บทที่ 10 ออกเดินทาง
ตูม!
เสียงะเิดังกึกก้องอีกครั้ง อีกคราที่จางซงปรากฏกายออกมาจากกลุ่มควันสีดำอย่างทุลักทุเล เขามองไปที่คนกลุ่มนั้นพลางลูบคลำแล้วหยิบยันต์ออกมาด้วยความเสียดาย
จากนั้นจึงรวบรวมพลังปราณเหวี่ยงยันต์ออกไป ทันใดนั้นพื้นดินใต้เท้าของศิษย์สำนักชิงหยางคนหนึ่งก็ยุบตัวลง คนผู้นั้นจมลงไปทั้งตัว รวดเร็วจนในพริบตาคนผู้นั้นก็เหลือเพียงคอ
สีหน้าของอีกสองคนพลันแปรเปลี่ยน พวกเขารีบเข้าไปช่วยเหลือ
จางซงฉวยโอกาสนี้รีบกลับไปยังโถงใหญ่ เมื่อเห็นร่างไร้ิญญาของฟ่านเจิ้งผิง เขาก็คำรามลั่นด้วยความเดือดดาล "ทำไม! ทำไมถึงทำกับข้าเช่นนี้!"
กล่าวจบสายตาก็พลันเบนไป เห็นลู่หลีและอีกสองคนกำลังขดตัวอยู่ด้านข้าง จิตใจของเขาแปรปรวนอย่างรวดเร็วพลางเผยรอยรอยยิ้มเหี้ยมออกมา "ฮี่ ๆ พวกเ้าดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับศิษย์ของข้า เช่นนั้น...เขาคงไม่ได้มอบตำรับยาให้กับพวกเ้าหรอกใช่หรือไม่ หืม?"
ว่าจบก็พุ่งเข้าหาลู่หลีและคนอื่น ๆ ทันที
"หึ! ยังจะกล้าลงมืออีก!"
ในขณะนั้นเอง เสียงหญิงสาวดังขึ้นที่หน้าประตูโถงใหญ่ พร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดเข้าใส่หลังจางซง
สีหน้าของจางซงแปรเปลี่ยน เขาตวัดพลังปราณโต้กลับพร้อมกับพุ่งเข้าไปในห้องด้านข้าง ฟาดฝ่ามือทลายหน้าต่างแล้วหนีไป
หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็หันหลังกลับแล้วไล่ตามไป
ครู่ต่อมา ชายสองคนที่อยู่นอกโถงใหญ่ก็พุ่งเข้ามา ชายหนุ่มที่เป็ผู้นำพูดกับเด็กหนุ่มข้างกายว่า "ศิษย์น้องเหอ เ้าไปช่วยซินอี๋เถอะ"
"ขอรับ ศิษย์พี่ฉู่"
เด็กหนุ่มผู้นั้นกล่าวจบก็รีบไล่ตามไป
เมื่อเห็นศิษย์น้องเหอจากไป ฉู่ชิงก็ไม่สนใจลู่หลีกับพรรคพวก เพียงตรงไปยังโถงใหญ่เพื่อค้นหา หลังจากค้นหาอยู่นาน เขาก็หันไปมองลู่หลีกับพรรคพวกแล้วถามว่า "มารเฒ่าผู้นั้นให้พวกเ้ากินยาอะไรหรือไม่"
"ไม่ขอรับ" ลู่หลีเอ่ยขัดขึ้น ก่อนที่ฉินโซ่วเหรินจะทันได้เอื้อนวาจา "ไม่มีหรอกขอรับ เขากำลังจะให้พวกข้ากิน แต่พวกท่านก็เข้ามาเสียก่อน"
"ไม่งั้นรึ" ฉู่ชิงเอ่ยถามต่อ "เช่นนั้น... พวกเ้าเห็นตำรับกับยาบ้างหรือไม่"
ลู่หลียังคงส่ายหน้า "พวกข้าถูกขังอยู่ในห้องเล็ก ๆ นั้นมาเดือนกว่าแล้ว เพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อครู่นี้เองขอรับ"
ขณะกล่าว ั์ตาของลู่หลีก็เป็ประกาย "ข้านึกออกแล้วขอรับ! ตอนที่พวกข้าถูกจับมาใหม่ ๆ ศิษย์พี่คนที่อยู่บนพื้นนั่นให้พวกข้ากินยาเม็ดหนึ่งขอรับ"
"ยาอะไร!" ฉู่ชิงเอ่ยถามอย่างร้อนรน
"คือ... เขากล่าวว่า... น่าจะเป็ยาปลุกรากิญญาขอรับ"
"ยาปลุกรากิญญางั้นหรือ?" ฉู่ชิงเผยสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันไปมองทั้งสามด้วยสายตาเคลือบแคลงอีกครั้ง "แล้วพวกเ้ากินเข้าไปมีปฏิกิริยาอะไรบ้างหรือไม่"
"ปฏิกิริยาหรือขอรับ?" ลู่หลีแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ "ไม่มีปฏิกิริยาอันใดขอรับ เพียงแต่ร่างกายของพวกข้าทั้งสามคนมีควันสีจาง ๆ ลอยออกมา มันดูงดงามราวกับ..."
เขาไม่ได้พูดความจริงออกไปทั้งหมด แต่กลับเลือกบรรยายถึงสิ่งที่เขาได้เห็นจากร่างของเด็กสาวที่ชื่อเสี่ยวอวิ๋นในวันนั้นที่เมืองหลงสิง ในวันที่นางได้ปลุกรากิญญา
ฉินโซ่วเหรินและเฉินจงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดลู่หลีถึงต้องโกหกเช่นนี้ แต่พวกเขาก็รู้ตัวดีว่าตนนั้นไม่ฉลาดนัก จึงได้แต่ยืนมองการแสดงของลู่หลีไปเงียบ ๆ
"จริงหรือ!"
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ฉู่ชิงก็ตื่นเต้นขึ้นมาในทันที ในใจคิดว่าแม้จะไม่ได้ตำรา แต่ถ้าได้อัจฉริยะกลับไปสักสามคนก็ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อย
"เป็เช่นนั้นจริง ๆ ขอรับ" ลู่หลีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ "ท่านเซียน เหตุใดท่านจึงถามเช่นนี้หรือขอรับ"
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ปะ... เปล่า ไม่มีอะไรหรอก" ฉู่ชิงรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง เขามองดูทั้งสามราวกับเป็สมบัติล้ำค่า "เช่นนั้นข้าจะบอกพวกเ้าก็แล้วกัน ข้าคือฉู่ชิง ศิษย์สายหลักของสำนักชิงหยาง พวกเ้าอยากไปฝึกตนที่สำนักชิงหยางกับข้าหรือไม่"
"ฝึกตนหรือขอรับ" ลู่หลีส่ายหน้าพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ท่านอย่าได้มาหลอกลวงพวกข้าเลย ครั้งก่อนพวกข้าถูกตาเฒ่านั่นหลอกมาที่นี่ สุดท้ายก็ถูกจับขังไว้ในห้องมืด ๆ"
"หลอกลวงงั้นหรือ" ฉู่ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง "ข้าไม่ใช่คนหลอกลวงเสียหน่อย"
"ดูเอาไว้ นี่คือป้ายสำนักชิงหยาง" ว่าแล้วเขาจึงหยิบป้ายออกมาจากเอวแล้วส่ายไปมา
เมื่อเห็นลู่หลีไม่หวั่นไหว ฉู่ชิงจึงหยิบยันต์สีเหลืองออกมาแผ่นหนึ่งแล้วโยนออกไป ตูม! พื้นถูกะเิเป็หลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสามฉื่อ "เห็นหรือไม่ นี่เรียกว่ายันต์ะเิ เพียงพวกเ้าไปสำนักชิงหยางกับข้า ข้าจะให้คนละสามแผ่น เป็อย่างไร"
"แข็งแกร่งยิ่งนัก!" ลู่หลีกลืนน้ำลายดังอึก "ตกลง ข้าตกลงแล้ว!"
"สมแล้วที่เป็ลิงโคลน!"
"เ้าเล่ห์จริง ๆ" ฉินโซ่วเหรินกับเฉินจงมองลู่หลีด้วยสายตาประหลาด
อายุสิบสามปีแล้ว ยังทำตัวน่ารักแบบเด็กเจ็ดแปดขวบ น่าอับอายยิ่งนัก
"อืม ดี ดีมาก!" ฉู่ชิงยิ้มจนตาหยี เขาหยิบยันต์สีเหลืองที่แผ่รัศมีสีดำออกมาปึกหนึ่ง นับแยกออกมาเก้าแผ่นแล้วตรวจดูอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจว่ามิได้ให้เกิน ก่อนจะยื่นให้ลู่หลี "เอาไปแบ่งกันเถิด"
ยันต์ะเินี้เป็ยันต์ระดับกลาง หากผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าระดับก่อปราณขั้นหกไม่ทันระวังตัว ก็อาจถูกะเิจนเกือบตายได้ ถือว่าหายากยิ่งนัก เขาเหลืออยู่เพียงไม่กี่แผ่น ครั้งนี้เพื่อเด็กทั้งสาม เขาจึงยอมลงทุนอย่างมาก
ลู่หลีรับมา ััได้ถึงรัศมีน่าสะพรึงกลัว ในใจตื่นตระหนกระคนดีใจอย่างที่สุด รีบแบ่งให้เ้าอ้วนเฉินกับฉินโซ่วเหรินคนละสามแผ่น แล้วรีบซ่อนไว้ในอกเสื้อ "ขอบคุณท่านเซียน"
แน่นอนว่าเขาไม่กล้านำเก็บเข้าไปในคอหอย หากคอหอยน้อยนี้ถูกพบเห็น อย่าว่าแต่ยันต์ะเิเลย ชีวิตเขาก็คงไม่รอด
"อืม ไม่ต้องเกรงใจ พวกเ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านเซียน เรียกศิษย์พี่ฉู่ก็พอ รอศิษย์น้องชายหญิงของข้ากลับมา พวกเราก็จะไปสำนักชิงหยางด้วยกัน"
ไม่นานนัก หญิงสาวและศิษย์น้องเหอก็กลับมา แต่ทั้งสองสีหน้าห่อเหี่ยว เห็นได้ชัดว่าไล่ตามจางซงไปไม่ทัน
ฉู่ชิงดูไม่แปลกใจ เมื่อสอบถามสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว เขาจึงพาคนทั้งหมดออกไป
ครั้นมาถึงเชิงเขา ลู่หลีและเพื่อน ๆ ก็รู้สึกโล่งใจ พวกเขาผ่านพ้นสถานที่น่าหวาดกลัวนี้มาได้อย่างหวุดหวิด
ณ ใต้ร่มไม้ใหญ่ พบรถม้าคันงามจอดอยู่ คาดว่าคงเป็ของศิษย์พี่ฉู่และคนอื่น ๆ เป็แน่ เดิมทีเขาคิดว่าเหล่าเซียนล้วนเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่บัดนี้เห็นทีจะไม่ใช่เซียนทั้งหมดกระมัง
เห็นศิษย์พี่ฉู่กวักมือเรียกพวกข้าทั้งสามขึ้นรถ เหอจวิ้นกับโจวซินอี๋ต่างก็มีสีหน้าฉงน เหอจวิ้นเอ่ยถาม "ศิษย์พี่ฉู่ ท่านให้พวกเขาขึ้นรถไปด้วยเหตุใด พวกเรามิได้กลับสำนักหรือ"
ศิษย์พี่ฉู่หัวเราะร่วน "ศิษย์น้องเหอ เ้ายังไม่รู้อะไร พวกเขาทั้งสามล้วนมีวาสนา พวกเขาปลุกรากิญญาได้แล้ว ทั้งยังกินยาปลุกิญญาไปเพียงเม็ดเดียว รอข้าพาพวกเขาไปทดสอบที่สำนัก คาดว่าอย่างน้อยก็น่าจะเป็รากิญญาห้าธาตุ ทดแทนความสูญเสียที่พวกเรามิอาจทำภารกิจสำเร็จได้..."
"เป็ไปได้อย่างไร พวกเขามีรากิญญากันหมดเลยหรือ" โจวซินอี๋มีสีหน้าตกตะลึง "โชคชะตาของศิษย์พี่ช่างดีเหลือเกิน ครั้งก่อนท่านอาจารย์ฝางพยายามแทบตายก็พาคนกลับไปได้แค่สองคนเท่านั้น"
"ฮ่า ๆ ๆ โชคชะตานั้นเป็สิ่งที่ลึกลับยิ่งนัก เอาละ พวกเรากลับกันเถิด"
ว่าแล้วพวกเขาก็พากันขึ้นรถม้า
ม้านี้มิใช่ม้าธรรมดา นอกจากรูปร่างกำยำล่ำสันแล้ว ยังมีเขาเดียวงอกออกมาอีกด้วย ดูราวกับเป็สัตว์พันธุ์พิเศษ หลังจากพวกเขาขึ้นรถม้าแล้วก็ไม่มีใครควบคุมบังเหียน ม้านั้นกลับรู้ทางราวกับฉลาดหลักแหลม ดึงรถม้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ตลอดทางลู่หลีเอาแต่เงียบขรึม แสร้งทำเป็เขินอาย
แท้จริงแล้วเขามิได้เขินอาย เพียงแต่กังวลว่าสำนักชิงหยางจะไม่ยอมรับพวกเขา เพราะตอนนี้เขา้าตำราฝึกวิชาอย่างมาก เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การเข้าร่วมสำนักชิงหยางย่อมเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด