ยามอิ๋นสามเค่อ
ตลาดตะวันออกแห่งเมืองหลวง หิมะยังคงตกไม่หยุด
ทหารค่ายลาดตระเวนเมืองสองนายถือโคมไฟเดินผ่านถนนที่ว่างเปล่า
เมื่อแสงไฟสาดส่องไปถึงซุ้มประตู ฝีเท้าของทั้งสองก็หยุดชะงักลงพร้อมกัน
บนคานขวางของซุ้มประตูไม้ตลาดตะวันออกที่สูงถึงสามจั้ง มีศีรษะมนุษย์หัวหนึ่งแขวนโตงเตงอยู่
รอยตัดถูกแช่แข็งด้วยเกล็ดเื
ดวงตาทั้งสองถลนออกนอกเบ้า ขากรรไกรอ้าค้าง
นั่นคือเสิ่นจ้ง
บนเสาซ้ายของซุ้มประตู มีอักษรโลหิตเขียนคำว่า ‘โลภ’ เอาไว้
ส่วนเสาขวา คือคำว่า ‘โจร’
โคมไฟร่วงหล่นลงพื้น
เปลวไฟลามเลียกระดาษหุ้มโคม เถ้ากระดาษถูกพายุหิมะพัดปลิวว่อน
ทหารทั้งสองนายใจนล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีเตลิดกลับไป
ยามเฉิน
เรือนส่วนตัวในเมืองชั้นใน
หลี่ชิงเหลียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะ กำลังเช็ดทำความสะอาดกระบี่เหล็กธรรมดา
จ้าวหลิงเอ๋อร์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“หัวของเสิ่นจ้งถูกแขวนไว้ที่ตลาดตะวันออก ค่ายทหารลาดตระเวนเมืองกับองครักษ์เสื้อดำปิดตายประตูเมืองทั้งเก้าบานแล้ว”
มือที่กำลังเช็ดกระบี่ของหลี่ชิงเหลียนไม่ได้หยุดชะงัก
“สภาขุนนางสรุปคดีว่าเป็การฆ่าล้างแค้นของศัตรูทางการเมือง”
“น้ำขุ่นแล้ว”
“มันสารภาพแล้ว”
หลี่ชิงเหลียนดันกระบี่กลับคืนสู่ฝัก
“กัวเวย รองเสนาบดีขวาแห่งกรมกลาโหม”
มือของจ้าวหลิงเอ๋อร์ที่วางอยู่ข้างถ้วยชา ปลายนิ้วพลันหยุดนิ่ง
“เสิ่นจ้งบอกว่า เื้ักัวเวยยังมีคนอยู่อีก มีชื่อเรียกขานว่าภูตเงา”
เตาผิงในห้องส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ
จ้าวหลิงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ริมหน้าต่าง
“กัวเวยรับมือได้ยากนัก เวลาเดินทางเขาจะมีองครักษ์เกราะเหล็กสิบแปดนายติดตาม ตัวเขาเองก็ฝึกวิชาคงกระพันมาถึงยี่สิบปี”
“ข้า้าฐานะที่จะเข้าใกล้เขาได้”
จ้าวหลิงเอ๋อร์หันกลับมา
“จวนโหวผิงหยาง”
หลี่ชิงเหลียนช้อนตาขึ้นมอง
“โหวผิงหยางเฒ่า ฉินจ้าน เมื่อห้าปีก่อนถูกกัวเวยใส่ร้ายจนต้องตายในคุกหลวง หลังจากโหวคนใหม่ ฉินฟางสืบทอดบรรดาศักดิ์ ก็ถูกริบอำนาจทางทหาร จวนโหวจึงตกต่ำลง”
นางหยิบใบเบิกทางที่ถูกทำให้ดูเก่าแผ่นหนึ่งกับประกาศรับสมัครออกมา
“ฉินฟางกำลังเปิดรับสมัครผู้พำนัก เ้าจงใช้ชื่อ ‘หลี่สือเอ้อร์’ เข้าไปที่นั่น”
หลี่ชิงเหลียนรับมา
“ภายในสามวัน ข้า้าเส้นทางการเดินทางของกัวเวย ข้อมูลผู้คุ้มกันในจวน และสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับตำหนักฉีเหนียน”
“ข้าจะจัดการให้”
ยามอู่
หลี่ชิงเหลียนเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมผ้าหยาบสีเทา สะพายกระบี่เหล็กธรรมดาไว้ด้านหลัง เดินมาถึงหน้าจวนโหวผิงหยาง
สีแดงชาดบนบานประตูใหญ่หลุดลอก
บนหลังสิงโตหินมีหิมะทับถมหนาเตอะ
บนป้ายเหนือประตู ตัวอักษรสีทองสี่คำ ‘จวนโหวผิงหยาง’ หมองคล้ำซีดจาง
เขาเคาะประตู
ผ่านไปครึ่งก้านธูป ประตูเปิดออกเล็กน้อย
ชายชราผมสีดอกเลาผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมา
“จวนโหวไม่รับแขก”
ประตูกำลังจะปิดลง
หลี่ชิงเหลียนยกมือขึ้นยันบานประตูไว้ ยื่นประกาศรับสมัครส่งให้
“หลี่สือเอ้อร์ จอมยุทธ์พเนจรจากนอกด่าน มาเพื่อเป็ผู้พำนักรับเชิญ”
ชายชรามองดูเขาแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองใบเบิกทาง
“ตามข้ามา”
ลานเรือนด้านหน้ามีวัชพืชงอกแซมขึ้นมาตามรอยต่อของแผ่นหินสีเขียว หิมะกดทับลงบนหญ้าแห้ง
ชายชราพาเขาเดินผ่านระเบียงทางเดิน มาจนถึงลานฝึกยุทธ์
ชายฉกรรจ์ห้าคนกำลังฝึกดาบและกระบี่
ชายร่างกำยำในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีดำกลางลานหันกลับมา
“ครูฝึกหวัง คนผู้นี้ปลดป้ายประกาศ”
ครูฝึกหวังพิจารณาชุดคลุมสีเทาและฝักกระบี่ไม้ของหลี่ชิงเหลียน
“เงินของท่านโหวไม่ได้มีไว้เลี้ยงดูตัวไร้ประโยชน์”
เขายกดาบไม้ขึ้น
“ชักกระบี่สิ”
หลี่ชิงเหลียนยืนอยู่บนลานดินเหลือง สองมือทิ้งตัวลงแนบลำตัว
ไม่ได้ชักกระบี่
ครูฝึกหวังแค่นเสียงเย็น ดาบไม้ฟาดฟันลงมา
หลี่ชิงเหลียนเบี่ยงตัวหลบไปสามนิ้ว
ดาบไม้เฉียดไหล่ฟันวืดไปกระแทกพื้นดินเหลือง
หมัดขวาของเขายกขึ้น ข้อต่อนิ้วกลางกระแทกเข้าที่ใต้ข้อมือของครูฝึกหวังอย่างแม่นยำ
ป้าบ
ดาบไม้หลุดกระเด็นออกจากมือ
หลี่ชิงเหลียนคว้าคอเสื้อของอีกฝ่าย กระชากไปด้านหลัง
พร้อมกับแทงเข่าสวนขึ้นไป
หน้าท้องของครูฝึกหวังถูกกระแทกอย่างจัง น้ำย่อยปนน้ำลายพุ่งพรวดออกจากปาก ร่างทั้งร่างทรุดลงไปนอนขดตัวกองกับพื้น
ลานฝึกยุทธ์ตกอยู่ในความเงียบงัน
สุดระเบียงทางเดินแว่วเสียงปรบมือ
ชายหนุ่มสวมชุดหรูหราใบหน้าซีดเซียวผู้หนึ่งเดินออกมา
องครักษ์สะพายดาบสองนายเดินตามอยู่เื้ั
“ข้าชื่อฉินฟาง โหวผิงหยาง”
หลี่ชิงเหลียนหันกลับมา
“หลี่สือเอ้อร์”
ฉินฟางมองดูครูฝึกหวังที่นอนอยู่บนพื้น แล้วหันกลับมามองเขา
“ผู้พำนักรับเชิญเช่นเ้า ข้ารับไว้”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
“พ่อบ้าน พาเขาไปที่เรือนปีกตะวันตก”
ชายชรารับคำ
หลี่ชิงเหลียนเดินตามออกจากลานฝึกยุทธ์
เรือนปีกตะวันตกนั้นซอมซ่ออย่างยิ่ง
มีเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว ม้านั่งยาวสองตัว
ชายชราวางป้ายเอวไม้สีดำลง
“มารายงานตัวทุกยามเหม่าและยามโหย่ว หากไม่มีธุระห้ามเข้าไปในลานเรือนด้านหลังเด็ดขาด”
ประตูปิดลง
ภายในห้องเงียบสงัด
หลี่ชิงเหลียนหยิบป้ายเอวขึ้นมา เก็บซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
เขาชักกระบี่ออก กรีดเป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสลงบนพื้นโต๊ะ
จากนั้นก็ล้วงเอาผ้าไหมออกมา กางออกตรงมุมโต๊ะ
ปลายกระบี่ตกลงไปในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แทงลึกลงไปครึ่งนิ้ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เปลวเทียนก็ไหวระริกขึ้นคราหนึ่ง
สายตาของเขาละออกจากชื่อที่สองบนผ้าไหม
รองเสนาบดีขวาแห่งกรมกลาโหม กัวเวย
นอกประตูแว่วเสียงเคาะประตูสามครั้ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก