ยามเช้าของวันสุดท้ายก่อนเดินทางถึงเมืองฉางยุน ถนนสายหลักกว้างขวางขึ้นตามลำดับ รถเกวียนขนส่งสินค้าและสามัญชนผู้เดินทางต่างเดินสวนทางมาทุกๆ สิบก้าว บ้างสวมเสื้อผ้าที่มีตราสัญลักษณ์ของสำนักโอสถปักอยู่บริเวณอกเสื้อ บ้างเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาไร้ตราสำนัก ทว่าทุกคนล้วนมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือฉางยุน เมืองหน้าด่านอันเป็ที่ตั้งของสำนักโอสถอันดับหนึ่งในแผ่นดิน
กู่ฉางเซิงก้าวเดินนำหน้ากลุ่มด้วยท่วงท่าสงบสงบ หลินชิงเสวียก้าวตามอยู่ข้างกาย ตะกร้าสะพายสมุนไพรยังคงแขวนอยู่ด้านหน้าตามความเคยชิน สายตาสุกใสของเด็กสาวกวาดมองสรรพสิ่งรอบกาย ทั้งผู้คนและพฤกษชาติริมทางด้วยความสนใจ
ซิวเฉิงก้าวตามหลังอยู่สองก้าว มือขวาของเขากำเข้าและคลายออกเป็ระยะ พฤติกรรมนี้กลายเป็ความเคยชินตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นับั้แ่รอยแผลเป็และความเ็ปที่กัดกินมือขวามานานถึงห้าปีถูกกู่ฉางเซิงรักษาจนหายขาด
"ใหญ่กว่าเมืองหยินฉวนยิ่งนัก" หลินชิงเสวียเอ่ยพึมพำเมื่อสายตากระทบเข้ากับกำแพงเมืองฉางยุนที่ตระหง่านอยู่เหนือขอบเขาเบื้องหน้า
"ใหญ่กว่าเมืองหยินฉวนถึงสามเท่า" ซิวเฉิงเอ่ยตอบจากด้านหลัง "และภายในเมืองแห่งนี้ยังมีนักฝึกลมปราณรวมตัวกันมากกว่าปกตินับร้อยเท่าใน่เดือนนี้"
หลินชิงเสวียหันไปมองกู่ฉางเซิง "ท่านตาเคยเดินทางมาที่นี่มาก่อนหรือไม่"
"ไม่เคย"
"ทว่าท่านดูมิได้ตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่ของเมืองเลย"
"ข้าเพียงสังเกตเห็นว่าถนนสายนี้มีฝุ่นหนาแน่นผิดปกติ" กู่ฉางเซิงเอ่ยเสียงเรียบ "นั่นแสดงว่าระบบระบายน้ำริมถนนทำไว้ไม่ดีพอ หากถึงฤดูฝน การเดินทางบนถนนเส้นนี้คงลำบากไม่น้อย"
เด็กสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดยิ้มบาง "ท่านตามองสิ่งใด ก็มักจะพิเคราะห์ถึงระบบการทำงานก่อนเสมอเลย"
"มันเป็ความเคยชินของข้า"
เส้าเหอที่เดินอยู่ท้ายขบวนแอบกระซิบกระซาบกับตันหมินเบาๆ "ท่านกู่เดินเข้าเมืองใหม่กลับสังเกตระบบระบายน้ำก่อน ส่วนท่านซิวเฉิงของเรากลับมองหาว่ามียอดฝีมือระดับสูงกี่คน"
"เงียบปากไว้ อย่าให้ใครได้ยิน" ตันหมินกระซิบเตือน
"เส้าเหอ" หลินชิงเสวียเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เส้าเหอสะดุ้งตัวโยน "ขอ... รับ"
"แม้จะพูดเบาเพียงใด ข้าก็ยังได้ยินอยู่ดี"
เส้าเหอตัวเกร็งทื่อ ตันหมินก้มหน้าลง ไหล่สองข้างสั่นระริกจากการพยายามกั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในเมืองฉางยุน บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไป กลิ่นอายของเมืองแห่งนักฝึกลมปราณแตกต่างจากเมืองทั่วไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมเข้มข้นของสมุนไพริญญาอบอวลในอากาศ ปะปนกับกลิ่นไอโลหะจากคมอาวุธที่เหล่าผู้ยุทธ์พกติดตัว และความรู้สึกอึดอัดจางๆ จากมวลพลังปราณจำนวนมากที่อัดแน่นอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คล้ายกับเปลวไฟนับร้อยดวงที่ถูกนำมารวมไว้ในห้องแคบๆ
หลินชิงเสวียขยับกายเข้ามาเบียดชิดข้างตัวกู่ฉางเซิงโดยไม่รู้ตัว ฝูงชนที่เบียดเสียดและกลิ่นอายหลากชนิดทำให้เธอเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว กู่ฉางเซิงสังเกตเห็นอาการนั้น เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแต่เบี่ยงตำแหน่งการเดินเพื่อกางบดบังฝูงชนและสร้างพื้นที่ว่างข้างกายให้เด็กสาวมากขึ้น หลินชิงเสวียไม่ทันสังเกตเห็นการกระทำนั้น แต่ไหล่ที่เคยเกร็งตึงของเธอกลับผ่อนคลายลงโดยสัญชาตญาณ
เรือนพักที่ซิวเฉิงจองไว้ล่วงหน้าเป็สิ่งปลูกสร้างหลังใหญ่ใกล้กับลานกว้างใจกลางเมือง แม้ไม่งดงามหรูหราแต่สะอาดสะอ้าน มีลานหินกว้างขวางภายในที่เหมาะแก่การนั่งสมาธิฝึกโคจรลมปราณ
เ้าบ้านผู้ดูแลเรือนพักเดินออกมาต้อนรับ สายตาของเขาจับจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยความสงสัยและประเมินสภาวะ "ท่านผู้นี้..." เ้าของเรือนพักลังเลอยู่ครู่ใหญ่ "ท่านเดินทางมาเพื่อสมัครสอบเข้าสำนักโอสถอย่างนั้นหรือ"
"ถูกต้อง"
"ตัวท่าน... อายุเท่าไรแล้วหรือ" เ้าของเรือนพักพิจารณาใบหน้าของกู่ฉางเซิงอีกครั้ง ชายชราตรงหน้ามีโคนผมสีดำแทรกสลับ ผิวพรรณเต่งตึง ท่วงท่าว่องไวผงาดผาย แต่แววตากลับลึกล้ำผ่านโลกมาอย่างยาวนาน
ซิวเฉิงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบหันหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตา
"ข้าอายุหกสิบปี" กู่ฉางเซิงตอบตรงไปตรงมา
เ้าของเรือนพักมองซ้ายมองขวา ก่อนจะจ้องหน้ากู่ฉางเซิงอีกรอบ "...ขอรับ" เขารับคำเสียงแ่ "ห้องพักของพวกท่านอยู่ทางด้านโน้น"
เส้าเหอที่ยืนอยู่หลังสุดยกมือขึ้นบดบดริมฝีปากแน่น ส่วนตันหมินสูดหายใจเข้าลึกผิดธรรมชาติ หลินชิงเสวียก้าวเดินไปยังห้องพักโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ ทว่าเมื่อเดินลับสายตาผู้คนแล้ว เธอจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบาหวิวคล้ายรำพึงกับตนเอง "ชายอายุหกสิบปี แต่ดูคล้ายคนอายุสี่สิบห้าปีมากกว่า"
กู่ฉางเซิงได้ยินคำรำพึงนั้นชัดเจน แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่งเฉย
เช้าวันถัดมาซิวเฉิงจัดส่งจดหมายถึงเฉินปี้ซันผ่านเครือข่ายส่งสารของเมือง จากนั้นจึงพากู่ฉางเซิงและหลินชิงเสวียเดินทางไปยังสำนักงานลงทะเบียนสอบ
สำนักงานลงทะเบียนตั้งอยู่บริเวณปีกตะวันออกของลานกลางเมือง ตัวอาคารก่อสร้างด้วยหินหยาบสีเทาทรงสูง โต๊ะไม้สำหรับลงทะเบียนจัดวางเรียงรายกันสิบโต๊ะ เ้าหน้าที่ในชุดยาวสีน้ำเงินเข้มนั่งประจำอยู่ทุกจุด ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ของคนที่ต้องทำงานซ้ำเดิมนับพันครั้ง แถวของผู้สมัครสอบยาวเหยียดถอดสายออกไปนอกประตูเมือง
หลังจากยืนรอคอยครึ่งชั่วโมง ก็ถึงคิวของกู่ฉางเซิง
เขาก้าวเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะลงทะเบียน วางมือลงบนโต๊ะไม้ เ้าหน้าที่สตรีวัยราวสามสิบปีเงยหน้าขึ้น สายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขานิดหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติ
"นามของท่าน"
"กู่ฉางเซิง"
"สังกัดสำนักหรืออาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา"
"ไม่มี"
"อายุ"
"หกสิบปี"
พู่กันในมือของเ้าหน้าที่หญิงชะงักกึก เธอเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของกู่ฉางเซิง ก้มลงมองแผ่นกระดาษ แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ "...หกสิบปีรึ"
"ถูกต้อง"
เธอจรดพู่กันบันทึกตัวเลขนั้นลงบนแผ่นกระดาษอย่างเชื่องช้า "บ้านเกิด"
"หมู่บ้านชิงหยาน อำเภอหยินฉวน"
"ศาสตร์ความเชี่ยวชาญ"
"การปรุงโอสถและสรรพคุณสมุนไพริญญา"
"สำแดงระดับลมปราณเพื่อตรวจวัด"
กู่ฉางเซิงโคจรพลังปราณสายเล็กๆ ส่งผ่านฝ่ามือลงสู่แผ่นหินศิลาสีขาวบนโต๊ะ แผ่นหินสว่างวาบขึ้น เกิดแสงเรืองรองทอประกายออกมาห้าส่วนจากสิบส่วน
เ้าหน้าที่หญิงจ้องมองแสงบนแผ่นหิน สลับกับมองใบหน้าของกู่ฉางเซิง "ระดับพลังปราณขั้นที่ห้า ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่สำนักกำหนดไว้... ตัวท่านนับเป็ผู้สมัครที่มีอายุมากที่สุดในการสอบปีนี้"
"ข้ารับทราบ"
เธอเขียนบันทึกข้อมูลส่วนสุดท้าย ยื่นตราสัญลักษณ์โลหะสีน้ำเงินขนาดเล็กพร้อมแผ่นกระดาษยืนยันสิทธิ์ให้แก่เขา "การคัดกรองเบื้องต้นจะมีขึ้นในอีกสิบสี่วันนับจากวันนี้ ส่วนการสอบจริงจะเริ่มขึ้นหลังจากนั้นอีกเจ็ดวัน"
หลินชิงเสวียก้าวเข้าไปยังโต๊ะลงทะเบียนข้างเคียง เ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาววัยสิบห้าปี
"นามของเ้า"
"หลินชิงเสวีย"
"อายุ"
"สิบห้าปี"
พู่กันในมือเ้าหน้าที่ชายหยุดลง "เ้าเดินทางมาเพื่อลงทะเบียนสอบด้วยหรือ"
"ถูกต้องแล้ว"
"กฎมิได้กำหนดอายุขั้นต่ำไว้ก็จริง แต่..." เขามองพิจารณาเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่ง "สังกัดสำนักหรืออาจารย์ผู้สอน"
"ข้าเป็ศิษย์ของท่านกู่ฉางเซิง" เธอชี้มือไปทางกู่ฉางเซิงที่ยืนรออยู่ข้างๆ
เ้าหน้าที่ชายมองตามมือไปที่กู่ฉางเซิง สลับกับมองหลินชิงเสวีย "ท่านกู่ฉางเซิงผู้ไร้สังกัดสำนักคนนั้นหรือ"
"ถูกต้องแล้ว"
เ้าหน้าที่ชายจดบันทึกตัวอักษรลงบนกระดาษอย่างเชื่องช้า คล้ายกำลังขบคิดว่าจะเขียนอธิบายอย่างไร "ระดับพลังปราณ"
เด็กสาวโคจรพลังปราณส่งลงสู่แผ่นหิน ศิลาขาวเรืองแสงสว่างขึ้นเพียงหนึ่งส่วนจากสิบส่วน
"พลังปราณระดับที่หนึ่ง ถือเป็ระดับขั้นต่ำสุดที่ผ่านเกณฑ์มาได้ แต่สำหรับการทดสอบด้านการต่อสู้ด้วยลมปราณ เ้าจะพบกับความยากลำบากอย่างยิ่ง"
"ข้ารับทราบดี"
เ้าหน้าที่ยื่นตราสัญลักษณ์และกระดาษยืนยันให้ หลินชิงเสวียยื่นสองมือออกไปรับด้วยความนอบน้อม กล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วก้าวเดินกลับมาหากู่ฉางเซิง ตราสัญลักษณ์สีน้ำเงินในมือของเธอมีขนาดเล็กกว่าของเขาเล็กน้อย อันเป็ตราสำหรับผู้สมัครระดับแรกเข้า
"มิต่างกันเท่าใดนัก" กู่ฉางเซิงเอ่ย
"ทว่าระดับพลังปราณต่างกัน ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันแน่นอน"
"รู้อยู่แล้วว่าการสอบยากลำบาก ยังคงอยากเข้าสอบอยู่หรือไม่"
เด็กสาวบรรจงเก็บตราสัญลักษณ์ลงในถุงผ้า แล้วผูกเชือกแ่า "อยากเข้าสอบ"
เมื่อกลับมาถึงเรือนพัก ซิวเฉิงนำทั้งสองกลับเข้าไปยังลานหินด้านใน กู่ฉางเซิงทอดกายลงนั่งบนขั้นบันไดหิน หยิบขวดแก้วบรรจุน้ำมันสกัดจากรากสมุนไพรที่ได้รับมาจากเสิ่นเหวยออกมาจากถุงสะพาย ขวดแก้วนี้เขาเก็บรักษาไว้นับั้แ่เดินทางออกจากเมืองหลิงหยางโดยยังไม่เคยเปิดออกทดลองอย่างจริงจัง
หลินชิงเสวียจ้องมองขวดแก้วในมือเขา "นั่นคือน้ำมันสกัดจากรากไม้ของท่านหมอเสิ่นเหวย"
"วันนี้ได้เวลาทดสอบประสิทธิภาพของมันแล้ว"
เขาทวนหมุนเปิดฝาขวด กลิ่นหอมเข้มข้นโชยออกมา มันแตกต่างจากกลิ่นเกสรดอกไม้ที่เคยใช้ กลิ่นของรากไม้นั้นหนักแน่น ล้ำลึก และมั่นคงกว่า กู่ฉางเซิงยื่นฝ่ามือเข้าใกล้ปากขวดเพื่อรับรู้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมา
หากเกสรดอกไม้ทำหน้าที่ปลดปล่อยพลังงาน และเมล็ดพันธุ์ทำหน้าที่กักเก็บพลังงาน แล้วน้ำมันสกัดจากรากเล่า... รากไม้มีหน้าที่ซึมซับสารอาหารและพลังงานจากผืนดิน ส่งผ่านขึ้นไปเลี้ยงดูลำต้นและใบ นั่นย่อมหมายความว่า น้ำมันสกัดจากรากน่าจะมีคุณสมบัติเป็ตัวกลาง หรือตัวนำพาพลังงานระหว่างแหล่งต้นกำเนิดไปยังจุดหมาย
กู่ฉางเซิงจุ่มนิ้วชี้ลงในน้ำมันสกัดเพียงเล็กน้อย นำมาทาลงบนจุดลมปราณบริเวณข้อมือซ้าย
ความอุ่นจางๆ แผ่ซ่านเข้ามาสู่ิั ซึ่งแตกต่างจากััของน้ำมันนวดทั่วไป มวลพลังงานสายเล็กๆ ไหลซึมผ่านชั้นิัอย่างนุ่มนวล คล้ายกระแสน้ำสายแ่เบาที่ช่วยเบรกและชี้นำทิศทาง ลมปราณในร่างมิได้เพิ่มปริมาณขึ้น ทว่าการไหลเวียนกลับเป็ไปอย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ต่างจากการหยอดน้ำมันหล่อลื่นลงบนเฟืองเครื่องจักรที่ติดขัด
"สภาวะของท่านตาดูผ่อนคลายขึ้น" หลินชิงเสวียเอ่ยขึ้นเบาๆ จากจุดที่นั่งอยู่
"น้ำมันรากไม้นี้ทำหน้าที่เป็ตัวนำพาและจัดระเบียบการไหลเวียนของลมปราณ" กู่ฉางเซิงอธิบาย
"การทดลองกับร่างกายตนเองเป็วิธีที่แม่นยำที่สุด"
"หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเล่า"
"เราก็จักได้เรียนรู้ว่าผิดพลาดเพราะเหตุใด" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบๆ "นั่นคือคำตอบสำหรับคำถามของเ้าก่อนหน้านี้มิใช่หรือ"
เด็กสาวชงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจุดยิ้มบางๆ แล้วก้มหน้าลงอ่านตำราสมุนไพรในมือต่อ "ใช่แล้ว"
ซิวเฉิงเดินเข้ามาในลานหินยามที่สายลมพัดผ่าน หยิบขวดน้ำมันรากไม้ขึ้นมาดมและพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง "ข้ารู้จักสมุนไพรตระกูลนี้ดี แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้นำมันมาสกัดใช้ด้วยวิธีกระบวนการเช่นนี้"
"ตำรายาโบราณมิได้บันทึกวิธีกระทำไว้" กู่ฉางเซิงกล่าว "ต้องทดลองลงมือด้วยตนเองจึงจักทราบผล"
"พลังปราณของข้าเข้มข้นพออยู่แล้ว ข้อจำกัดของข้าจึงมิใช่เื่การไหลเวียน" ซิวเฉิงวางขวดแก้วลง สายตาทอดมองไปที่หลินชิงเสวีย "ทว่าสำหรับผู้ที่พลังปราณยังอยู่ในระดับเริ่มต้น..."
"เ้าอยากลองทดสอบดูหรือไม่" กู่ฉางเซิงเอ่ยถามเด็กสาว
หลินชิงเสวียเงยหน้าขึ้น มองขวดแก้ว สลับกับมองหน้ากู่ฉางเซิง "ท่านตาคิดว่ามันเหมาะสมกับข้าหรือไม่"
"พลังปราณของเ้าอยู่ในระดับขั้นที่หนึ่ง การไหลเวียนยังคงขาดความสม่ำเสมอเนื่องจากเพิ่งเริ่มบ่มเพาะได้ไม่นาน" กู่ฉางเซิงเอ่ยแนะนำ "จงทาลงบนจุดหลิงไต้บริเวณหลังมือเพียงจุดเดียว แล้วสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้น"
หลินชิงเสวียลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหยิบขวดแก้วอย่างระมัดระวัง เธอจุ่มปลายนิ้วก้อยลงไปแตะเนื้อน้ำมันเพียงเล็กน้อย นำมาทาลงบนหลังมือ แล้วยืนนิ่งรอคอยผลลัพธ์
"รู้สึกอุ่นขึ้น" เธอเอ่ยเสียงเบา "และคล้ายกับมีมวลพลังบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ิั"
"นั่นคือเส้นลมปราณกำลังเปิดออก" กู่ฉางเซิงอธิบาย "ลองโคจรพลังปราณดูอีกครั้ง"
เด็กสาวหลับตาลง ชั่วครู่ต่อมาเธอจึงลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ "พลังปราณไหลเวียนได้รวดเร็วกว่าปกติ หากนำมาใช้ก่อนการทดสอบ..."
"ช่วยบรรเทาได้เพียงบางส่วน แต่มันมิใช่ยาวิเศษที่จะเสกสรรทุกสิ่งได้" กู่ฉางเซิงเอ่ยเตือน
เด็กสาวยื่นขวดแก้วคืนให้ สายตาของเธอประสานเข้ากับสายตาของเขาชั่วครู่ก่อนจะหลบต่ำลง "ขอบคุณท่านตา"
กู่ฉางเซิงรับขวดแก้วกลับคืนมา ในวินาทีนั้นเขาไม่ได้ขบคิดสิ่งใดเป็พิเศษ ทว่าก็ไม่ได้ละเลยความรู้สึกนั้นเสียทีเดียว
วันที่สี่ของการพักอาศัย ณ เมืองฉางยุน ยามสายของวันเสียงเคาะประตูหน้าเรือนพักดังขึ้น ซิวเฉิงเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับ และกลับเข้ามาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
"มีแขกมาขอพบท่านกู่"
"ผู้ใดรึ"
"หลิวเฉียนหยวน"
ความเงียบครอบคลุมห้องพักชั่วขณะ หลินชิงเสวียวางตำรายาในมือลง ส่วนกู่ฉางเซิงยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งไร้ความเปลี่ยนแปลง
"เชิญเขาเข้ามา"
หลิวเฉียนหยวน ชายหนุ่มวัยยี่สิบปีเศษ ก้าวผ่านประตูเข้ามาภายในห้อง ทว่าท่าทางของเขาในยามนี้กลับแตกต่างไปจากชายหนุ่มผู้ยืนอยู่หน้าบ้านพักของเฉินิเหลียง ณ หมู่บ้านชิงหยานเมื่อสามเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง
ในยามนั้น เขาสวมชุดยาวสีขาวของสำนักโอสถ วางท่าทางยโสเย่อหยิ่ง สายตามองผ่านกู่ฉางเซิงไปราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่าในยามนี้ แม้จะยังคงสวมชุดยาวสีขาวตัวเดิม แต่ไหล่ขวาของเขากลับเกร็งรั้งและระมัดระวังท่วงท่าการเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด อันเป็ท่าทางของผู้ที่รู้ดีว่าร่างกายซีกนั้นกำลังมีปัญหา
กู่ฉางเซิงสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นในทันที
หลิวเฉียนหยวนกวาดสายตามองกู่ฉางเซิง หลินชิงเสวีย และซิวเฉิง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่กู่ฉางเซิง คราวนี้สายตาของเขาแน่วแน่ ไร้ซึ่งความแววตาดูแคลนที่เคยซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวอย่างในอดีต
"ท่านกู่ฉางเซิง" เขาเอ่ยทักทาย น้ำเสียงเรียบต่ำ
"หลิวเฉียนหยวน" กู่ฉางเซิงเอ่ยตอบ "เชิญนั่งก่อน"
ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่ง ทอดสายตามองโต๊ะไม้ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก "ข้าเดินทางมาในนามส่วนตัว มิใช่ในฐานะตัวแทนของสำนักโอสถ"
"ข้ารับทราบ"
"เมื่อสามเดือนก่อน ท่านเคยกล่าวเตือนเื่เส้นลมปราณบริเวณแผ่นหลังของข้า" หลิวเฉียนหยวนเอ่ยตรงไปตรงมา "ในเวลานั้น หมอโอสถสามคนในสำนักต่างยืนยันว่าร่างกายข้าปกติสุขดี ข้าจึงเชื่อคำพูดของพวกเขามิใช่ท่าน"
"แล้วอย่างไรต่อ"
"ทว่าเมื่อเดือนที่แล้ว แขนขวาของข้าเริ่มเกิดอาการชาเป็ระยะ" ชายหนุ่มเล่าต่อ "โดยเฉพาะยามฝึกซ้อมหนักและในยามค่ำคืน เมื่อข้าให้หมอในสำนักตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกครั้ง พวกเขากลับพบว่ามีแรงกดทับผิดปกติบริเวณแผ่นหลังส่วนบน... ซึ่งตรงกับคำวินิจฉัยของท่านทุกประการ"
กู่ฉางเซิงนั่งฟังอย่างสงบ
"ข้าเดินทางมาเพื่อแสดงความขอบคุณ" หลิวเฉียนหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ "และข้าอยากเอ่ยถามว่า... อาการนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่"
"รักษาได้" กู่ฉางเซิงตอบทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด "ต้องทำการฝังเข็มและเดินปราณซ้ำสองถึงสามครั้ง โดยแต่ละครั้งห่างกันสี่วัน"
"ท่าน้าสิ่งใดเป็สิ่งตอบแทน"
"ข้าไม่้าสิ่งใด"
หลิวเฉียนหยวนจ้องมองเขาด้วยความแปลกใจ "ท่านกู่ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องรักษาข้าโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน"
"ข้าเป็หมอ" กู่ฉางเซิงตอบเสียงเรียบ "ยามรักษาผู้ป่วย ข้ามิได้สนใจว่าผู้นั้นเคยกระทำสิ่งใดมา"
หลิวเฉียนหยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"ทว่าหากท่านปรารถนาจะตอบแทนข้าในทางอื่น" กู่ฉางเซิงกล่าวต่อ "ข้ามีเื่อยากเอ่ยถามเกี่ยวกับการทดสอบคัดกรองเบื้องต้น"
"เชิญถามมาได้เลย"
"ผู้ใดเป็ผู้รับผิดชอบการคัดกรองในปีนี้"
หลิวเฉียนหยวนชะงักไปเล็กน้อย "แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็ทางการ แต่เป็ที่แน่ชัดแล้วว่า ท่านเฉินปี้ซันจะดูแลการทดสอบด้านความรู้ความเข้าใจ ส่วนท่านเว่ยกวงจ่ายจะดูแลการทดสอบด้านการต่อสู้"
ด้านที่ยากลำบากที่สุดสำหรับเขา ตกอยู่ในมือของผู้ที่ซิวเฉิงเคยเตือนไว้ว่าเป็ผู้ที่ไม่ยึดมั่นในความยุติธรรม
"ขอบคุณมาก" กู่ฉางเซิงกล่าว "หากท่านพร้อม การรักษาจะเริ่มขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้"
หลิวเฉียนหยวนลุกขึ้นยืน ก้าวเดินไปยังประตูแล้วหยุดชะงัก หันกลับมามองกู่ฉางเซิง "ท่านกู่... ข้าได้รายงานเื่ของท่านต่อท่านเฉินปี้ซันตามความเป็จริงทุกประการแล้ว คิดว่าท่านกู่น่าจะทราบเื่นี้แล้ว"
"ข้าทราบแล้ว"
"และข้าทราบว่าพวกท่านทั้งสองได้ลงทะเบียนเข้าสอบแล้ว"
"ถูกต้อง"
หลิวเฉียนหยวนเหลือบมองหลินชิงเสวีย ก่อนจะหันกลับมาสบตากู่ฉางเซิง "ข้าจะใช้นามของข้ารับรองท่านเข้าสอบ ข้ามีสิทธิ์รับรองผู้สมัครได้หนึ่งคนในฐานะศิษย์สายที่สามของสำนัก"
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ซิวเฉิงนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว ส่วนหลินชิงเสวียจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาประเมิน
"เพราะเหตุใด" กู่ฉางเซิงเอ่ยถาม
"เพราะการได้รับรองหมายความว่าท่านจะผ่านการคัดกรองเบื้องต้นในทันที" หลิวเฉียนหยวนตอบตรงไปตรงมา "และหากท่านเว่ยกวงจ่ายส่งคนของเขามาทำการคัดกรอง... ผลการตัดสินอาจไม่ออกมายุติธรรม"
"ท่านรับรู้เื่นี้ด้วยรึ"
"ข้ารับรู้มาพักใหญ่แล้ว" หลิวเฉียนหยวนตอบเสียงเบา "ท่านกู่สามารถกระทำสิ่งที่หมอในสำนักโอสถมิอาจทำได้ ไม่ว่าท่านจะมาจากสถานที่ใดหรือมีอายุเท่าใด นั่นควรเป็สิ่งที่สำนักโอสถให้ความสำคัญที่สุด"
"การกระทำเช่นนี้ จะมิทำให้ท่านเกิดปัญหากับเว่ยกวงจ่ายหรือ"
"ย่อมเกิดปัญหาแน่นอน" หลิวเฉียนหยวนตอบชัดเจน "แต่นั่นเป็ปัญหาของข้า มิใช่ปัญหาของท่านกู่"
กู่ฉางเซิงจ้องมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงประตูอยู่นาน เมื่อสามเดือนก่อน เด็กหนุ่มผู้นี้เคยเดินผ่านชายชราอย่างเขาไปราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่าในยามนี้ เขากลับยืนหยัดรับผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจของตนเองด้วยสายตาที่แน่วแน่ บางคนเติบโตขึ้นจากการยอมรับความผิดพลาดของตนเอง บางคนเติบโตขึ้นจากการยอมรับความถูกต้องของผู้อื่น ทว่าหลิวเฉียนหยวนกลับกำลังเรียนรู้ทั้งสองสิ่งไปพร้อมกัน
"ตกลง" กู่ฉางเซิงเอ่ย "ขอบคุณท่านมาก"
หลิวเฉียนหยวนพยักหน้ารับเล็กน้อย หันหลังเตรียมเดินออกไป
"เช้าวันพรุ่งนี้ ณ ที่แห่งนี้" กู่ฉางเซิงเอ่ยไล่หลัง "ข้าจะทำการรักษาให้ท่าน"
หลิวเฉียนหยวนหยุดก้าวไปชั่ววินาที ก่อนจะออกเดินต่อโดยไม่หันกลับมามอง
ภายหลังชายหนุ่มก้าวพ้นประตูไป ความเงียบปกคลุมห้องพักอีกครั้ง ซิวเฉิงนั่งมองถ้วยชาที่เย็นชืดในมือ "ข้าส่งจดหมายถึงเฉินปี้ซัน แต่หลิวเฉียนหยวนกลับเดินทางมาด้วยตนเอง" เขากล่าวเสียงเบา "ท่านกู่มักดึงดูดผู้คนที่ถูกต้องเข้ามาหาโดยมิได้ร้องขอ"
"ข้าเพียงรักษาผู้ที่สมควรรักษาเท่านั้น" กู่ฉางเซิงตอบ
"นั่นแหละคือสิ่งที่ดึงดูดผู้คน"
หลินชิงเสวียรวบเก็บตำราบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืน "ท่านตา"
"ว่าอย่างไร"
"หลิวเฉียนหยวนรับรองสิทธิ์ให้ท่านตาเพียงคนเดียว มิได้รวมถึงข้าด้วย" เธอเอ่ยเสียงเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยความเสียใจ มีเพียงการระบุข้อเท็จจริง "ข้าต้องผ่านการคัดกรองด้วยตนเอง"
"ข้าทราบแล้ว"
"หากคนของเว่ยกวงจ่ายเป็ผู้คัดกรองด้านการต่อสู้ พลังปราณระดับที่หนึ่งของข้าคงมิอาจผ่านพ้นไปได้ั้แ่ยังไม่ทันเริ่ม"
"ข้าทราบเช่นกัน"
"เช่นนั้น... ข้าควรทำอย่างไร"
กู่ฉางเซิงมองหน้าเด็กสาว "จดจำสิ่งที่ข้าเคยสอนซิวเฉิงในยามฝึกซ้อมไว้... เ้ามิจำเป็ต้องเอาชนะ เพียงแต่ต้องยืนหยัดให้ยาวนานพอ"
"พลังปราณระดับที่หนึ่ง จะสามารถยืนหยัดรับแรงกดดันนับร้อยลมหายใจ ต่อหน้าผู้คัดกรองที่ไม่เป็กลางได้จริงหรือ"
"หากผู้คัดกรองใช้แรงกดดันตามมาตรฐาน ย่อมยืนหยัดได้แน่นอน" กู่ฉางเซิงเอ่ยตรงไปตรงมา "แต่หากเขาใช้แรงกดดันเกินกว่ามาตรฐาน... เ้าก็เรียนรู้วิธีกระจายแรงกดทับมาั้แ่สัปดาห์ก่อนแล้วมิใช่หรือ"
หลินชิงเสวียนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง "ท่านตาสอนกลยุทธ์นั้นแก่ข้า เพราะรู้อยู่แล้วว่าข้าจะต้องนำมาใช้"
"ข้าสอนเพราะมันมีประโยชน์" กู่ฉางเซิงเอ่ยเรียบๆ "ส่วนจะนำไปใช้กับสถานการณ์ใดนั้น เป็เื่ของอนาคต"
เธอมองหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังก้าวกลับเข้าห้องพักของตนเอง ทว่าก่อนจะปิดประตูลง เธอหยุดชะงัก "ท่านตา"
"ว่าอย่างไร"
"คืนนี้ข้าจะทบทวนวิธีกระจายแรงกดทับ หากท่านตาพอมีเวลาว่างในเช้าวันพรุ่งนี้ก่อนที่หลิวเฉียนหยวนจะมา ช่วยตรวจเช็กความถูกต้องให้ข้าได้หรือไม่"
"ได้สิ"
เด็กสาวปิดประตูห้องพักลง
ซิวเฉิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ มองประตูห้องที่ปิดสนิท แล้วหันมามองกู่ฉางเซิง
กู่ฉางเซิงหยิบขวดน้ำมันรากไม้ขึ้นมา ตรวจดูปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ภายใน "ยังคงเพียงพอสำหรับใช้อีกสิบวัน" เขากล่าว มิใช่การพูดกับซิวเฉิง และมิใช่การพูดกับตนเอง หากแต่เป็เพียงการระบุความจริงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ซิวเฉิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขาวางถ้วยชาลง แล้วลุกเดินออกไปผ่อนคลายยังลานหินด้านนอก เส้าเหอและตันหมินที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องทำได้เพียงแลกสายตากัน โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
ยามค่ำคืน ณ ร้านอาหารขนาดเล็กใกล้เรือนพัก เมนูอาหารของเมืองฉางยุนมีการนำสมุนไพริญญามาผสมผสานในการปรุง กลิ่นหอมและรสชาติจึงแปลกใหม่แตกต่างจากเมืองอื่น
หลินชิงเสวียกวาดสายตามองรายการอาหารบนแผ่นไม้หนารอยู่นาน กู่ฉางเซิงสั่งอาหารของตนเองเสร็จเรียบร้อย เขาวางแผ่นเมนูล่าสุดลงบนโต๊ะ แล้วนั่งรอคอยอย่างสงบ ขณะที่เด็กสาวเดินทางมาถึงจุดที่ยังตัดสินใจเลือกไม่ได้
"ยังตัดสินใจเลือกไม่ได้อีกหรือ" ซิวเฉิงเอ่ยถาม
"มีอาหารหลายชนิดที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน"
"ลองสั่งสิ่งที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดดูสิ" ซิวเฉิงเอ่ยแนะนำ "พวกเรายังต้องพำนักอยู่ที่เมืองแห่งนี้อีกสัปดาห์กว่า"
เด็กสาวยังคงจ้องมองรายการอาหาร พึมพำอ่านรายชื่ออาหารเบาๆ
กู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้น "ต้มแซ่บปลาช่อนไร้กะทิ"
หลินชิงเสวียเงยหน้าขึ้น "อะไรนะ"
"เ้าชื่นชอบต้มปลา ทว่ามิชอบน้ำกะทิ" กู่ฉางเซิงกล่าวเสียงเรียบ "ร้านแห่งนี้มีปรุงทั้งสองรูปแบบ เ้าสามารถสั่งแบบไม่ใส่กะทิได้"
เด็กสาวจ้องมองเขาด้วยความแปลกใจ "ท่านตาสังเกตเห็นเื่นี้ั้แ่เมื่อใดกัน"
"ั้แ่ยามอยู่ที่เมืองหยินฉวน เ้ามักจะแบ่งต้มปลามาให้ข้า โดยตักตักแยกส่วนที่มีน้ำกะทิออกก่อนเสมอ"
หลินชิงเสวียนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอหันกลับไปมองรายการอาหารในมือโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ทว่ามือที่เคยจับแผ่นไม้ไว้แน่นกลับผ่อนคลายลง ซิวเฉิงยกถ้วยชาขึ้นดื่มเงียบๆ ส่วนเส้าเหอที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะแอบสะกิดแขนตันหมิน ซึ่งตันหมินก็เอาแต่นั่งจ้องมองถ้วยชาในมือตนเองอย่างจริงจังผิดปกติ
ดึกสงัด ยามค่ำคืนกู่ฉางเซิงนั่งพักผ่อนอยู่บนระเบียงไม้หน้าห้องพัก เมืองฉางยุนยามราตรีสว่างไสวด้วยแสงไฟจากโคมแขวนริมถนน เสียงจอแจของผู้คนค่อยๆ เงียบสงบลง และ ณ ทิศทางที่ไกลออกไปเหนือกำแพงเมือง ปรากฏแสงเรืองรองจางๆ ส่องสว่างอยู่บนยอดเขา อันเป็ตำแหน่งที่ตั้งของสำนักโอสถ
เขาทอดสายตามองแสงสว่างนั้นอย่างสงบนิ่ง
เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนการทดสอบคัดกรองเบื้องต้นจะเริ่มขึ้น และหลังจากนั้นอีกเจ็ดวันจะเป็การสอบจริง ในยามนี้เขาได้รับสิทธิ์ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นจากการรับรองของหลิวเฉียนหยวนแล้ว ทว่าสำหรับการสอบจริง เขายังคงต้องฟันฝ่าด้วยตนเอง
การสอบแบ่งออกเป็สามด้าน ได้แก่ ความรู้เื่ตัวยา การปรุงโอสถ และการต่อสู้ด้วยลมปราณ สองด้านแรกมิใช่เื่น่ากังวล ทว่าด้านที่สามยังคงเป็สิ่งที่เขาต้องพิสูจน์ให้เห็นจริง
เสียงก้าวเท้าแ่เบาดังขึ้นจากระเบียงข้างเคียง หลินชิงเสวียก้าวออกมาหยุดยืนที่ปลายระเบียง ในมือถือถ้วยชาสองใบ
"ข้านอนไม่หลับ"
"จึงออกมานั่งขบคิดรึ"
เด็กสาวเดินเข้ามาวางถ้วยชาใบหนึ่งไว้ข้างกายเขา แล้วทรุดกายลงนั่งบนขั้นบันไดระเบียง กอดเข่าทอดสายตามองไปในทิศทางเดียวกัน... แศงเรืองรองเหนือกำแพงเมือง
คนทั้งสองนั่งเงียบสงบอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน โดยไม่มีความจำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
กู่ฉางเซิงยกถ้วยชาขึ้นดม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาที่เขาจำได้ว่าเธอเป็ผู้เลือกซื้อมาจากตลาดเมื่อวันก่อน ชาชนิดนี้เขาไม่เคยเอ่ยปากร้องขอ ทว่าเธอกลับรับรู้ได้ว่าเขาชื่นชอบ หรืออาจเป็เพียงความบังเอิญที่เธอเลือกซื้อมา ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็มิใช่เื่ที่ต้องหาคำตอบให้แน่ชัด
"ท่านตากำลังขบคิดสิ่งใดอยู่หรือ"
"ข้ากำลังคิดว่า เวลาสิบวันผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก"
"และ..." เธอเอ่ยต่อ รู้ดีว่าเขาต้องมีความคิดที่ลึกซึ้งกว่านั้น
"และกำลังคิดว่า หากผ่านการสอบไปได้ สิ่งที่จะตามมาในภายภาคหน้าย่อมยากลำบากยิ่งกว่าการสอบหลายเท่านัก" กู่ฉางเซิงกล่าว "สำนักโอสถย่อมมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ มีผู้ถือครองอำนาจและผลประโยชน์ และข้าก็เป็เพียงคนนอกที่ไม่เคยล่วงรู้กฎเกณฑ์เ่าั้มาก่อน"
"แล้วหากไม่ผ่านการสอบเล่า"
"ก็เพียงแสวงหาเส้นทางอื่นต่อไป"
หลินชิงเสวียจ้องมองแสงสว่างบนยอดเขา "ท่านตาไม่มีความหวาดกลัวเลยหรือ"
"กลัวสิ" กู่ฉางเซิงตอบตรงๆ "ทว่าความกลัวมิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้"
เด็กสาวเงียบเสียงไปครู่ใหญ่ "ข้าหวาดกลัว..." เธอเอ่ยเสียงแ่เบา คล้ายมิได้ตั้งใจจะบอกกล่าว "มิใช่หวาดกลัวการสอบ ทว่าหวั่นเกรงว่าหากท่านตาเข้าสำนักได้สำเร็จ..." เธอหยุดชื่นกะทันหัน
"เ้าเกรงว่าจะต้องอยู่ที่ใดอย่างนั้นหรือ"
ความเงียบครอบคลุมยาวนานขึ้น
"ข้าไม่อาจล่วงรู้กฎของสำนักโอสถได้ว่า จะอนุญาตให้ศิษย์นำผู้ติดตามเข้าไปอยู่ด้วยได้หรือไม่" กู่ฉางเซิงกล่าวตอบตามตรง "ทว่าหากไม่อนุญาต เ้าก็ยังมิได้หมดสิ้นหวังเสียทีเดียว"
"เพราะข้าได้ลงทะเบียนเข้าสอบด้วยตนเองแล้ว" เธอเอ่ยต่อจนจบความ
"ถูกต้องแล้ว"
เด็กสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้าเขา ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายสะท้อนแสงโคมไฟส่องสว่าง มีความลึกล้ำบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งเกินกว่าวัยสิบห้าปีทั่วไปจะพึงมี
"ขอบคุณท่านตาที่กล่าวกับข้าอย่างตรงไปตรงมา"
"เ้าเอ่ยถามตรงๆ ข้าย่อมตอบตรงๆ"
เด็กสาวจุดยิ้มบางๆ มิใช่ยิ้มสดใสอย่างเด็กไร้เดียงสา หากแต่เป็รอยยิ้มที่มั่นคงแข็งแกร่ง เธอลุกขึ้นยืนแล้วก้าวกลับไปยังห้องพักของตนเอง ทว่าก่อนจะปิดประตูลง เธอหยุดชะงัก "ชาที่ข้านำมาให้ ข้าตั้งใจเลือกซื้อเพราะรู้ว่าท่านตาชื่นชอบ... มิใช่ความบังเอิญ"
บานประตูถูกปิดลงอย่างนุ่มนวล
กู่ฉางเซิงนั่งอยู่บนระเบียงเพียงลำพัง ทอดสายตามองแสงสว่างบนยอดเขาไกลตา จิบชาอุ่นๆ ในมืออีกครั้ง... รสชาติกลมกล่อม ชาถูกชนิด และถูกยามราตรี
เด็กสาววัยสิบห้าปี ผู้เป็ทั้งศิษย์และผู้ร่วมเดินทางบนเส้นทางอันยาวไกลและไร้จุดสิ้นสุดผู้นี้ มีบางสิ่งบางอย่างในสายตาของเธอมานานแล้ว สิ่งที่เขาเลือกที่จะไม่เก็บมาขบคิดมากกว่าที่ควรจะเป็
เพราะในยามนี้ ยังมิใช่เวลาอันเหมาะสม
ยังมีภารกิจสำคัญอีกมากที่ต้องฟันฝ่าให้สำเร็จลุล่วงเสียก่อน
เขายกชาขึ้นจิบจนหมดถ้วย แล้วลุกขึ้นยืน
เวลาอีกสิบวัน...และหลังจากนั้น ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด สรรพสิ่งรอบกายย่อมไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป!
ยามเช้าของวันถัดมา สายลมหนาวพัดผ่านลานหินภายในเรือนพัก หลิวเฉียนหยวนเดินทางมาตามนัดหมาย ชายหนุ่มในชุดยาวสีขาวก้าวเข้ามาภายในห้องพักด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งขึ้นกว่าเดิม
กู่ฉางเซิงจัดเตรียมอุปกรณ์การรักษาไว้พร้อมสรรพ เขาสั่งให้หลิวเฉียนหยวนถอดเสื้อท่อนบนออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่มีมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ทว่าบริเวณแผ่นหลังส่วนบนใกล้กับไหล่ขวากลับมีรอยเขียวคล้ำจางๆ ซ่อนอยู่ใต้ชั้นิั ซึ่งหากไม่สังเกตอย่างถี่ถ้วนย่อมไม่อาจพบเห็นได้
"นั่งลงขัดสมาธิ บังคับลมปราณให้อยู่ในสภาวะสงบ" กู่ฉางเซิงเอ่ยสั่ง
หลิวเฉียนหยวนทำตามอย่างว่าง่าย กู่ฉางเซิงหยิบเข็มเงินยาวสามนิ้วขึ้นมา ค่อยๆ ผสานพลังปราณสายเล็กๆ ลงสู่ปลายเข็มจนเกิดประกายแสงสว่างจางๆ
ฟึ่บ!เข็มเงินถูกแทงลงบนจุดลมปราณบริเวณแผ่นหลังของหลิวเฉียนหยวนอย่างแม่นยำและรวดเร็ว! ชายหนุ่มสะดุ้งตัวเล็กน้อย ร่างกายเกร็งตึงด้วยความใ
"อย่าเกร็งกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายลง" กู่ฉางเซิงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "มวลพลังปราณที่ติดขัดอยู่ภายในกำลังจะถูกปลดปล่อย หากเ้าเกร็งตึง เส้นลมปราณอาจได้รับความเสียหายได้"
หลิวเฉียนหยวนสูดหายใจเข้าลึก บังคับตนเองให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กู่ฉางเซิงหมุนปลายเข็มเงินอย่างช้าๆ พลางส่งพลังปราณเข้าไปทะลวงจุดที่อุดตันอยู่ภายใน
ครืด...เสียงมวลพลังงานปะทะกันใต้ชั้นิัดังขึ้นแ่เบา หลิวเฉียนหยวนรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่พุ่งพล่านขึ้นมาจากแผ่นหลัง ลามไหลไปตามแขนขวาที่เคยชาสนิท ความรู้สึกชาหนาที่เคยครอบงำแขนขวามานานนับเดือน ค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นและสายพลังปราณที่กลับมาไหลเวียนได้สะดวกอีกครั้ง
"อึก!" ชายหนุ่มส่งเสียงครางในลำคอ เหงื่อเม็ดโตผุดซึมขึ้นเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง
กู่ฉางเซิงถอนเข็มเงินออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้นิ้วมือกดลงบนจุดสำคัญสามจุดรอบๆ แผลอย่างหนักแน่น เพื่อโคจรปิดเส้นทางลมปราณมิให้เกิดการย้อนกลับของมวลพลังงาน
หมับ! ผัวะ!เสียงฝ่ามือกดกระทบเนื้อดังขึ้นอย่างหนักแน่น หลิวเฉียนหยวนพ่นลมหายใจยาวออกมาอย่างผ่อนคลาย แขนขวาที่เคยหนักอึ้งกลับคืนสู่ความโปร่งเบาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
"ลองเคลื่อนไหวแขนดู" กู่ฉางเซิงเอ่ยสั่ง พลางนำเข็มเงินไปทำความสะอาด
หลิวเฉียนหยวนค่อยๆ หมุนไหล่และยกแขนขวาขึ้นลง ชายหนุ่มตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ อาการตึงรั้งและชาสนิทที่เคยกัดกินแขนขวาบัดนี้จางหายไปถึงแปดส่วน! "หายแล้ว... ความรู้สึกชาหายไปหมดสิ้นแล้ว!"
"ยังมิได้หายขาดอย่างสิ้นเชิง" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัด "นี่ยังเป็เพียงการทะลวงจุดอุดตันเบื้องต้นเท่านั้น อีกสี่วันข้างหน้าเ้าต้องกลับมาทำการฝังเข็มและรับการทะลวงลมปราณซ้ำอีกครั้ง จึงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้อย่างแท้จริง"
หลิวเฉียนหยวนสวมเสื้อกลับคืนตามเดิม เขายืนขึ้นแล้วก้มโค้งกายคารวะกู่ฉางเซิงด้วยความเคารพจากใจจริง "ขอบคุณท่านกู่มาก หากมิได้ท่าน ช่วยเหลือ แขนขวาข้างนี้ของข้าคงไม่อาจรับการฝึกซ้อมหนักได้อีกต่อไป"
"ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็หมอ" กู่ฉางเซิงเอ่ยตอบ "จงจำไว้ว่า อย่าเพิ่งโคจรพลังปราณหนักหน่วงใน่สองวันนี้ ให้เส้นลมปราณได้ปรับสภาวะเสียก่อน"
"ข้าจะปฏิบัติตามคำเตือนของท่านอย่างเคร่งครัด" หลิวเฉียนหยวนเอ่ยสัญญา ก่อนจะหันไปมองหลินชิงเสวียที่นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ "สำหรับการทดสอบคัดกรองเบื้องต้น... แม้ข้าจะไม่อาจลงนามรับรองสิทธิ์ให้แม่นางหลินได้ แต่ข้าจะคอยจับตาดูการทำงานของผู้คัดกรองอย่างใกล้ชิด หากมีความมิชอบเกิดขึ้น ข้าย่อมไม่อยู่เฉยแน่นอน"
"ขอบพระคุณท่านมากเ้าค่ะ" หลินชิงเสวียเอ่ยขอบคุณด้วยกิริยานอบน้อม
เมื่อหลิวเฉียนหยวนเดินทางกลับไปแล้ว ลานหินภายในเรือนพักก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง กู่ฉางเซิงหันมามองหน้าหลินชิงเสวีย "เอาล่ะ ได้เวลาทบทวนวิธีกระจายแรงกดทับแล้ว"
"เ้าค่ะ!" เด็กสาวรับคำด้วยความกระตือรือร้น
ทั้งสองก้าวลงสู่ลานหิน ซิวเฉิงและผู้ติดตามอีกสองคนยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ กู่ฉางเซิงก้าวไปยืนเผชิญหน้ากับเด็กสาว "การกระจายแรงกดทับ มิใช่การใช้กำลังปะทะหักห้ามแรง แต่เป็การผันเปลี่ยนทิศทางของมวลพลังงานที่พุ่งเข้ามา ให้ไหลผ่านร่างกายลงสู่ผืนดิน"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
"เริ่มได้!"
กู่ฉางเซิงยื่นฝ่ามือออกไปข้างหน้า โคจรพลังปราณสายเล็กๆ ปล่อยแรงกดดันจางๆ พุ่งตรงเข้าใส่หลินชิงเสวีย
ฟึ่บ!สายลมแ่เบาพุ่งเข้าปะทะร่างของเด็กสาว หลินชิงเสวียย่อกายลงเล็กน้อย ย้ายจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายลงสู่เท้าทั้งสองข้าง โคจรพลังปราณระดับหนึ่งในร่างให้ไหลเวียนเป็วงกลมบริเวณหน้าอก เพื่อรองรับแรงกดดันแล้วผันทิศทางลงสู่ส้นเท้า
ตึง!เสียงเท้าของเด็กสาวเหยียบลงบนแผ่นหินดังแน่นตึง ผืนทรายรอบๆ เท้าของเธอถูกแรงกดดันตีพัดกระจายออกเป็วงกลม ทว่าตัวเธอกลับยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง มิได้ถอยร่นไปแม้แต่ก้าวเดียว!
"ทำได้ดีมาก" กู่ฉางเซิงเอ่ยชม "ทว่าหากผู้คัดกรองเพิ่มระดับแรงกดดันขึ้นเป็สองเท่า เ้าต้องกระจายแรงออกไปทางข้างลำตัวด้วย มิใช่ส่งลงสู่ผืนดินเพียงอย่างเดียว เพราะผืนดินใต้เท้าอาจไม่อาจรองรับมวลพลังงานทั้งหมดได้"
"ข้าจะลองดูอีกครั้ง!"
กระบวนการฝึกซ้อมดำเนินไปตลอดทั้งเช้า เสียงปะทะของพลังปราณและเสียงเท้ากระทบพื้นหินดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กู่ฉางเซิงคอยชี้แนะและแก้ไขจุดผิดพลาดให้อย่างใจเย็น ขณะที่หลินชิงเสวียก็เรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ซิวเฉิงยืนมองภาพเหตุการณ์เ่าั้ด้วยความทึ่งในใจ 'การสั่งสอนของท่านกู่ ช่างแหลมคมและตรงจุดยิ่งนัก แม้แต่ศิษย์ที่มีพลังปราณเพียงระดับหนึ่ง ก็ยังสามารถเรียนรู้วิธีการรับมือกับยอดฝีมือได้ถึงเพียงนี้... การสอบเข้าสำนักโอสถในครั้งนี้ คงมีเื่ให้ตื่นตาตื่นใจอีกมากเป็แน่!'
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไปวันแล้ววันเล่า การเตรียมตัวรับมือกับการทดสอบคัดกรองเบื้องต้นของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความเข้มข้น และชะตากรรมของพวกเขากำลังจะถูกคลื่นลมแห่งสำนักโอสถพัดพาเข้าใส่ในอีกไม่ช้า!