ตอนที่ 26 จับ ‘ปลาโง่จอมตะกละ’ (1)
“ไม่เป็นไร ทุกปัญหาย่อมมีทางออก แยกออกมาก็ดีเหมือนกัน ข้าเห็นว่าพ่อหนุ่มเฉินของพวกเจ้าเป็นคนมีความสามารถ ยายหนูซินก็เชื่อมั่นในตัวเองสูง ทุกคนร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ ค่อยๆ ฝึกฝนบ่มเพาะไป ไม่ใช่ว่าชีวิตนี้จะแย่เสมอไป”
เยี่ยซื่อและลูกๆ ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลหลี่แบบไหนนั้น ท่านอาฮวาที่เป็นเพื่อนบ้านรู้ดีที่สุด แม้ว่าการแยกครอบครัวออกมาในครั้งนี้จะเกินความคาดหมายของทุกคนไปหน่อย แต่ใครจะรับรองได้ว่านี่จะไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่
“ท่านแม่ ท่านอย่าร้องไห้อีกเลย ดวงตาของท่านไม่ดีเป็นทุนเดิม หากร้องอีกก็คงแย่แล้วจริงๆ ถึงครานั้นต้องเสียเงินกับค่ารักษาตาคงได้ไม่คุ้มเสีย อีกอย่าง พวกเราพี่น้องยังต้องพึ่งดวงตาของท่านทำงานปักเลี้ยงชีพอยู่นะ”
หลังจากชาวบ้านไปกันแล้ว เยี่ยซินเห็นเยี่ยซื่อยังเช็ดน้ำตาอยู่ด้านข้าง ก็อดเดินเข้าไปเอ่ยปลอบไม่ได้ “พวกเราจะจดจำชาวบ้านที่ทำดีต่อพวกเราไว้ขึ้นใจ เมื่อเรามีความเป็นอยู่ที่ดีในวันข้างหน้าแล้ว ถึงจะมีโอกาสตอบแทนมิใช่หรือ”
เยี่ยซินรู้ว่าตอนนี้เพิ่งจะแยกครอบครัวออกมา ขณะที่เยี่ยซื่อลังเลจนทำอะไรไม่ถูก อย่างอื่นนางอาจฟังไม่เข้าหู แต่หากพูดถึงเงินที่เป็นจุดสำคัญที่สุด นางจำต้องให้ความสำคัญ
“อืม จ้ะ แม่เข้าใจแล้ว เจ้าวางใจเถอะ” เยี่ยซื่อเห็นเช่นนี้ก็ใช้แขนเสื้อปาดเช็ดน้ำตา ฝืนคลี่ยิ้มออกมา และเริ่มเก็บกวาดเรือน
ตอนนี้มีเตาเผาแล้ว ไม่ต้องกินเนื้อย่างอีกต่อไป ไข่ไก่และอาหารที่ชาวบ้านเอามาให้สามารถเก็บและทานได้สองสามวัน
แต่ว่า เยี่ยซินกลับไม่คิดที่จะให้ปากท้องของคนในครอบครัวลำบาก สำหรับนางในตอนนี้ การล่าสัตว์ง่ายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ดังนั้น นางจึงตั้งใจว่าหลังกินอาหารเสร็จจะฉวยจังหวะก่อนที่ฟ้ามืดขึ้นไปภูเขาอีกครั้ง หากล่าสัตว์ได้มากพอก็จะเอาไปขายในตัวเมืองได้ และสามารถซื้อของใช้ในบ้านได้ด้วย
ท่านอาฮวาพูดมีเหตุผล ด้วยร่างกายของเยี่ยซื่อและลูกๆ ไม่อาจนอนบนพื้นได้ตลอดเวลา ต้องรีบปรับปรุงให้ดีขึ้นถึงจะถูก
ขณะที่เยี่ยซินครุ่นคิดสะระตะ มือก็เริ่มยุ่งทำนั่นทำนี่ไปด้วย เยี่ยซื่อเห็นนางต้มไข่ไก่ ทำข้าวต้ม และเผามันเทศอีก ก็รีบเข้าไปห้าม ล้อเล่นหรือไร นี่เป็นอาหารเดียวที่มีอยู่ในบ้านของพวกเขาแล้ว หากกินหมดก็ไม่เหลืออะไรแล้ว
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ หลังกินเสร็จข้าจะไปเดินเล่นบนเขา และล่าไก่ป่าหรือกระต่ายป่าหลายๆ ตัวกลับมาให้ท่านอีก พรุ่งนี้จะได้เอาไปขายในตัวเมือง”
เยี่ยซินเห็นแล้วก็อดเอ่ยอธิบายอย่างภาคภูมิใจไม่ได้
“ไม่ได้ เจ้าเป็นสาวเป็นนาง จะไปขึ้นเขาทุกวี่ทุกวันได้อย่างไร หากพบเจออันตรายเข้าจะทำอย่างไร อีกอย่าง ใครจะรับประกันได้ว่าสามารถล่าสัตว์กลับมาได้ทุกวัน ตอนนี้บ้านเราไม่ที่ดินที่นาและผลเก็บเกี่ยวแล้ว จะสิ้นเปลืองเช่นนี้ไม่ได้ สองวันนี้พวกเราทานเนื้อไปก็ไม่น้อยแล้ว เดี๋ยวแม่จะไปหาผักป่ากลับมาหน่อย…”
“ท่านแม่ พี่ใหญ่และสือโถวกำลังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต จะให้พวกเขาขาดสารอาหารไม่ได้นะเจ้าคะ เมื่อตอนบ่ายข้าเห็นรังกระต่ายป่าหลายรัง ประเดี๋ยวข้าจะไปดูกับพี่ใหญ่และนำพวกมันกลับมา ท่านวางใจได้ ตั้งแต่นี้ไป จะไม่ให้ท่านหิวอีกแล้ว”
เยี่ยซินหมดหนทาง รู้ว่าท่านแม่กลัวความจน จึงรีบเอ่ยรับคำ เปลี่ยนเรื่องคุย “หากไม่ได้ไปบนเขาก็ยังมีผลไม้ป่านะเจ้าคะ ไม่มีทางอดตายแน่”
เยี่ยซื่อมองไปที่ลูกชายคนเล็กด้านข้างที่จ้องมองมาที่ตน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไปชั่วขณะ ขณะที่กำลังลังเลอยู่นั้นเอง เยี่ยซินก็ได้ใส่ของลงในหม้อแล้ว นางจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ พลางหันกลับมาทำความสะอาดเรือนต่อ ทว่าความกังวลบนใบหน้ากลับกำจัดออกไปไม่ได้เลย
เยี่ยซินมองแผ่นหลังที่อ้างว้างของมารดา ก็ไม่รู้ควรพูดอะไรดี ที่จริง การที่เยี่ยซื่อลังเลใจนั้นนางพอจะเข้าใจ ชาติก่อนเมื่อนางยังเด็กนางก็เคยอดมื้อกินมื้อมาก่อน และพอจะเข้าใจในความรู้สึกที่ไม่มีอาหารอยู่ในมือหรือความลังเลในจิตใจดี มาตอนนี้ เพราะนางมิติแล้ว มีอาหารที่เก็บไว้ในมิติ ถึงได้กล้าทำอาหารกินตามอำเภอใจเช่นนี้ ทว่าเรื่องเหล่านี้ กลับบอกให้ใครฟังไม่ได้
“ปลาล่ะ ข้าอยากกินปลา! ยังไม่รีบไปจับปลาให้ข้าอีก เจ้ายังคิดถึงพี่น้องสองคนของเจ้าอยู่หรือเปล่า”
อาชิวเดินวนรอบเตาดิน เยี่ยซินอดกลอกตาใส่ไม่ได้ “รีบอะไรเล่า รอข้าคิดหาวิธีก่อนสิ”
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบหน่อย ข้าไม่มีความอดทนรอนานนักหรอกนะ” เห็นได้ชัดว่าอาชิวไม่พอใจมากกับสิ่งนี้
“งั้นเจ้าก็ไปจับเอาเองสิ” เยี่ยซินคราวนี้ไม่ได้ไว้หน้าเขา แค่สัตว์เทพตัวเดียว กล้ามาหยอกล้อกับตนครั้งแล้วครั้งเล่า ดูซิว่าเจ้ามีความสามารถทำได้หรือไม่
ทั้งครอบครัวกินอาหาร ใช้ไม้ที่ทำขึ้นก่อนหน้านี้เป็นตะเกียบกินข้าวชั่วคราว เวลาน่าจะประมาณบ่ายสี่โมงเย็นแล้ว เยี่ยซินคิดอยากไปดูที่ริมแม่น้ำก่อนว่าจะสามารถจับปลากลับมาได้หรือไม่
สือโถวเห็นพี่หญิงจะไปจับปลาอีก ก็รีบตามไป แต่เยี่ยเฉินอยู่ช่วยเยี่ยซื่อจัดการอาหารที่เหลือ
เยี่ยซิน สือโถว รวมถึงอาชิวยืนอยู่ริมแม่น้ำสายเล็ก ดวงตาทั้งสามคู่จับจ้องมองใต้น้ำ ยามเห็นปลาว่ายมาในน้ำทีไร ใบหน้ามักเผยรอยยิ้ม สือโถวยิ่งถอดรองเท้าและถุงเท้าเตรียมจะกระโดดลงไปในน้ำแล้ว แต่ถูกเยี่ยซินเอื้อมมือไปหยุดไว้ “เจ้ารออีกหน่อย น้ำนี้ดูเหมือนตื้น แต่อาจไม่รู้ว่าข้างในนั้นลึกแค่ไหน”
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าว่ายน้ำเก่งจะตาย” สือโถวอธิบายโดยเกาหัวอย่างทึ่มๆ เซ่อๆ พลางม้วนขากางเกงและลงไปในน้ำ เริ่มทำการจับปลา เมื่อเยี่ยซินเห็นดังนั้นก็โดดตามลงไปด้วย