เสียงสัญญาณดังขึ้นสามครั้งทั่วสนาม ผู้คนที่แน่นขนัดต่างเงียบเสียงลงทันทีเมื่อผู้าุโฝ่ายจัดงานก้าวขึ้นไปบนเวทีกลางพลางประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“การประลองรอบแรกได้สิ้นสุดลงแล้ว! ขอบคุณยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทุกคนที่แสดงศักยภาพออกมาอย่างสมศักดิ์ศรี!”
เสียงฮือฮาปรบมือดังขึ้นก่อนจะเงียบลงอีกครั้งเมื่อแผ่นหยกประกายแสงถูกยกขึ้นเหนือหัวผู้าุโ
“บัดนี้! ข้าขอประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้าสู่รอบที่สองทั้ง 16 คน และจะทำการประกบคู่ประลองในทันที!”
ผู้ผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย ได้แก่:
1. หลี่เฉินเฟิง –
2. หลี่ซูเหยา –
3. หลี่หยาง –
4. หลี่ชิงจื่อ –
5. หลี่เซียน –
6. หลี่ิจื้อ –
7. หลี่คุนเย่ว์ –
8. หลี่หรงจิน –
9. หลี่ไป๋หลง –
10. หลี่เหวินเฉียง –
11. หลี่ซูเฟย –
12. หลี่ซินหลาง –
13. หลี่เสวียนจือ –
14. หลี่เหอหรง –
15. หลี่เจิงไห่ –
16. หลี่หลานเยว่ –
เสียงฮือฮาจากฝูงชนยังคงไม่จางหายหลังจากรายชื่อผู้เข้ารอบทั้งสิบหกถูกประกาศออกมาอย่างเป็ทางการ ความตื่นเต้นจากการประลองรอบแรกยังอวลอยู่ทั่วลานประลอง หลายคนยังคงพูดถึงการต่อสู้ของหลี่เฉินเฟิงอันทรงพลัง หลี่ซูเหยาผู้แยบยล และโดยเฉพาะหลี่หยาง—ผู้เป็ดั่งพายุที่ไม่อาจคาดเดา
ผู้าุโผู้ทำหน้าที่ประกาศรายชื่อยกมือขึ้นอีกครั้ง เสียงจึงค่อยๆ เงียบลงทั่วทั้งสนาม
“การประลองรอบสองจะเริ่มต้นในยามเฉินของวันรุ่งขึ้น—ทุกคนมีเวลาพักผ่อนหนึ่งคืน จงใช้เวลานี้ให้คุ้มค่า ทั้งเพื่อพักฟื้นร่างกาย ตรวจสอบอสูรคู่ใจ หรือวางแผนสำหรับการต่อสู้ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม!”
สิ้นเสียงประกาศ แผ่นหยกเวทค่อยๆ จางแสงลง ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบหกคนค่อยๆ ก้าวลงจากเวทีและแยกย้ายกลับไปยังพื้นที่พักของตนเอง
ภายในลานประลองเริ่มผ่อนคลายลง แสงอาทิตย์ยามสายัณห์ทาบทอลงบนหลังคาศาลา สายลมพัดผ่านหมู่ไม้ เสียงสนทนาเบาๆ ดังเป็ระลอก…
คืนนี้จะเป็ค่ำคืนแห่งความตึงเครียด บ้างใช้เวลาทบทวนยุทธวิธี บ้างเงียบสงบฝึกสมาธิ บ้างปลอบโยนอสูรที่าเ็ แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังวันพรุ่งนี้—เมื่อาแห่งอัจฉริยะจะกลับมาอีกครั้งในรอบที่สอง
ค่ำคืนหลังจบรอบแรกของการประลองเยาวชน แสงจันทร์ทอดผ่านหน้าต่างเรือนหลังเล็กในเขตด้านในของตระกูลหลี่ หลี่หยางเพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ลานบ้านก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำแกงจากในครัว และไม่ทันที่เขาจะได้เปิดปากเรียก
“พี่หยาง!”
เสียงใสของหลี่ซินเอ๋อร์ น้องสาวแท้ๆ ของเขาดังขึ้น เธอวิ่งถลามาหา กอดแขนเขาแน่น ใบหน้ามีทั้งความดีใจและน้ำตาคลอ
“ข้าเห็นหมดเลย! จิ้งจอกเงาจันทร์นั่นน่าทึ่งมาก! ทุกคนในสนามอ้าปากค้างกันหมด!”
หลี่หยางหัวเราะเบาๆ ลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู ก่อนที่เสียงไอเบาๆ จะดังขึ้นจากหลังฉากประตู
“เ้าทำให้คนแก่อย่างข้า ถึงกับเผลอยิ้มอยู่กลางลานพิธีเชียวนะ ไอ้หลานตัวดี”
เสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมร่างของ หลี่เทียนหยุน ปู่ของเขาที่เดินออกมาพร้อมไม้เท้าในมือและรอยยิ้มเต็มหน้า
หลี่หยางรีบก้าวไปประคอง
“ข้าทำให้ท่านเป็ห่วงหรือเปล่าขอรับ?”
“ห่วงงั้นรึ? ฮ่าๆๆ ไม่เลย ไม่เลย! ข้าภูมิใจจนจะอกแตกตายอยู่แล้วต่างหาก!”
หลี่เทียนหยุนหัวเราะอย่างสะใจ แล้วตบไหล่หลานชายแน่น “เ้าน่ะ มันเหนือความคาดหมายไปแล้ว แม้แต่ผู้าุโบางคนยังตกตะลึง นับประสาอะไรกับตาแก่คนนี้”
พวกเขานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะเล็กใต้ชายคา ซินเอ๋อร์รีบยกข้าวต้มอุ่นๆ และผักดองมาเสิร์ฟให้พี่ชาย ส่วนหลี่เทียนหยุนก็เริ่มซักไซ้
“จิ้งจอกตัวนั้น…แล้วไมยราพของเ้าล่ะ? หรือว่ามีเื่อะไรที่ข้ายังไม่รู้?”
หลี่หยางยิ้มเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามโดยตรง แต่สายตานั้นมั่นคง
“ไมยราพ...ยังไม่ถึงเวลาต้องใช้มัน แต่เมื่อถึงวันนั้น… มันจะไม่แพ้ใครแน่”
หลี่เทียนหยุนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ดีแล้ว เ้ารู้จักวางแผน รู้จักอดทน นี่แหละสายเืของหลี่จริงๆ”
หลี่ซินเอ๋อร์ยิ้มตาหยี พลางพูดขึ้นว่า
“พี่หยางจะต้องเข้ารอบลึกๆ แน่นอน คราวหน้า สู้เขาอีกนะ!”
หลี่หยางหัวเราะเบาๆ มองสองคนตรงหน้า — ครอบครัวที่เขารักที่สุด
คืนนี้…แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้ แต่ใจเขากลับอบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใด
หลังจากมื้ออาหารอันอบอุ่น หลี่หยางกล่าวราตรีสวัสดิ์กับปู่และน้องสาว ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพักเล็กๆ ของตนเอง
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงบเข้าปกคลุม พอเอนกายลงบนฟูก หลี่หยางกลับไม่รู้สึกง่วงอย่างที่คิด เขาหลับตาลง แต่แล้ว…
“ตึก… ตึก…”
หัวใจเขาเต้นถี่ขึ้นโดยไร้เหตุผล ร่างกายพลันร้อนวูบวาบ พลังบางอย่างแล่นวูบผ่านชีพจรไปยังศูนย์กลางของพื้นที่จิติญญา
“นี่มัน…”
หลี่หยางรีบหลับตาโคจรจิต ลมหายใจนิ่งสนิท
และทันใดนั้นเอง สติของเขาก็ถลำเข้าสู่ทะเลแท่งจิต — ที่ซึ่งเป็ดั่งเขตแดนภายในของเขา
กลางทุ่งเงียบสงัด ภายใต้แสงจันทร์สีเงิน — เงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางลานหิน
จิ้งจอกเงาจันทร์
ขนสีเงินอมฟ้าของมันเปล่งแสงจางๆ คล้ายกำลังสะท้อนกับพลังบางอย่างในอากาศ ดวงตาคู่งามจับจ้องมายังเ้าของ พลางก้าวเดินเบาๆ มาหา
เมื่อมาถึงตรงหน้า ร่างบางของมันก็โน้มหัวลงช้าๆ สะเก็ดแสงบางเบาแผ่กระจายออกมา — สัญญาณของการ เลื่อนขั้น
“มันกำลัง…ดูดซับพลังเพื่อข้ามขั้น…”
หลี่หยางรับรู้ได้ถึงกระแสพลังจิตที่ไหลเวียนอย่างเสถียร พลังที่เป็ของสัตว์อสูร แต่กลับเชื่อมโยงถึงตัวเขาอย่างลึกล้ำ
จิ้งจอกค่อยๆ ส่งแรงสั่นะเืทางจิตมาถึงเขา คล้ายถ่ายทอดพลังที่มันได้รับคืนกลับมาให้ผู้เป็เ้าของบางส่วน — เป็ สายสัมพันธ์ที่เหนือระดับ
ร่างของหลี่หยางพลันเปล่งแสงสีเงินจางๆ ตรงกลางหน้าผาก ชั่วขณะหนึ่ง พลังลึกลับแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจรทุกสาย จิตของเขาเย็นนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ขอบใจ…ข้าจะไม่ยอมน้อยหน้าเ้าเด็ดขาด”
จิ้งจอกเงาจันทร์ส่งเสียงแ่เบา คล้ายเป็เสียงกระซิบกลางลมหนาว ก่อนจะหายไปในเงามืดของพื้นที่จิต
เมื่อหลี่หยางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ริมฝีปากเขายกยิ้มบาง
“นักรบขั้นหกสินะ… ข้าต้องเร่งฝึกให้เร็วขึ้นกว่านี้แล้ว”
แสงจันทร์ภายนอกยังคงทอดเงาผ่านหน้าต่าง แต่ภายในใจของหลี่หยาง บัดนี้เปี่ยมด้วยพลังและความมุ่งมั่นเกินกว่าจะกล่าวเป็คำพูด
เมื่อพลังจากจิ้งจอกเงาจันทร์ไหลเวียนเข้าสู่ชีพจริญญา หลี่หยางไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป
เขาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนฟูก เรียกลมหายใจให้สงบนิ่ง จิตจดจ่ออยู่ที่จุดตันเถียนกลางท้อง
“ถึงเวลาแล้ว…”
ในใจเขารำลึกถึงเนื้อหาของ คัมภีร์เทพสัญญาจิต ...หงส์เจ็ดสีกรีดนภา — คัมภีร์โบราณลึกลับที่มีเพียงไม่กี่คนในโลกที่เคยได้ฝึก
ขั้นที่สอง ในขั้นนี้ทั้งตัวเ้าของและสัตว์อสูรคู่สัญญาจะแข็งแกร่งขึ้นเป็อย่างมาก ทำให้สามารถต่อกรกับ คู่ต้อสู้ที่ระดับขั้นสูงกว่าตัวเอง 4 ระดับ มีเงื่อนไขคือผู้อัญเชิญต้องสื่อสารทางจิตกับสัตว์อสูรและเข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้ง
ก่อนหน้านี้หลี่หยางติดอยู่ที่ขอบเขตสุดท้ายของขั้นแรก
แต่บัดนี้ พลังจากจิ้งจอกเงาจันทร์ไหลหลั่งดั่งสายน้ำ สะกิดให้พลังในตัวเขาเกิดการสั่นะเือย่างรุนแรง
ฟุ่บ!
วงเวทลอยขึ้นกลางหลังของเขา ลวดลายคล้ายหงส์เจ็ดสีแผ่ขยายกลางแผ่นหลัง
คลื่นพลังิญญาปะทุขึ้นรอบกาย ก่อเกิดเป็แสงหลากสีหมุนวนเหนือศีรษะ
ลมหายใจของหลี่หยางนิ่งสนิท แต่ชีพจรกลับเต้นถี่เร็ว
จิตสัญญาถูกขยายขึ้น พลังจิตหมุนวนเป็เกลียว — คล้ายหงส์เจ็ดสีที่กรีดนภา ทะลวงผ่านเมฆหมอกในยามค่ำคืน
“ข้า… สำเร็จแล้ว…”