มหน้าลงส่ายหน้าเบาๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ดึงมือข้างหนึ่งของเฉิงหว่านเมี่ยวเข้าหาตัวด้วยท่าทางเอ็นดูแล้วลูบหลังมือเบาๆ“ช่างไม่ประจวบเหมาะ หากญาติผู้พี่ของเจ้าออกไปช้ากว่านี้สักหน่อย เจ้าคงได้พบเขาแล้ว”
เฉิงหว่านเมี่ยวก้มหน้าลงตอบเสียงเบา“เป็นความผิดของหว่านเมี่ยวเองเจ้าค่ะ ควรจะมาให้เร็วกว่านี้ เพียงแต่เมื่อครู่รู้สึกไม่สบายจึงมาช้าไป...”
ถึงแม้ในใจจะไม่เต็มใจยอมรับแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ นางก็ไม่กล้าแสดงความรู้สึกไม่พอใจต่อฟู่ถิงเย่
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้ดีว่าตอนนี้ที่นางมีชีวิตสุขสบายได้นั้นทั้งหมดเป็นเพราะความรักของฮูหยินผู้เฒ่า หากทำให้ท่านป้าไม่พอใจ นางก็จะถูกส่งตัวกลับไปต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่ยากจนข้นแค้น สุดท้ายก็คงได้แต่งงานกับพ่อค้าเร่ขายของไปเท่านั้น...
เฉิงหว่านเมี่ยวไม่อยากแต่งงานกับฟู่ถิงเย่แต่ยิ่งไม่อยากใช้ชีวิตแบบชาวบ้านตาดำๆ ...
“ไม่สบายหรือ?”ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มองนางด้วยความเป็นห่วง และสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเฉิงหว่านเมี่ยวดูซีดเซียว“ไม่สบายตรงไหน? เดี๋ยวให้หมอมาดูให้ อย่าได้ป่วยไปเลยนะ”
“ไม่เป็นอะไรมากเจ้าค่ะท่านป้า” เฉิงหว่านเมี่ยวยิ้มน้อยๆ พลางเม้มริมฝีปาก “คงเป็นเพราะเมื่อคืนพักผ่อนไม่เพียงพอ ญาติผู้พี่...วันนี้เขาไม่ได้พักอยู่ที่บ้านหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว“เขาบอกว่าคืนนี้จะพักอยู่ที่คฤหาสน์ชานเมือง มีแขกคนสำคัญจากชิงโจวมาด้วยแล้วต้องคอยดูแลน่ะ”
เฉิงหว่านเมี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอกเดินไปข้างหลังฮูหยินผู้เฒ่าฟู่แล้วบีบนวดบ่าให้เบาๆ พลางพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “ญาติผู้พี่มีธุระต้องทำยังไม่ลืมแวะมาเยี่ยมท่านป้า แสดงว่าในใจยังคิดถึงท่านอยู่”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ยิ้มบางๆความสัมพันธ์แม่ลูกของนางกับฟู่ถิงเย่ขาดสะบั้นลงตั้งแต่ปีที่ทวงตำแหน่งบรรดาศักดิ์กลับคืนมาแล้วตอนนี้แค่รักษาความสัมพันธ์ผิวเผินนี้เอาไว้ ไม่ได้เปิดเผยความขัดแย้งออกมาก็เท่านั้น
ตอนนี้ฟู่ถิงเย่ยังไม่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ถือว่านางยังมีโอกาส...
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถอนหายใจ“เป็นความผิดของป้าที่คิดอ่านไม่รอบคอบ เรื่องของเจ้ากับญาติผู้พี่ ควรจะถูกยกขึ้นมาเป็นวาระตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่ชายแดนมีศึกสงคราม ยังไม่ถึงเวลา ปีนี้ก็มาเจอการเสด็จสวรรคตของฮ่องเต้องค์ก่อนอีกจึงต้องเลื่อนเวลาออกไป...เจ้าเลยต้องรอจนอายุมากขึ้นไปด้วย”
หัวใจของเฉิงหว่านเมี่ยวเต้นระรัว“ท่านป้า...หว่านเมี่ยวไม่อยากแต่งงาน หว่านเมี่ยวแค่อยากจะอยู่กับท่านป้าตลอดไป”
“เด็กโง่ พูดอะไรไร้สาระ”ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่หัวเราะ “มีใครไม่แต่งงานกันบ้าง? เจ้าอย่าได้กลัวไปแต่งงานกับญาติผู้พี่ของเจ้า เจ้าก็ยังอยู่ในจวนเว่ยหย่วนโหวเช่นเดิม เทียบกับตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอก”
ไม่แตกต่างกันก็จริงและยังชอบธรรมมากกว่าเดิมด้วย แต่...นางอยากรักษาสถานะเดิมไว้มากกว่า!
เฉิงหว่านเมี่ยวกัดริมฝีปากไม่ได้พูดอะไรออกมา
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กลับคิดว่านางเขินอายจึงหัวเราะพลางตบหลังมือของนางเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ช่วงนี้ตัดชุดใหม่ๆ ไว้สักสองสามชุดเถอะ”
เฉิงหว่านเมี่ยวตอบตกลงแต่ในใจกลับรู้สึกถูกบีบคั้น!
นี่รีบร้อนให้นางแต่งตัวดีๆแล้วจะส่งไปให้ฟู่ถิงเย่ใช่หรือไม่?
นางไม่ต้องการ!
นางจะต้องรีบหาวิธีขจัดความคิดนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ให้เร็วที่สุด!
...
ฟู่ถิงเย่กลับมาถึงคฤหาสน์ชานเมืองจึงได้รู้ว่าวันนี้หวาชิงเสวี่ยไม่ได้กลับมาไม่เพียงเท่านั้น นางยังย้ายออกไปแล้ว!
เขารู้ดีว่าหวาชิงเสวี่ยเป็นคนอย่างไรหากไม่มีหลี่จิ่งหนานยุยง เขาก็ไม่เชื่อว่านางจะย้ายออกไปเอง ยิ่งเป็นการกระทำที่ตัดสินใจแล้วแจ้งให้เขาทราบภายหลังแบบนี้ด้วย!
ถึงแม้จะรู้ว่าพระเมตตาจากฮ่องเต้นั้นยากที่จะปฏิเสธแต่เขาก็ยังรู้สึกเหมือนกับหวาชิงเสวี่ยมีรักใหม่จึงทิ้งคนเก่าขึ้นมาเสียได้
ระหว่างทางมาก็ว่านอนสอนง่ายพอมาถึงเมืองหลวงได้แค่วันเดียว นางก็หนีตามคนอื่นไปแล้วหรือ?
น่าตายนัก! อำนาจในฐานะผู้นำครอบครัวของเขาจะเอาไปไว้ที่ใด?!
ลุงโจวเป็นคนเก่าแก่ของจวนโหวและเป็นคนเดียวที่ฟู่ถิงเย่ไว้ใจได้ในที่แห่งนั้น เขามองสีหน้าเงียบขรึมของฟู่ถิงเย่ก็รู้ทันทีว่าฟู่ถิงเย่กำลังโกรธ
ดูเหมือนว่าแม่นางหวาผู้นี้จะอยู่ในสถานะไม่ธรรมดาในใจของคุณชาย...
“คุณชาย ในเมื่อแม่นางหวาได้รับการดูแลจากฝ่าบาทแล้วท่านก็กลับไปพักผ่อนที่จวนเถอะขอรับ” ลุงโจวแนะนำเขาเสียงเบา
ฐานะของฟู่ถิงเย่คือคุณชายของจวนโหวหลังจากกลับมาถึงเมืองหลวงก็ควรที่จะไปพักที่จวน หากมีคนรู้ว่าเขาไม่ได้พักอยู่ที่จวนของตนอาจจะทำให้เกิดข่าวลือไม่ดีขึ้นมาอีก
ถึงตอนนั้น ผู้คนทั่วเมืองหลวงก็คงจะพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของคุณชายกับฮูหยินผู้เฒ่าฟู่และคาดเดาว่าสองแม่ลูกคู่นี้มีความแค้นกันลึกซึ้งขนาดไหน เหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามในราชสำนักก็อาจจะใช้ประเด็นนี้โจมตีว่าเขาเป็นคนอกตัญญูได้
“ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยกลับ”ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ข้าบอกฮูหยินผู้เฒ่าไปแล้วว่าคืนนี้จะพักที่คฤหาสน์ชานเมืองหากกลับไปตอนนี้ จวนโหวอาจจะตั้งตัวไม่ทันเอาได้”
ความสัมพันธ์ของฟู่ถิงเย่กับจวนโหวเหินห่างถึงขนาดที่ว่าการจะกลับจวนยังต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
เมื่อก่อนเขาเคยเป็นทายาทเพียงคนเดียวของท่านโหวจวนโหวก็คือบ้านของเขา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาถึงได้รู้ว่า...ตนก็เป็นแค่คนนอกเท่านั้น
คืนนั้น ฟู่ถิงเย่พักอยู่ที่คฤหาสน์ชานเมืองรอจนรุ่งเช้าจึงเดินทางเข้าเมืองหลวง
หีบสัมภาระถูกส่งเข้าไปในจวนโหวแต่ตัวเขากลับไม่ได้เข้าไป ฟู่ถิงเย่ตรงไปยังที่อยู่ใหม่ของหวาชิงเสวี่ย ซึ่งก็คือที่อยู่เก่าของชิ่งอ๋อง
ประตูใหญ่ปิดสนิท ด้านนอกมีองครักษ์หลวงที่หลี่จิ่งหนานสั่งไว้เฝ้าอยู่
ฟู่ถิงเย่อยู่ในตำแหน่งอ๋องต่างแซ่ที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้มีฐานะสูงส่ง ทหารองครักษ์ย่อมไม่กล้าขัดขวาง รีบเปิดประตูให้ผ่านเข้าไปแต่โดยดี
ด้านในก็มีองครักษ์หลวงเฝ้าตรวจตราอยู่เช่นกัน
นอกจากนั้นก็ไม่มีใครอื่นอีกบ้านที่กว้างใหญ่เกินไป อีกทั้งไม่มีคนรับใช้คอยนำทาง ฟู่ถิงเย่จึงไม่รู้เลยว่าหวาชิงเสวี่ยพักอยู่บริเวณไหน
พอถามทหารองครักษ์ พวกเขาก็ไม่รู้อะไรเลยบอกเพียงว่าเมื่อคืนนี้ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน พวกเขาจึงได้แต่ตรวจตราอยู่ภายนอกไม่ได้เข้าไปใกล้ลานด้านใน
นั่นก็หมายความว่า...หลี่จิ่งหนานอยู่ที่นี่ทั้งคืน?
แถมยังไม่ได้กลับวังหลวงด้วย!ช่างเหลวไหลเสียจริง!
ฟู่ถิงเย่ข่มความหงุดหงิดในใจไว้แล้วเดินต่อไป
บ้านพักแห่งนี้กว้างใหญ่นักมีทั้งภูเขาจำลองและต้นหลิวปกคลุมบดบังสายตา ชวนให้สับสนเสียจริง
ฟู่ถิงเย่เดินวนไปวนมาในสวนอยู่นานก็ยังไม่พบหวาชิงเสวี่ย ความโกรธในอกก็ยิ่งปะทุขึ้นมา! ในใจเขากล่าวโทษหลี่จิ่งหนานที่พระราชทานบ้านพักที่ใหญ่โตขนาดนี้แค่ลานด้านในก็ยังสร้างให้ดูสลับซับซ้อนเสียขนาดนี้ ทั้งทางเดินคดเคี้ยว ทั้งลำธารน้ำไหลอีกดูสวยงามแต่ใช้งานไม่ได้!
ขณะที่กำลังหงุดหงิดทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว
ฟู่ถิงเย่หันไปมองตามเสียงเห็นร่างเล็กวิ่งออกมาจากชายคาบ้านไม่ไกลนัก! ด้านหลังมีขันทีเสี่ยวโต้วจื่อวิ่งตามมาติดๆ!
หลี่จิ่งหนานวิ่งไปพลางเร่งเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างหลัง“รีบหน่อยสิ! เร็ว เร็วเข้า! ใกล้ถึงเวลาประชุมเช้าแล้ว!”
เขายังรู้เสียด้วยนะว่าต้องประชุมเช้า!
“อะไรกันเนี่ย เจ้าทาสนี่ขาพิการไปแล้วหรืออย่างไร?! ชักช้าเสียจริง!” หลี่จิ่งหนานวิ่งพลางด่าไป
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ”ฟู่ถิงเย่ทำความเคารพอย่างเป็นทางการ
ฮ่องเต้ตัวน้อยเหลือบเห็นฟู่ถิงเย่ก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้าสะบัดแขนเสื้อกล่าวว่า “อ้ายชิงไม่ต้องมากพิธี! เจิ้นมีธุระขอตัวก่อน!”
แล้วก็วิ่งฉิวผ่านเขาไปแล้ว
ฟู่ถิงเย่ “...”
เสี่ยวโต้วจื่อหอบแฮกวิ่งมาเมื่อเดินผ่านฟู่ถิงเย่ ก็กล่าวคำว่า “ท่านอ๋อง” แล้วก็รีบวิ่งตามหลี่จิ่งหนานไป
ฟู่ถิงเย่มองหนึ่งนายหนึ่งบ่าวที่วิ่งจากไปความรู้สึกตอนนี้ซับซ้อนยิ่งนัก
เขาหันไปมองทางที่หลี่จิ่งหนานวิ่งออกมาแล้วเดินตรงไปยังทิศทางนั้น
เมื่อเข้าไปใกล้ก็จะได้ยินเสียงของสตรีหาวเบาๆมาจากข้างใน...
“ท่านแม่ทัพ?”หวาชิงเสวี่ยมองฟู่ถิงเย่ที่ปรากฏตัวอยู่หน้าประตูด้วยความตกตะลึง “ท่านมาได้อย่างไร?”
แถมยังมาเช้าขนาดนี้อีก!
“คนในคฤหาสน์ชานเมืองบอกว่าเจ้าย้ายออกไปแล้วข้าก็เลยมาดูหน่อย” สายตาของฟู่ถิงเย่มองกวาดไปทั่วห้อง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เตียงไม้พยูงแกะสลักลวดลายดอกไม้
ผ้าปูที่นอนและหมอนบนเตียงยังไม่ได้ถูกจัดเก็บเป็นภาพที่ดูยุ่งเหยิง เห็นได้ชัดเจนว่ามีผ้าห่มอยู่สองผืน
แววตาของฟู่ถิงเย่คมกริบขึ้นมาทันที“เมื่อคืนนี้ฮ่องเต้มานอนที่นี่หรือ?”
“ใช่” หวาชิงเสวี่ยงัวเงียขยี้ตาพลางตอบ “เล่นเกมเรียงห้ากับเขามาทั้งคืน หลังจากนั้นง่วงมากก็เลยนอนที่นี่เลย...”
ฟู่ถิงเย่โกรธจนหน้าดำ!
เขาพูดไปกี่ครั้งแล้วว่า!บุรุษสตรีนั้นแตกต่าง! บุรุษสตรีนั้นแตกต่างกัน! เหตุใดสตรีนางนี้ถึงจำไม่เคยได้เลย?!
หวาชิงเสวี่ยคลานขึ้นเตียงด้วยความง่วงงุนนางรู้ว่าฟู่ถิงเย่ไม่ชอบที่นางใกล้ชิดกับหลี่จิ่งหนานมากเกินไป จึงเอ่ยเสียงแผ่วเบา“ท่านแม่ทัพ ไม่เป็นไรหรอก...เตียงมันใหญ่ พวกเรานอนห่มผ้าคนละผืนก็สบายดี อีกอย่างเขาแค่เก้าขวบเอง...”
ฟู่ถิงเย่อยากจะพูดว่าบุรุษสตรีแค่ห้าขวบก็ไม่ควรนอนร่วมเตียงกันแล้วแต่หวาชิงเสวี่ยก็ถอดรองเท้า ห่มผ้า แล้วปิดเปลือกตาลง
“ท่านแม่ทัพ ข้าง่วงมากขอข้านอนต่ออีกหน่อยนะ...” นางพูดพึมพำ เสียงค่อยๆ เบาลง สุดท้ายก็เงียบไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ
ฟู่ถิงเย่คิดในใจ ข้าอุตส่าห์รีบร้อนมาแต่เช้าเพื่อมาดูเจ้านอนหลับอย่างนั้นหรือ?
แต่เมื่อมองไปที่ท่าทางที่หลับใหลของหวาชิงเสวี่ยไม่ว่าจะโกรธถึงเพียงไหน เขาก็ไม่สามารถระบายออกมาได้
ฟู่ถิงเย่ยืนนิ่งอยู่ที่ข้างเตียงจ้องมองหวาชิงเสวี่ยอยู่เป็นนาที เขาสะบัดมือด้วยความหงุดหงิด ปัดผ้าห่มที่หลี่จิ่งหนานเคยใช้ทิ้งก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียง! แล้วหลับตาลง...
คิดถึงตอนแรกที่ได้นอนด้วยกันคนแรกที่ได้นอนข้างนางก็คือเขาต่างหาก!
พอคิดได้ดังนี้ ภายในใจก็สงบลงเล็กน้อย...
เมื่อมีสติสัมปชัญญะกลับคืนมาก็ตระหนักว่าการกระทำของตนเองตอนนี้ ช่างไร้สาระและน่าขันเสียจริง ต้องมาทะเลาะกับเด็กเก้าขวบเช่นนี้หากเรื่องแพร่งพรายออกไป คงถูกหัวเราะเยาะจนฟันหลุดหมดแน่
หลี่จิ่งหนานกับหวาชิงเสวี่ยอายุห่างกันถึงสิบเอ็ดปี!เขากังวลอะไรอยู่กันแน่?
ฟู่ถิงเย่รู้สึกหนักใจสิ่งที่เขาเป็นกังวล คงเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างหวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานมากกว่า
หวาชิงเสวี่ยเหมือนจะคุยกับหลี่จิ่งหนานได้ทุกเรื่องไม่ต้องระมัดระวังตัว ซึ่งแตกต่างจากตัวเขาอย่างสิ้นเชิง เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นกัน?
หรือว่านางเกรงใจฐานะของเขา?นั่นก็ไม่น่าจะใช่ ในเมื่อนางไม่สนว่าหลี่จิ่งหนานจะเป็นฮ่องเต้ แล้วจะมาใส่ใจว่าเขาเป็นแม่ทัพหรือเป็นอ๋องทำไม?
ฟู่ถิงเย่คิดถึงตรงนี้ในใจก็พลันเกิดความว้าวุ่นขึ้นมา เขาหันไปมองสตรีที่นอนหลับใหลอยู่ข้างกาย
เขาได้ครอบครองนางไว้แล้วด้วยการหมั้นแต่ใจของสตรีผู้นี้ กลับดูเหมือนมีม่านหมอกบางๆ กั้นเอาไว้ มองอย่างไรก็เห็นไม่ชัดเจน
ช่างเถอะ จะคิดถึงเรื่องพวกนี้ไปทำไม?
รอจนได้แต่งงานกัน มีลูกด้วยกันสักสองสามคนต่อให้นางคิดอะไรในใจ ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต
ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นคนใช้ชีวิตอย่างตั้งอยู่บนความเป็นจริง...
...
หวาชิงเสวี่ยหลับไปอีกรอบตื่นขึ้นมาก็สดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางกำลังจะลุกจากเตียงเหลือบไปเห็นฟู่ถิงเย่อยู่บนเตียงด้วยก็ถึงกับตกใจ!
นี่มันอะไรกัน?
หวาชิงเสวี่ยมองฟู่ถิงเย่ด้วยความประหลาดใจเห็นว่าเขาหลับตาไม่ขยับเขยื้อน จึงรู้ว่าท่านแม่ทัพกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงของนาง...
หวาชิงเสวี่ยอ้าปากค้างพูดไม่ออก
บุรุษผู้นี้...วิ่งมาถึงที่นี่เพื่อมานอนอย่างนั้นหรือ?ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์...
หากมองดีๆ ก็จะเห็นรอยยิ้มจางๆบนใบหน้าของเขาด้วย
หวาชิงเสวี่ยกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
คนคนนี้ ไม่รู้ว่ากำลังฝันหวานอะไรอยู่กันแน่นะ...