“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ”สวีหว่านหนิงโบกมือปฏิเสธ “พวกเราทานข้าวกันมาแล้ว”
ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นหญิงสาวท้องโตคนหนึ่งก็เดินออกมาจากบ้าน
แม้ครรภ์จะมีขนาดใหญ่มากแต่ร่างกายของเธอกลับดูผ่ายผอมจนน่าสงสาร โดยเฉพาะสีหน้าที่ซีดจนไร้สีเื หากมองแค่แผ่นหลังคงดูไม่ออกว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
“พี่หลินมาแล้วหรือรีบเข้ามานั่งในบ้านสิคะ”
หลังชุ่ยเฟินกล่าวทักทายก็ใช้มือพยุงหลังตัวเองเข้าไปในบ้านไม่ปรายตามองสวีหว่านหนิงสักนิด
“นั่นสิคุยกันมาตั้งนาน ผมยังไม่ได้เชิญพวกพี่เข้าไปในบ้านเลยพี่สะใภ้เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกใช่ไหม ไม่ต้องเกรงใจนะครับ!”
พูดจบตงจื่อก็ช่วยหลินอันยกเตียงเข้าไปในบ้าน
หลังสวีหว่านหนิงก้าวเข้าบ้านมาก็เห็นชุ่ยเฟินกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวกึ่งเปิด
คนท้องเคลื่อนไหวไม่สะดวกเป็ทุนเดิมอยู่แล้วสวีหว่านหนิงเห็นดังนั้นก็พับแขนเสื้อเดินเข้าไปในห้องครัว
“ให้ฉันช่วยนะ”
“ขอบคุณค่ะ” ชุ่ยเฟินส่งยิ้มให้สวีหว่านหนิงอย่างเขินอายก่อนจะตักข้าวสารจากในไหอย่างตั้งอกตั้งใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงตักข้าวขึ้นมาได้จนเต็มถ้วย
ทั้งยังเป็ถ้วยใบเล็กที่สุดของบ้าน
สวีหว่านหนิงอดหันไปมองไม่ได้แต่ก็ต้องพบว่าข้าวในไหข้าวสารเหลือน้อยจนเห็นก้นไห
ห้องครัวดูสะอาดเรียบร้อยแต่แทบไม่มีของใช้ส่วนเกินอยู่เลย
แม้แต่เครื่องปรุงก็มีแค่น้ำส้มสายชูกับเกลือเท่านั้นทั้งยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แค่สองมื้อยังไม่พอกินด้วยซ้ำ
ตงจื่อช่วยหลินอันยกเตียงไปวางไว้ในห้องที่ไม่มีคนใช้งานเขาล้างมือพลางะโบอกชุ่ยเฟินว่า “อีกเดี๋ยวหุงข้าวแล้วผัดหมูสองไฟสักชามนะ”
เสียงของชุ่ยเฟินเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน“แต่ว่าที่บ้านไม่มีข้าวสารแล้วนะ เนื้อก็ไม่มีเหมือนกัน”
สวีหว่านหนิงบอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
ั้แ่ข้ามมิติมาเธอยังไม่เคยรับรู้ถึงความหิวโหย ร่างเดิมเองก็เติบโตมาในครอบครัวฐานะดีพอมาอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงคนทั้งครอบครัวก็ช่วยกันประหยัดอดออมเพื่อส่งเงินและข้าวของมาให้เธอ
หลังแต่งงานกับหลินอันหลินอันก็ยกเงินเดือนทั้งหมดให้เธอเก็บไว้
แม้ร่างเดิมจะเอาเงินส่วนใหญ่ไปให้กับชายโฉดหญิงชั่วแทบไม่สนใจดูแลแม่หลินกับลูกอีกสองคน แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอดอยาก
เพราะฉะนั้นแม้สวีหว่านหนิงจะรู้มาโดยตลอดว่าชีวิตของประชาชนในยุคสมัยนี้ลำบากมาก แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ััเองกับตัว
มิน่าล่ะ แม้ว่าจะกำลังตั้งครรภ์แต่ชุ่ยเฟินกลับผอมจนน่าใจหาย
สวีหว่านหนิงสงสัยว่าที่ชุ่ยเฟินพูดเสียงเบาขนาดนั้น ที่จริงเป็เพราะความหิวจึงต้องเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้
สวีหว่านหนิงจับมือของชุ่ยเฟินที่กำลังจะเทข้าวลงไปในหม้อแล้วรีบกล่าวว่า “ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราจริงๆ พวกเรากินข้าวก่อนมาที่นี่แล้วตอนนี้ยังไม่หิว ทำอาหารเสร็จก็คงกินไม่ลงหรอก”
“จริงสิ!” สวีหว่านหนิงเคาะหัวตัวเองอย่างแรงก่อนจะหยิบกล่องอาหารออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง “นี่คืออาหารที่เพิ่งห่อกลับมาจากร้านอาหารของรัฐฉันกับหลินอันกินไปแค่คนละคำ แทบไม่ได้แตะต้องเลย ถ้าพวกคุณไม่ถือสาฉันขอเพิ่มกับข้าวให้สักอย่างนะคะ วันนี้รบกวนพวกคุณมากแล้วจริงๆ”
เมื่อเปิดกล่องอาหารออกดูกลิ่นหอมของเนื้อก็พวยพุ่งออกมา
แม้ชุ่ยเฟินจะพยายามห้ามตัวเองไม่ให้มองแต่กลับไม่อาจควบคุมสายตาได้
คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่ค่อยได้กินอาหารจนอิ่มท้องจึงอ่อนไหวกับกลิ่นหอมของเนื้อเป็อย่างมาก
แม้จะอยู่ที่ลานบ้านตงจื่อก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อเช่นกัน
เขาอดเดินเข้ามาไม่ได้และได้ยินคำพูดของสวีหว่านหนิงพอดีจึงรีบปฏิเสธว่า “พี่สะใภ้ผมกับพี่หลินเป็เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แค่เตียงหลังเดียวเท่านั้นพี่เกรงใจกันเกินไปแล้วครับ! พี่เก็บเนื้อใส่กล่องแล้วเอาไปให้พวกเด็กๆกินเถอะครับ”
ก่อนหน้านี้เขาเคยไปที่หมู่บ้านต้าเจียงหลายครั้งเพื่อช่วยหลินอันดูแลแม่และลูกอีกสองคน
ต้าชุนกับเยาเม่ยผอมจนเหลือแต่กระดูกเห็นแล้วน่าสงสารจับใจ
แม้เขาจะอยากกินเนื้อมากแต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องแย่งอาหารจากพวกหลานๆ
อีกอย่างพี่หลินก็เคยช่วยเขาไว้หลายต่อหลายครั้ง
“พี่สะใภ้คะตงจื่อพูดถูกค่ะ พวกเรารับเนื้อพวกนี้ไว้ไม่ได้ เก็บกลับไปเถอะค่ะ”
แม้เสียงของชุ่ยเฟินจะแ่เบามากแต่ก็หนักแน่นไม่ยอมรับการปฏิเสธ
สวีหว่านหนิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเก็บกล่องอาหารกลับเข้าไปในกระเป๋าสะพาย
อย่างไรก็เป็ของที่เธอกินไปแล้วเอาให้คนอื่นคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
เมื่อไม่ต้องทำอาหารทั้งสี่คนจึงนั่งคุยกันในบ้าน
บ้านของตงจื่อใหญ่มากแค่ห้องโถงรับแขกก็กว้างถึงสามสิบกว่าตารางเมตร แค่มองก็รู้สึกถึงความโอ่โถง
แต่บ้านที่ใหญ่เกินไปก็มีข้อเสียเช่นกัน
เตาถ่านขนาดเล็กเพียงหนึ่งเดียวของบ้านกระจายความอบอุ่นได้ในพื้นที่จำกัด
หลังคุยกันไม่กี่ประโยคสวีหว่านหนิงก็เอาเงินที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ให้กับตงจื่อ
“นี่คือเงินยี่สิบหยวนรับเอาไว้ก่อนเถอะ หลังพวกเราสร้างบ้านใหม่เสร็จแล้วจะมาขนเตียงไป”
ตงจื่อลังเลไปหลายวินาทีก่อนจะรับเงินมาแล้วยื่นมันให้กับหลินอัน
“พี่หลินผมคืนเงินยี่สิบหยวนนี้ให้พี่ก่อน ที่เหลืออีกแปดสิบหยวน ไว้ลูกคลอดเมื่อไรผมจะหาทางหาเงินมาใช้คืนให้ ได้ไหมครับ”
สำหรับหลินอันในตอนนี้เงินยี่สิบหยวนก้อนนี้เปรียบเสมือนเผือกร้อน
เขาหันไปมองสวีหว่านหนิงตามสัญชาตญาณ
ทว่าในสายตาของอีกฝ่ายมีเพียงความอยากรู้อยากเห็นไม่มีร่องรอยของความโกรธเลยสักนิด
ชุ่ยเฟินลอบหยิกเอวตงจื่อตงจื่อเพิ่งฉุกคิดได้ ครอบครัวของพี่หลินเหมือนพี่สะใภ้จะเป็ใหญ่ในบ้าน
เงินหนึ่งร้อยหยวนที่ว่าก็คือเงินที่พี่หลินประหยัดอดออมเก็บไว้เป็การส่วนตัว
ตอนนี้เขาดันโพล่งความลับออกไปเงินเก็บส่วนตัวของพี่หลินคงจะไม่รอดแล้ว
“พี่สะใภ้อย่าเข้าใจผิดพี่หลินให้ผมยืมเงิน เพราะผมมีเื่ด่วนต้องใช้เงินจริงๆ ครับ”
“ครึ่งปีก่อนพ่อแม่ผมเสียชีวิตกะทันหันพวกญาติที่ไม่ได้ติดต่อกันนานคิดจะแย่งบ้านหลังนี้ไปจากผมระหว่างถกเถียงกันมีคนผลักชุ่ยเฟิน และเกือบทำให้เธอแท้งทั้งที่เพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นาน”
“เคราะห์ดีที่พาส่งโรงพยาบาลได้ทันทั้งแม่และลูกจึงไม่เป็อะไรมาก ตอนหลังเพื่อปกป้องบ้านหลังนี้ไว้ผมจำเป็ต้องใช้เงินไม่น้อย ก็เลย... แต่พี่สะใภ้วางใจได้นะครับหลังเด็กคลอดและชุ่ยเฟินครบกำหนดการอยู่ไฟจนไม่ต้องมีใครคอยดูแลแล้วผมจะรีบออกไปหางานทำ แล้วเอาเงินมาคืนให้เร็วที่สุด”
ชุ่ยเฟินค่อนข้างประหม่าเธอถูมือไปมาอย่างกังวล
สวีหว่านหนิงถอดถอนใจ
ภาพลักษณ์ชั่วร้ายของร่างเดิมคงจะฝังรากลึกในจิตใจคนอื่นไปแล้วจริงๆ
“เด็กคนนี้ดวงแข็งมากอนาคตคงจะมีบุญและนำความโชคดีมาให้กับพวกคุณสองคนอย่างแน่นอน”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็หยิบเงินในมือของหลินอันยัดใส่มือชุ่ยเฟิน
“ไม่ต้องรีบคืนเงินตอนนี้ควรดูแลชุ่ยเฟินกับลูกก่อน เงินนี่พวกคุณเก็บเอาไว้เถิดว่างเมื่อไรไปซื้ออาหารกับเนื้อสัตว์มาให้ชุ่ยเฟินกินบำรุงร่างกายเธอควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เด็กในท้องถึงจะแข็งแรงดี”
ตอนนี้การผ่าคลอดยังไม่เป็ที่นิยมด้วยรูปร่างของชุ่ยเฟิง การคลอดบุตรถือเป็เื่น่ากังวล
ในฐานะเพศหญิงเหมือนกันสวีหว่านหนิงสงสารชุ่ยเฟินจับใจ
“จริงสิเด็กจะครบกำหนดคลอดเดือนไหนคะ”
“กุมภาพันธ์ครับ!” ตงจื่อชูนิ้วโป้งสองข้าง“หมอบอกว่าหลังเทศกาลตรุษจีนก็น่าจะคลอดแล้ว”
กุมภาพันธ์!
สวีหว่านหนิงใเธอมองตงจื่อกับชุ่ยเฟินอย่างละเอียดอีกครั้ง การคาดเดาที่กล้าหาญบางอย่างผุดขึ้นมาในสมอง