เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 116

    เวลาประมาณบ่ายสอง ทุ่งหญ้าก่อนขึ้นเขาแม็กซิมัสอลันขับเกวียนพาเจ้านายกับแม่ค้าสาวมาตามทางอย่างสะดวกปราศจากอุปสรรคใดๆ แสงแดดยามบ่ายถูกบดบังด้วยเมฆครึ้มทำให้อากาศค่อนข้างเย็น มีอาโอบกอบเจ้ามังกรน้อยขนปุยเพื่อความอบอุ่น แล้วเธอก็เป็นผู้เปิดประเด็นทำลายความเงียบ“ท่านภามเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงมั่นใจเรื่องว่าจะชนะครูใหญ่ได้ ข้าว่าหากท่านแพ้ อาจถูกจับส่งทางการเป็นแน่” หญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนตอนนี้เธอสบายใจขึ้นแล้วที่เรื่องราวผ่านไปได้ด้วยดี แต่เธอยังสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดนั้นมันดูง่ายดายเกินไป“ต้องขอบคุณเจ้าแพนดั้นนี่แหละ ที่ทำให้ข้าคิดวิธีการออก” ภามกล่าวออกมาพร้อมกับลูบหัวเจ้ามังกรน้อยในอ้อมแขนของหญิงสาว“เอ๋! ยังไงกันเจ้าคะ แพนดั้นก็กลายร่างเป็นย่ามที่ข้าสะพายอยู่ ก็ไม่เห็นว่ามันจะทำอะไรในตอนนั้น”หญิงสาวยังไม่เข้าใจกับคำตอบอ้อมโลกของชายหนุ่ม“แพนดั้นใช้โทรจิตคุยกับข้ามาตลอดตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ทำให้ข้าใช้วิธีนี้คุยกับครูใหญ่ระหว่างต่อสู้ด้วยเช่นกัน เรื่องราวถึงคลี่คลายได้ง่ายๆยังไงล่ะ” เกษตรกรหนุ่มเฉลยเรื่องสำคัญออกมา“แต่จอมเวทย์ระดับสูง มักจะนิยมสร้างม่านพลังไว้สำหรับป้องกันการโจมตีทางจิตอยู่ตลอดเวลานะเจ้าคะ แล้วทำไมท่านถึงแทรกซึมเข้าไปได้ง่ายถึงเพียงนั้น?” มีอาไม่อยากเชื่อว่าภามนั้นมีทักษะทางเวทมนตร์ที่หลากหลายขนาดนี้ ณ สถาบันพัฒนาเวทมนตร์ลูน่าซองค์ ห้องพักผู้อำนวยการ“นั่นก็เพราะว่าเขานั้นสามารถควบคุมธาตุลมได้ในระดับสูงมากกว่าข้าน่ะสิ ม่านพลังป้องกันทางจิตของข้าถึงถูกเขาเปิดออกแล้วส่งโทรจิตมาหาข้าได้” ครูใหญ่นาธานตอบกลับเลขาสาว“แล้วครูใหญ่เชื่อหรือเจ้าคะ ว่าตระกูลมูเน่อาศัยอยู่กับเขาจริงๆ” สเตล่ากล่าวถามย้ำกับชายวัยกลางคนตรงหน้า“ใช่ ข้าเชื่ออย่างนั้น และในเมื่อครอบครัวมูเน่อยู่กับคนที่มีฝีมือระดับมหาจอมเวทย์แล้ว ข้าก็สบายใจขึ้นได้เสียที นึกว่าการที่พวกเขาหนีไป แล้วจะต้องเร่ร่อนไปไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกับข้าในสมัยก่อนคงจะลำบากแย่เลยล่ะนะ” ชายหนวดเครารุงรังเอนหลังบนเก้าอี้ทำงานอย่างโล่งอก พร้อมกับหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม“เอ๋! หรือว่าคนที่ไปปล้นนักโทษจะเป็นท่านเจ้าคะครูใหญ่!” เลขาสาวผมขาวโพล่งขึ้นมาเสียงดังตรงหน้าเจ้านาย“พรวด! แค่กๆๆ เจ้าพูดอะไรน่ะ สเตล่า ข้าไม่ได้เป็นคนทำเสียหน่อย ถ้าเป็นข้าคงจะช่วยพาพวกนั้นเหาะหนีไปแล้ว ไม่ปล่อยให้พวกเขาวิ่งฝ่าฝูงชนหนีไปแบบนั้นหรอก ดีนะไม่ถูกจับได้อีกรอบน่ะ” ครูใหญ่สำลักน้ำชาแต่ก็รีบแก้ตัวกลับทันที“ทำไงได้ ก็ท่านน่าสงสัยที่สุดในเมืองนี้แล้วนะสิเจ้าคะ” สเตล่ากล่าวแบบว่าช่วยไม่ได้ในความมีพิรุธของครูใหญ่ บรรยากาศในป่ากลางเทือกเขาแม็กซิมัสยามบ่ายนั้นหนาวเย็นขึ้นกว่าเดิมมากนัก จนมีอาต้องใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาเพิ่มอีกชั้น ต่างกับชาวสวนอีกสองคนที่ยังใส่เพียงเสื้อแขนยาวบางๆนั้นอยู่ แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นลง แต่หญิงสาวผมสีน้ำตาลคนนี้ก็รู้สึกอบอุ่นใจที่ได้ใกล้ชิดกับชายหนุ่มตรงหน้า อลันจอดพักให้ม้าได้ทานน้ำที่ลำธารแห่งเดิม หญิงสาวลงจากเกวียนด้วยการประคองจากชายหนุ่มผมสีดำหน้าตาคมเข้มที่เธอแอบชอบ เขาพาเธอไปนั่งบนก้อนหินใหญ่กลางลำธารสายเล็กที่เกือบจะแห้งขอดนั้นเพื่อชื่นชมธรรมชาติ ผ่อนคลายบรรยากาศในเกวียนที่สั่นสะเทือนมาตลอดทาง“เป็นอย่างไรบ้างมีอา เจ้าชอบหรือไม่?” ภามหันไปถามหญิงสาวที่กำลังชื่นชมต้นไม้ที่มีใบไม้สีแดง และใบไม้สีเหลืองรอบตัวที่ขึ้นสลับสีกันไปตามธรรมชาติอย่างงดงาม“ชอบมากเจ้าค่ะ ข้าไม่เคยขึ้นเขาแม็กซิมัสในฤดูใบไม้ร่วงมาก่อน นี่ขนาดเป็นกลางฤดูแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสียังคงอยู่เต็มต้นเลยนะเจ้าคะ งดงามกว่าที่ริมทะเลสาบลูน่าซองค์มากนัก ช่างน่าอายเสียจริง ที่ข้าพาท่านไปชมพระอาทิตย์ตกที่นั่นเมื่อวาน” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับก้มหน้าอายเล็กน้อย“อย่าคิดมากเลยน่า ที่นั่นบรรยากาศก็สวยมากจริงๆ แต่ถ้าให้เดาทะเลสาบลูน่าซองค์คงจะเป็นฤดูใบไม้ผลิสินะ ที่จะงดงามที่สุด” ชายหนุ่มกล่าวรักษาน้ำใจหญิงสาว“ใช่แล้วล่ะเจ้าค่ะ ต้นไม้แทบทุกต้นจะมีดอกออกงดงามสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่วทั้งทะเลสาบเลยทีเดียว แต่ช่วงที่ผ่านมาข้าก็มัวแต่ขายของวุ่นวาย เพราะมีนักท่องเที่ยวมาชมดอกไม้เยอะกว่าทุกๆปีจนไม่ได้ไปดูเลย น่าเสียดายมากเจ้าค่ะ” จากยิ้มร่าเริงอยู่ดีๆ มีอาก็ทำหน้าเซ็งอย่างทันทีทันใด“ฮ่ะๆๆ ไม่เห็นต้องคิดมากอย่างนั้นเลย ไว้ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าจะพาเจ้าไปชมดอกไม้ที่ทะเลสาบเอง ดีไหมล่ะ” ภามกล่าวอาสาเพราะดูเหมือนกับว่าฮาคิมจะใช้งานน้องสาวของตัวเองหนักไปหน่อย เกษตรกรหนุ่มที่รู้สึกถูกชะตากับหญิงสาว จึงอยากจะพาเธอไปทำในสิ่งที่ชอบบ้าง เพื่อเป็นการชดเชยงานหนักที่เธอจะต้องทำในวันข้างหน้า“ท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ?” หญิงสาวทำตาโตแปลกใจขึ้นมาทันที แต่ด้วยที่เธอสำนึกได้ว่าชายหนุ่มไม่ได้ชอบเธอแบบชายหญิงทั่วไป จึงได้แต่เพียงถามกลับเบาๆเท่านั้น“พูดจริงสิ แค่เพียงเจ้าเล่ามาก็ทำให้ข้าอยากไปดูขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าจะให้ไปคนเดียวก็คงเหงาแย่ อย่างน้อยมีคนที่อยากไปที่นั่นเป็นเพื่อนด้วยก็คงจะดี” ภามกล่าวออกมาตามตรง“เอิ่ม...เจ้าค่ะ” หญิงสาวได้แต่ตอบกลับสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มตามมารยาท เพราะจากที่ชายหนุ่มกล่าวมาก็แค่อยากหาคนไปเป็นเพื่อนเท่านั้น ซึ่งไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นตัวเธอก็ได้ เวลา 18.13 น. ณ ฟาร์มกลางหุบเขาภามขับเกวียนเข้ามาถึงฟาร์มในเวลาที่คาดไว้ เขาบังคับเจ้าขาว และเจ้าดำให้ไปจอดเทียบที่คอกม้าตามปกติ ซึ่งเหล่าผู้ช่วยในฟาร์มที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็ออกมาต้อนรับเจ้านายของตน“ท่านภามกลับมาแล้วหรือเจ้าค่ะ?” หญิงสาวผมยาวสีแดงผู้งดงามกล่าวถามกับมารดาที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวของโรงอาหาร“ใช่แล้วจ้ะวานีล แต่ครั้ง...” ไม่ทันที่สตรีวัยกลางคนจะพูดจบ บุตรสาวของเธอก็รีบวิ่งออกไปทันทีด้วยความรีบร้อน“งั้นข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” พร้อมกับที่เธอหันมาบอกกล่าวมารดาเล็กน้อยแล้วก็วิ่งไปต่อ“เฮ้อ! ลูกเรานี่ท่าทางจะเป็นเอามากนะ” เลนก้าบ่นกับตัวเองที่ลูกสาวแสดงอาการต่อชายหนุ่มอย่างออกนอกหน้าขนาดนี้ ทางด้านมีอาหลังจากที่ภามเปลี่ยนไปขับเกวียน เธอก็ออกมานั่งชมบรรยากาศข้างๆที่คนขับด้วย สองข้างทางค่อยๆมืดลง ไม่ใช่เพียงแค่พระอาทิตย์อ่อนแสง แต่รวมถึงป่าไม้ที่หนาทึบมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงของสัตว์ร้ายคำรามก้องดังมาไม่ไกลจนทำให้เธอเริ่มกลัวขึ้นมา“ท่านภามเจ้าคะ นี่เรามาถูกทางแล้วใช่รึไม่? เหตุใดทางเข้าฟาร์มของท่านจึงเป็นป่าลึกเช่นนี้” มีอากล่าวถามอย่างกล้าๆกลัวๆ“ฮ่ะๆ ทุกคนที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกต่างก็พูดแบบเจ้าทั้งนั้นแหละ แต่เรามาถูกทางแล้วเจ้าไม่ต้องกังวลไปนะ” ชายหนุ่มตอบด้วยความมั่นใจ แต่เมื่อมีอามาถึงฟาร์มกลางหุบเขาลึกลับ เธอตื่นตาตื่นใจกับทัศนียภาพของแปลงเพาะปลูกกว้างใหญ่ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าด้านหลังภูเขาสูง ความงดงามไม่แพ้พระอาทิตย์ตกดินที่ทะเลสาบที่เธอภาคภูมิใจนำเสนอเลยด้วยซ้ำ เธอไม่คิดมาก่อนเลย ว่าจะมีสถานที่ที่สามารถปลูกพืชพันธุ์มากมายในฤดูกาลนี้ได้ เมื่อมองกลับไปด้านนอกรั้วของฟาร์มแห่งนี้ ก็เห็นได้ชัดเจนว่าใบไม้พวกนั้นเปลี่ยนสีเป็นทั้งแดง และเหลือง รวมทั้งยังมีบางต้นที่ใบร่วงลงมาแล้วแต่พืชพันธุ์ที่นี่ยังคงเขียวชอุ่ม เมื่อเกวียนจอดที่ด้านข้างคอกม้า มีอาก็ลงมาด้านล่างด้วยการจับมือของเจ้าของฟาร์มหนุ่มที่เขายื่นมาให้เธอจับไว้เพื่อไม่ให้เซล้มลงตามปกติ แต่เมื่อเธอลงมาแล้วสังเกตดีๆ ก็จะเห็นเด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยยืนอยู่ตรงหน้า “เมโลเอ้!”