เหนือปากหลุมลึกภายในห้องลับที่พวกเว่ยเซี่ยตกลงไปด้านล่าง บัดนี้ได้มีกลุ่มคนมากมายกำลังยืนล้อมรอบ และมองลงไปอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ประมุขพรรคมารราคะ หยางกงอี้ มันกำลังยืนเอามือไพล่หลังมองถอดสายตาลงยังก้นหลุมลึกอันดำมืด และครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ ก่อนที่ อู๋เลี้ย ซึ่งอยู่ข้างกายมันจะเอ่ยถามขึ้น
"ท่านประมุขจะสั่งการเช่นไรต่อดีขอรับ จะให้ศิษย์ในพรรคลงไปตามจับมันด้านล่างหรือไม่ข้าจะได้…" แต่ยังมิทันที่ อู๋เลี้ยจะกล่าวจบ หยางกงอี้ก็ยกมือขึ้นมาเสียก่อน และเอ่ยสั้น ๆ ว่า "ไม่จำเป็น" อู๋เลี้ย กับคนอื่น ๆ ที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันงุนงงไปตาม ๆ กัน เหตุใดประมุขของมันจึงกล่าวออกมาเช่นนี้
"หรือท่านประมุขคิดว่ามันตกลงไปกระแทกพื้นจนตายแล้วขอรับ" อู๋เลี้ยยังคงเอ่ยถามต่อ หยางกงอี้ที่ได้ยินเช่นนั้น กลับแสยะยิ้มออกมาก่อนจะส่ายศีรษะอย่างแช่มช้า " ข้าไม่คิดเช่นนั้น หากเป็นตามข่าวที่ได้รับมา คนผู้นี้มีวิชาตัวเบาล้ำลึก แม้ตกไปด้านล่างอยากมากก็คงแค่บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ถึงแก่ชีวิต"
"เช่นนั้นแล้วทำไมท่านประมุขถึงไม่…."
"เหตุที่ข้าไม่ส่งคนลงไปตามจับมันใช่หรือไม่อู๋เลี้ย"
"ขะ ขอรับ…"
"นั้นก็เพราะข้าคิดว่าในหลุมเบื้องล่างนี้ อาจจะมีสิ่งที่ข้าตามหาอยู่ยังไงล่ะ หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าไปดักรอตรงทางออกตรงไหนสักแห่งของหุบเขาหมื่นราคะ แล้วให้มันนำของสิ่งนั้นออกมอบให้จะไม่ง่ายกว่ารึ จะเสี่ยงเสียแรง เสียกำลังคนไปไย เจ้าว่าไหมอู๋เลี้ย ฮ่าๆๆๆๆ " หยางกงอี้กล่าวจบมันก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น แล้วหันหลังเดินออกมาจากห้องลับนั้นทันที ส่วนอู๋เลี้ยกับคนในพรรคคนอื่น ๆ ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง
เยตงฮั่วที่ยืนอยู่ห่าง ๆ เอามือลูบเคราขาวยาวพร้อมกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่หยางกงอี้กล่าวออกมาอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สองตาของมันจะพลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "ของที่ท่านประมุขตามหากระนั้นรึ? ระ หรือว่า….!!"
"ผู้อาวุโสเย ท่านนึกสิ่งใดออกแล้วงั้นรึ" เสียงของ ทูตซ้ายพรรคมารราคะเอี้ยวเอี้ยงเอ่ยถามขึ้น แต่ในเวลานั้น สีหน้าของเยตงฮั่วกลับดูตื่นตระหนกสุดขีดเหงื่อกาฬแตกออกเต็มใบหน้า ก่อนที่เยตงฮั่วจะปากคอสั่น และเอ่ยขึ้นมาสั้น ๆ ว่า " กะ…กระบี่เทพมารราคะ..."
และเพียงแค่ประโยคสั้น ๆ ที่ออกมาจากปากอาวุโสเฒ่าประโยคนั้น กลับทำให้ทุกคนในห้องนั้นตกตะลึงไปตาม ๆ กันในทันที แท้จริงแล้ว กระบี่เทพมารราคะ คือสิ่งใดกันแน่? ไยคนของพรรคมารราคะระดับสูงในห้องลับ ถึงได้ต่างพากันตกใจมากขนาดนี้…
***
ในอีกด้านหนึ่งภายในถ้ำลึกลับใต้ดิน เว่ยเซี่ย ถิงถิง และ เยเหนียงกำลังออกเดินสำรวจเพื่อที่จะหาทางออกไปข้างนอกกันอยู่ แต่สถานที่แห่งนี้ทั้งมืด ทั้งแคบ และมีทางแยกมากมาย ดูแล้วเหมือนจะไร้ทางออก นี่พวกเขาทั้งสามจะต้องเดินวนเวียนไปมาจนตายอยู่ในนี้กระนั้นรึ? แต่ถึงสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด เด็กหนุ่มกับเด็กสาว ลูกพี่ลูกน้องก็ยังไม่วายที่จะกัดกันไปกันจนเกิดเสียงลั่นถ้ำ
"นี่เจ้าบ้า! เดินดี ๆ สิยะ จะมาเบียดก้นข้าทำไม"
"เจ้าอย่าโวยวายนักเลยน่า ในนี่มันทั้งแคบ ทั้งมืดข้าจะไปมองเห็นทางได้อย่างไร" ถิงถิงตวาดเสียงลั่น แต่เว่ยเซี่ยก็รีบโต้กลับด้วยเหตุผลทันที หากแต่รอยยิ้มกับใบหน้าของมันนั้นได้ดูน่าเชื่อถือเลยสักนิด เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็จงใจที่จะเอาแก่นกายตรงหว่างขามาเบียดก้นนิ่ม ๆ ของถิงถิง ชัด ๆ และอย่าว่าแต่นางเลย เยเหนียง ที่เป็น ป้าแท้ ๆ ของมันก็โดนด้วย
"ขะ ข้าอภัยนะขอรับท่านป้าในนี้มันแคบจริง ๆ " เว่ยเซี่ยเอ่ยขึ้นด้วยแววตาเสแสร้ง เอ๊ย! ใสซื่อ เยหนียงก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ และไม่ได้กล่าวอันใดตอบ
"อูยยยย…ยย นิ่ม เอ๊ย! คะ…แคบ จริง ๆ ในซอกทางเดินนี้ อ๊าาา..าาา อีกนิด อีกนิด อูววว..ววว"
เยเหนียงได้แต่อายจนหน้าแดงก่ำเพราะแถวสะโพกของนาง ยามนั้นมีแก่นกายดุ้นใหญ่ของเว่ยเซี่ยหลานชายกำลังเบียดบี้ไปมาอยู่ แต่นางก็มิได้ตำหนิหรือต่อว่ามันแต่อย่างใด ซ้ำยังชวนให้หวนนึกถึงเว่ยถังในวัยหนุ่มอีกด้วย
ทั้งสามเดินเบียดเสียดเบียดบี้ถูไถกันไปๆ มาๆ อยู่สักพักก่อนที่พวกมันจะหลุดออกมาโผล่ในห้องกว้างห้องหนึ่ง ห้องนี้ดูประหลาดยิ่งนักเพราะบนผนังรอบ ๆ มีตัวอักษรมากมายสลักอยู่ และตรงกลางห้องก็ยังแท่นหินขนาดใหญ่ที่มีกระบี่ยาวสีดำปักอยู่
"ที่นี่คือ….." เว่ยเซี่ยกวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยความสงสัย ถิงถิงเองก็เช่นกัน ส่วนเยเหนียงนั้นดวงตาของนางกลับ พลันเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงก่อนที่อ้าปากพูดบางอย่างออกมา
"ปะ…เป็นไม่ได้..! หรือ…หรือว่า…กระบี่เล่นนี้คือ…"
"คืออันใดหรือท่านแม่" ถิงถิงขมวดมุ่นคิ้วก่อนที่จะหันมาถามมารดาของนาง เยเหนียงสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ ก่อนจะเริ่มคลายความตื่นเต้น และกล่าวออกมา "ฟังให้ดีนะเด็ก ๆ กระบี่ที่พวกเจ้าเห็นอยู่ตรงหน้ามีชื่อว่า กระบี่เทพมารราคะ เป็นกระบี่วิเศษในตำนาน ของเทพมารราคะไร้พ่าย ผู้คิดค้นเคล็ดวิชาปฐมบทแห่งกามยุทธ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวิชาทั้งหมดในพรรคมารราคะ ว่ากันว่าตั้งแต่หยวนซิงก้าน ประมุขพรรคมารราคะ คนแรก จนมาถึง หยางกงอี้ประมุขพรรคคนปัจจุบันต่างก็พลิกแผ่นดินตามหากระบี่เล่นนี้มาตลอด แต่ก็ไม่มีใครหาพบ…"
พอถิงถิง กับเว่ยเซี่ยได้ฟังพวกมันทั้งสองต่างก็นิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน ก่อนที่ถิงถิง จะเป็นคนเอ่ยปากถามมารดาของนางออกมาอีกครั้ง "เหตุใดพวกเขาต้องตามมามันอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนั้นรึท่านแม่? "
เยเหนียงพอได้ยินบุตรสาวเอ่ยถาม สีหน้าของนางก็พลันตึงเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด"
"ตามบันทึกที่แม่อ่านมาว่ากันว่า กระบี่เล่มนี้มีจิตมารของเทพมารราคะแฝงอยู่ ผู้ใดได้เป็นเจ้าของ และควบคุมมันได้ คนผู้นั้นก็จะไร้เทียมทาน และครอบครองทุกสรรพสิ่งที่ตนต้องการ.."
ยิ่งถิงถิงได้ฟังนางก็ยิ่งเข้าใจว่าทำเหล่าประมุขทุกรุ่นถึงอยากจะครอบครองเจ้ากระบี่เล่นนี้หนักหนา ซึ่งผิดกับเว่ยเซี่ย ตอนแรกมันก็รู้สึกทึ่งกับอำนาจของกระบี่เทพมารราคะอยู่หรอก แต่หลังจากนั้นมันก็เลิกสนใจไปเพราะคิดว่า ถึงได้เจ้ากระบี่เล่มนี้มาก็คงไร้ประโยชน์ เพราะคงไม่ได้เอาออกไปใช้ไม่ได้อยู่ดี ยามนี้ทางออกเป็นสิ่งที่มันต้องการมากกว่า
"เฮอะ กระบี่วิเศษรึ? ไร้ประโยชน์สุด ๆ หากในอีกไม่กี่ชั่วยามข้าต้องตายอยู่ในถ้ำแห่งนี้ แล้วข้าจะครอบครองไปทำไม นี่มันก็แค่กับดักลวงคนให้มาหาที่ตายมิใช่รึ" เว่ยเซี่ยพึมพำในใจก่อนที่มันจะส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ไยดี แต่ทว่า…ในยามนั้นเองก็ได้มีเสียงของใครบางคนพูดขึ้นกับมัน
"ไร้ค่างั้นรึไอ้หนู ปากดีจริงนะ…"
ดวงตาของเว่ยเซี่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะตะโกนถามกลับไปเร็วพลันว่าใครเป็นคนพูด หากแต่ในตอนนั้น ถิงถิง กับเยหนียงต่างก็มองหน้ากันอย่างงุนงง และเอ่ยถามเว่ยเซี่ยกลับ
"เว่ยเซี่ยเกิดอันใดขึ้น? เจ้าเป็นอะไรไป? เสียงของใครรึ ป้าไม่เห็นจะได้ยิน"
"ใช่ ข้าก็ไม่ได้ยินใครพูด เจ้าเสียสติไปแล้วรึไร"
เว่ยเซี่ยที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก และพยายามอธิบายให้สองแม่ลูกฟังว่ามันได้ยินจริง ๆ แต่พวกนางก็ทำท่าทางไม่เชื่อ จนกระทั่งเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง "หึหึ เจ้าหนู ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจไปหรอก พวกนางสองคนไม่ได้ยินข้า มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ได้ยิน…"
"ข้ารึ!? ทำไมถึงจึงเป็นข้า แล้วท่านเป็นผู้ใดกัน ได้โปรดแสดงตัวออกมาเถอะ" เว่ยเซี่ยพูดออกมาเพียงคนเดียวราวกับคนเสียสติ นั้นยิ่งทำให้สองแม่ลูกเกิดความกลัวขึ้นมานิดหน่อย
ก่อนที่เสียลึกลับจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง"แสดงตัวกระนั้นรึ? หึหึ ข้าก็อยู่ข้างหน้าของเจ้าแล้วไง หากตาเจ้ามิได้มืดบอด"
"ข้างหน้าข้า…" เว่ยเซี่ยทวนคำพูดมันก่อนจะหันไปมอง ทว่าสิ่งที่มันพบก็มีเพียงแค่กระบี่มารราคะ ที่ปักอยู่บนแท่นหินขนาดใหญ่
"นี่ท่านกำลังจะบอกข้าว่าท่านคือ….."
"ใช่แล้วเจ้าหนูข้าคือจิตของเทพมารราคะไร้พ่ายที่แฝงอยู่ในกระบี่…" พอเว่ยเซี่ยได้ยินเช่นนั้นมันก็อ้าปากค้างตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่จิตของเทพมารราคะจะกล่าวกับมันต่อ "ข้าสัมผัสได้ถึงปราณแห่งตัณหาในกายเจ้า มันช่างมากมายมหาศาลถูกใจข้ายิ่งนัก เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เจ้าจงมาดึงข้าขึ้นจากออกจากแท่นหิน แล้วข้าจะช่วยให้เจ้าออกจากถ้ำแห่งนี้…" จู่ ๆ จิตของเทพมาราคะไร้พ่ายก็ยื่นขอเสนอให้เว่ยเซี่ย อย่างไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย
"ท่านว่าอันใดนะ! จะช่วยให้ข้าออกไปจากที่นี่งั้นรึ" เว่ยเซี่ยตะโกนออกมาดังลั่นจน เยเหนียงกับถิงถิงตกใจ
"ท่านแม่เกิดอันใดขึ้นกับเจ้านี่ มันต้องเสียสติไปแล้วเป็นแน่ข้ากล้ว" ถิงถิงตัวสั่นระริก และกอดมารดาของนางแน่น "ไม่ต้องห่วงนะลูกแม่ แม่อยู่นี่ทั้งคนเจ้าไม่เป็นกังวลอะไรไป" เยเหนียงพยายามปลอบโยนบุตรสาวของนาง ก่อนที่จะหันไปเรียกเว่ยเซี่ยให้ตั้งสติกลับคืนมา แต่เหมือนเสียงของนางจะส่งไปไม่ถึงมัน เว่ยเซี่ยคล้ายต้องมนตร์สะกด มันก้าวขาเดินตรงขึ้นไปบนแท่นหินอย่างแช่มช้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้ากระบี่เทพมารราคะสีดำที่ปักอยู่
"เว่ยเซี่ยนั้นเจ้าคิดจะทำอะไร! อย่าไปแตะต้องกระบี่เล่นนั้นเด็ดขาดเชียวนะ เจ้าดึงมันไม่ขึ้นหรอก แต่ต่อให้ดึงขึ้นมาได้เจ้าก็อาจจะถูกจิตมารราคะครอบงำ อย่าทำแบบนั้น เชื่อป้าเถอะ" เยเหนียงตะโกนสุดเสียง แต่เว่ยเซี่ยหาได้สนใจฟังไม่ สองมือของมันพุ่งไปจับด้ามกระบี่แน่น ก่อนจะพลันออกแรงดึงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
และในยามนั้นสิ่งน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นต่อสายตาของ เยเหนียง กระบี่เทพมารราคะอยู่ในมือของหลานชายนางเป็นที่เรียบร้อย มันแผ่ไอสีม่วงน่าขนลุกออกมาปกคลุมทั่วร่างของเว่ยเซี่ยทันที แต่ไอมารราคะเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเสียใด ๆ หากแต่ทำให้ลมปราณ และกำลังภายในของเว่ยเซี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย มหาศาล และที่สำคัญที่สุดก็คือ….พิษดอกราคะในกายของมันถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นเรียบร้อย
"ปะ…เป็นไม่ได้ คนอย่างเจ้าบ้าลามกเว่ยเซี่ยเนี่ยนะ จะได้ถือครองกระบี่เทพมารราคะ" ถิงถิงกล่าว ออกมาด้วยความตกตะลึง เยเหนียงเองก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเช่นกันว่าหลานชายของนางจะทำได้จริง ๆ และจากนั้นเว่ยเซี่ยก็ค่อย ๆ ก้าวลงมาจากแท่นหิน เพื่อตรงมาหา หญิงสาวทั้งสองคน
"เห็นไหมท่านป้าข้าบอกแล้ว ว่าข้าไม่ได้บ้าเสียสติ จิตของเทพมารราคะ ในกระบี่สื่อสารกับข้าจริง ๆ " เว่ยเซี่ยเอ่ยขึ้นกับเยเหนียงก่อนที่มันจะหันไปทำหน้าทำตาเยาะเย้ยใส่ถิงถิงเพื่อยั่วประสาทนาง
"จ๊ะ ป้าขอโทษนะเว่ยเซี่ย ที่ไม่เชื่อที่หลานพูด" เยเหนียงยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนที่จะกล่าวขึ้น แต่ถิงถิงนั้นรู้สึกอายและเสียหน้า ก่อนที่นางจะรีบหันไปทางอื่นเพื่อหลบตาเว่ยเซี่ย
"งั้นก็แปลว่าพวกเราสามารถออกไปภายนอกได้แล้วสินะ" เยเหนียงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนจะกล่าวขึ้นหลานชายคนเก่งของนาง แต่ทว่า….ในยามนั้น ดวงตาของเว่ยเซี่ยกลับเบิกกว้างคล้ายตกใจในอะไรบางอย่าง "จะ…เจ้าว่าไงนะ! จะ…บ้ารึ จะให้ข้าทำเช่นนั้นได้เยี่ยงไร ถึงตายข้าก็ไม่….."
จู่ ๆ เว่ยเซี่ยก็กล่าวพึมพำแปลก ๆ ออกมา คล้ายกับมันกำลังคุยบางอย่างอยู่กับจิตของเทพมารราคะ ในกระบี่
"เกิดอันใดขึ้นรึเว่ยเซี่ย? จิตของเทพมารบอกอะไรกับเจ้า" เยเหนียงเอียงติขมวดมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถามหลานชายของนางตรงหน้า ซึ่งเว่ยเซี่ยในยามนั้นก็ยืนก้มหน้านิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เงยหน้ามามองเยเหนียง และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"จะ…เจ้าจิตของเทพมารราคะบอกข้าว่า…ก่อนที่มันจะพาพวกเราทุกคนออกจากที่นี่ ข้าต้อง….ทำสิ่งหนึ่งให้มันเป็นการแลกเปลี่ยนเสียก่อน…"
"สิ่งแลกเปลี่ยนกระนั้นรึ อันใดกัน มันต้องการสิ่งใด" เยเหนียงถามกลับก่อนที่เว่ยเซี่ยจะถอดทอนหายใจยาว ๆ ออกมา และพูดขึ้น "มัน…มัน…มันให้ข้า ร่วมรักกับท่าน ไม่ก็ถิงถิง หรือสองคนพร้อมกัน ไม่เช่นนั้น มันจะไม่พาเราทั้งสามออกไป…." พอสิ้นสุดคำพูดของเว่ยเซี่ย ทั้งเยเหนียง กับ ถิงถิง ต่างก็พากันตกใจสุดขีด และร้องอุทานเสียงดังออกมา...
จบบทที่ 51