บทที่ 11
ร้านสุรา
สิบวันต่อมา
สวีหยางยังคงนอนทอดกายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในลานบ้าน สายลมยามบ่ายพัดผ่านใบหน้าทำให้เรือนผมของเขาปลิวสยายไปตามสายลม
เปลือกตาของสวีหยางเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ทันทีที่เขาตื่นขึ้นก็บิดขึ้เกียจหนึ่งคราใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขที่ได้นอนเต็มอิ่ม ถึงแม้ใน่หลายวันที่ผ่านมาเขาจะนอนเต็มอิ่มอยู่ทุกวันก็เถอะ
เขาค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปภายในเรือนพักของตนเอง เมื่อเดินออกมาก็มีน้ำเต้าสุราลูกนึงติดมือออกมาด้วยจากนั้นร่างของสวีหยางก็เดินออกไปด้านนอก
ใน่สิบวันที่ผ่านมาสวีหยางแทบจะไม่ได้ทำอันใดเลย แน่นอนว่าเวลาส่วนใหญ่ของเขาก็ใช้ไปกับการนอน
และผลลัพธ์ของการนอนอย่างขยันขันแข็งใน่ตลอด 10 วันที่ผ่านมาก็ทำให้เคล็ดวิชาต่างๆพัฒนาไปมาก
เคล็ดวิชาใหม่ทั้งหมดที่เขาได้รับมาพัฒนาไปถึงขั้นเก้าแล้ว ส่วนสองเคล็ดวิชาแรกของเขาอย่างลมหายใจพื้นฐานและดาบปราบมารยังคงติดอยู่ที่ขั้นสิบ
ถึงอย่างไรสำหรับเคล็ดวิชาทั้งสองในขั้นสิบแล้ว ค่าประสบการณ์ที่มัน้าก็คือหนึ่งแสนหน่วย การสะสมมันให้ครบยังต้องใช้เวลาอีกมาก
ส่วนเื่ของตบะขอบเขตของเขา ใน่สิบวันที่ผ่านมาก็ทำให้เขานั้นตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง เพราะเขาก้าวข้ามไปถึงสองขั้น
ในตอนนี้สวีหยางเป็ขอบเขตปราณโลหิตขั้นห้าแล้ว ในตอนนี้เขามีเคล็ดวิชาที่โคจรพร้อมกันถึงเจ็ดเคล็ดวิชา
การฝึกฝนของคนธรรมดายามที่ฝึกฝนขัดเกลาลมปราณและเรือนกาย พวกเขาทำได้มากที่สุดก็คือการโคจรเคล็ดวิชาทีละเคล็ดวิชา แต่สำหรับสวีหยางในตอนนอนเคล็ดวิชาทั้งหมดที่เขามีจะโคจรพร้อมกัน เพราะแบบนั้นการที่ขอบเขตจะพุ่งทะยานเช่นนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก
และใน่สิบวันที่ผ่านมาก็เป็อย่างที่สวีหยางคิด ไม่มีพวกคนของกองเนตร์มาเคาะประตู นี่แสดงให้เห็นว่าพวกมันในตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเขานั้นเป็คนสังหารมารเงาและหัวหน้ามือปราบซู
หลังจากที่ออกมาจากบ้านเดินผ่านถนนสองสามเส้นก็เดินทางมาถึงเป้าหมาย
เท้าของสวีหยางมาหยุดลงที่ด้านหน้าร้านสุราแห่งนึง ร้านสุราแห่งนี้เป็ร้านสุราขนาดเล็กแห่งนึงภายในเมืองไป๋สือป้ายร้านด้านหน้าถูกเขียนเอาไว้ว่า ร้านสุราหมื่นลี้
แม้ว่าชื่อของร้านสุราแห่งนี้จะดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่ที่จริงมองดูภายนอกก็เป็เพียงแค่ร้านสุราขนาดเล็กแห่ง ภายในร้านสุราเองก็มีโต๊ะที่ให้เหล่าผีขี้เหล้ามานั่งกินได้เพียงแค่ไม่กี่สิบโต๊ะเท่านั้น
สำหรับภายในเขตเมืองไป๋สือที่มีประชากรรวมนับล้านคน ร้านสุราที่มีโต๊ะนั่งเพียงแค่นี้ถือว่าเป็ร้านสุราขนาดเล็กมาก
สวีหยางเดินทางมาที่ร้านสุราหมื่นลี้ก็เพราะว่า้าซื้อเหล้ามาดื่มฉลองเสียหน่อย สำหรับเขาที่ตอนนี้ชีวิตส่วนใหญ่ใช้ไปกับการนอนหลับ ไม่สิ่งต้องเรียกว่าการฝึกฝน สิ่งที่เขาสนใจนั้นมีไม่มากนัก อย่างแรกคืออาหารการกินอย่างที่สองสุรา
และในบรรดาร้านสุราทั้งหมดที่เคยไปกินมาั้แ่จำความได้ สวีหยางกลับพบว่าร้านสุราเล็กๆอย่างร้านสุราหมื่นลี้แห่งนี้กลับมีรสชาติสุราที่เยี่ยมยอดที่สุด
ใน่นี้เป็่ยามบ่ายแก่ๆร้านสุราหมื่นลี้ก็เปิดแล้ว เมื่อมองเข้าไปภายในร้านก็จะมองเห็นว่ามีผีขี้เหล้า สองถึงสามคนนั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ
สวีหยางไม่ได้สนใจมากนักเขาก้าวเดินเข้าไปภายในร้าน จากนั้นก็เดินตรงไปยังเ้าของร้านที่กำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
เ้าของร้านสุราหมื่นลี้แห่งนี้กับเป็สตรีวัยกลางคนที่มีรูปโฉมงดงามผู้นึง นางกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะยาวจ้องมองเหล่าลูกค้าภายในร้าน เมื่อมองเห็น
สวีหยางก้าวเดินเข้ามาก็แย้มยิ้มแล้วเอ่ยทักทาย “แขกที่หาได้ยากคุณชายสวีไม่มาร้านข้าตั้งหลายวันคิดว่าจะไปเป็แขกที่ร้านสุราแห่งอื่นแล้ว”
สวีหยางก้าวเดินเข้ามาแล้ววางน้ำเต้าสุราลงด้านหน้า
“พูดเล่นแล้วสุราของเถ้าแก่เนี้ยมู่ รสชาติดีที่สุดย่อมต้องดื่มสุราของร้านท่านอยู่แล้ว”
“ที่หลายวันไม่ได้มาซื้อสุราก็เพราะว่าสุราที่ซื้อไปครั้งก่อนเพิ่งดื่มหมดเท่านั้น” สวีหยางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้มีแซ่มู่ นางเป็เ้าของร้านสุราหมื่นลี้แห่งนี้ แม้ว่ารูปร่างของนางจะเหมือนกับสตรีวัยกลางคนที่อายุราวๆสามสิบปลายๆแล้ว แต่มีรูปโฉมกับถือว่าไม่ธรรมดานางยังคงมีงดงามแถมยังแฝงเสน่ห์ของสตรีวัยผู้ใหญ่ ชุดอาภรณ์ที่นางสวมใส่เองก็เปิดเผยให้เห็นเนื้อหนังขาวผ่องอยู่หลายส่วน ทำให้หลอกล่อเหล่าผีขี้เหล้ามาเสียเงินได้ไม่น้อย
แต่สำหรับสวีหยางเขาสนใจเพียงแค่สุราของร้านนี้เท่านั้น ส่วนเกี่ยวกับรูปโฉมของเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ก็ชั่งเถอะ เพราะถึงแม้จะเห็นว่าเถ้าแก่เนี้ยมู่เป็เพียงแค่สตรีธรรมดาๆผู้หนึ่ง แต่สตรีธรรมดาที่มีรูปโฉมไม่ธรรมดาเช่นนี้จะสามารถเปิดร้านสุราภายในยุคสมัยที่พละกำลังเป็ใหญ่เช่นนี้ได้หรือ
ไม่ว่าใครมองดูก็พอจะรู้ว่าสตรีผู้นี้อย่างไรเสียก็ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะแบบนั้นั้แ่รู้จักกันมาสวีหยางจึงแทบจะไม่มองและไม่สนใจรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของนางเลย
ส่วนใหญ่เข้ามาเพียงแค่ทำการซื้อสุราหลังจากนั้นก็หันหลังออกจากร้านในทันที ไม่เหมือนกับพวกผีสุราภายในร้านที่นั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ที่ยกสุราขึ้นดื่มทีนึงดวงตาก็ชะเง้อมองเนินอกขาวอิ่มของนางครานึงเป็กับแก้มไปด้วย
“เอาเช่นเดิม” สวีหยางเอ่ยขึ้นพลางผลักน้ำเต้าสุราของตนเองไปด้านหน้า
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยิ้มอย่างเปี่ยมเสน่ห์ก่อนจะส่งเสียงเรียก “เหยาเอ๋อร์มาเอาน้ำเต้าสุราไปเติมให้คุณชายสวี”
สิ้นเสียงนั้นเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดสิบสองปีที่ทั้งหน้าตาและเครื่องแต่งกายธรรมดาๆผู้นึงก็วิ่งออกมาจากหลังร้าน จากนั้นก็รับน้ำเต้าสุราจากมือของเถ้าแก่เนี้ยมู่แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปเติมสุราด้านหลังร้าน
สวีหยางมองตามแผ่นหลังของเด็กหญิงที่วิ่งหายเข้าไปด้านหลังร้าน
เด็กหญิงผู้นั้นเถ้าแก่เนี้ยมู่เรียกนางว่าเหยาเอ๋อร์น่าจะสามารถพูดได้ว่าเป็เสี่ยวเอ๋อร์น้อยของร้านสุราแห่งนี้กระมัง
นอกจากหนึ่งสตรีวัยกลางคนและหนึ่งเด็กหญิงร้านสุราแห่งนี้สวีหยางก็ไม่เคยพบเห็นคนงานคนอื่นอีก ในขณะที่สวีหยางจ้องมองเด็กหญิงผู้นั้นที่วิ่งหายเข้าไปภายในหลังร้าน
เสียงหัวเราะที่ไพเราะของเถ้าแก่เนี้ยมู่ก็ดังขึ้นมา ทำให้สวีหยางต้องหันกลับไปมอง
“คุณชายสวีคงไม่ใช่ว่าท่านมีรสนิยมแปลกๆหรอกนะเ้าคะ?”เถ้าแก่เนี้ยมู่เอ่ยเย้าหยอกขึ้น
สวีหยางมุมปากกระตุก “ถ้าเกิดว่าท่านไปพูดเช่นนี้ต่อหน้าพวกผีขี้เหล้าสักคนสองคน เกรงว่าพรุ่งนี้ข้าคงต้องเก็บของหนีออกจากเมืองเพราะชื่อเสียงที่ฉาวโฉวแล้ว”
ความคิดของสตรีผู้นี้มันอันใดกันนางกำลังจะบอกว่าตัวของเขาเป็พวกวิตถารที่ชอบเด็กหญิงมากกว่าสตรีทั่วไปหรือ นางจะคิดเช่นนั้นก็แล้วแต่เถอะแต่ว่าเล่นพูดออกมาแบบนี้ ผู้ใดจะไม่รู้บ้างว่าสถานที่ที่เป็จุดกระจายข่าวที่ดีที่สุดคือวงสุรา
คือถ้าเกิดว่ามีพวกผีขี้เหล้าสักคนได้ยินคำพูดของนาง ชื่อเสียงของเขาคงจะกระจายไปทั่วทั้งเมือง แล้วเขาก็คงจะไม่มีหน้าอยู่ไปในเมืองไป๋สืออีกแล้ว
เถ้าแก่เนี้ยมู่หัวเราะ “ก็ข้าเห็นท่านไม่เคยมองข้าเลยแม้แต่น้อย ในครั้งนี้ยังเอาแต่มองเหยาเอ๋อร์จะไม่ให้ข้าคิดเช่นนั้นก็ไม่ได้นิเ้าคะ”
เถ้าแก่เนี้ยมู่พูดจบก็พยายามยืดตัวตรงขึ้นเล็ก ราวกับว่าพยายามจะยกเนินเขาอันสูงเด่นนั้นให้สังเกตได้ชัดเจนขึ้น
สวีหยางส่ายหน้า “ข้ากลัวว่าจะมองท่านมากเกินไปแล้วเงินในกระเป๋าของข้าจะหมดน่ะสิ”
ได้ยินคำตอบเช่นนั้นเถ้าแก่เนี้ยมู่หัวเราะร่วน
สวีหยางถอนหายใจระหว่างที่ต้องรอสุราเขาก็หันกลับไปมองภายในร้านสุรา ในตอนนี้เป็่ยามบ่ายแก่ๆคนที่นั่งอยู่ภายในร้านกับมีแค่คนสองคนนี้แปลกอยู่บ้าง
สวีหยางมักจะเลือกมาซื้อสุราในเวลานี้ประจำ เพราะว่าคนจะไม่เยอะไปแล้วเพราเป็่เวลาที่ร้านเพิ่งเปิด แต่ในวันนี้ดูเหมือนว่าคนออกจะน้อยไปสักหน่อย
เมื่อมีเื่ที่สงสัยสวีหยางเองก็ไม่คิดจะเก็บเอาไว้ เขาได้หันไปหาเถ้าแก่เนี้ย..ที่นั่งอยู่แล้วถามออกไป “เหตุใดคนจึงน้อยเช่นนี้”
เถ้าแก่เนี้ย..ได้ยินคำถามก็ถอนหายใจออกมา “คุณชายสวีอาจจะไม่ได้ออกจากจวนมาหลายวัน ที่จริงใน่นี้นอกเมืองไป๋สือไม่ค่อยสงบนัก”
“ไม่ค่อยสงบหรือ?”
“ใช่เ้าค่ะ! เมื่อหลายวันก่อนได้ยินว่าหมู่บ้านหลายแห่งใกล้เมืองไป๋สือโดนสัตว์อสูรเข้าโจมตี หมู่บ้านบางแห่งที่มีสมาชิกเพียงแค่ 200-300 คนถึงกับโดนสังหารตายจนหมด”
“ความวุ่นวายมันไม่ได้จบลงแค่นั้น เหมือนว่าสัตว์อสูรที่ออกอาละวาดจะบ้าคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใน่นี้ผู้คนภายในเมืองไป๋สือเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน หลายคนต่างพากันกลัวไม่กล้าออกจากจวนทำให้กิจการเล็กๆของข้าจึงเงียบเช่นนี้”