บทที่26 ลู่ชิงและโรคกลัวความสูง
องค์รัชทายาทจ้าวหนิงหลงเมื่อเห็นลู่ชิงพลัดตกลงจากยอดมะพร้าว เขาะโเรียกชื่อนางออกมาอย่างสุดเสียง พร้อมกับรีบทะยานตัวพุ่งเข้าไปหา เพื่อหวังจะคว้าร่างของนางเอาไว้ในทันที
ฝ่ายเว่ยหยางิที่ได้สังเกตเห็นอากัปกิริยาแปลกๆ ของลู่ชิง ั้แ่องค์รัชทายาทพานางขึ้นไปก็ยืนอยู่บนยอดมะพร้าว เขาเห็นสองแขนของนางโอบกอดลำต้นไว้แน่น ดูเหมือนว่าร่างเล็กๆ ของนางสั่นระริกออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขารู้ได้ทันทีว่านางกำลังเกิดความกลัว จึงรีบะโพุ่งตัวขึ้นไปรับนางโดยเร็ว
ลู่ชิงที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของเว่ยหยางิกำลังมีอาการสั่นไหวมิยอมหยุด นางโผเข้าไปหาอ้อมกอดเว่ยหยางิ อย่างแแ่ แม้ว่าใจของนางจะพยายามควบคุมร่างกายตนเองให้กลับมาเป็ปกติ ก็ไม่อาจหยุดยั้งเนื้อตัวที่กำลังสั่นเทาและหยาดน้ำตาที่พรางพรมลงมา อาบรดสองแก้มของนางได้เลย
เว่ยหยางิที่ใช้กำลังภายในช่วยประคองให้ลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง ตอนนี้มือขวาของเขาโอบกอดร่างของนางเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างกำลังลูบหลังนางอย่างแ่เบา เพื่อปลอบประโลมอาการสั่นกลัว เฉกเช่นลูกนกตัวน้อยที่ร่วงหล่นลงมาจากรัง เขารู้สึกได้ถึงแผงอกเสื้อที่กำลังเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา เคล้าคลอมากับเสียงสะอื้นไห้ที่ดังออกมาเป็่ๆ ….นางกำลังกลัว
เกาเทียนเย่ผู้ที่ร่วมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเองก็กำลังคิดจะทะยานตัวขึ้นไปช่วยรับนางไว้ด้วยเช่นกัน แต่กลับช้ากว่าเว่ยหยางิเพียงแค่เสี้ยววิ เขาเดินเข้ามาหาลู่ชิงพร้อมกับถอดผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีขาวของสุดรักสุดหวงที่มักพกพาติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดห่มคลุมให้นางเอาไว้ เกาเทียนเย่ใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะนางไปมาอย่างอ่อนโยน ครั้นพอเห็นใบหน้าตระหนกใของนางก็อดขมวดคิ้วส่งสายตามองกลับมายังองค์รัชทายาทเสียมิได้
ด้านองค์รัชทายาทที่ลงมาสู่พื้นดินพร้อมกันกับเว่ยหยางิขยับเดินเข้ามาใกล้ลู่ชิงเพื่อหวังดูอาการของนาง แต่เพียงแค่ก้าวแรกเขากลับต้องถึงกับผงะ เพราะเจอเข้ากับสายตาทิ่มแทงแสนเ็าและเคลือบแฝงไว้ด้วยความตำหนิติติ่งจากสหายทั้งสอง กิริยาท่าทางที่เว่ยหยางิและเกาเทียนเย่มีให้แก่เขานั้น ช่างเสมือนว่าตัวเขาคือนักโทษที่ต้องคดีร้ายแรง องค์รัชทายาทผู้ที่กำลังรู้สึกเกรงอกเกรงใจกับสายตาของสหายรัก ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ข้าขออภัยเ้าด้วยนะคุณหนูลู่ ข้าเพียงคิดเอาเองว่าเ้าน่าจะชื่นชอบ เมื่อได้ชมวิวจากที่สูงเหมือนกันกับน้องชายข้า พวกเขาชื่นชอบทุกครั้งที่ข้าใช้วิชาตัวเบาพาพวกเขาขึ้นไปนั่งบนหลังคา และข้ายังเห็นว่าเ้าอาจ้าเด็ดผลมะพร้าวด้วยมือของเ้าเอง”
หลังองค์รัชทายาทกล่าวคำขอโทษลู่ชิงจบลง ก็หันมองหน้าสหายรักทั้งสองพร้อมเอ่ยออกมา
“ส่วนพวกเ้า เลิกมองข้าแบบนี้เสียที ทำเหมือนกับข้ากำลังเข่นฆ่าทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างนั้นแหละ”
“หรือว่าไม่จริง พระองค์ช่างเป็บุรุษที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนต่อสตรี ข้ารับไม่ได้ ฮึ!”
เสียงของเกาเทียนเย่เอ่ยแย้งออกมา พร้อมสะบัดหน้าหนีองค์รัชทายาทอย่างแง่งอน เขาเป็คนประเภทไม่ชอบเห็นเด็กและสตรีถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ
“เ้าก็รู้นี่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
องค์รัชทายาทขยับกายเคลื่อนเข้ามาใกล้จนถึงตัวของลู่ชิงในที่สุด และเอ่ยถามด้วยความห่วงใยอีกครั้งเขารู้สึกผิดในใจยิ่งนัก
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
ลู่ชิงเมื่อลงมาสู่พื้นเบื้องล่างได้ระยะหนึ่งแล้ว อาการสั่นไหวและตื่นกลัวของนางเริ่มกลับมาเป็ปกติ จึงได้เอ่ยตอบองค์รัชทายาทออกไป
“ข้าไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว พระองค์ไม่ต้องรู้สึกผิดแต่อย่างใด ตัวข้าเองก็เพิ่งรู้ว่าตนเองนั้นเป็โรคกลัวความสูง เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีโอกาสขึ้นไปััที่สูงแบบนี้มาก่อน”
“ข้าขอบคุณชายเว่ยมากนะเ้าคะที่ช่วยรับตัวข้าไว้ แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าท่านปล่อยข้าลงพื้น ให้ข้ายืนเองดีกว่าเ้าค่ะ ข้าไม่เป็อะไรแล้ว”
ลู่ชิงกล่าวขอบคุณเว่ยหยางิและขอให้เขาปล่อยมือที่อุ้มนางเอาไว้ออกก่อน เพื่อที่นางจะได้ลงไปยืนด้วยตนเอง แต่พอข้าทั้งสองข้างััพื้น กับเริ่มสั่นไหวก้าวเดินไม่ออกเสียอย่างนั้น ทำท่าเหมือนจะล้มลงไปกองอยู่กับพื้น นางจึงรีบคว้าชายเสื้อของเว่ยหยางิกำไว้แน่น
เว่ยหยางิที่คอยประคองนางให้ลุกยืนและสังเกตอยู่ตลอดจึงรวบตัวนางกลับมาอุ้มไว้อย่างเดิมพร้อมกล่าวกับนาง
“ข้าว่าเ้าให้ข้าอุ้มไว้แบบนี้เถอะ”
ลู่ชิงพยักหน้าตอบรับ นางคิดว่าตนเองยืนไหวแล้ว แต่ขาเ้ากรรมก็ดันอ่อนแรงจนจะทรุดลงไปเสียดื้อๆ
"คุณชายเกาข้าขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ"
นางหันไปกล่าวขอบคุณเกาเทียนเย่สำหรับเสื้อคลุมขนสัตว์
ทางด้านลู่เหวินและลู่ฉีที่กำลังเดินตรงมาหาน้องน้อยของพวกเขา เมื่อเห็นนางถูกอุ้มเอาไว้โดยเว่ยหยางิจึงรีบเอ่ยถามออกมาพร้อมกันว่า
“นางเป็อะไรขอรับ?”
ด้านเกาเทียนเย่ เห็นยังไม่มีผู้ใดตอบเด็กชายทั้งคู่จึงได้ชี้แจงออกไป
“คุณหนูลู่นางไม่ค่อยสบายนะ เหมือนจะเป็ลม แขนขาอ่อนแรงจนเดินไม่ไหว คุณชายเว่ยจึงอาสาจะอุ้มพานางกลับไปส่งที่รถม้า”
ลู่เหวินเมื่อได้ฟังคำตอบเขารีบเดินเขาไปหาลู่ชิงและเอ่ยกับเว่ยหยางิว่า
“ให้ข้าแบกนางไปเองดีกว่าไหมขอรับ?”
“ไม่เป็ไร”
เว่ยหยางิตอบกลับลู่เหวินพร้อมก้าวเดินนำนางไปยังรถม้าที่จอดทิ้งไว้ริมหาดทันที เมื่อเห็นดังนั้นบรรดาคนที่เหลือจึงพากันเดินตามกลับไปเช่นกัน
…………………………………………..
เมื่อมาถึงยังบ้านตระกูลลู่ ลู่ชิงที่ร่างกายและจิตใจกลับมาเป็ปกติสามารถลุกเดินได้เองไม่ต้องให้เว่ยหยางิช่วยประคอง ได้ขอตัวแยกออกไปล้างหน้าล้างตาเพื่อทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้น ก่อนที่จะออกมาช่วยงานท่านป้ายังเรือนครัว ส่วนคนอื่นๆ ก็พากันเข้าไปพักในโถงรับรองที่มีท่านปู่และท่านลุงรออยู่ก่อนแล้ว
“พี่สาวขอรับ ท่านแวะไปเที่ยวทะเลกับพี่ใหญ่พี่รองไม่ยอมชวนข้าบ้างเลย รู้แบบนี้ข้าขอตามไปนั่งเกวียนกับพวกพี่ใหญ่พี่รองเสียดีกว่า”
เสียงของลู่จิวดังขึ้นเมื่อนางเข้ามาถึงยังห้องครัว เขาสอบถามท่านแม่ได้ความว่าพวกพี่ๆ จะแวะไปริมชายหาดเพื่อหาจับสัตว์น้ำ จึงรู้สึกน้อยใจว่าทำไมเขาไม่ถูกชวนให้ไปทำเื่สนุกด้วย
“วันนี้พี่พาแขกของบ้านเราไปสำรวจพื้นที่ริมทะเล หาจับสัตว์น้ำและเก็บลูกมะพร้าวกลับมาบ้านน่ะ ไว้รอบหน้าเราหาเวลาไปเที่ยวกันเองดีกว่า มีแค่เฉพาะพวกเราดีหรือไม่น้องเล็ก?”
ลู่ชิงเอ่ยถามน้องเล็กออกไป
“ดีขอรับ” ลู่จิวพยักหน้ายิ้มแย้มชอบอกชอบใจที่จะได้ไปเที่ยวกับพวกพี่ๆ
“ท่านป้าเตรียมอะไรไปบ้างแล้วเ้าคะ เดี๋ยวข้าช่วย ท่าทางจะต้องเตรียมอาหารไว้มากว่าปกติถึง3เท่า”
“ป้าหุงข้าวเอาไว้ แล้วก็เตรียมพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ส่วนห่านที่เ้าอยากได้ ป้าซื้อมันมาจากชาวบ้านให้เขาถอนขนทำความสะอาดให้หมดแล้วนะ พวกผักที่มีอยู่ ป้าก็เอามารวมกันไว้ ยังคิดอยู่เลยว่าเราจะทำอะไรเลี้ยงต้อนรับองค์รัชทายาทและผู้ติดตามที่มาด้วยดี”
ท่านป้าเอ่ยตอบลู่ชิงออกมา ระหว่างนั้นลู่เหวินและลู่ฉีเดินแบกตะกร้าเหล่าอาหารทะเลสดใหม่ ที่พวกเขาและองครักษ์จับหามาได้ตามริมฝั่ง และอีกส่วนได้แวะซื้อหามาจากบ้านชาวประมงในละแวกใกล้เคียง
“เดี๋ยวพวกข้าอยู่ช่วยเองขอรับท่านแม่”
ลู่เหวินเอ่ยออกมาเพราะรู้ว่าวันนี้หากเตรียมอาหารกันแค่เพียงท่านแม่และลู่ชิงคงทำได้ไม่ทัน
“ดีเ้าค่ะได้พวกท่านมาช่วย เบาแรงไปอีกเยอะเลย พี่ใหญ่ล้างหอยพวกนี้พวกนี้ให้ข้าหน่อยนะเ้าคะ ส่วนพี่รองช่วยทำปลา5ตัวนี้ให้ข้าทีเ้าค่ะ”
“ข้าละขอรับ ข้าก็อยากช่วยพี่สาวด้วย”
เสียงของน้องเล็กดังขึ้นมา
“น้องเล็กช่วยพี่สาวแกะเปลือกกระเทียมพวกนี้ให้หน่อยนะ เพราะว่ากระเทียมสำคัญมาก อาหารที่พี่สาวทำต้องใช้กระเทียมเกือบทุกจาน พี่สาวหวังพึ่งเ้าเลยน้าาา”
“ได้เลยขอรับ เื่สำคัญขนาดนี้พี่สาวไม่ต้องห่วงไว้ใจข้าได้”
น้องเล็กเอ่ยปากรับคำพร้อมพยักหน้าหงึกหงักไปมาอยู่หลายรอบ ดูไปแล้วก็คล้ายตุ๊กตาส่ายหัวพลังงานแสงอาทิตย์ที่นางมันตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานในโลกเก่า
“ข้าล้างของพวกนี้เสร็จหมดแล้วเ้าจะให้ข้าช่วยทำอะไรต่อ” ลู่เหวินเอ่ยถามลู่ชิงขึ้นมา
“พี่ใหญ่ช่วยข้าจุดไฟเตาอบดินเผาที่ข้าออกแบบให้คนงานสร้างมันไว้ให้ครั้งก่อนรอไว้เลยเ้าค่ะ ห่านทั้ง3ตัวนี้ข้าต้มสุกหมดแล้ว รอผึ่งลมให้มันแห้งสักนิดปรุงรสต่อสักหน่อย อีกเดี๋ยวก็จะนำมันเข้าไปอบในเตาได้แล้ว แต่ข้าจำได้ว่าเตาอบที่คนงานสร้างไว้ไม่มีที่ปิดฝาเตา พี่ใหญ่ทำให้ข้าแล้วใช่ไหมเ้าคะ?”
“อืม..ข้าทำให้แล้ว ไอ้เ้าเตาดินรูปหมูมีหนวดหน้าตาประหลาดนะรึ”
ลู่เหวินเอ่ยตอบคำถามนาง
“ข้าว่ามันหน้าตาเหมือนกบมากกว่านะพี่ใหญ่”
ลู่ฉีกล่าวแทรกแสดงความคิดเห็นของตน
“แต่ข้าว่ามันเหมือนหมาจิ้งจอกตัวอ้วนมากกว่านะขอรับ” น้องเล็กออกความเห็นของตนเองบ้าง
“มันเป็แมวน้อยน่ารักต่างหากล่ะ พี่ใหญ่พี่รองท่านเนี่ยนะ ช่างไม่มีจินตนาการเอาเสียเลย น้องเล็กยังพอมองได้ใกล้เคียงหน่อย ถึงจะมองมันเป็หมาจิ้งจอกก็เถอะ”
ลู่ชิงบอกกล่าวกับสามพี่น้อง นางรึสู้อุตส่าห์ตั้งใจวาดแบบตามอย่างเตาอบน้องแมวน่ารัก ของแม่นางชุดแดง ผู้เป็ยูทูปเบอร์สาวจีนชื่อดังทำไมน้องแมวแสนน่ารักจึงกลายไปสัตว์หน้าตาประหลาดอย่างอื่นเสียได้ก็ไม่รู้
‘เพราะช่างฝีมือไม่ดีหรือข้าวาดรูปไม่เก่งกันนะ เฮ้อ! แต่สงสัยจะเป็อย่างหลังมากกว่า’
ลู่ชิงได้แต่คิดเศร้าใจกับฝีมือวาดภาพของตนเอง