The Possible Man

    ตอนที่ 10 : เริ่มคัดเลือก

    ในโลกที่เขาจากมาถ้าหากพูดถึงด้านเทคโนโลยีและความเจริญ มันได้พัฒนาไปจนถึงขีดสุด
    ยกตัวอย่างเช่น ด้านทางการแพทย์ ถ้าหากว่าไม่ได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที คุณจะหายกลับมาเป็นปกติเหมือนไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
    ด้านการเดินทาง-การขนส่ง นอกเหนือจากการเดินทางข้ามจักรวาลแล้ว ถ้าหากอยู่ในพื้นที่ขอบเขตที่กำหนดไว้ คุณสามารถเดินทางไปยังอีกที่หนึ่งด้วยเครื่องวาปภายในไม่กี่อึดใจ
    แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องธรรมชาติแล้ว  ธรรมชาติส่วนใหญ่ได้ถูกทำลายลงไปตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมหุ่นยนตร์ สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ มากกว่า 90 % ถูกทำลายลง
    ถึงแม้ต่อมาในยุคก่อน AI ได้มีการกลับมาฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยากเกินกว่าจะฟื้นคืนธรรมชาติให้กลับมาทั้งหมด  จึงได้มีการคิดค้นสร้างพืชสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาแต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
    ถ้าจะให้เห็นภาพก็เหมือนกับยุคไดโนเสาร์ของโลกใบนี้ ไดโนเสาร์และธรรมชาติเกือบทั้งหมดต่างสูญพันธุ์เพราะเหตุทางธรรมชาติ แต่ในโลกของเขาสิ่งมีชีวิตต่างถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น
    ภายหลังได้มีการจัดตั้งองค์กร GON (Guardians of Nature) ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลอนุรักษ์และปกป้องธรรมชาติ  ซึ่งหนึ่งในกฏเหล็กขององค์กรนี้คือ ความก้าวหน้าใดๆก็ตามต้องไม่เกิดความเสียหายต่อธรรมชาติ กล่าวคือ การพัฒนาหรือความเจริญใดๆต่อให้เกิดผลดีต่อมนุษย์ชาติขนาดไหนแต่ต้องไม่เบียดเบียนหรือทำลายธรรมชาติอย่างเด็ดขาด
    ถ้าหากพูดถึงเรื่องอำนาจ GON มีอำนาจมหาศาล มากกว่ารัฐบาลกลางด้วยซ้ำ ซึ่งหินก็มีความตั้งใจที่จะจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาบนโลกนี้เช่นกันสาเหตุหนึ่งที่หินเลือกใช้ภูมิภาคนี้ในการเริ่มต้นทุกอย่างก็คืออยากใกล้ชิดธรรมชาติ  สังคมเมืองที่หินจากมามันช่างเต็มไปด้วยความวุ่นวายเกินไป เขาอยากใกล้ชิดธรรมชาติที่แท้จริงซึ่งเขาไม่เคยได้มีโอกาสได้เจอในโลกของเขา
    หลังจากที่เครื่องลงจอด เนื่องจากหินมีสัมภาระเพียงแค่กระเป่าใบเดียว  จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอโหลดสัมภาระ หินได้ขึ้นแท็กซี่ตรงไปยังคอนโดที่ได้ทำการจองห้องไว้ทันที
    ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ก็มาถึงคอนโด คอนโดนี้ดุค่อนข้างหรูหราและใหญ่โต แต่ราคาค่าเช่านั้นแพงมากสำหรับคนทั่วไปและหินจะใช้มันเป็นแค่ที่พักชั่วคราวเท่านั้น
    ที่คอนโดแห่งนี้ใช้ระบบความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสผ่าน  ถ้าหากจะเปิดประตูห้องจะต้องกดรหัสผ่านที่หน้าประตูถึงจะเข้าได้และถ้าหากคุณต้องการให้คนอื่นเข้าห้องของคุณ ก็แค่ให้รหัสผ่านเขาไปเท่านั้น ถือว่าระบบนี้ค่อนข้างทันสมัยในโลกนี้
    " เดวิดค้นหานักออกแบบและพวกวิศวกรที่มีพรสวรรค์แต่ขาดทุนทรัพย์ " หินเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังสำรวจภายในห้อง ทำไมหินถึงไม่เลือกจ้างพวกมืออาชีพที่มีฝีมือ ?
    อย่างแรกคนที่มีพรสรรค์แต่ขาดโอกาสในการแสดงฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นเพราะทุนทรัพย์ เพราะความแตกต่างในความคิดหรือเหตุผลใดๆก็ตาม พวกเขาเหล่านี้ต้องการโอกาสและเมื่อเขาได้รับมัน เขาจะใช้มันอย่างเต็มที่
    กลับกันการจ้างมืออาชีพทั่วไป เขาจะทำงานในรูปแบบของการว่าจ้างซึ่งขาดจุดมุ่งหมาย อาจจะบอกว่าเขาจะทำงานก็เพื่อเงินหรือสิ่งตอบแทนเท่านั้น ในขณะที่คนที่มีพรสรรค์แต่ขาดโอกาสในการแสดงฝีมือ เขาจะทำมันให้ดีที่สุดเพื่อแสดงความสามารถของตนเอง
    คนเหล่านี้จะมีไฟมีแรงจูงใจมากกว่าคนปกตินั่นเอง ทำให้พวกเขาเหล่านี้รังสรรค์งานได้ออกมาได้ดีกว่าคนปกติทั่วไปและมากไปกว่านั้นหินต้องการสร้างคนของตัวเอง คนที่จะเป็นกำลังสำคัญให้เขาในอนาคต
    หินได้วางระบบในการคัดเลือกผู้คนด้วยตนเอง ซึ่งเห็นใช้เวลาจนเกือบเช้าของอีกวัน ก่อนที่หินจะพักผ่อนหินได้ให้เดวิดนำไปจัดการต่อในทันที ถ้าหากว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เราอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอุปนิสัยใจคอเขาคนนั้นเป็นเช่นไร
    สำหรับเดวิดที่เป็น AI ประดิษฐ์อัจฉริยะ ในโลกเก่าของหินอาจจะเป็นเรื่องอยากเนื่องจากมีระบบป้องกันมากมาย แต่ในโลกนี้กลับเป็นเรื่องง่ายอย่างมาก เดวิดสามารถรวบรวมข้อมูลได้จากทั่วทุกมุมโลกและเจาะเข้าทุกระบบโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ โทรศัพท์ กล้องทุกตัวบนโลก อินเตอเน็ตน์ ข้อมูลทางบัญชี ข้อมูลส่วนตัว ทุกอย่างบนโลกนี้แทบจะไม่มีอะไรเล็ดลอดจากสายตาของเดวิดได้
    เดวิดได้เริ่มต้นทำงานด้วยการแบ่งตัวเองออกเป็นหลายล้านส่วนและอัพโหลดตัวเองลงสู่โลกอินเตอร์เน็ตทันที จริงๆการทำแบบนี้จะทำให้ความสามารถโดยรวมของเดวิดลดลงอย่างมหาศาล แต่สำหรับการทำงานเพียงเท่านี้ถือว่าเกินพอ
    หลังจากสั่งงานกับเดวิดหินก็เริ่มออกแบบระบบสำหรับการคัดเลือกคนของตนเองพร้อมกับวางโครงสร้างแผนงานในอนาคต ซึ่งกินเวลาไปจนถึงเช้าอีกวันเลยทีเดียว
    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ณ ประเทศฝั่งยุโรป
    ชายหนุ่มผิวขาวเจ้าของใบหน้าคมคาย ผู้ที่กำลังก้าวเดินไปบนทางเท้าตามถนนอย่างไร้จุดหมาย เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวที่ถูกพับแขนไว้ กางเกงสแล๊คสีเทาหม่นพร้อมกับคัทชูสีดำ ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาพร้อมกับความสูง 185 ซม.อาจจะทำให้สาวหลายๆคนหลงเสน่ห์ได้โดยไม่รู้ตัว
    แต่ใครบ้างจะรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังอยู่ช่วงมรสุมของชีวิต เท้าทั้งสองข้างก้าวไปบนทางเดินข้างถนนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะไปหยุดอยู่ที่ไหน ใบหน้าของเขาเลื่อนลอยและดูอ่อนล้า
    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมานานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเดินมาไกลแค่ไหน รู้ตัวอีกทีเขาก็มาอยู่หน้าแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีเรือสัญจรไปมาแห่งหนึ่ง ดวงตะวันใกล้จะลับแสง แสงที่สาดส่องมาดูอ่อนแรงลงแต่กระนั้นก็ย้อมฟากฟ้าจนกลายเป็นสีแดงส้มดังทะเลเพลิงที่โชติช่วง หมู่นกที่กำลังบินกลับรัง คลื่นน้ำที่สาดซัดตามแรงลม บรรยากาศที่แสนงดงามนี้เขาหวังแค่ว่ามันจะทำให้ความกลัดกลุ้มในใจเขาลดลงไปบ้าง
    เขาได้เลือกนั่งลงไปที่ม้านั่งตัวหนึ่งที่ยังว่าง หลังของเขาพิงลงไปบนม้านั่งตัวนั้น เขาหลับตาลง หายใจเข้าออกอย่างช้าๆเสมือนกลับพยายามดูดด่ำกับบรรยากาศที่แสนวิเศษนี้ เขาอยากจะหยุดเวลาไว้แบบนี้เหลือเกิน
    ชายหนุ่มคนนี้มีชื่อว่า '' อเล็กซ์ " เขาเป็นสถาปนิกซึ่งเรียนจบสถาปัตยกรรมที่มหาวิทลัยเล็กๆแห่งหนึ่ง อเล็กซ์มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นเขาสามารถรังสรรค์ผลงานออกมาได้มากมาย เช่น ตึกที่ไม่สมมาตร รูปปั้นที่ดูแปลกตา บ้านสไตล์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ที่ไหน
    ผลงานของอเล็กซ์มันช่างดูสวยงามและมหัศจรรย์แต่ช่างน่าเสียดายนักที่ผลงานของเขากลับถูกมองเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและไม่น่าจะถูกสร้างขึ้นมาได้
    แรกเริ่มเดิมทีเขายังคงยืนยันที่จะเดินตามสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน รังสรรค์ผลงานออกมาด้วยความสุข ใช่เขามีความสุขกับมันมากแต่ความเป็นจริงสิ่งที่เราใฝ่ฝันมันอาจจะไม่ได้ทำให้เราอิ่มปากอิ่มท้องแต่อย่างใด
    ถึงจะบอกว่าทำงานแบบนั้นทำงานแบบนี้แล้วมีความสุข แต่ถ้าหากมันไม่สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเราได้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรหล่ะ เราต้องหันกลับมามองโลกแห่งความเป็นจริงแม้บางครั้งมันอาจจะดูโหดร้ายไปบ้างก็ตาม
    นี่ก็หลายเดือนแล้วที่เขาไม่มีรายรับเลย เงินเก็บที่มีอยู่ก็ค่อยๆลดร่อยหรอลงเรื่อยๆ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าถ้าหากยังเป็นแบบนี้อีกไม่นานเขาต้องแย่แน่ๆ เขาควรไปต่อหรือหยุดอยู่แค่นี้ ? ในแววตาของอเล็กฉายแววความลังเลออกมา ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์ของอเล็กซ์ก็ดังขึ้น ครั้งล่าสุดที่เสียงเรียกเข้าดังขึ้นก็ผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว ใครกันที่โทรมา อเล็กซ์คิดกับตัวเอง ก่อนที่จะมองเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ
    "ไม่โชว์เบอร์ เป็นไปได้ยังไง ?" อย่างที่อเล็กซ์เห็นบนหน้าจอมีสายเรียกเข้าจริงๆแต่ไม่มีเบอร์โชว์ขึ้นมา ทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก อเล็กซ์กดรับสายทันที
    "......" ไม่มีเสียง ? หรือลำโพงพัง? ขณะที่เขาวางสายจากหูเพื่อที่จะเช็คโทรศัพท์ตัวเองอีกครั้ง เขาก็เหลือบไปเห็นข้อความบางอย่างที่ปรากฏบนหน้าจอ ' คุณได้รับการคัดเลือก คุณยินดีรับการทดสอบหรือไม่ ?'
    อเล็กซ์ "......."
    "บ้ารึเปล่า ข้อความแปลกๆแบบนี้ใครมันจะไปหลงเชื่อวะ " อยู่ๆก็มีเสียงเรียกเข้าพอกดรับก็มีข้อความแปลกๆขึ้นมา ใครมันจะไปเชื่อ ต้องมีคนแกล้งแน่ๆ อเล็กซ์พยายามกดปิดหน้าจอแต่ปิดเท่าไหร่ก็ปิดไม่ได้
    "ว่าแต่ไหนปุ่มกดปฏิเสธ?"
    หลังจากสังเกตุดูดีๆอเล็กซ์ก็พบว่ามันไม่มีปุ่มกดยกเลิกหรือปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น มีเพียงปุ่มกดเดียวเท่านั้นที่มีคือปุ่ม 'ตกลง' นี่มันไม่ใช่ประโยคคำถามนี่ นี่มันประโยคบอกเล่า...
    "Fu** ใครมันเป็นคนทำ !!! " เขากำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่าง แล้วมีไอบ้าที่ไหนมาทำเรื่องแบบนี้ นี่มันแกล้งกันชัดๆพระเจ้าท่านโกรธเกลียดผมเป็นพิเศษใช่หรือไม่ นี่ชีวิตผมมันยังแย่ไม่พอใช่ไหม
    อเล็กซ์อดตัดพ้อเบาๆไม่ได้ ในเมื่อมันมีทางเลือกเดียว สุดท้ายอเล็กซ์ก็กดปุ่มเดียวที่มีให้กดนั้น ทันทีที่อเล็กซ์กดปุ่ม 'ตกลง' ก็มีข้อความขึ้นมาต่อทันทีว่า
    ' วันพรุ่งนี้ 10 โมง ให้คุณไปที่ร้าน ไวท์ เวสเทิร์น คาเฟ่ แล้วพูดกับพนักงานว่า เซล่า เซล่า เซล่า ' เพียงชั่วครู่ข้อความบนหน้าจอก็หายไปก่อนที่โทรศัพท์ของอเล็กซ์จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
    '' แค่นี้อ่ะนะ นี่คิดว่าฉันจะไปจริงๆเหรอ "
    ใช่อเล็กซ์ไม่คิดจะไปอยู่แล้ว มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่เชื่ออะไรแบบนี้ เขาเพียงแค่กดๆไปเพราะหวังว่าโทรศัพท์จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมและเขาก็คิดไม่ผิด หลังจากนั้นอเล็กซ์พึ่งสังเกตุได้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน นี่มันไกลจากบ้านเขามากทีเดียว กว่าอเล็กซ์จะกลับไปถึงบ้านก็เล่นเอาเหงื่อออกเหมือนกัน ตอนขามาเขาเดินมา ตอนขากลับเขากลับต้องวิ่งเนื่องจากมันเริ่มดึกแล้ว