“ก็ยังไม่นานเท่าไหร่นี่นะ” หมายความว่าครั้งแรกที่ไอ้โปรดเจอ เธอเพิ่งกลับมาได้เพียงสองสามเดือนเท่านั้น โชคดีของเขาแล้วที่ได้เจอหญิงสาวแต่เนิ่นๆ
น้ำเสียงทุ้มฟังแสนสบาย เกือบลืมไปหมดสิ้นว่าตัวเองกำลังโกรธหญิงสาวเพียงไร้ที่ปิดโอกาสบอกรักเมื่อ 4 ปีก่อน
การที่นรารินยอมมากับเขาอย่างง่ายดายทำให้ตายหนุ่มคิดเอาเองว่าเธอคงอยู่ตามลำพัง เครื่องดื่มกับขนมที่เตรียมซื้อเตรียมจะกลับขึ้นไปบนคอนโดมิเนียมสำหรับเธอคนเดียว
...จนถึงตอนนี้เธออาจยังไม่ได้คบหาใครด้วยซ้ำ
รถหักเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดของผับหรูริมแม่น้ำเ้าพระยา เขายังไม่ผลีผลามลงจากรถ ยังไม่ดับเครื่องยนต์ อยากอยู่อย่างเงียบๆ ตามลำพังต่ออีกสักหน่อย
“พี่ปัณมีเื่อะไรอยากพูดก็พูดตรงนี้เลยก็ได้นะคะ ไม่ต้องเข้าไปดื่มก็ได้”
“ทำไมล่ะ มีคนรออิงอยู่เหรอ เหล้าพวกนั้นจะเอาไปดื่มกับใคร”
“ไม่มีใครรออยู่หรอกค่ะ อิงจะดื่มคนเดียว”
เป็อย่างที่เขาลอบประเมินไว้จริงๆ
บนนิ้วไม่มีแหวน ดื่มคนเดียว คงมีแต่สาวโสดทั่วไปชอบทำกันกระมัง
เขาพิงหลังชิดเบาะยิ่งกว่าเดิม หันหน้ามองสบตาคนข้างกาย หวังจะถามประโยคคาใจ
“บอกพี่ได้มั้ยว่าเราทำไมเราถึงควรเลิกติดต่อกัน”
เื่นี้เองที่คาใจเขา “ไม่ยากเลยค่ะ” นรารินกลืนน้ำลายก่อนพูดต่อ “เราเป็แค่คู่นอนกันนะคะ พอต่างคนต่างเลือกทางเดินของตัวเองก็ไม่มีเหตุผลต้องติดต่อกันอีกแล้ว ที่สำคัญตอนนั้นพี่ปัณกำลังจะคบกับผู้หญิงอีกคน เธอคงไม่สบายใจหรอกค่ะที่รู้ว่าพี่ปัณยังติดต่อกับผู้หญิงคนอื่น ยิ่งถ้าเธอรู้ว่าเราเคยมีอะไรกัน เธอคงยิ่งไม่สบายใจ”
“อิงคิดว่ามีแค่ตัวเองคนเดียวเหรอที่แคร์ ไม่คิดบ้างหรือยังไงว่าพี่เองก็แคร์อิงเหมือนกัน” ชายหนุ่มเริ่มมีอาการหงุดหงิด วันนั้นเธอน่าจะเปิดใจฟังเขาบ้าง ไม่พูดให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าเธอไม่เห็นความสำคัญของเขาอีกต่อไปจึง้าตัดขาดกัน
“อิงรู้ค่ะว่าพี่ปัณแคร์ เพราะเราเคยมีเวลาดีๆ ด้วยกัน” เธอตอบตามความเข้าใจของตัวเอง
“พี่ไม่คิดเลยนะว่าเราเป็คนตื้นเขินขนาดนี้”
เธอมองตอบ ต้องใช้คำพูดรุนแรงขนาดนี้เชียวเหรอ!
“แคร์แล้วยังไงคะ ในเมื่อพี่ปัณเลือกผู้หญิงคนอื่นอยู่ดี” ความน้อยเนื้อต่ำใจผสานในเสียงหวานละมุนหู
“ตอนนั้นพี่ยังไม่ได้เลือกผู้หญิงคนอื่นเลย มีแต่อิงที่ทึกทักไปเอง วันนั้น… ในวันเกิดของพี่ พี่กำลังจะบอกอิง”
“พี่ปัณกำลังจะบอกอิงว่าอะไรคะ”
“พี่กำลังจะพูดว่าพี่ระ…”
คำพูดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยสายเรียกเข้าซึ่งเบอร์โทรคนปลายสายปรากฏบนจอมอนิเตอร์ตรงเผงคอนโซลหน้ารถ
‘ที่รัก’
ชื่อคนปลายสายที่เขาไม่ได้พิมพ์เองหากแต่เ้าของชื่อซึ่งเป็คนขอมือถือเขาไปเมมเบอร์โทรติดต่อใหม่ต่างหากที่ใช้คำนั้นแทนชื่อ ‘ปิ่น’
นรารินอ่านชื่อคนโทรเข้าแล้วฉวยโอกาสแตะจอตรงตำแหน่งปุ่มรับสาย
[ปัณคะ จะกลับถึงคอนโดเมื่อไหร่ ปิ่นรอทานข้าวกับคุณอยู่นะ] หญิงสาวปลายสายเอ่ยเป็ประโยคแรก
เขามีสีหน้าอึดอัดใจ จำต้องตอบรับอย่างเสียไม่ได้
“ทานก่อนเลยครับปิ่น ผมแวะมาดื่มกับเพื่อน”
คำว่า ‘เพื่อน’ ทิ่มแทงในความรู้สึกของนรารินราวกับคมกริดกรีดกลางใจอย่างไรอย่างนั้น
เธอเริ่มโกรธคนข้างกายที่ลากเธอออกมาเพื่อจะรื้อฟื้นความหลังในอดีตทั้งๆ ที่ตัวเองมีพันธะผูกตัวอยู่
แหวนหมั้นบนข้อนิ้วนางข้างซ้ายของเขายิ่งสร้างความชอกช้ำกระทั่งหญิงสาวต้องเบือนหน้าหนี เปิดประตูหนีออกไปก็ทำไม่ได้เพราะเขาควบคุมแผงคอนโซลล็อกประตูทุกบานไว้ไม่ยอมให้เธอหนีไปไกลๆ ได้ดั่งใจ
[เราไม่เจอกันตั้ง 3 อาทิตย์แล้วนะปัณ แม่เริ่มถามปิ่นแล้วว่าเรามีปัญหาอะไรกัน กลับมาคุยกันก่อนดีกว่าค่ะ เพราะพรุ่งนี้ปิ่นต้องเดินทางไปสัมมนาที่สิงคโปร์แต่เช้า อยากมีเวลาอยู่กับคุณบ้าง] ท้ายประโยคหญิงสาวทอดน้ำเสียงชวนให้คิดว่าการมีเวลาอยู่ด้วยกันบ้างในความหมายนั้นหมายถึงการใช้เวลาบนเตียงด้วยกัน
น้ำตาเริ่มคลอหน่วยหากแต่นรารินฝืนสะกดกลั้นมันเอาไว้จนลึกสุดหัวใจ
เธอยังคงรักเขาจึงไม่แปลกหากจะปวดร้าวเมื่อตระหนักได้ว่าเขามีผู้หญิงที่สำคัญต่อตัวเองมากๆ อยู่ตั้งคน
ปริณธวัฒน์ลังเลใจ เลือกไม่ได้ระหว่างคู่หมั้นที่มีปัญหาระหองระแหงกันเสมอมา กับผู้หญิงที่วนเวียนอยู่ในหัวใจตลอดเวลา 4 ปี เต็ม
[ปิ่นจะรอคุณกลับมาทานมื้อค่ำพร้อมกันนะคะ]
ปวริศาย้ำตามแบบคนชอบควบคุมคนอื่นให้อยู่ในโอวาทของตัวเองก่อนตัดสายโดยไม่รอให้ชายหนุ่มตอบรับ
เขาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด หนักใจคล้ายมีูเานับสิบลูกกองสุมอยู่บนอก
“พี่ปัณกลับไปหาเธอดีกว่านะคะ อิงอยากกลับไปพักผ่อนแล้วเหมือนกัน”
เขาขบกรามแน่น
ท่าทางจริงจังขึงขังของคนข้างกายทำให้เขายอมแพ้ อีกทั้งปัญหาคาราคาซังระหว่างตัวเองกับคู่หมั้นกำลังรอให้สะสาง
“แต่ให้พี่ขับรถไปส่งอิงได้มั้ย”
“ก็ได้ค่ะ” เธอยอมรับข้อต่อรอง อย่างไรก็ได้เพียงไม่ต้องทุ่มเถียงกับเขา รีบแยกย้ายจากกันโดยเร็วที่สุดเท่าไหร่ยิ่งดีเธอจะได้ร้องไห้ระบายความอัดอั้นตันใจอย่างหมดจดเสียที