บทที่ 14 แค่กล้าก็พอแล้ว
ใบหน้าของหลิวอวี่ฉายแววประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ตามคำขอ
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนได้ไหมครับ?"
เฉินกว่างรีบหลีกทางให้ทันที "ไปเถอะ ระวังตัวด้วยนะหนุ่มน้อย"
หลังจากมองส่งหลิวอวี่จนลับสายตา เฉินซูอี๋จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "อารองคะ ถึงเขาจะช่วยชีวิตอาไว้ แต่ก็ไม่เห็นจำเป็ต้องให้เกียรติเขาขนาดนั้นเลยนี่คะ?"
"เธอไม่เข้าใจหรอก" ใบหน้าของเฉินกว่างปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ "เขากล้าถึงขั้นหยิบของล้ำค่าแบบนั้นออกมาช่วยคนแปลกหน้าอย่างฉัน มันต้องใช้ความกล้าหาญขนาดไหนกัน? อีกอย่างนะ ต่อไปเวลาทำงานห้ามเรียกฉันว่าอารองเด็ดขาด"
พูดจบ เฉินกว่างก็เหลือบมองฉินเฮ่าแวบหนึ่ง ซึ่งฝ่ายนั้นก็ได้แต่แสร้งทำเป็หูทวนลมไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โจวทงก็วิ่งโซซัดโซเซเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแถบชานเมืองอย่างทุลักทุเล
ในห้องส่วนตัวชั้นบน เติ้งเจียหรงกำลังจิบไวน์ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ทว่าในวินาทีถัดมา ประตูก็พลันถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง
โจวทงเดินเข้ามาอย่างหมดสภาพ ร่างกายยับเยินและดูยุ่งเหยิงไปหมด
"แค่จัดการหลิวอวี่ ถึงกับต้องตกอยู่ในสภาพนี้เลยเหรอ? มาสิ... มาลองไวน์ฉลองที่ฉันเตรียมไว้ให้หน่อย"
โจวทงรีบส่ายหน้าพัลวัน "ไม่เป็ไรหรอกเื่เหล้าน่ะ... คือว่า เฮยเสอทำพลาด แถมฉันเองก็เกือบจะโดนตำรวจรวบตัวไปด้วย"
แกร๊ก!
เสียงขวดไวน์ในมือของเติ้งเจียหรงสั่นไหวจนกระทบกับแก้ว
วินาทีต่อมา เติ้งเจียหรงก็พุ่งเข้าไปเตะโจวทงอย่างรุนแรงจนล้มคว่ำ "ไอ้เวรเอ๊ย! ในเมื่อเฮยเสอโดนจับไปแล้ว แกยังจะเสนอหน้ากลับมาทำไมอีก? ภารกิจขี้ผงแค่นี้ยังทำไม่สำเร็จอีกเหรอ!"
หลังจากระบายอารมณ์ด้วยการซ้อมโจวทงอย่างหนัก เติ้งเจียหรงก็เดินกลับไปนั่งที่เดิมด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวทงถึงได้พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นพลางเช็ดเืที่มุมปาก
"คุณชายเติ้ง อย่าโทษฉันเลย ฝีมือของหลิวอวี่มันแข็งแกร่งเกินมนุษย์ไปแล้วจริง ๆ คนเจ็ดแปดคนมันจัดการร่วงได้ในพริบตาเดียว อย่างกับพวกซูเปอร์ฮีโร่ในหนังเลย!"
"อย่ามาหาข้ออ้างให้ความไร้ความสามารถของตัวเอง!" เติ้งเจียหรงคำรามลั่น
เขารู้จักหลิวอวี่มาไม่ใช่แค่ปีกว่า ๆ มันจะมีฝีมืออะไรติดตัวได้? ร่างกายมันก็แค่ขยะดี ๆ นี่เอง!
แล้วพวกอันธพาลที่คลุกคลีกับการต่อสู้มาตลอดอย่างพวกเฮยเสอ จะสู้หลิวอวี่ไม่ได้เชียวเหรอ? พูดเล่นน่ะสิ! ต้องเป็เพราะโจวทงคำนวณพลาดจนทำให้ตำรวจมาจับตัวไปได้มากกว่า
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โทสะของเติ้งเจียหรงก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เขาส่งสายตาเย็นเยียบมองโจวทง ทำให้อีกฝ่ายถึงกับต้องถอยกรูดไปด้วยความหวาดกลัวพลางก้มหน้านิ่งรอรับคำด่า
อีกด้านหนึ่ง หลิวอวี่เดินทางมาถึงห้องเช่าที่เขาเคยอาศัยอยู่
เมื่อเห็นภาพห้องแคบ ๆ ตรงหน้า ในใจของเขากลับมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างประหลาด...
ประจวบเหมาะกับที่เ้าของห้องเดินผ่านมาพอดี หลิวอวี่จึงเรียกเธอไว้
"ผมกำลังจะย้ายออกแล้วครับ เลยอยากจะแจ้งให้คุณทราบไว้ก่อน"
เ้าของห้องแสดงสีหน้าใ "คุณหลิวคะ ถึงแม้คุณจะเพิ่งจ่ายค่าเช่ามา แต่สัญญาของเราเขียนไว้อย่างชัดเจนนะคะว่าเงินส่วนนี้ฉันคืนให้ไม่ได้"
'เงินแค่หนึ่งพันแปดร้อยหยวน ในสายตาของฉันตอนนี้มันยังถือเป็เงินอยู่อีกเหรอ?'
"ไม่เป็ไรครับ ผมไม่เอาคืนหรอก คุณแค่ช่วยหาจักรยานสามล้อมาให้ผมสักคันก็พอ ผมจะได้ขนของย้ายไปที่ใหม่"
'เด็กคนนี้เป็อะไรไป? หรือว่าจะถูกหวยเข้าให้แล้ว?' เ้าของห้องบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วเดินจากไป
หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย จักรยานสามล้อก็มาจอดรออยู่ด้านล่าง หลิวอวี่ขนข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังวิลล่าหรูทันที
เมื่อลมเย็นพัดผ่านร่าง ความรู้สึกของเขาก็ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก
หลังจากเดินทางผ่านเส้นทางขรุขระมานานกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเขาก็กลับมาถึงหน้าวิลล่าอีกครั้ง
ทว่าตอนนี้กลับมีชายวัยกลางคนยืนอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึมมืดครึ้ม พลางมองไปรอบ ๆ อย่างไม่วางตา
"คุณอาครับ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" หลิวอวี่เอ่ยถาม
ชายคนนั้นดูประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นหลิวอวี่ "คุณคือเ้าของวิลล่าหลังนี้เหรอ?"
วินาทีที่หลิวอวี่พยักหน้าตอบรับ ชายคนนั้นก็โกรธจัดจนฟันแทบจะหัก
"ยัยตัวแสบนี่! กล้าเอาวิลล่าหลังนี้ไปยกให้คนอื่นได้ยังไง ทำให้ฉันโกรธจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว!"
'พ่อของหลี่รั่วหลานงั้นเหรอ?' เื่นี้ทำให้หลิวอวี่มึนงงจนทำตัวไม่ถูก
หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ชายคนนั้นก็ก้าวเข้ามาหาอย่างเร่งรีบ พร้อมกับยื่นเช็คใบหนึ่งให้หลิวอวี่ "หนุ่มน้อย เอาวิลล่าหลังนี้กับเงินอีกสิบล้านนี่ไปเลย แล้วเรามาคุยกันหน่อย นายช่วยเลิกยุ่งกับลูกสาวฉันได้ไหม? พวกเธอมันคนละโลกกันนะ"
"คุณอาเข้าใจผิดแล้วครับ ผมกับเธอ..."
"อะไร? นายคิดว่าเงินแค่นี้ไม่พอเหรอ?" ชายคนนั้นเบิกตากว้าง
"ถ้ารวมวิลล่าเข้าไปด้วย ฉันเพิ่มให้นายเป็ยี่สิบล้านเลยเอ้า! รับไปแล้วก็พอใจซะเถอะ!"
คำพูดพวกนี้จุดชนวนโทสะในใจของหลิวอวี่ขึ้นมาทันที มีเงินแล้วจะดูถูกศักดิ์ศรีคนอื่นยังไงก็ได้งั้นเหรอ?
"คุณอาครับ ตอนนี้ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ได้เงินตั้งยี่สิบล้านจากคุณแล้ว ถ้าอนาคตผมกับรั่วหลานมีอะไรกันขึ้นมาจริง ๆ ผมไม่ยิ่งได้มากกว่านี้เหรอครับ?" พูดจบ หลิวอวี่ก็แสยะยิ้มเย้ยหยัน
หลี่เจิ้นจวินแทบจะล้มพับไปตรงนั้น นิ้วที่ชี้มาทางหลิวอวี่สั่นเทาด้วยความแค้น
"แกมันโลภเกินไปแล้ว! แค่ฉันอยากให้แกหายสาบสูญไป ฉันก็มีตั้งร้อยวิธี!"
'ขู่ฉันเหรอ?' หลิวอวี่ยิ้มเยาะ "งั้นคุณเชื่อไหมครับว่าผมเองก็มีร้อยวิธีที่จะทำให้รั่วหลานต้องลาคลอดเหมือนกัน!"
"ไอ้เด็กคนนี้...!"
คำพูดของหลี่เจิ้นจวินจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำ
ตอนนี้หลิวอวี่ไม่คิดจะไว้หน้าใครทั้งนั้น อย่างมากเขาก็แค่ไปหาซื้อบ้านที่อื่น เขาไม่สามารถทนเห็นคนรวยที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นแบบนี้ได้
"แกมันร้ายกาจจริง ๆ! คอยดูนะ ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
พูดจบ หลี่เจิ้นจวินก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างหัวเสีย
หลิวอวี่ลูบจมูกตัวเองเบา ๆ 'ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะบานปลายเกินไปหน่อยแล้วแฮะ...'
สงสัยคงต้องหาโอกาสอธิบายกับรั่วหลานเสียหน่อย
"อาครับ รบกวนให้คนขับสามล้อเข้าไปข้างในหน่อย ผมจะได้ขนของลง" หลิวอวี่บอก
แต่คนขับจักรยานสามล้อกลับมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง "หนุ่มน้อย... คุณไปมีเื่กับพ่อตาใหญ่โตขนาดนี้ วิลล่าหลังนี้คุณคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะมั้ง"
"ไม่เป็ไรหรอกครับ อย่างมากผมก็แค่เอาเงินซื้อเอง" พูดจบ หลิวอวี่ก็ช่วยเข็นจักรยานสามล้อเข้าไปในลานบ้านทันที
หลังจากจัดเก็บของเสร็จ โทรศัพท์ของหลิวอวี่ก็ดังขึ้น เป็เบอร์ที่ไม่รู้จัก
แม้ตัวเครื่องจะเป็ของหลี่รั่วหลาน แต่เขายังไม่ได้เปลี่ยนซิมใหม่
'หรือว่าจะโทรมาจากที่บ้าน?' เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิวอวี่จึงกดรับสาย
[หลิวอวี่ แกมันเก่งนักนะที่กล้าเอาลูกน้องของฉันไปขังไว้ในกรงเหล็กแบบนั้น]
เสียงนี้หลิวอวี่จำได้ทันที "เติ้งเจียหรง? ฉันรู้อยู่แล้วว่าทั้งหมดนี้เป็ฝีมือนาย ต่อไปนายคิดจะลงมือด้วยตัวเองแล้วใช่ไหมล่ะ?"
[ไม่ต้องรีบไปหรอก ฉันจะทำให้แกสมใจแน่ ต่อจากนี้ฉันจะให้แกได้ลิ้มรสว่าการถูกทรมานที่แท้จริงมันเป็ยังไง!]
ทิ้งคำขู่ไว้เพียงเท่านั้น เติ้งเจียหรงก็ตัดสายไป
'พวกนี้มันบ้ากันไปหมดแล้วหรือไงนะ?' หลิวอวี่ทำสีหน้าเซ็ง ๆ เขาโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างตัวโดยไม่ใส่ใจเื่จุกจิกพวกนี้อีก
หลังจากจัดของในวิลล่าจนเข้าที่ หลิวอวี่เช็กโทรศัพท์อีกครั้ง พบว่าหลี่รั่วหลานยังไม่ตอบข้อความของเขาเลย
ขณะที่เขากำลังจะกดโทรออก เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน
"หลิวอวี่ ฉันเอง ตอนนี้คุณอยู่ในบ้านไหมคะ?"
หลิวอวี่สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินออกไปเปิดประตู
"รั่วหลาน คุณมาได้จังหวะพอดีเลย ผมกับคุณพ่อของคุณแค่ล้อเล่นกันนิดหน่อยน่ะ อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ"
"เื่นั้นช่างมันเถอะค่ะ" ใบหน้าของหลี่รั่วหลานเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็พูดออกมาว่า "อีกสองสามวันคุณพอจะว่างไหม? วันเกิดคุณปู่ของฉันน่ะ ฉันอยากชวนคุณไปงานด้วยกัน"
"อะไรนะ?"
มุมปากของหลิวอวี่กระตุกเบา ๆ เมื่อต้องเผชิญกับเื่ราวที่ประดังประเดเข้ามาเหมือนฟ้าผ่าติดต่อกันแบบนี้ เขาจึงกลืนน้ำลายลงคอแล้วเอ่ยถามอย่างแ่เบา
"แล้ว... ผมต้องไปในฐานะอะไรเหรอครับ?"