“นี่คือคำถามของข้านักเดินทาง”
“เ้าจะใช้พลังอำนาจทำสิ่งใด”
พอฟังจบเขาก็พยักหน้าช้าๆ แล้วเริ่มทำความเข้าใจบททดสอบนี้ในหัว
พลังของแต่ละคนมีความหมายแตกต่างกันไปบ้างก็เป็สิ่งที่จะทำให้ตัวเองก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือผู้อื่นใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์โดยไม่สนใจหลักการเดิม หรือสำหรับบางคนมันก็อาจจะเป็สิ่งที่จะใช้ในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากไม่ก็อาจจะเป็หนทางที่จะนำไปสู่ความเป็อยู่ที่ดีกว่าเดิม
เขาเชื่อว่ามันคือคำถามปลายเปิดแบบหนึ่งที่ไม่มีถูกมีผิดสำหรับเขาแล้ว พลังเป็เพียงเครื่องมือเท่านั้น ไม่ต่างไปจากปืนหรือกรรไกรเล่มหนึ่ง
ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะใช้มันออกมายังไง
“แล้วท่านจะให้ข้าดูแลคนพวกนี้แบบไหน?”เขาถามจุดประสงค์ของมัน
“นั่นคือทางที่เ้าต้องเลือกนักเดินทาง ข้าเป็เพียงผู้เฝ้าดูเท่านั้น”
วิฬาร์ฟังแล้วก็นิ่งไป
หากนี่เป็ภารกิจร่างอวตารจริงภารกิจส่วนนี้อาจจะเป็สิ่งตัดสินว่าเขาจะสามารถเปิดภารกิจร่างอวตารได้หรือไม่และมันเป็ภารกิจที่เขาไม่มีข้อมูลสนับสนุนใดๆ
ว่ากันว่าร่างอวตารแต่ละร่างมีเจตจำนงของตัวมันเองและผู้ที่จะผ่านภารกิจของมันได้ก็คือคนที่มีแิใกล้เคียงกัน
นั่นแปลว่าไม่ใช่ว่าหากเป็คนดีแล้วร่างอวตารจะยอมรับ
บางร่างอาจจะ้าคนที่มีความทะเยอทะยานอยากจะก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลก หรือคนที่มีปณิธานแรงกล้าในการทำบางสิ่งและไม่แน่ว่าอาจจะเป็เพียงคนที่รู้จักแต่เพียงการหลบซ่อนเอาชีวิตรอดก็เป็ไปได้
ดังนั้นการที่เขาคิดจะใช้พลังที่มันมอบให้มาทำตัวเป็คนดีสร้างสรวง์ขึ้นมา ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ตรงใจกับมัน
“ได้ข้าจะแสดงเส้นทางที่ข้ายึดถือให้ดู”
มันยิ้มรับจากนั้นก็สะบัดขนดหางของมันเบาๆ ลูกแก้วขนาดเท่าลูกบาสก็ลอยมาที่เบื้องหน้าวิฬาร์มันบอกว่านี่คือลูกแก้วควบคุมที่จะช่วยให้สามารถส่องดูได้ทุกมุมเมืองและหาก้าปรับเปลี่ยนสิ่งใดบนโลก ก็สามารถสั่งการผ่านมันได้โดยมีค่าใช้จ่ายเป็พลังเทพอสูร
เขาสามารถทำอะไรกับเมืองก็ได้ไม่ว่าจะดลบันดาลให้ฝนตก ชุบชีวิตคนตาย เร่งการเจริญเติบโตของไร่นากระตุ้นความคิดผู้คน
วิฬาร์ฟังแล้วก็ลองสั่งให้ฝนตกดู
ทำให้ฝนตกใช้พลังเทพอสูรสิบหน่วย ยืนยันหรือไม่
ลูกแก้วทวนคำสั่งขึ้นมาฉายอยู่บนอากาศ
“แล้วผมใช้พลังนี้ได้มากแค่ไหนมีจำกัดมั้ย?” พอสิ้นคำถาม หน้าต่างนั่นก็ฉายตัวเลขชุดใหม่ขึ้นมา
พลังเทพอสูรคงเหลือ2,000 หน่วย
“ก็ตามนั้นเ้าใช้ได้เท่าที่มี ถ้าหมดก็ทำอะไรไม่ได้” มันเอ่ย
“แต่ทุกปีมนุษย์เ้าจะได้พลังเพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยหน่วยมาชดเชย”
เขาฟังแล้วคิดคำนวณในหัวลองสั่งการทำโน่นทำนี่เพื่อดูค่าการใช้พลังสำหรับทำเื่ต่างๆเช่นเื่ชุบชีวิตคน เร่งการโตของพืช เพิ่มทรัพยากรในบางพื้นที่เื่พวกนี้ใช้พลังเทพอสูรเยอะมาก แต่ถ้าหากเป็เื่เล็กๆ จะใช้น้อยกว่าแต่นั่นก็จะทำให้เขาควบคุมเมืองได้ยากขึ้น
“ลงมือเถิดนักเดินทาง…ข้ากำลังรอชม” พญางูเว้นพื้นที่ให้เขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงรอคอยอย่างตื่นเต้น
วิฬาร์ก้มลงมองโลกเบื้องล่างหมุนภาพในลูกแก้วเพื่อสอดส่องทั่วเมือง
วิธีบริหารเมืองในแบบที่เขาคิดไว้ในหัวไม่ยากนักยิ่งเมื่อบวกกับการมีพลังเทพหนุนเสริม ก็ยิ่งง่ายมากกว่าเดิมหลายเท่า เขาจึงไม่กังวลแม้แต่น้อย
เมื่อเป็นครใหญ่ย่อมมีคนเยอะ พอมีคนเยอะ ก็มีปัญหาตามมา
เขาเห็นพวกโจรปล้นชิงทรัพย์ขุนนางที่โกงกิน ทหารที่ปล่อยคนแปลกหน้าเข้าเมืองแลกกับเงินไม่กี่เหรียญคนที่ใช้ชีวิตอย่างผาสุก มีกินมีใช้เหลือเฟือ หรือพวกขอทานที่หาเศษขนมปังกินประทังหิวไปวันๆทุกอย่างต่างมีครบ วิฬาร์วนดูอยู่หลายรอบก็เริ่มร่างแผนการในหัว
เื่ฝีมือการบริหารจัดการนั้นเขาก็เคยมีประสบการณ์มาระยะหนึ่งจึงรู้ดีว่าไม่ใช่ว่าทุกปัญหาจะแก้ได้ง่ายๆ หากเขาเลือกใช้พลังซี้ซั้วไม่นานก็คงหมดแน่
ทว่าวิฬาร์ก็มีคำตอบที่เขายึดมั่นอยู่เสมอมา
เส้นทางที่เขาเดินมาทั้งชีวิตเป็เส้นทางที่เขาฝ่าฟันมาด้วยตัวเองมันหล่อหลอมให้เขาเชื่อมั่นในความพยายามและการทุ่มเทแต่ก็ใช่ว่าผลลัพธ์ของมันจะหอมหวานเสมอไป
บ่อยครั้งที่เขาผิดหวังและล้มเหลวแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดก้าวเดินไปข้างหน้า
วิฬาร์จึงมีความเชื่อฝังใจว่าหากสิ่งใดได้มาโดยง่ายก็แปลว่ามันด้อยค่า ไม่นานก็จะถูกลืมเลือนไปพวกเขาจะต้องเป็คนคว้าสิ่งนั้นมาด้วยตัวเองไม่ใช่งอมืองอเท้ารอขนมปังที่หล่นลงมาจากฟ้าทุกคนต้องรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อจะได้รวมกันเป็หนึ่ง ทวีความแข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่าการอยู่เพียงลำพังและนั่นคือเส้นทางที่เขาจะเลือกให้ผู้คนในเมืองนั้นก้าวเดิน
ประชาชนในเมืองเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดว่าโลกข้างล่างเวลาไหลเร็วกว่าบนนี้ ทุกวันที่ผ่านไปมีเื่ราวต่างๆมากมาย ผู้คนต่างเกิด แก่ เจ็บ ตาย ลงไปทุกวัน ทว่าวิฬาร์ยังคงนิ่งเฉยมองทุกสิ่งหมุนเวียนไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาทรุดกายลงนั่นที่ขอบของแผ่นเมฆ หย่อนขาข้างหนึ่งลงไปเบื้องล่างราวกับว่าไม่ยี่หระต่อความสูงนับสิบๆกิโลเมตรเหนือพื้นดิน ขาอีกข้างชันเข่าขึ้นมาแล้ววางคางลงไปเกยมองดูภาพในลูกแก้วอย่างเฉยเมย
เพราะสุขอนามัยที่ยังล้าหลังไม่นานนักในเมืองก็เกิดโรคระบาด ผู้คนเริ่มล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็มีผู้ศรัทธาบางกลุ่มที่เริ่มอ้อนวอนต่อพระเ้าวิงวอนขอความเมตตา ทว่าวิฬาร์เพียงแค่ใช้พลังไปสิบห้าหน่วยเพื่อกระตุ้นการรักษาทางอ้อมเท่านั้น
“เ้านี่เืเย็นกว่าที่ข้าคิดนะเนี่ย”พญางูแลบลิ้นแล้วเอ่ยคล้ายจะถูกใจ
เขายิ้มรับเบาบาง
“ถ้าหากผมใช้พลังช่วยเหลือคนพวกนี้โดยตรงไม่นานพวกเขาก็จะเคยตัว แล้วคราวหน้าพอมีเื่อะไรก็จะรอให้ผมช่วยซ้ำไปซ้ำมาไม่จบสิ้นในเมื่อเื่เล็กแค่นี้พวกเขาแก้ไขกันเองได้ ก็ปล่อยไป” ดวงตาวิฬาร์ฉายแววหมดอารมณ์เขาเบื่อจนเริ่มนั่งเท้าคาง ขาข้างหนึ่งที่ห้อยอยู่ก็แกว่งไปมา
“แิเ้าน่าสนใจดี…ถ้าอย่างนั้น ข้าจะรอดูผลลัพธ์ของมัน”ดวงตามหึมาจ้องมองแผ่นหลังชายตรงหน้าคล้ายกับว่ามันล่วงรู้อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทั้งสองนิ่งเงียบกันไปเป็เวลานานส่วนโลกเบื้องล่างก็ยังคงหมุนต่อไป
ประชาชนเริ่มรักษาโรคได้มีทั้งคนที่รอดและคนที่ตาย หลายคนสูญสิ้นศรัทธาในพระเ้า บางคนถึงกับก่นด่าสาปแช่งแต่วิฬาร์ไม่ได้ใส่ใจ เขาใช้พลังเทพอสูรอย่างขี้เหนียวทำให้ผู้คนในเมืองดำรงชีวิตได้อย่างยากลำบาก แม้แต่เ้าเมืองยังต้องอดมื้อกินมื้อทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อก้าวผ่าน่เวลาอันแสนโหดร้ายนี้ไปให้ได้
วันเวลาผ่านไปวิฬาร์ช่วยให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ทว่าพวกเขาไม่ได้ขอบคุณเทพเ้า ทุกคนต่างเริ่มสะสมเสบียงรอรับเหตุการณ์ในภายภาคหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์ในเมืองดีขึ้นเรื่อยๆจนกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ทว่าคราวนี้แทนที่วิฬาร์จะนิ่งเฉยเขากลับใส่เื่ร้ายๆ ลงไปเอง
ทั้งไฟป่าสัตว์ร้าย แผ่นดินไหว น้ำท่วม และอื่นๆ อีกหลายเื่
ผู้คนในเมืองต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอดในหนึ่งปีมีวันดีๆ น้อยจนนับนิ้วได้ ทำให้ผู้คนต่างหวงแหนวันเวลาเหล่านี้อย่างมากทุกคนต้องเกาะกลุ่มกันเพื่อเอาตัวรอด การแก่งแย่งชิงดีลดน้อยลงจนน่าใดูเหมือนว่าวิธีของวิฬาร์จะได้ผลดีไม่น้อย
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายๆครั้ง เมื่อเมืองเกิดความร่ำรวยและอุดมสมบูรณ์มากเกินไป ทุกคนก็จะเฉื่อยแฉะอยู่กันไปวันๆ โดยไร้จุดหมาย เปลี่ยนเป็หันมีดดาบเข้าหาพวกเดียวกันเอง จากนั้นก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆกลายเป็เป้าหมายที่เมืองอื่นจ้องจะยึดครอง และสุดท้ายก็จะกลายเป็ที่ฟูมฟักความเน่าเฟะเกิดเป็วัฏจักรโกลาหลไม่จบไม่สิ้น วิฬาร์จึงคิดว่าการเร่งกระบวนการเหล่านี้ด้วยภัยธรรมชาติและเหตุร้ายต่างๆจะทำให้ผู้คนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด และสามัคคีกันเพื่อแข็งแกร่งขึ้นและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องมีเขาดูแลอยู่ตลอดเวลา
ทว่าไม่นานเื่ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ผู้คนในเมืองของเขาระดมกองทัพเพื่อพื้นที่ใหม่แสวงหาทรัพยากรใหม่ ขยายอาณาเขตไปยังเมืองอื่นๆ ที่อยู่ไม่ห่างไปนักวิฬาร์ดูจากจำนวนไพร่พลของฝั่งเขาเทียบกับอีกเมืองแล้วเห็นว่าน้อยกว่าเกือบสามเท่าก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะไม่ว่าชนะหรือแพ้ เขาก็ยินดีทั้งนั้น
และหลังจากตีเมืองอยู่เกือบสองเดือนในที่สุดฝ่ายของเขาก็ชนะ
ทหารปล้นชิงทุกสิ่งอย่างมากจากเมืองใต้ปกครองเริ่มมีการอพยพ สร้างเมืองแห่งใหม่ขึ้น พวกเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าเื่แบบนี้จะโหดร้ายกับฝ่ายที่แพ้า แต่วิฬาร์ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่มย่ามปล่อยให้มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แม้จะเกินคาดไปไม่น้อยที่ฝ่ายเขาชนะอย่างเด็ดขาดแต่ก็ไม่ได้แก้ไขอะไร
พลังที่เขาต้องใช้น้อยลงทุกวันๆมนุษย์เ่าั้คล้ายกับไม่ต้องพึ่งพาพลังเทพอสูรอีกพวกนั้นสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ต่อสู้ เจริญเติบโต แผ่ขยาย กลืนกินทุกสิ่งสมดังใจที่วิฬาร์หวัง
“นี่คือฉากที่เ้าคิดหวังไว้รึ?”หลังจากเฝ้าดูอยู่นาน เ้างูก็เอ่ยถาม
“ใช่ผม้าให้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ด้วยตนเอง ไม่ใช่การวิงวอนหรือรอคอยโชคชะตาลิขิตชีวิตของตนด้วยสติและปัญญาของพวกเขา”
“เป็แิที่ดีแต่นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของจุดจบเท่านั้น” มันพูดค้างเอาไว้ให้วิฬาร์คิดต่อ
“ท่านหมายความว่ายังไง?”
เมื่อพวกเขาพึ่งพาตัวเองได้ก็แปลว่าสามารถเอาตัวรอดได้ในโลกอันโหดร้ายนี้แน่นอนว่าหากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่เช่นพวกแผ่นดินไหว ูเาไฟะเิหรืออุกกาบาตชนโลก พวกเขาก็คงจะป้องกันไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถรับมือได้ในระดับหนึ่ง เขาไม่เห็นว่านี่จะเป็เื่ไม่ดีตรงไหน
“เ้าประเมินความสามารถของมนุษย์ต่ำเกินไปแล้ว...”
วิฬาร์ยังคงไม่เข้าใจความหมายที่พญางูจะสื่อ
“เ้าฝึกฝนให้คนพวกนั้นรู้จักแต่การแสวงหาความก้าวหน้ามิรู้จักการหยุดฝีเท้า ต้องเติมเต็มความ้าของตนเองโดยไม่หยุดทำให้จิตใจพวกมันว่างเปล่า หยาบกระด้าง ไม่รู้จักคำว่าพอ แล้วอีกไม่นานเ้าจะพบว่าช่องว่างนี้จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมิอาจเติมเต็ม…” พญางูบอกสิ่งที่มันคิดก่อนจะพูดสิ่งที่สำคัญที่สุดออกมา
“…มีคำกล่าวไว้ว่าหากเทียบกับกิเลสของมนุษย์แล้ว แม้แต่ฟ้าที่ว่าสูงก็ยังเตี้ยเกินไป แม้มหาสมุทรที่ว่าลึกก็ยังตื้นเกินไปหรือแม้แต่จักรวาลที่ว่ากว้างก็ยังแคบเกินไป แม้ว่าเดิมทีมนุษย์จะมีกิเลสอยู่แล้วทว่าการฟูมฟักของเ้าก็ไม่ต่างกับการราดน้ำมันลงกองเพลิง เร่งให้พวกมันมีความ้าเกินตัวเร็วขึ้นอีกเ้ารอดูเถอะ ว่ากิเลสของมนุษย์จะทำให้เกิดสิ่งใดได้บ้าง”
เมื่อฟังคำพูดนั้นของพญางูวิฬาร์ก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดพลาดของตัวเอง
ที่โลกเบื้องล่างพวกเขาสร้างประเทศของตัวเองได้สำเร็จ ไม่นานนักก็กลายเป็ชาติมหาอำนาจเกิดการล่าอาณานิคมครั้งใหญ่ จากนั้นก็เริ่มลุกลามกลายเป็าโลก
หลังจากรู้จุดอ่อนในแผนการแม้วิฬาร์จะใช้พลังเทพอสูรเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ทว่าาครั้งนั้นก็ยังรุนแรงอย่างมากมีผู้คนล้มตายนับสิบล้าน ก่อนที่มันจะจบลงโดยใช้เวลาเพียงหกปี
จากนั้นพวกเขาที่รู้ผลพวงของาก็เริ่มรู้ว่ามันเป็เื่ที่ทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่นจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็การแข่งขันทางด้านอื่น ทั้งเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง การค้า หรือแม้กระทั่งาสื่อ าสายลับาเศรษฐกิจ
แต่ว่าถึงจะไม่ได้ถึงเืถึงเนื้อโดยตรงเช่นาครั้งก่อนทว่าการทำาในที่ลับแบบนี้ก็เกิดความสูญเสียไม่น้อยไปกว่ากัน ทุกฝ่ายต่างบอบช้ำกันทั่ว
วิฬาร์พยายามฝืนกระแสนี้จนพลังเทพอสูรหมดลงทว่าพวกเขาก็ยังคงเดินหน้าต่อ และเมื่อพลังเทพอสูรหมดวิฬาร์ก็ทำได้เพียงนั่งมองดูโลกเบื้องล่างไปเงียบๆเพราะไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป
แม้คนเ่าั้จะเข็ดขยาดจากาที่แท้จริงทว่าหลังจากการต่อสู้ในที่ลับกันต่ออีกนับสิบๆ ปีก็กลายเป็ว่าความรุนแรงในใจของพวกเขาไม่มีที่ให้ระบายออก
และนั่นก็นำไปสู่หายนะ
“และนี่…คือจุดจบที่สานต่อมาจากการฟูมฟักของเ้า” พญางูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้วิฬาร์ไม่รู้แล้วว่าที่มันยิ้มเพราะกำลังเยาะเย้ยความผิดพลาดที่เขาทำลงไปหรือถูกใจเื่ราวที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้ากันแน่
าโลกครั้งที่สองทิ้งเวลาห่างจากครั้งแรกเกือบร้อยปีทว่าความรุนแรงกลับเทียบกันไม่ติด
อาวุธที่แม้แต่วิฬาร์ยังไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึงถูกใช้ในการรบแสงสีฟ้าส่องประกายเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างงดงาม ทว่าไร้ซึ่งสิ่งใดที่สามารถชมเชยมัน
และไม่นานนักาก็สิ้นสุดลงด้วยความย่อยยับของทุกฝ่าย
สี่พันสามร้อยหกสิบสองปีหลังจากวิฬาร์เริ่มดูแลเมือง
มนุษย์สูญพันธุ์จากาของพวกเขาเอง
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงตอนที่ ๒๐ นะครับ หลังจากนี้จะลงวันละตอนเป็ต้นไปครับ มีอะไร ติชมพูดคุยกันได้นะครับ ยินดีรับทุกคอมเมนท์ครับ
นักอ่านท่านใดอยากติดตามการอัพเดทนิยายตอนใหม่ๆ รวมถึงพูดคุยกับนักอ่านจากเวบอื่น สามารถเข้าไปกดติดตามได้ที่เพจ Paraginos ในเฟสบุ๊คนะครับ