พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 9 ความสงบสุขก่อนพายุโหมกระหนำ 3

    “นายหญิง!!” เสียงของสาวใช้ปลุกนางให้ตื่นจากภวังค์ ตงฟางฮูหยินตอนนี้หน้าซีดขาว ลอมหายใจหอบถี่ สาวใช้ที่เห็นถ้าจะไม่ดีก็รีบจะออกไปตามคนมาช่วย แต่ก็ต้องถูกขัดเอาไว้ก่อน“ไม่ต้อง....ดึกป่านนี้มีแต่จะไปรบกวนคนอื่นเปล่าๆ เจ้าเตรียมน้ำชาให้ข้าก็พอแล้ว” สาวใช้แม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องจำใจทำ“นายหญิงทำจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านก็รู้ว่าการใช้หยิบยืมพลังจากดวงดาวมันสร้างภาระให้กับร่างกายและวิญญาณของท่านขนาดไหน ยิ่งร่างกายของท่านในตอนนี้อยู่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บอยู่ด้วย หากท่านเป็นอะไรไปคุณหนูกับคุณชายจะอยู่อย่างไรเล่าเจ้าคะ?” สาวใช้ที่เห็นอาการของนายหญิงดีขึ้นก็เริ่มบ่นยาวเหยียดตงฟางฮูหยินยิ้มน้อยๆกับสาวใช้ตรงหน้าที่บ่นไปมา นางยกมือขึ้น เป็นสัญญาณให้สาวหยุด “ครั้งนี้เจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะเสี่ยวเหยียน ข้าไม่ได้เป็นเรียกใช้พลังนี้ กลับกันเป็นพวกมันต่างหากที่เรียกร้องหาข้า” “หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ? เอ๊ะ!? หรือว่าพวกดวงดาวแสดงอะไรให้ท่านดูอีกแล้ว?” สาวใช้เกาหัวแล้วอุทานออกมา“ใช่” ตงฟางฮูหยินพยักหน้าด้วยความกังวลเมื่อนึกถึงภาพนิมิตที่นางเห็น หญิงสาวผู้มีพลังแห่งดวงดาวเม้มปากเบา ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้ “เป็นเรื่องของเว่ยเมิ่ง..........แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก” “คุณชายเป็นอะไรหรือเจ้าคะ!?” สาวใช้อุทานหน้าซีดตงฟางฮูหยินถอนใจ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี.........เจ้าไปนอนเถอะ เรื่องของเว่ยเมิ่งข้าจะเอาไปปรึกษาท่านพ่อวันพรุ่งนี้”
    นับตั้งแต่เว่ยเมิ่งฝันเห็นความตายที่มาเยือนหมู่บ้าน เด็กน้อยก็ไม่เว้นว่างจากการฝึกอีกเลย เขาแทบจะใช้ชีวิตอยู่ที่บ่อน้ำร้อนและในความฝัน เว่ยเมิ่งกลับบ้านเฉพาะช่วงเช้าเพื่อไปเอาอาหารเท่านั้นและต้องทำอย่างรวดเร็วเพราะมิฉะนั้นหากถูกตงฟางเสวี่ยฟางจับได้.........เด็กน้อยกลืนน้ำลายลงคอหอย่างฝืดเคือง“ข้าต้องแข็งแกร่งขั้นกว่านี้” เด็กน้อยพูดซ้ำๆกลับตัวเองเว่ยเมิ่งไม่เสียเวลาถอดเสื้อผ้าลงที่บ่อน้ำร้อน เด็กน้อยพยายามนึกถึงบทเรียนที่ตงเจี้ยนสือเคยกล่าว “การเลื่อนทะลวงขั้นจากยอดฝีมือระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่งนะ ขั้นตอนมันเป็นเรื่องง่ายๆ ติดอยู่ที่ว่าพวกเจ้าจะมีปัญญาทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง ฮาๆๆๆ” เสียงกวนประสาทเริ่มเข้ามาในหัวเด็กน้อย “ฟังเห็นให้ดีเจ้าพวกตัวแสบทั้งหลาย! ข้าจะถ่ายทอดความรู้ระดับที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้วให้พวกเจ้า ขอบเขตของยอดฝีมือนะก็เหมือนกำแพง! หากเจ้าทำลายกำแพงที่เรียกว่ายอดฝีมือระดับหนึ่งได้ เจ้าก็สามารถเลือนขึ้นไปเป็นยอดฝีมือระดับสองได้ และเช่นกันหากเจ้าสามารถทำลายกำแพงระดับสองได้ เจ้าก็จะได้เลือนไปอยู่ในระดับสาม ส่วนเครื่องมือที่จะใช้ทำลายกำแพงนั้นก็คือลมปราณที่อยู่ในตัวของพวกเจ้านั้นแหละ” เว่ยเมิ่งทบถวนความจำของตนเองอยู่ใต้น้ำ เด็กลืมตาภายในดวงตาส่องแสงประกาย เว่ยเมิ่งอยู่ในระดับยอดฝีมือระดับหนึ่งมาตลอด ลมปราณของเด็กน้อยถูกกลั่นให้บริสุทธิ์มาตลอดหลายปีจนตอนนี้ลมปราณของเขาแข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับสี่ และบัดนี้เว่ยเมิ่งกำลังทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างเขากับความแข็งแกร่ง “ทลายให้ข้า!!”ลมปราณในตัวเว่ยเมิ่งพุ่งพล่าน กำแพงขอบเขตระดับสองพังทลายทันทีที่ลมปราณอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยที่แผดพุ่งออกไป ลมปราณของเด็กน้อยไม่ได้หยุดลงเท่านั้นมันพุ่งไปยังกำแพงขอบเขตระดับสาม อย่างไม่อาจหยุดยั้งกำแพงขอบเขตระดับสามแม้จะแข็งแกร่งกว่ามากแต่ก็ต้องพังทลายไปเมื่อเผชิญหน้ากับลมปราณของเว่ยเมิ่งไปถึงกำแพงขอบเขตระดับสี่ครั้งนี้กำแพงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ซักพักก่อนจะเริ่มแตกสลาย ลมปราณที่พุ่งเข้ามาคล้ายคลื่นยักษ์ที่เข้าปะทะกำแพง และในที่สุดเว่ยเมิ่งก็สามารถเข้าไปยืนอยู่ในอาณาเขตของยอดฝีมือระดับสี่ได้“ยัง! ข้ายังไปต่อได้อีก กำแพงขอบเขตระดับห้าจงพังทลายให้ข้า!” เว่ยเมิ่งคำรามในใจ เดิมทีเว่ยเมิ่งมีลมปราณที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับสี่อยู่แล้วมันจึงไม่ใช้เรื่องยากเกินไปที่เขาจะฝ่าทะลวงขั้นมาได้ง่ายๆ อย่างไรในครั้งนี้มันไม่ใช่ นี่คือขอบเขตระดับห้าครั้งนี่เว่ยเมิ่งก็เหมือนยอดฝีมือระดับสี่ทั่วไปที่ต้องการจะทะลวงขั้น ทั้งยังอ่อนแอกว่าด้วยซ้ำเนื่องจากเสียลมปราณไปกับการทะลวงขั้นก่อนหน้ากำแพงขอบเขตระดับห้าคล้ายกับหลุมดำมันดูดกลืนลมปราณของเว่ยเมิ่งไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด นี่คือสิ่งที่ยอดฝีมือทั่วไปต้องเผชิญคือส่งลมปราณไปยังกำแพงจนมันดูดกลืนไม่ไหวจนมันแตกสลายไปเองทลาย! ทลายลงมาให้ข้า!เด็กน้อยกัดฟันโกรธทว่าความจริงชั่งโหดร้าย ลมปราณของเด็กน้อยกำลังค่อยๆหมดไปทุกที ไม่! ไม่! ไม่! แตกสลาย จงแตกสลายให้ข้า!!!! พลัง ข้าต้องการพลังมากกว่านี้!!!ทันใดนั้นเองท้องฟ้าที่เต็มไปหมู่ดาวคล้ายจะตอบสนองกับคำขอของเด็กน้อย ดวงดาวแต่ละดวงสว่างวาบและหากมองดูให้ดีดวงตาขวาของเว่ยเมิ่งก็จะเห็นได้ว่าตอนนี้หมู่ดาวกำลังส่องประกายอยู่ในดวงตาของเว่ยเมิ่ง!กำแพงขอบเขตระดับห้าเริ่มแตกร้าวนี่ไม่ใช้เพราะพลังของเว่ยเมิ่ง หากแต่เป็นเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของหมู่ดาวกำลังบดขยี้กำแพงให้เป็นชิ้นๆจนในที่สุดขอบเขตยอดฝีมือระดับห้า! จิตใจของเด็กน้อยในตอนนี้เริ่มผ่อนคลาย แต่เว่ยเมิ่งหาได้รู้ไม่ว่าบ่อน้ำร้อนน้ำตกสวรรค์นั้นยิ่งระดับฝีมือสูงเท่าไรความร้อนในการกลั่นลมปราณก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น‘หืม? ทำข้าถึงรู้สึกอุ่นแปลกๆ ไม่สิ มันเริ่มร้อนแล้ว ร้อน ร้อน ร้อนเกินไปแล้ววว!!’ ดวงตาเว่ยเมิ่งเบิกกว้างรีบกระโดดพุ่งออกจากบ่อร้อนทันที “ร้อนนโว๊ยยยยย!!” เด็กน้อยตะโกนดังลั่นหมดสิ้นมารยาทคุณชายประจำหมู่บ้าน.....“พี่บ่อน้ำร้อนท่านเป็นบ้าอะไรไปเนี่ย?” เว่ยเมิ่งบนพึมพัมใส่บ่อน้ำร้อนโดยไม่สนใจความซวยที่มาเยือนข้างๆเท้าปริศนาเล็กๆถีบร่างของเว่ยเมิ่งตกไปในบ่อน้ำร้อนอีกครั้ง.....ตูมเสียงโหยหวนเหมือนหมูถูกน้ำร้อนลวก แน่นอนว่าความร้อนไม่ได้สร้างบาดแผลให้เด็กน้อยแม้นิดเดียว มีเพียงความทรมานจากความร้อนเท่านั้น.......เด็กน้อยกระโดดพุ่งออกจากบ่ออีกครั้ง พลางลอบตกใจ ‘ไม่ใช่ว่าท่านปู่บอกว่ามีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถมาที่นี่ได้ไม่ใช่หรือ?’ อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กน้อยมองเห็นใบหน้าผู้ที่มาใหม่ก็ยิ่งตกใจมากกว่าเดิม “พะ พี่สาว” หน้าของเว่ยเมิ่งเริ่มซีดเป็นไก่ต้มไปทุกที“เดี่ยวนี้เจ้าปีกกล้าขาแข็งขนาดหนีออกมานอนนอกบ้านแล้วรึ?”“มะ ไม่ใช่นะพี่สาว ข้ามาฝึกวิชาตั้งหาก”ตงฟางเสวี่ยฟางเลิกคิ้ว รอยเหี้ยมเกรี้ยมค่อยๆเผยออกมา แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นยักษ์มาร........เว่ยเมิ่งผู้ไม่เคยกลัวใครตัวสั่นดิกๆ พลางก้มหน้าลงอย่างไรก็ทันทีที่เด็กน้อยก้มหน้า ภาพของฝันร้ายแห่งความตายก็แวบเข้ามาในหัวของเว่ยเมิ่ง เด็กน้อยรู้ดีหากครั้งนี้ยอมทำตามพี่สาวเช่นทุกครั้งมันจะไม่ได้ที่นี่อีกเป็นแน่ เว่ยเมิ่งกัดฟันจ้องตาสู้อย่างไม่ยอมแพ้ แม้ขาสั้นๆสองข้างจะสั่นเหมือนจะเป็นลมก็ตามเด็กสาวชะงักเมื่อเห็นน้องชายจ้องหน้าสู้ไม่ยอมแพ้ มันเป็นแววตาที่นางไม่ได้เห็นมานานจากน้องชาย.......ตงฟางเสวี่ยฟางถอนใจ “เกิดอะไรขึ้นไหนเล่าให้พี่สาวฟังซิ” เด็กน้อยกลั้นน้ำตาเล่าเรื่องความฝันให้กับพี่สาวฟัง เด็กสาวนั้งฟังเรื่องราวจนจบ ก็ถอนหายใจอีกครั้ง“เด็กโง่ มันก็แค่ความฝันไม่ใช่หรืออย่างไร? มา มา เดี่ยวพี่สาวจะเล่าให้ฟังว่าทำไมคนเราถึงฝัน-” เด็กสาวอ้าปากกำลังจะอธิบายทฤษฎีของนางก็ขัดจังหวะเสียก่อน“พวกท่านคือความสุขของข้า”“หา?” เด็กสาวงุนงง“ข้าจะไม่มีวันยอมสูญเสียพวกท่านไปเด็ดขาด”“.........................”“ไม่ว่านั้นจะเป็นเพียงแค่ความฝันหรือไม่ก็ตาม”ดวงตาของเว่ยเมิ่งจ้องมองไปยังพี่สาว พูดน้ำเสียงจริงจังเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะพูดได้ “ดะ ดังนั้นให้ข้าฝึกต่อไปเถอะนะพี่สาว” เด็กกลับมาพูดกระตุกกระตักเหมือนเดิม“......................”“พี่สาว?” เด็กน้อยเอียงคอสังสัยเมื่อพี่สาวเชิดหน้าขึ้นฟ้า“เดี่ยว”“เอ๋?”“พี่สาวกำลังฟินอยู่ขอเวลาแป๊ปนึ่ง” ตงฟางเสวี่ยฟางพยายามเช็ดเลือดกำเดา“..........................”
    “อะ แฮ่ม เอาละพี่สาวความคิดและเจตนารมณ์ของเจ้าแล้ว พี่สาวจะให้เจ้าฝึกต่อไปก็ได้” ตงฟางเสวี่ยฟางกำลังนอนพูดเพราะเสียเลือดมากเกินไป.....“ขอบคุณพี่สาว!! เอ๊ะ!?” เด็กน้อยดีใจยกใหญ่ แต่ก็ต้องตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นกระรอกสีฟ้าตัวอ้วนปีนป่ายขึ้นมาบนตัวตงฟางเสวี่ยฟาง“พี่สาว! นั้นมันสัตว์เศษนี่!!” เด็กน้อยอุทาน ท่านปู่เคยเล่าให้ฟังว่าพวกมันฉลาดกว่าสัตว์ทั่วนัก อีกทั้งยังสามารถฝึกฝนลมปราณได้เหมือนมนุษย์อีกด้วย “อ้อ เจ้าตัวนี่พี่สาวเก็บได้เมื่อวันก่อน พี่สาวว่าจะขุนมันให้อ้วนกว่านี้หน่อย ค่อยเอาไปย่างกินนะ” เด็กน้อยและเด็กสาวหัวเราะเมื่อเจ้ากระรอกน้อยส่งเสียงร้องประท้วงแบบกระรอกๆออกมา“เอาละเว่ยเมิ่งเจ้าจะมากับพี่สาวหรือเปล่า? วันนี้ที่ร้านอาหารของพี่สาวมีอาหารใหม่ๆด้วยน้าเจ้าอยากไปกินหรือเปล่า?” เด็กสาวที่กำลังกลับเอ่ยปากชวนน้องชายตอนแรกเว่ยเมิ่งจะปฏิเสธขออยู่ฝึกต่อแต่เมื่อได้คำว่าอาหารใหม่ๆ ดวงตาของเด็กน้อยก็สว่างไสวลืมการฝึกไปในทันที“ไปๆ ข้าไปพี่สาว!” พี่สาวน้องชายเดินจูงมือกันเข้าร้านอาหาร รอยยิ้มที่เว่ยเมิ่งไม่ได้ยิ้มมานานกระจายออกเพราะความอร่อยตอนนั้นเองตงฟางฮูหยินหรือมารดาของเด็กทั้งสองก็ผ่านมาพอดีหลังกลับจากไปปรึกษาเรื่องเว่ยเมิ่งกลับท่านพ่อภาพรอยยิ้มของสองพี่น้องทำให้มารดาที่แอบมองมาหลุดยิ้มกว้าง ทันใดนั้นนางก็รู้สึกเจ็บที่หัวเล็กน้อย ทิวทัศน์รอบตัวนางค่อยๆเปลี่ยนไปกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม ตรงหน้าของนางมีคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่โต ทันใดนางรู้สึกคุ้นเคยแผ่นหลังของคนในกลุ่มนั้นอย่างแปลกประหลาด เหมือนคนๆนั้นรู้ว่าโดนจ้องมองเขาหันหลังกลับมามองยังตงฟางฮูหยินตงฟางฮูหยินเมื่อเห็นใบหน้า คนที่หันกลับมาก็สะท้านไปทั่วร่างกายนางพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว........คนๆนั้นเมื่อเห็นตงฟางฮูหยินก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา“ตงฟางเว่ยเมิ่ง เจ้าถูกมังกรโบราณฟาดหัวจนสติกลับแล้วหรือไง?” สตรีหูแหลมที่มีเรือนผมสีทองตะโกนใส่เว่ยเมิ่งชายหนุ่มเบ้ปาก มือขวาทำท่าคว้าจับ ‘มังกรโบราณ’ ขนาดมหึมาคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นดึงมากระแทกที่พื้นตงฟางเว่ยเมิ่งหันมายิ้มให้กับมารดา ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่ร่างจากอดีตแสงสีส้มอ่อนพุ่งไปที่ร่างของตงฟางฮูหยินมารดาจากอดีตดวงตาเบิกกว้าง ‘บาดแผลของเรา..เป็นไปไม่ได้!’ นางรู้สึกได้ว่าบาดแผลในร่างจากอดีตค่อยๆพื้นฟู นางมองไปชายหนุ่มที่โบกมือให้นาง“ท่านแม่?” นางรู้สึกตัวจากภาพนิมิต ตรงหน้าของนาง บุตรสาวและบุตรชายกำลังมองหน้านางด้วยหน้าที่สงสัยตงฟางฮูหยินยิ้มให้กับลูกๆของนาง “มารดาได้ยินว่าอาหารใหม่ของเสวี่ยฟางอร่อยจนผู้คนต่างยกย่อง เจ้าช่วยพามารดาไปลิ้มลองได้หรือไม่?”ตงฟางเสวี่ยฟางพยักหน้า มารดายิ้มเดินจูงมือบุตรชายและบุตรสาวเดินกลับเข้าไปในร้านอีกครั้ง“เสวี่ยฟาง”“เจ้าคะ?”“ขอบคุณเจ้าที่เกิดมา”“เอ๋!? อะไรกันเจ้าคะท่านแม่!?”“แม่ต้องฝากให้เจ้าดูแลน้องชายด้วยนะ”เด็กสาวงุ่นงงแต่ก็พยักหน้า ตงฟางฮูหยินหัวเราะ แม้แต่นางก็คงคิดไม่ถึงว่าเด็กน้อยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่ออยู่ในมือพี่สาวผู้แปลกประหลาด
    “เจ้าคิดว่าเว่ยเมิ่งจะเรียนรู้มันได้ทัน?” ตงฟางหยางหยิบม้วนตำราเก่าๆมาโบกเล่น“ต้องเสี่ยงดู พวกเราต้องทำเช่นไรก็ได้ให้เว่ยเมิ่งแข็งแกร่งขึ้นที่สุด” ตงฟางซานตอบ“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ขนาดพวกเรายังใช้เวลาตั้งเกือบสิบปีในการเข้าใจขั้นแรก ข้าไม่คิดว่า...” ตงฟางโม่จือแย้ง“พวกท่านจะกลัวอะไรกันนักหนา ขนาดท่าไม้ตายก้นหีบตลอดชีวิตของพวกท่าน เจ้าเด็กนั้นยังเข้าใจถึงแก่นแท้ได้ภายในเจ็ดชั่วยาม นับภาษาอะไรกับพวกท่านที่ใช้เวลาตั้งสิบปี”“.............................” เจ้าไม่ต้องพูดตรงขนาดนั้นก็ได้และแล้วกาลเวลาก็ได้ล่วงผ่านไปแปดปี
    Late จนได้ 5555 ตอนหน้าบู๊แหลกแน่นอน